1

ออปแอมป์ (Operational Amplifiers)
บทนำำ
โอเปอเรชันแอมพลิฟายเออร์ (Operational Amplifiers – op amps –
ออปแอมป์ )

ถูกนำามาใช้กันอย่างกว้างขวางในวงจรอิเล็กทรอนิ กส์ ในปี ค.ศ. 1965
RobertJ.Widar

ได้ทำาวงจรรวมออปแอมป์ บนซิฟซิลิกอนเดียวเป็ นครั้งแรกและได้นำาอุปก
รณ์แอคทีฟมาใช้กันอย่างกว้างขวางในอิเล็กทรอนิ กส์,การสื่อสาร,ระบบ

อัตโนมัติ,เทคนิ คเกี่ยวกับเสียงและภาพ,การวัด,อุตสาหกรรมเครื่องยนต์

และเครื่องบิน เป็ นต้น ออปแอมป์ เป็ นอุปกรณ์ที่มีขนาดเล็กราคาตำ่า และ
มีความน่าเชื่อถือสูง ซึ่งตัวแปรคุณลักษณะเหล่านี้ ทำาเป็ นวงจรขยายใน

อุดมคติ ผลก็คือออปแอมป์ เป็ นบล็อกการสร้างพื้ นฐานสำาหรับวงจรง่าย ๆ
แต่สามารถทำาให้วงจรอิเล็กทรอนิ กส์แบบอนาล็อกดิฟเฟอเรนต์มีความ
เที่ยงตรง

2

คุณจะได้เรียนอะไรบ้างในวิชานี้

เกี่ยวกับบทเรียนนี้ ครอบคลุมวงจรออปแอมป์ พื้ นฐาน
หลังจากศึกษาเกี่ยวกับการสอนในบทนี้ คุณสามารถ
รู้

เข้าใจ

ออปแอมป์ คืออะไร ตัวแปรและคุณลักษณะของออปแอมป์
การประยุกต์ใช้งานออปแอมป์ พื้ นฐาน

การทำางานของออปแอมป์ ในโหมดดิฟเฟอเรนต์

(Different Mode)

การทำางานของออปแอมป์ ในวงจรเชิงเส้น

การทำางานของออปแอมป์ ในวงจรไม่เป็ นเชิงเส้น

3

วิเคราะห์

กลับเฟส

วงจรขยายกลับเฟส (lnverting Amplifier) และวงจรขยายไม่
(Non-inverting Amplifier) วงจรเปรียบเทียบและการทำางาน

แบบชมิตทริกเกอร์

ประเมินค่า อัตราขยายแรงดันและแบนด์วิดท์วงจรดิฟเฟอเรนต์ ความถี่
ของวงจร

ออสซิลเลตที่ผลิตเป็ นรูปคลื่นไซน์ และที่ไม่เป็ นรูปคลื่นไซน์

แรงดันเอาต์พุต

ของตัวรักษาระดับของแรงดันแบบอนุ กรม

4

โอเปอเรชัน แอมพลิฟำยเออร์ (ออปแอมป์ )

รูปภาพข้างต้นทางด้านซ้ายมือแสดงสัญลักษณ์ของออปแอมป์ ที่ใช้กัน

อย่างกว้างขวาง ออปแอมป์ มี 3 ขั้ว คือ 2 ขั้วเป็ นอินพุต-ขั้วกลับเฟส

(U-) และขั้วไม่กลับเฟส (U+) และอีก 1 ขั้วเป็ นเอาต์พุต (Uout) โดยปกติ
ต้องป้ อนแหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้ ากระแสตรงให้กับออปแอมป์ ที่ข้ ัวบวก
(+Ucc) และขั้วลบ (-Ucc)

รูปภาพข้างต้นทางด้านขวามือแสดงแบบจำาลองของออปแอมป์ ใน

อุดมคติ ออปแอมป์ ในอุดมคติมีความต้านทานอินพุตเป็ นอนั นต์ (Rin)

(ความต้านทานรวมระหว่างอินพุตทั้งสอง) ซึ่งความต้านทานเอาต์พุตมีค่า
เท่ากับ 0 (ความต้านทานอนุ กรมที่ข้ ัวเอาต์พุตของออปแอมป์ ) และอัตรา

ขยายแรงดันแบบลูปเปิ ดเป็ นอนั นต์ (Auo) (อัตราขยายของวงจรขยายเมื่อ
ไม่ต่อกับอุปกรณ์ภายนอก)
แผงผังของออปแอมป์

5 สัญลักษณ์ท่ีมีรายละเอียดมากและไดอะแกรมแผนผังอย่างง่ายของตัว อย่างออปแอมป์ ไบโพล่าร์แสดงไว้ในรูปภาพข้างต้น จะมีข้ ัว 2 คู่เพิ่มเข้า ให้กับสัญลักษณ์ออปแอมป์ พื้ นฐาน คือ U0a1 . Ufc2 สำาหรับการชดเชยความถี่จากภายนอก ออปแอมป์ นี้ ประกอบด้วยส่วนดิฟเฟอเรนเชียลอินพุต ส่วนวงจรขยาย ระดับสอง และส่วนเอาต์พุต ส่วนวงจรขยายดิฟเฟอเรนเชียลอินพุตขยาย ในส่วนของสัญญาณอินพุต และเอาสัญลักษณ์รบกวนออก วงจรขยาย ระดับสองเป็ นส่วนเพิ่มการขยายนี้ ให้มากขึ้น ส่วนเอาต์พุตที่ทำาให้ความ ต้านทานเอาต์พุตของวงจรมีค่าตำ่าอย่างแน่นอนเท่าที่เป็ นไปได้ กำรทำำงำนที่อินพุตด้ำนเดียว . U0a2 สำาหรับปรับออฟเซ็ต ภายนอก และ Ufc1.

6 ออปแอมป์ ตัวหนึ่ งทำางานในโหมดอินพุตด้านเดียวเมื่อสัญญาณถูก ขยายได้ป้อนเข้าทางด้านอินพุตเพียงขาเดียวเท่า (Single-Ended Input Operation) นั้ น ซึ่งอินพุตอื่นต่อลงกราวน์ ดังนั้ นขนาดของสัญญาณ เอาต์พุตเป็ น Uout = AuoUin เมื่อ Uin คือ ขนาดของสัญญาณอินพุต และ Auo คือ อัตราขยายแรงดันแบบลูปเปิ ด เมื่อสัญญาณถูกป้ อนเข้าขาอินพุตกลับเฟส ออปแอมป์ อยู่ในโหมด อินพุตด้านลบด้านเดียว และสัญญาณอินพุตและเอาต์พุตมีข้ ัวที่ตรงข้าม กัน เมื่อสัญญาณถูกป้ อนเข้าขาอินพุตไม่กลับเฟส ออปแอมป์ อยู่ในโหมด อินพุตด้านบวกด้านเดียว และสัญญาณอินพุตและเอาต์พุตมีข้ ัวเหมือนกัน มีขีดจำากัดด้านบน (+Usat) และด้านล่าง (-Usat) บนแรงดันเอาต์พุต ซึ่ง ค่าเหล่านี้ มีค่าไม่เกินแรงดันของแหล่งจ่ายไฟฟ้ ากระแสตรง กำรทำำงำนของอินพุตโหมดร่วมและอินพุตโหมดแยก (Differential Input & Common-Mode Input Operation) .

7 ออปแอมป์ ทำางานอยู่ในโหมดอินพุตแยกเมื่อสัญญาณทั้งสองมีข้ ัวตรง ข้ามกันที่ป้อนให้กับอินพุต ในโหมดนี้ สัญญาณเอาต์พุตเป็ น Uout = AuoUin = Auo(U -U ) + - เมื่อสัญญาณอินพุตทั้งสองเหมือนกัน (ประกอบด้วยเฟส ขนาด และ ความถี่เหมือนกัน) ถูกป้ อนให้กับอินพุต ออปแอมป์ ทำางานอยู่ในอินพุต โหมดร่วม ซึ่งในโหมดนี้ สัญญาณเอาต์พุตมีค่าใกล้เคียงศูนย์ และอัตรา ขยายแรงดันโหมดร่วม เท่ากับ Aucm = Uout/Uincm มีค่าน้อยกว่า 1 พฤติกรรมของออปแอมป์ ในโหมดการทำางานนี้ ได้แสดงไว้ในรูปข้างต้น ตัวแปรและคุณลักษณะ .CMRR .

8 อัตราการขจัดสัญญาณโหมดร่วม (Common-Mode-Rejection Ratio - CMRR) เป็ นการวัดความสามารถของวงจรขยายเพื่อขจัดสัญญาณโหมด ร่วมและเพื่อขยายสัญญาณอินพุตดิฟเฟอเรนเชียล ในรูปภาพข้างบนนี้ การขจัดสัญญาณโหมดร่วม Uincm สามารถสังเกตเห็นได้ ข้อสังเกตไม่ สัญญาณเอาต์พุตเมื่อมีการปรับตัวรักษาระดับของ Uincm .

9 สัญญาณอินพุตดิฟเฟอเรนเชียล Uind ใช้เป็ นข้อมูลสำาหรับขยาย ข้อ สังเกตสัญญาณดิฟเฟอเรนเชียลปรากฏในเอาต์พุตเมื่อมีการปรับตัวรักษา ระดับ Uind อัตราการขจัดสัญญาณโหมดร่วม (common-mode rejection ratio) หรือ CMRR เป็ นอัตราส่วนระหว่างอัตราขยายลูปเปิ ด Auo ต่ออัตราขยาย แรงดันโหมดร่วม ดังนั้ นค่า CMRR มีค่าสูงก็ย่ิงดี ผลตอบสนองควำมถี่ คุณลักษณะของผลตอบสนองความถี่ (Frequency Response Characteristic) กำาหนดได้ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างอัตราขยายแรงดันของ วงจรขยายกับความถี่การทำางาน ในรูปภาพข้างบนนี้ สังเกตเห็นว่าอัตรา ขยายแรงดันของออปแอมป์ ลดลงเมื่อความถี่ของสัญญาณเพิ่มขึ้น อัตรา ขยายแรงดันในคุณลักษณะนี้ แสดงในหน่วยเดซิเบล (dB) เมื่อ Auo (dB) = 20 log Auo .

10 ความถี่อัตราขยายเท่ากับ 1 (fT) คือ ความถี่ท่ีอัตราขยายลูป เปิ ด Auo เปลี่ยนเป็ น 1 (0 dB) เพื่อให้แน่ใจถึงเสถียรภาพของวงจรขยาย อัตราขยายแรงดันควรลดลง 10 เท่าของขนาดสูงสุด (-20 dB) สำาหรับทุก ๆ 10 เท่าของความถี่ท่ีเพิ่มขึ้น (สำาหรับทุก ๆ decade) แสดงไว้ในรูปภาพ ข้างบน อัตรำสลูว์ (Slew Rate) อัตราสลูว์ (Slew Rate) คือ อัตราเปลี่ยนแปลงสูงสุดของแรงดัน เอาต์พุตต่ออัตราการเปลี่ยนแปลงของเวลา ความสัมพันธ์ระหว่างอัตรา สลูว์กับผลตอบสนองความถี่ของออปแอมป์ มีความเกี่ยวข้องกันอย่างมาก ความถี่อัตราขยายเท่ากับ 1 มีค่าสูงขึ้นก็จะทำาให้อัตราสลูว์สงู ขึ้นด้วย .

กำรคำำนวณอัตรำสลูว์ (Slew-rate Calculation)ทำงด้ำนบวก และด้ำนลบ วิธีทำำ SR + = For the leading edge ∆V 10 V = ∆t + 2 µF SR + = 5V / µS For the falting edge SR − = ∆V 10V = ∆t − 1µS SR − =10V / µS คุณลักษณะของออฟเซ็ต .11 เมื่อสัญญาณอินพุตมีความถี่ตำ่า สัญญาณเอาต์พุตอยู่ในรูปสี่เหลี่ยม คางหมูมีรูปคลื่นค่อนข้างเป็ นแบบพัลส์ ในกรณี น้ ี ขนาดอยู่ท่ีค่าสูงสุดของ มัน เมื่อความถี่เพิ่มขึ้น รูปร่างของสัญญาณเปลี่ยนเป็ นสามเหลี่ยมและ ขนาดของเอาต์พุตลดลง สิ่งนี้ เนื่ องจากค่าที่ถูกจำากัดของอัตราสลูว์ของ วงจรขยาย ในแรงดันเอาต์พุตมีการเปลี่ยนแปลงที่เหมือนกันในกรณี ท่ี เป็ นแรงดันอินพุตแบบไซน์ ตัวอย่ำง .

12 ปรับออฟเซ็ต ก่อน หลังปรับออฟเซ็ต แรงดันออฟเซ็ตเอาต์พุต (Output offset voltage Uo) คือ แรงดัน ไฟฟ้ ากระแสตรงดิฟเฟอเรนเชียลที่อินพุตมีค่าเท่ากับ 0 แต่แรงดัน เอาต์พุตมีค่าไม่เท่ากับ 0 รูปภาพข้างบนนี้ แสดงแรงดันออฟเซ็ตที่ถูกปรับ .

ความถี่อัตราขยายเท่ากับ 1 fT. ความ ต้านทานอินพุต Rin. ความต้านทานเอาต์พุต Rout. อัตราสลูว์ SR และ คุณลักษณะออฟเซ็ต รูปภาพข้างบนเสนอแบบจำาลองของออปแอมป์ จริงที่ใช้กันบ่อย ตัวอย่างของค่าสำาหรับตัวแปรพื้ นฐานของออปแอมป์ อุดมคติ ออปแอมป็ ใช้งานทัว่ ไป และออปแอมป์ ความเที่ยงตรงสูงแสดงไว้ในตาราง ตัวอย่ำงกำรประยุกต์ใช้งำนของออปแอมป์ .13 ด้วยการใช้โพเทนชิโอมิเตอร์ระหว่างขั้วการปรับออฟเซ็ตภายในทั้ง สอง Uoa1 และ Uoa2 คุณลักษณะอื่น ๆ ของออปแอมป์ คือ กระแสไบแอสอินพุต IB : ค่าเฉลี่ยของกระแสอินพุตทั้งสอง IB และ IB - + กระแสออฟเซ็ตอินพุต Io: ความแตกต่างระหว่างกระแสอินพุตทั้ง สอง IB และ IB - + ตัวอย่ำงค่ำตัวแปรพื้ นฐำน ตัวแปรพื้ นฐานของออปแอมป์ คือ อัตราขยายแรงดันลูปเปิ ด Auo. อัตราการขจัดโหมด ร่วม CMRR.

14 ออปแอมป์ คืออุปกรณ์แอคทีฟที่สามารถทำาอะไรได้หลายอย่างสำาหรับการ ประยุกต์ใช้งานทางด้านอนาล็อก ป้ อนกลับแบบลบ .

U = Uout /Auo และเนื่ องจากอัตราขยายลูปเปิ ด + - สูงของออปแอมป์ ความแตกต่างนี้ เข้าใกล้ 0 เมื่อ Uin = U ≈ U = + - BUout และอัตราขยายแรงดันของวงจรขยายด้วยป้ อนกลับลบ Au คือ เท่ากับ Uout /Uin≈1/B ขณะที่ B เพิ่มขึ้น ขนาดของแรงดันเอาต์พุตและอัตราขยาย แรงดันลดลง วงจรขยำยไม่กลับเฟส (Non-inverting Amplifier) การใช้โครงสร้างของออปแอมป์ หลายอย่างและวงข่ายป้ อนกลับลบ ชนิ ดแตกต่างของวงจรขยายสามารถสร้างได้ .15 ป้ อนกลับแบบลบ (Negative Feedback) เป็ นการย้อนกลับเศษส่วน ของสัญญาณเอาต์พุตกับสัญญาณอินพุต ซึ่งสัญณาณป้ อนกับสัญญาณ อินพุตมีเฟสตรงข้ามกัน สิ่งนี้ ทำาให้สำาเร็จได้ด้วยวงข่ายป้ อนกลับลบ (NFN) ต่อขั้วเอาต์พุตและอินพุต ในรูปภาพข้างบน NFN ย้อนกลับเศษส่วน B ของสัญญาณเอาต์พุตต่อ อินพุตกลับเฟส U = BUout ความแตกต่างระหว่างอินพุตไม่กลับเฟสกับ - อินพุตกลับเฟส คือ U .

16 เมื่อสัญญาณอินพุตป้ อนให้กับอินพุตไม่กลับเฟส U และส่วนของ + สัญญาณเอาต์พุตถูกย้อนกลับไปยังอินพุตกลับเฟส U ดังนั้ นวงจรทำางาน - เป็ นวงจรขยายไม่กลับเฟส ซึ่งแสดงไว้ดังรูปภาพข้างบน วงข่ายป้ อนกลับ ประกอบด้วยความต้านทาน 2 ตัว .Rf และ Ri ค่านี้ เป็ นสิ่งที่กำาหนด เศษส่วนป้ อนกลับ B = Ri /(Rf+Ri)อัตราขยายแรงดันของวงจรขยาย Au เท่ากับ Uout /Uin≈1/B = 1+Rf /Ri ซึ่งสอดคล้องกัน การเปลี่ยนแปลง อัตราส่วน Rf /Ri ใช้โพเทนชิโอมิเตอร์ปรับอัตราขยายของวงจรขยายได้ วงจรตำมแรงดัน (Voltage-Follower) ชนิ ดพิเศษของวงจรขยายไม่กลับเฟสคือ วงจรตามแรงดัน โครงสร้างนี้ ใช้ต่อโดยตรงระหว่างเอาต์พุตกับอินพุตกลับเฟส ดังนั้ นทั้งหมดของแรง ดันเอาต์พุตถูกป้ อนให้กับอินพุตกลับเฟส เศษส่วนป้ อนกลับคือ B = 1 และอัตราขยายแรงดันที่สอดคล้องคือ Au = 1/B = 1 แรงดันเอาต์พุตเป็ น ไปตามสัญญาณอินพุต .

17 วงจรตามแรงดันมีอิมพีแดนซ์อินพุตสูงมาก ซึ่งอิมพีแดนซ์เอาต์พุตมี ค่าตำ่ามากและแบนด์วิดท์สูงสุด ลักษณะพิเศษเหล่านี้ ทำาให้มันเป็ นวงจร ขยายบัฟเฟอร์ท่ีต่อระหว่างอิมพีแดนซ์สูงกับแหล่งจ่ายความถี่สูงแลโหลด อิมพีแดนซ์ตำ่า วงจรขยำยกลับเฟส (Inverting Amplifier) ในวงจรขยายกลับเฟส (Inverting Amplifier) สัญญาณอินพุตต้องต่อ เข้ากับขาอินพุตกลับเฟสผ่านความต้านทานอนุ กรม Ri สัญญาณเอาต์พุต ย้อนกลับไปยังขาอินพุตกลับเฟสผ่าน Rf แรงดันตกคร่อม Uoi ระหว่างขา .

Rf /Ri ) แรงดันเอาต์พุตสามารถ เปลี่ยนได้ด้วยการปรับโพเทนชิโอมิเตอร์ สิง่ นี้ กำาหนดอัตราส่วนทั้งความ ต้านทานและอัตราขยายแรงดัน วงจรขยำยกำรรวม.18 อินพุตกลับเฟสกับไม่กลับเฟสมีค่าประมาณ 0 เนื่ องจากอัตราขยายลูป เปิ ดของออปแอมป์ มีค่าสูง เมื่อขาอินพุตไม่กลับเฟสต่อกับกราวน์ แรงดัน ของขาอินพุตกลับเฟสมีค่าใกล้เคียง 0 (ขาอินพุตกลับเฟสเป็ นกราวน์ ลอย) อัตราขยายแรงดัน Au คือ อัตราส่วนของความต้านทานป้ อน กลับ Rf ต่อความต้านทาน Ri (Au = . กำรเฉลี่ย และกำรสเกล .

19 วงจรขยายการรวม (Summing Amplifier) มีค่าตำ่าสุดของขาอินพุตทั้ง สอง และเอาต์พุตของมันเทียบกับค่าลบของผลบวกพีชคณิ ตของแรงดัน อินพุต .

1U Z ) R1 . R3 ซึ่ง วิธีทำา U out = −( เมื่อ Rf R1 Rf R1 Ux + Rf R2 Uy + R f =10 KΩ = 10 .Scaling Amplifier Sizing จากวงจรให้คำานวณหาค่า U out = −(10 U x +U y + 0. R 3 = = 100 KΩ R3 0 . R! = Rf R3 UZ ) และ ใช้เทียบสัมประสิทธิ์ Rf R3 = 0.1 10 KΩ = 1KΩ 10 10 KΩ 10 KΩ = 1 . 10 KΩ = 10 R1 Rf R2 =1 . .20 วงจรขยายการเฉลี่ย (Averaging Amplifier) ส่งเอาต์พุตเป็ นค่าเฉลี่ย ทางคณิ ตศาสตร์ของแรงดันอินพุต ในวงจรนี้ อัตราส่วน Rf /Ri เท่ากับค่า ของจำานวนอินพุต วงจรบวกสเกล (Scaling Adder) เป็ นการเปลี่ยนแปลงวงจรขยายการ บวก แต่ละอินพุตมีน้ ำาหนั กแตกต่างกัน นำ้าหนั กเหล่านี้ ทำาให้สำาเร็จด้วย ค่าตัวต้านทานอินพุตที่แตกต่าง ฟั งก์ชันของวงจรเหล่านี้ กำาหนดด้วยการปรับวงจรรักษาระดับแรงดัน อินพุตในรูปภาพข้างบน ตัวอย่ำง . R2 .1 .1 จาก . R2 = = 10 KΩ R2 1 10 KΩ 10 KΩ = 0 .

21 วงจรกรองแบบแอกทีฟ (Active Filters) .

โดยวงจรใข้ตัวต้านทาน คา ปาซิเตอร์ และอินดักเตอร์ แต่ท่ีความถี่ตำ่า อินดักเตอร์มีขนาดใหญ่และ ราคาแพง สิ่งนี้ เป็ นเหตุผลสำาหรับการใช้งานวงจรกรองแบบแอกทีฟ (Active Filter) อย่างกว้างที่ประกอบด้วยออปแอมป์ และวงจร RC เท่านั้ น รูปภาพข้างบนแสดงวงจรและคุณลักษณะอุดมคติของวงจรกรองความถี่ ตำ่าผ่าน (Active Low-pass Filters) แบบแอกทีฟและวงจรกรองความถี่สูง ผ่านแบบแอกทีฟ (Active High-pass Filters) เมื่อไรที่การเปลี่ยนแปลง ความถี่สัญญาณเกิดขึ้น มันสามารถมองเป็ นวงจรความถี่ตำ่าผ่านซึ่งยอมให้ ความถี่ตำ่ากว่าผ่านและความถี่สูงกว่าเอาออก ในทางกลับกัน วงจรกรอง ความถี่สูงผ่านยอมให้ความถี่สูงผ่าน แต่ความถี่ตำ่ากว่าเอาออก แหล่งจ่ำยแรงดันควบคุมกระแส .22 วงจรกรองเป็ นวงจรซึ่งยอมให้ความถี่ต้องการผ่านและที่ไม่ต้องการเอา ออก วงจรกรองอย่างง่ายสุดเป็ นแบบพาสซีฟ.

23 แหล่งจ่ำยแรงดันควบคุมกระแส แหล่งจ่ายแรงดันควบคุมกระแส (Voltage-Controlled Current Sources) ทำาให้กระแสที่ควบคุมไหลผ่านโหลดมีความแน่นอน ค่ากระแสนี้ ขึ้นอยู่กับแรงดันอินพุต มี 2 กรณี พื้นฐานคือ โหลด Floating และโหลด ต่อลงกราวน์ด้านหนึ่ ง กรณี โหลด Floating เมื่อแรงดันที่ขาอินพุตกลับเฟสเข้าใกล้แรงดันที่ขา อินพุตไม่กลับเฟส สัญญาณอินพุต Uin ปรากฏตกคร่อม R ดังนั้ น กระแสที่ ไหลผ่าน R มีค่าคงที่ เป็ นสัดส่วนกับ Uin กรณี โหลดต่อลงกราวน์ กระแส เป็ นสัดส่วนกับความแตกต่างระหว่างแหล่งจ่ายแรงดัน U และ Uin .

24 ตัวต้านทาน รีเลย์ มอเตอร์ เป็ นต้น สามารถใช้เป็ นโหลดในวงจรที่ถูก พิจารณา วงจรขยำยแบบบริดจ์ วงจรขยำยแบบบริดจ์ .

สิ่งนี้ ปรับความต้านทานเซ็นเซอร์Rs ระหว่าง 0 กับ 2R .25 วงจรขยายแบบบริดจ์ (Bridge Amplifiers) ใช้ขยายสัญญาณเล็ก ๆ จาก เซ็นเซอร์ วงจรนี้ ถ่ายโอน ΔR ของความต้านทานเซ็นเซอร์Rs ต่อเอาต์พุต เมื่อบริดจ์สมดุล (Rs = R) แรงดันเอาต์พุตเท่ากับ 0 เมื่อความต้านทานเซ็นเซอร์เพิ่มขึ้น (Rs > R) แรงดันเอาต์พุตมีค่าเป็ น ลบ เมื่อความต้านทานเซ็นเซอร์ลดลง (Rs< R) แรงดันเอาต์พุตมีค่าเป็ น บวก พฤติกรรมของวงจรนี้ กำาหนดได้ด้วยการปรับตัวเลื่อนในรูปภาพข้างบน.

26 วงจรเปรียบเทียบ (Comparators) วงจรเปรียบเทียบ (Comparators) เป็ นวงจรซึ่งเปรียบเทียบแรงดันของ สัญญาณ Uin ที่ป้อนให้กับค่าหนึ่ งของอินพุต ซึ่งประกอบด้วยแรงดัน อ้างอิง Uref บนค่าอื่น ค่าแรงดันอินพุตที่เป็ นเอาต์พุตสับเปลี่ยนสเตทของ มัน เรียกว่า แรงดันอ้างอิง หรือแรงดันจุด Trip หรือแรงดันเธรสโฮล แรง ดันอ้างอิงถูกเปลี่ยนด้วยวงจรรักษาระดับแรงดันในรูปภาพข้างบน ถ้าแรงดันของสัญญาณป้ อนให้ขาอินพุตไม่กลับเฟส Uout เปลี่ยน เป็ น+Usat (high state) เมื่อ Uin>Uref อีกอย่างหนึ่ งถ้าสัญญาณที่ป้อนให้กับ ขาอินพุตกลับเฟส และ Uin>Uref ซึ่ง Uout เปลี่ยนเป็ น-Usat (low state) วงจรเปรียบเทียบ .คุณลักษณะถ่ำยโอน .

27 คุณลักษณะถ่ายโอนแสดงสัญญาณ (Transfer Characteristic) เอาต์พุต เป็ นฟั งก์ชันของสัญญาณอินพุต ในกรณี ของวงจรเปรียบเทียบนี้ คุณลักษณะถ่ายโอนกำาหนดโดยตรงจากด้านเอาต์พุตของกระแส Uout ขึ้นอยู่ กับค่าแรงดันอินพุต Uin สำาหรับวงจรเปรียบเทียบด้วยขาอินพุตไม่กลับเฟส ถ้า Uin>Uref คุณลักษณะถ่ายโอน กำาหนดให้ด้านเอาต์พุตสูง Uout = +Usat ถ้า Uin<Uref คุณลักษณะถ่ายโอน กำาหนดให้ด้านเอาต์พุตตำ่า Uout = -Usat หลัก การของการทำางานเบื้ องต้นเป็ นแบบวงจรเปรียบเทียบอินพุตกลับเฟส วงจรรักษาระดับแรงดันในรูปภาพข้างบนสามารถเปลี่ยนแรงดันอ้างอิง ได้ ค่าแรงดันอ้างอิงใหม่ทุกค่าเปลี่ยนคุณลักษณะถ่ายโอน ชมิตทริกเกอร์ (Schmitt Trigger) .

28 ถ้าสัญญาณอินพุตของวงจรเปรียบเทียบมีสัญญาณรบกวน ทำาให้ สัญญาณเอาต์พุตไม่เสถียร เมื่อ Uin เข้าใกล้ Uref ดังแสดงไว้ในรูปภาพ ข้างบน เพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งนี่ จึงต้องใช้ชมิตทริกเกอร์ (Schmitt Trigger) ค่า ของแรงดันอ้างอิงของมันนี้ (รูปคลื่นสีแดง) ถูกเปลี่ยนระหว่าง upper trip point (UTP) และ lower trip point (LTP) ด้วยโพเทนชิโอมิเตอร์ ความ แตกต่างระหว่างระดับการสวิตช์ท้ ังสอง (UTP and LTP) เรียกว่า ฮีสเตอริ ซีส H ค่าของมันต้องมากกว่าขนาดของสัญญาณรบกวน ชมิตทริกเกอร์ .กำรรักษำแรงดันกลำง .

5V Ri + R f  10 KΩ + 30 KΩ  หา U TP . จุด Lower Trip(LTP) และฮีสเตอร์รซ ี ีสของ สมิตทริกเกอร์ กำาหนดให้ U TP = ±U Sat = ±10V วิธีทำา Ri 10 KΩ   U Sat =  10V = 2.กำรวิเครำะห์ชมิตทริกเกอร์ หาค่าจุด Upper Trip(UTP). Uc = 0 และ UTP และ LTP สมมาตกันตลอดแกน Y ถ้า Uoff เพิ่มขึ้น แรงดันฮีสเตอริซีสกลางเพิ่มขึ้นด้วย และ UTP และ LTP เคลื่อนที่ไปด้านขวา ถ้า Uoff ลดลง แรงดันฮีสเตอริซีสกลางลดลงด้วย และ UTP และ LTP เคลื่อนที่ไปด้านซ้าย ตัวอย่ำง .29 แรงดันกลางของฮีสเตอริซิส (Center Voltage of Hysteresis) Uc คือ จุดตรงกลางระหว่าง UTP และ LTP ค่าของ Uc เปลี่ยนได้ด้วยวงจรรักษา ระดับแรงดัน Uoff การเปลี่ยนจุดตรงกลางสามารถทำาได้โดยการเลือกจุดที่ เหมาะสม ถ้า Uoff = 0.

5V − (− 2.30 หา LTP = − Ri 10 KΩ   U Sat = − 10V = − 2.5V Ri + R f 10 KΩ + 30 KΩ  หาฮีสเตอร์รซ ี ส ี H = U T P_ LT P = 2.5V ) = 5V ชมิตทริกเกอร์ไม่กลับเฟส LTP .

31 ชมิตทริกเกอร์ไม่กลับเฟส (Non-inverting Schmitt Trigger ) แสดงไว้ ในรูปภาพข้างบน เมื่อเอาต์พุตอยู่ในด้านสูง แรงดันที่เพิ่มถูกป้ อนให้กับขา อินพุตไม่กลับเฟสด้วยความต้านทานป้ อนกลับ Rf เป็ นบวก สิ่งนี้ ทำาให้ ระดับทางเอาต์พุตด้านสูงแข็งแรง เอาต์พุตนี้ จะสับเปลี่ยนไปเป็ นด้านตำ่า เมื่ออินพุตมีค่าน้อยกว่าค่า LTP เมื่อนั้ นเอาต์พุตมีค่าเท่ากับ-Usat แรงดัน ป้ อนกลับไปยังขาอินพุตไม่กลับเฟสเป็ นลบ สิ่งนี้ รักษาไว้ด้านเอาต์พุตตำ่า ในกรณี น้ ี เอาต์พุตจะสับเปลี่ยนเมื่ออินพุตมีค่าไปถึง UTP ค่าของฮีสเตอริซีส H ของวงจรที่พิจารณาถูกรักษาระดับด้วยโพเทนชิโอ มิเตอร์ แรงดันกลางของฮีสเตอริซส ี Uc สามารถปรับค่าด้วยการเปลี่ยนค่า ของ Uoff วงจรเปรียบเทียบวินโดว์ .

32 รูปภาพข้างบนนี้ แสดงวงจรเปรียบเทียบวินโดว์ (Window Comparator) ซึ่งใช้เมื่อแรงดันอินพุตอยู่ระหว่างขีดจำากัดทั้งสอง สมรรถนะของวงจรเปรียบเทียบที่นำาเสนอสามารถแสดงโดยทาง คุณลักษณะถ่ายโอน .กราฟของเอาต์พุตต่อแรงดันอินพุต เมื่อแรงดันอินพุตน้อยกว่าแรงดันอ้างอิงด้านล่าง UrefL หรือมากกว่าแรง ดันอ้างอิงด้านบน UrefU ทรานซิสเตอร์ตัวใดตัวหนึ่ ง (TU หรือ TL) อยู่ใน สภาวะอิ่มตัวหรือแรงดันเอาต์พุต Uout เท่ากับ 0 เมื่อแรงดันอินพุตอยู่ระหว่าง UrefL และ UrefU และเอาต์พุตทั้ง UoutU และ UoutL ของออปแอมป์ ตำ่า ทำาให้ทรานซิสเตอร์อยู่ในคัตออฟ และ Uout อยู่ใกล้ +Ucc วงจรขยำยลอกำริทึมมิกและแอนติลอกำริทึมมิก .

33 วงจรขยายลอการิทึมมิก (Logarithmic Amplifier) สร้างแรงดัน เอาต์พุตเป็ นลอการิทึมธรรมชาติของแรงดันอินพุต วงจรขยายแอนติลอการิทึมมิก (Anti-logarithmic Amplifier) สร้าง แรงดันเอาต์พุตเป็ นแอนติลอการิทึมธรรมชาติของแรงดันอินพุต การทำางานของวงจรทั้งสองนี้ เป็ นพื้ นฐานบนความสัมพันธ์เอกซ์โพเนน เชียลระหว่างแรงดันและกระแสของไดโอดสารกึ่งตัวนำา คุณลักษณะถ่ายโอนของวงจรทั้งสองสังเกตได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงแรง ดันอินพุตด้วยวงจรรักษาระดับแรงดันในรูปภาพ วงจรจำำกัดแบบแอกทีฟ (Active Limiters) .

34 .

35 ทิ้ง วงจรจำากัดแบบแอกทีฟ (Active Limiters) ตัดส่วนของสัญญาณอินพุต วงจรจำากัดด้านบวกจำากัดของไซเคิลบวกของสัญญาณอินพุต สิ่งนี้ ถูก ควบคุมด้วยค่าของแรงดันอ้างอิงกับอินพุตด้านบวก เมื่อสัญญาณ อินพุต Uin น้อยกว่า Uref สัญญาณเอาต์พุตของออปแอมป์ เป็ นบวก ซึ่งได โอดหยุดนำากระแสและแรงดันเอาต์พุต Uout เป็ นไปตามสัญญาณอินพุต เมื่อสัญญาณอินพุตมากกว่า Uref เอาต์พุตของออปแอมป์ เป็ นลบและไดโอด นำากระแส สิ่งนี้ สร้างป้ อนกลับด้านลบแข็งแรงและเอาต์พุต Uout มีค่าคงที่ เท่ากับ Uref วงจรจำากัดด้านลบทำางานเหมือนกัน แต่มันจำากัดส่วนของไซเคิลครึง่ ลบของสัญญาณอินพุต วงจรเรียงกระแสครึง่ คลื่นแบบแอกทีฟ .

36 รูปภาพข้างบนนี้ แสดงวงจรเรียงกระแสครึง่ คลื่นแบบแอกทีฟ (Active Half-Wave Rectifiers) ถ้าขั้วของสัญญาณต่อเข้ากับขาอินพุตไม่กลับเฟส เป็ นบวก เอาต์พุตของออปแอมป์ เป็ นบวกด้วยและไดโอดนำากระแส เมื่อ วงจรนี้ ทำางานเป็ นวงจรตามแรงดันและที่ครึง่ คลื่นบวกให้กับตัวต้านทาน โหลด เมื่ออินพุตเป็ นครึง่ คลื่นลบ เอาต์พุตเป็ นลบด้วย ดังนั้ นไดโอดหยุด นำากระแสและไม่มีแรงดันให้กับโหลดตัวต้านทาน ถ้าทิศทางของกระแสไดโอดเปลี่ยน วงจรใหม่กระทำาเหมือนกับวงจร เรียงกระแสครึง่ คลื่นลบ รูปครึง่ คลื่นลบไปปรากฏที่เอาต์พุต การทำางานของวงจรนี้ สังเกตได้ด้วยการปรับวงจรรักษาระดับแรงดัน อินพุตในรูปภาพข้างบน วงจรอินทิเกรเตอร์ออปแอมป์ .

37 รูปภาพข้างบนแสดงวงจรอินทิเกรเตอร์ออปแอมป์ (Op Amp Integrator) ประกอบด้วยสัญญาณอินพุตพัลส์ ในวงจรนี้ ส่วนป้ อนกลับคือ คาปาซิเตอร์ เมื่อสัญญาณอินพุตแตกต่างจากค่า 0 กระแสอินพุตไหลผ่าน ตัวต้านทาน R กระแสนี้ อัดประจุ (หรือคายประจุ )ให้กับคาปาซิเตอร์ แรง ดันเอาต์พุต Uout เท่ากับแรงดันคาปาซิเตอร์UC แรงดันนี้ เป็ นสัดส่วน โดยตรงกับเวลาการอัดประจุคาปาซิเตอร์กับขนาดสัญญาณอินพุต Uin มัน เป็ นสัดส่วนผกผันกับเวลาคงที่ RC ความถี่ของสัญญาณอินพุตสูงกว่า เวลาที่ใช้ในการอัดประจุน้อยกว่า การทำางานของตัวอินทิเกรเตอร์กำาหนดได้ด้วยปรับแรงดันและความถี่ ในรูปภาพข้างบน วงจรดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ออปแอมป์ .

38 รูปภาพข้างบนนี้ แสดงวงจรดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ออปแอมป์ (Op Amp Differentiator) ในวงจรนี้ ตัวต้านทานและคาปาซิเตอร์ถูกเปลี่ยนด้วยกัน .

39 เมื่อเปรียบเทียบกับวงจรอินทิเกรเตอร์ออปแอมป์ เมื่อสัญญาณอินพุตถูก ป้ อนเข้าไป ย่านอินพุตทั้งหมดปรากฏต่อคาปาซิเตอร์เพราะว่ากราวน์ลอย ถ้าสัญญาณนี้ เป็ นแรมป์ กระแสไหลผ่านคาปาซิเตอร์คงที่ กระแสนี้ ไหล ผ่านตัวต้านทานป้ อนกลับ R เพื่อสร้างแรงดันเอาต์พุต Uout แรงดันนี้ เป็ น สัดส่วนโดยตรงกับความชันของสัญญาณอินพุตที่ประกอบด้วย RC สัดส่วนคงที่ เมื่อสัญญาณอินพุตเป็ นสี่เหลี่ยมผืนผ้า วงจรนี้ สร้างสัญญาณเอาต์พุตส ไปค์ ด้านไต่ข้ ึนนำาไปสู่พัลส์สไปค์บวกและด้านไต่ลงนำาไปสู่พัลส์สไปค์ด้าน ลบ วงจรแปลงสัญญำณดิจิตอลเป็ นอนำล็อก วงจรแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็ นอนาล็อก (Digital-to-Analog Converter) อย่างง่ายสามารถใช้การสเกล ตัวบวก และสวิตช์ 2 ระดับ .

40 ชนิ ดของวงจรนี้ ใช้กำาเนิ ดแรงดันเทียบกับโค้ตอินพุต ในรูปภาพข้างบน สวิตช์โรตารีค ่ วบคุมสวิตช์ 2 ระดับ และในวิธีน้ ี ปรับให้สอดคล้องกับโค้ตดิจิ ตอลอินพุต แรงดันเอาต์พุตประกอบด้วยค่าแตกต่างหาได้ด้วยการเปลี่ยนรอบ ตำาแหน่งสวิตช์ วงจรสุ่มและโฮล (Sample & Hold) .

41 วงจรแกว่งรีแลคเซชันรูปคลื่นสี่เหลี่ยม การหาคาบเวลาในการแกว่ง T = RC ln(1 + 2 Ri ) Rf วงจรแกว่งรีแลคเซชัน (Relaxation Oscillator) กำาเนิ ดจากเอาต์พุตรูป คลื่นสี่เหลี่ยมผืนผ้า การทำางานของมันอยู่บนพื้ นฐานการอัดประจุและการ คายประจุของคาปาซิเตอร์ C ผ่านตัวต้านทาน R ถ้าเอาต์พุตอยู่ในด้านสูง +Usat คาปาซิเตอร์จะอัดประจุไปถึงค่านี้ ออปแอมป์ นี้Ri. และ Rf ต่อเข้า ด้วยกัน เมื่อค่าของคาปาซิเตอร์อยู่ท่ี UTP ของทริกเกอร์ ซึง่ แรงดัน เอาต์พุตเปลี่ยนเป็ น-Usat เมื่อทิศทางการอัดประจุของคาปาซิเตอร์เปลี่ยน .

857 KHz T 5.6 µS หาความถี่ f = 1 1 = = 17 .75 T = 5.6 µS Ri ) Rf .วงจรแกว่ง Relaxation ให้หำคำบเวลำ T และควำมถี่ของ วงจร กำำหนดให้ U Sat = ±10V วิธีทำา คาบ T ของการแกว่งเท่ากับ T = RC ln(1 + 2 60 KΩ   T =10 KΩ×1nF ln 1 + 2  60 KΩ+100 KΩ  T =10 ×10 −6 ln 1.42 และแรงดันของอินพุตลบลดลง เมื่อนั้ นแรงดันนี้ อยู่ในด้านล่าง LTP ออป แอมป์ เปลี่ยนกลับไปเป็ น+Usat ไซเคิลนี้ จะทำาซำ้าไปเลย ๆ ความถี่ของการ แกว่งขึ้นอยู่กับค่าเวลาคงที่ RC และขึ้นอยู่กับ ความต้านทาน Ri and Rf ตัวอย่ำง .

43 วงจรแกว่งประกอบด้วยเอำต์พุตรูปคลื่นสี่เหลี่ยมและสำมเหลี่ยม วงจรแกว่งประกอบด้วยเอาต์พุตรูปคลื่นสี่เหลี่ยมและสามเหลี่ยม (Oscillator with Square-Wave and Triangular) นี้ ที่ใช้กันอยู่ 2 วงจร คือ ชมิตทริกเกอร์ไม่กลับเฟส (op amp A1) และวงจรอินทิเกรเตอร์ op amp A2) เอาต์พุตของวงจรอินทิเกรเตอร์น้ ี เป็ นรูปคลื่นสามเหลี่ยมและต่อเข้า กับอินพุตของชมิตทริกเกอร์ ดังนั้ น ที่เอาต์พุตของทริกเกอร์ จะปรากฏ สัญญาณรูปคลื่นสี่เหลี่ยม เมื่อเอาต์พุต Uout1 อยู่ด้านสูง แรงดันที่เอาต์พุต ของวงจรอินทิเกรเตอร์บลดลงจนกระทัง่ ถึง LTP ของทริกเกอร์ เมื่อชมิต ทริกเกอร์สบ ั เปลี่ยน Uout1 ไปยังด้านล่าง แรงดันนี้ ที่เอาต์พุต Uout2 เริม ่ เพิ่ม ขึ้นจนกระทัง่ มันถึง UTP ของทริกเกอร์ หลังจากนั้ น ก็เกิดขึ้นซำ้า .

วงจรแกว่งสัญญำณ เวนบริดจ์ให้คำำนวณหำค่ำ วงจรเกิดกำรแกว่งและหำค่ำควำมถี่ของกำรแกว่ง R2 ที่จะทำำให้ .44 วงจรแกว่งแบบเวนบริดจ์ fr = 1 2πRC วงจรแกว่งแบบเวนบริดจ์ (Wien-Bridge Oscillator) กำาเนิ ดสัญญาณ ไซน์ วงจรเวนบริดจ์ใช้เพื่อกำาเนิ ดป้ อนกลับบวก มันประกอบด้วยตัว ต้านทาน R 2 ตัวและคาปาซิเตอร์ C 2 ตัว ค่าเหล่านี้ กำาหนดความถี่ของ การแกว่ง ที่ความถี่น้ ี สัญญาณที่ถูกย้อนมีค่าหนึ่ งส่วนสามของสัญญาณ เอาต์พุต เพื่อสร้างสัญญาณไซน์ ซึ่งอัตราขยายของวงจรต้องเท่ากับ 1 เนื่ องจากสภาวะนี้ อัตราขยายแรงดันลูปปิ ด ACL จากขาอินพุตไม่กลับเฟส ไปยังเอาต์พุตต้องน้อยกว่า 3 ถ้าอัตราขยายน้อยกว่า การแกว่งจะไม่ ปรากฏ ถ้าอัตราขยายนี้ สูงกว่า สัญญาณที่กำาเนิ ดแตกต่างจากรูปคลื่นไซน์ ตัวอย่ำง .

45 วิธีทำา ถ้าจะให้การแกว่งมี เสถียรภาพอัตราขยายของลูปปิ ดต้องเท่ากับ 3 ก AU = 1 + 3 =1 + จา R2 R1 R2 30 KΩ R2 = (3 −1)30 KΩ= 60 KΩ าความถี่ของการแกว่ง fr = 1 2πRC fr = 1 1 = ( 2π ×1kΩ × 2nF ) ( 2π ×1 ×10 3 × 2 ×10 −9 ) f r = 79 .6 KHz ห .

46 วงจรรักษำระดับแรงดันแบบอนุกรม วงจรพื้ นฐานของวงจรรักษาระดับแรงดันแบบอนุ กรม (Series Voltage Regulator) ประกอบด้วยวงจรแรงดันอ้างอิง วงจรตรวจจับค่าผิดพลาด ส่วนควบคุมแบบอนุ กรม วงจรสุ่ม และโหลด วงจรสุ่มเป็ นไปตามแรงดัน เอาต์พุต Uout วงจรตรวจจับค่าผิดพลาดเปรียบเทียบกับแรงดัน Us ด้วยแรง ดันอ้างอิง Uref ทำาให้คงที่ด้วยซีเนอร์ไดโอด เอาต์พุตของวงจรตรวจจับค่า ผิดพลาดควบคุมทรานซิสเตอร์เพื่อรักษาให้ Uout คงที่ แรงดันเอาต์พุตถูกจำากัดค่าที่ต้องการด้วยวงจรแบ่งแรง ดัน R2:R1 จำานวนของแรงดันเอาต์พุตที่ถูกปรับเป็ นอิสระจากระดับแรงดัน อินพุต Uin และค่าของโหลด RL แสดงไว้ในรูปภาพข้างบน .

47 ตัวอย่ำง วงจรรักษำระดับแรงดัน ให้คำำนวณหำค่ำ R1 ที่ทำำให้แรงดัน เอำต์พุตมีค่ำเท่ำกับ 5 โวลต์ ดันเอาต์พุตเท่ากับ   R  R  U out = U REF 1 + 2  = U Z 1 + 2  R1  R1     100 KΩ  5V = 3.61 วิธีทำา แรง .1V  1 + R   1   5V  100 KΩ −1 =  R1  3.1V  R1 = 100 KΩ = 163 KΩ 0.

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful