พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

พระธรรมนูญศาลยุติธรรม
-ตำาแหน่ ง มาตรา 8,9,10, 13

- คือ ตำาแหน่ งประธานฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู
พิพากษาศาลชัน
้ ตูน โดยตำาแหน่ งมีรอง ถูาไม่อาจปฏิบัติราชการไดู ก็ใหูรองผููมีอาวุโส
สูงสุด ถูาไม่มีผูทำาแทน ใหูประธานศาลฎีกาสัง่ ใหูผูพิพากษาหนึ่ งคนทำาการแทน
-หัวหนู าศาลในศาลจังหวัด ไม่มีรองฯ จึงใหูผูพิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุด รักษาการแทน ถูา
ไม่มีใหูประธานศาลฎีกาสัง่
-ผููพิพากษาอาวุโส คือ ผููท่ีอายุครบ 60 ปี แลูว ปั จจุบันทยอยยกเลิกเพราะผููพิพากษาจะ
เกษี ยณอายุเมื่อครบ 70 ปี บริบูรณ์ ส่วนผููพิพากษาประจำาศาล คือ ผููพิพากษาหลังจาก
อบรม ส่วนผููช่วยผููพิพากษา เป็ นผููท่ีเพิ่งสอบเขูาไดู ยังไม่ใช่ผูพิพากษาไม่มอ
ี ำานาจตาม
มาตรา 24, 25 และร่วมเป็ นองค์คณะเพื่อตัดสินคดีไม่ไดู
-อำานาจหนู าที่ของหัวหนู าศาล มาตรา 11, 29(3), 14, 32, 33

-นั่ งพิจารณาคดีในศาลนั ้น ถูาคดีท่ีไม่ไดูนั่งพิจารณา ก็ทำาความเห็นแยูงไดูซ่ ึงมีผลใหูเปู น
คดีท่ีสามารถอุทธรณ์ฎีกาไดู รวมทัง้ มีผลต่อการพิจารณาคดีของศาลสูงดูวย ตามมาตรา
11(1) ถูาเป็ นเหตุจำาเป็ นอันมิอาจกูาวล่วงไดู ถูาลงชื่อทำาคำาพิพากษาไดู ตามมาตรา
29(3)

-หัวหนู าศาลจ่ายสำานวนไดู ถูาเรียกคืนสำานวนตูองกระทบความยุติธรรมและมีผู
พิพากษาที่มีอาวุโสเป็ นผููเสนอ ส่วนการขอคืนสำานวนตูอเป็ นคดีล่าชูาซึ่งกระทบต่อความ
ยุติธรรม
-เขตอำานาจศาล
-ผลการประทับรับฟู อง มาตรา 15 ใหูดูวันที่ย่ ืนฟู องเป็ นหลัก เพราะฟู องภายหลังเป็ น
ฟู องซูอน ไดู
เขตอำานาจศาลแพ่งและศาลอาญา
-คือใชูดุลพินิจรับคดีไดู ตูองเป็ นคดีท่ีอยู่นอกเขตเท่านั ้น ถูาเป็ นคดีท่ีอยู่ในเขตตูองโอน

คดีตามมาตรา 16 วรรคทูาย การใชูดุลพินิจรับคดี ใหูดูว่า เขูาไปในเนื้ อหาของคดีแลูว
หรือไม่ คดีอาญายังไม่ไต่สวนมูลฟู อง ก็ยังไม่รบ
ั ฟู อง ถูาไต่สวนและคดีมีมูลถือว่ารับฟู อง
ส่วนคดีแพ่งใหูดูการสืบพยาน ถูายังไม่ไดูสืบพยาน ก็ยังไม่รับ ถูาสืบพยานเสร็จแลูว ก็
ถือว่ารับแลูว หรือถูาปรากฏว่า จำาเลยไม่มีภูมิลำาเนาในเขตอำานาจศาล เช่น โจทก์ขอแกูไข
ที่อยู่จำาเลย ศาลแพ่งไม่ยกฟู อง แต่กลังใหูดำาเนิ นกระบวนพิจารณาต่อไป เช่น ใหูกำาหนด
วันนั ดสืบพยานหรืออนุญาตใหูแกูไขที่อยู่ตามฟู อง

ดังนี้ นาย ก. 25 ถูาเป็ นคดีไม่มีทุนทรัพย์ เช่น คดีขับไล่ คดีตัง้ ผูู จัดการมรดก หรือฟู องเรียกทรัพย์คืนในฐานะตัวการเพราะเป็ นของตัวการอยู่แลูว หรือ ฟู องเพิกถอนการฉู อฉล คดีรูองครอบครองปรปั กษ์ คดีรูองขอตัง้ เป็ นผููจัดการมรดก เป็ น คดีไม่มีทุนทรัพย์ ขึ้นศาลจังหวัด -คดีมีทุนทรัพย์ เช่น ฟู องว่าจำาเลยครอบครองทับที่โจทก์เป็ นการโตูแยูงกรรมสิทธิใ์ น ที่ดินหรือฟู องเรียกค่าเสียหาย เรียกค่าเสียหายจากการไม่จดทะเบียนภารจำายอมเพียง อย่างเดียว ถูาไม่เกินสามแสนบาท ก็ตูองขึ้นศาลแขวง คดีฟูองที่ศาลจังหวัด ขอลดทุน ทรัพย์ เมื่อไม่เกินสามแสนบาท ตูองโอนคดีไปยังศาลแขวง คดีขึ้นศาลแขวง ขอแกูทุน ทรัพย์เป็ นเกินสามแสนบาท ศาลแขวงตูองยกฟู อง เพื่อใหูโจทก์ไปฟู องที่ศาลจังหวัด -คดีฟูองขับไล่ หรือรูองครอบครองปรปั กษ์ จำาเลยสููกรรมสิทธิ ์ เมื่อมีราคาไม่เกินสาม แสนบาท ศาลตูองโอนคดีไปยังศาลแขวง คดีท่จี ำาเลยต่อสููว่า เป็ นที่ดินของผููอ่ ืนหรือเป็ น ที่สาธารณะ ไม่ใช่การต่อสููกรรมสิทธิ ์ เช่น จำาเลยต่อสููว่า เป็ นที่ดินของ นาย ก. มาตรา 18 แต่ถูาอยู่ในอำานาจของศาลแขวง ตูองโอนคดีไปยังมาตรา 16 วรรคทูาย มีผูอธิบายว่า การ ใชูมาตรา 16 วรรคทูาย ตูองเป็ นกรณี หลังจากรับฟู องแลูว เช่น คดีขับไล่ จำาเลยสูู กรรมสิทธิเ์ มื่อไม่เกินสามแสนบาท ตูองโอนไปยังศาลแขวง แต่ถูาฟู องคดีเรียกเงินซึ่งมี ทุนทรัพย์ไม่เกินสามแสนบาทแต่แรกแลูว ศาลจังหวัดตูองไม่รับฟู อง ไม่ใช่โอนตาม มาตรา 16 วรรคทูาย คดีท่จี ำาเลยสููกรรมสิทธิว์ ่า เป็ นของผููอ่ ืนๆไม่ใช่สูกรรมสิทธิ ์ ยกเวูน จำาเลยเป็ นหน่ วยงานรัฐที่มีหนู าที่ดูแลที่ดิน ก็เป็ นการต่อสููกรรมสิทธิแ์ ลูว ฎีกาที่ 411/2550 -เขตอำานาจศาลแขวง -คือ มาตรา 17 ประกอบมาตรา 24.ศาลจังหวัด -ศาลจังหวัดใชูดุลพินิจรับคดีไม่ไดู ถูาเกิดนอกเขตตูองไม่รับฟู องตามปวิพ. รูองสอดเขูามาในคดี ไดู จึงเปลี่ยนเป็ นคดีมีทุนทรัพย์ไดู จำาเลยเป็ นหน่ วยงานรัฐ ซึ่ง มีหนู าที่ดูแลที่ดิน จึงเป็ นคดีมีทุนทรัพย์ไดู -การคำานวณทุนทรัพย์ ตูองดูตามฟู อง เช่น สัญญากูู หรือเช็ค ยกเวูนสัญญาคำา้ ประกัน หรือแชร์ ตูองดูเป็ นรายวง คดีโจทก์จำาเลยหลายคน ใหูดูว่า ค่าเสียหายของโจทก์แยกกัน ไดูหรือไม่ เช่น ค่าเสียหายจากละเมิดหรือค่าอุปการะเลีย ้ งดูก็แยกกันไดู ส่วนลูกหนี้ใหูดู ว่าเป็ นลูกหนี้ร่วมกันหรือไม่ เช่น ต่อสููว่าจำาเลยต่างคนต่างต่อสููว่าไม่ไดูเป็ นคนประมาท ก็ เป็ นเรื่องแยกกันไดู ส่วนฟู องผููรับประกันภัยคำา้ จุน เป็ นการใหูรบ ั ผิดในมูลสัญญาซึ่ง มีอายุความสองปี แต่ก็เป็ นหนี้รายเดียวกันไม่สามารถแยกไดู สำาหรับคดีเรียกดอกเบีย ้ หลังวันฟู องไม่ตูองรวมเป็ นทุนทรัพย์ -รูองสอดเขูามาในคดีไดู ถูาเป็ นผลใหูเป็ นคดีมีทุนทรัพย์ เช่น ผููรูองสอดอูางว่า เป็ นของผูู .

มาตรา 328 มีโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท จะ ยกฟู องถือเป็ นเหตุจำาเป็ นอันมิอาจกูาวล่วงไดูตามมาตรา 31(1) ซึ่งใหูผูพิพากษาตรวจ สำานวนตามมาตรา 29(3) ถูาผููพิพากษาหัวหนู าศาลเป็ นเจูาของสำานวน ก็ตูองจ่าย สำานวนใหูผูพิพากษาสองคนเป็ นองค์คณะ ตามมาตรา 26 ซึ่งตัดสินโดยองค์คณะไม่ใช่ . มาตรา 44/1 จะยื่นเกินอำานาจศาลแขวงไม่ไดู -คดีมีทุนทรัพย์ มีทัง้ มีทุนทรัพย์และไม่มีทุนทรัพย์ ใหูถือตามคำาขอเป็ นสำาคัญ กล่าวคือ ใหูดูคำาขอประธาน เช่น คดีขับไล่และเรียกค่าเสียหาย ก็ถือว่าเป็ นคดีไม่มีทุนทรัพย์ แมูค่า เสียหายที่เรียกมาไม่เกินสามแสนบาท หรือการหูามใชูช่ ือและเรียกค่าเสียหายตามปพพ. มาตรา 43 แมูมีทุนทรัพย์เกินกว่า สามแสนบาท ถูาศาลยกคำารูอง โดยผููเสียหายผููเป็ นโจทก์ร่วมแต่ฝ่ายเดียว ก็ตูองเสียค่า ขึ้นศาลในชัน ้ อุทธรณ์ โดยก็ยังเป็ นคดีท่ีขึ้นในศาลแขวงอยู่เพราะถือว่าคำาขอของอัยการมี สิทธิย่ ืนมาแต่ตูนแลูว แต่ถูาผููเสียหายยื่นคำารูองขอใหูใชูค่าเสียหายตามปวิอ.รูองสอด เมื่อราคาที่ดินไม่เกินสามแสนบาท ก็ตูองโอนคดีไปยังศาลแขวง คดีฟูองแยูง เกินศาลแขวงไม่ไดู ส่วนรูองขัดทรัพย์เป็ นคดีสาขา ศาลแขวงไม่ตูองโอนคดีไปศาลจังหวัด คดีรูองขัดทรัพย์ซ่ึงคดีเดิมอยู่ในศาลจังหวัด แต่ทุนทรัพย์มีราคาไม่เกินกว่าสามแสนบาท ส่วนมากมีความเห็นว่า ผููพิพากษานายเดียว มีอำานาจทำาคำาสัง่ ไดู คดีแพ่งเกี่ยวเนื่ องคดี อาญา อัยการรูองขอใหูคืนหรือใชูราคาไดูตามปวิอ.มาตรา 224.248 แต่ในดูานการเสียค่าขึ้นศาลและการฟู องคดีต่อศาลก็เป็ นคดีมีทุน ทรัพย์เพราะผลสุดทูายโจทก์ไดูรับทรัพย์มาเป็ นของตน -อำานาจศาลแขวงในคดีอาญา 25(5) -ผููพิพากษามีการอำานาจไต่สวนและชีข้ าดคำารูองเกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัย ตาม มาตรา 25(2) เช่น การฟู ามประกอบอาชีพ ตามปอง มาตรา 51 ส่วนการไต่สวนมูลฟู อง และมีคำาสัง่ ในคดีอาญา ซึ่งไม่ตูองดูอัตราโทษ แต่ถูาพิจารณาพิพากษาคดี ตูองดูโทษว่า ไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท เช่น ถูาไต่สวนมูลฟู อง จะยกฟู องตูองเป็ นคดีมี อัตราโทษไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท แต่ถูาเกินกำาหนดดังกล่าว เช่น คดี หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามปอ. มาตรา 18 ก็เช่นกัน คดีขับไล่ จำาเลยสููกรรมสิทธิ ์ ถือเป็ นคดีมีทุนทรัพย์ ถูาไม่เกินสาม แสนบาท ศาลจังหวัดตูองโอนคดีไปยังศาลแขวงตามมาตรา 16 วรรคทูาย แมูคดีจะสืบ พยานเสร็จแลูวก็ตาม ผููพิพากษาในศาลแขวงที่เป็ นเจูาของสำานวน ก็มีอำานาจพิจารณา พิพากษาคดี เพราะเป็ นกรรีเหตุจำาเป็ นอันมิอาจกูาวล่วงไดู ในทางปฏิบัติจะมีการกำาหนด นั ดฟั งคำาสัง่ สักนั ดหนึ่ ง เพื่อใหูผูพิพากษาเป็ นผููนั่งพิจารณาและพิพากษาคดี ในส่วนการ พิจารณาสิทธิอุทธรณ์ ใหูดูคำาขอหลักคำาขอรอง เช่น การเพิกถอนการฉู อฉลและใหูลูก หนี้โอนทรัพย์ใหูผูฟูองคดี คำาขอหลักไม่มีทุนทรัพย์ จึงไม่ตูองหูามอุทธรณ์ฎีกาตามป วิพ.

มาตรา 192 วรรคแรก หากบรรยายมาแต่ไม่ไดูมค ี ำาขอ ก็ถือว่าไม่ เป็ นการประสงค์ลงโทษตามปวิอ. มาตรา 56 การกำาหนดโทษ ก็น่าจะ กำาหนดโทษไม่เกินกำาหนดหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่ งหมื่นบาทดูวย ถูาเห็นว่าตูอง ลงโทษ ตูองใหูหวั หนู าศาลหรืออธิบดีผูพิพากษาภาคตรวจสำานวนตามมาตรา 31(2) ประกอบมาตรา 29(3) ซึ่งผููดำารงตำาแหน่ งต่างๆ คือ มาตรา 8. 13 ผููพิพากษาอาวุโส . 9. 354 เป็ นกรรมเดียว คดีหลายกรรม ถูากรรมที่ไม่ เกินสามปี ก็อยู่ในอำานาจศาลแขวง ยกเวูนเป็ นความผิดเกี่ยวพันกัน ก็ฟูองคดีท่ีศาล จังหวัดไดูตามปวิอ. มาตรา 184 คือ ตูองใหูผูพิพากษายอมใหูกับความ เห็นที่เป็ นผลรูายกับจำาเลยนู อยกว่า เช่น เมื่อเสียงเท่ากัน ตูองถือตามความเห็นที่ยกฟู อง -การพิจารณาพิพากษาคดีอาญา มาตรา 25(5) ตูองดูโทษสุดทูาย เป็ นรายกระทง ถูาเป็ น กระทงเดียวใหูดูบทหนั กเป็ นสำาคัญแมูบทเบาจะอยู่ในศาลแขวง ก็ฟูองในศาลจังหวัดไดู เช่น ความผิดตามปอ.เรื่องผููพิพากษานายเดียว หรือจะส่งใหูอธิบดีผูพิพากษาภาคเป็ นผููตรวจสำานวนไดูตาม มาตรา 29(3) ขูอสำาคัญ คือ มีการแยกการไต่สวนมูลฟู อง กับการพิจารณาพิพากษาคดี แยกจากกัน กล่าวคือ ผููพิพากษาประจำาศาลไต่สวนมูลฟู องไม่ไดูตูองหูามตามมาตรา 25 วรรคทูาย แต่เขูาร่วมเป็ นองค์คณะในการพิจารณาพิพากษาคดีตามมาตรา 26 ไดู ซึ่งการ พิพากษาคดี ตูองอยู่ในบังคับปวิอ. มาตรา 24 เช่น ความผิดลักทรัพย์และรับของโจรเกี่ยวพันกัน โดยไม่ ตูองขอผลัดฟู องตามวิ. มาตรา 290 ศาลใหูแกูฟูองไดู โดยยกฟู องแต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ ฟู องใหม่ภายในเขตอำานาจ -โทษที่ลง คือ ไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่ งหมื่นบาท ส่วนโทษปรับไม่เกินหกนึ่ ง หมื่นบาท ไม่รวมโทษปรับรายวัน คดีศาลใหูเพิกถอนสิทธิเลือกตัง้ หรือสัง่ ใหูระงับเหตุ รำาคาญ ไม่ใช่โทษ ศาลกำาหนดไดู คดีศาลลงโทษเกินกำาหนดหกเดือนแมูรอลงอาญาก็ไม่ ไดู เพราะเมื่อผิดเงื่อนไขหรือทำาผิดระหว่างนั ้น ก็ตูองรับโทษที่รอตามที่กำาหนด การที่ ศาลใหูรอลงอาญาและรอกำาหนดโทษ ตามปอ. มาตรา 192 วรรคสี่ ซึ่งมีผลเป็ นการตัดสิทธิในการ อุทธรณ์ในปั ญหาขูอเท็จจริง ตามปวิอ. มาตรา 352.แขวงมาตรา 7 และมาตรา 9 และโทษที่ฟูองตูองดูโทษตามอัตราที่ กฎหมายกำาหนดเป็ นสำาคัญ เช่น ตูองลดโทษฐานพยายามหรือผููสนั บสนุนก่อน แต่ถูา เป็ นการลดตามดุลพินิจก็ตูองดูความผิดตามโทษขัน ้ สูงเป็ นสำาคัญ และโทษในทางอาญา ตูองดูตามคำาไของทูายฟู องตามปวิอ มาตรา 158(6) เพราะศาลพิพากษาเกินกว่าคำาขอ ทูายฟู องไม่ไดูตามปวิอ. มาตรา 193 ทวิ ก็ใชูหลักเช่นเดียวกัน คดีท่ีฟูอง แลูว ต่อมาแกูฟูองแลูวเกินอำานาจศาล เช่น ผููเสียหายตายระหว่างพิจารณา จึงขอใหูแกู ฟู องใหูลงโทษตามปอ.

เพิกถอนมติ ที่ประชุมผููถือหูุนที่ขัดต่อกฎหมาย เป็ นคดีท่ีขึ้นศาลจังหวัด การพิพากษาตูองครบองค์ คณะ -ไต่สวนมูลฟู องและสัง่ ในคดีอาญา ถูาสัง่ คดีมีมูล ก็ทำาไดูไม่มีขูอจำากัด แต่ถูายกฟู องตูอง ทำาเป็ นคำาพิพากษา ถูาไม่เกินสามปี ก็ยกฟู องไดู ตามมาตรา 25(5) แมูเป็ นคดีในศาล .ไม่มีตำาแหน่ งทางบริหารคือ อำานาจจ่ายตรวจ การตรวจสำานวน ผููพิพากษาประจำาศาล ไม่มี อำานาจทางบริหารและทางคดี และผููช่วยผููพิพากษา ก็ยังไม่เป็ นผููพิพากษา จึงไม่มีอำานาจ ต่างๆ เลย -เขตอำานาจศาลจังหวัด -ในคดีแพ่ง เช่น คดีฟูองขับไล่ จำาเลยสููกรรมสิทธิ ์ เมื่อเป็ นคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกินสามแสน บาทหรือขอลดทุนทรัพย์ลง ตูองโอนไปยังศาลแขวง ตามมาตรา 16 วรรคทูาย คดีท่ีศาล จังหวัดไม่มีศาลแขวงพิจารณาคดีราคาทุนทรัพย์ไม่เกินสามแสนบาท แต่ภายหลังมีราคา เพิ่มขึ้น เช่น แกูฟูองขอเพิ่มทุนทรัพย์ ก็ถือว่าเป็ นเหตุจำาเป็ นอันมิอาจกูาวล่วงไดูตาม มาตรา 31(4) ส่วนคดีอาญา เช่น ฟู องปลอมเอกสารสิทธิแต่ไดูความว่าเป็ นเอกสาร ธรรมดา ศาลก็ลงโทษต่อไปไดู -อำานาจผููพิพากษานายเดียว มาตรา 24(1). คำาสัง่ งดสืบพยาน. ถอนการยึด.(2). คำาสัง่ ไม่รบ ั อุทธรณ์ ผููพิพากษาที่สัง่ ไม่ตูองเป็ นผููพิพากษา เจูาของสำานวนหรือผููพิพากษาซึ่งนั่ งพิจารณาในคดีแต่อย่างใด แต่ยกคำารูองคดีขัดทรัพย์ เป็ นการวินิจฉั ยชีข้ าดขูอพิพาทในคดีเนื่ องจากเป็ นการพิจารณาเสมือนคดีธรรมดาตามป วิพ. คำารูองขอคูุมครองชัว่ คราว แต่ถูาเป็ นคำารูองที่ เป็ นประเด็นในคดี เช่น คำารูองขอตัง้ เป็ นผููจัดการมรดก หรือเลิกนิ ติบุคคล.25(1) -อำานาจตามมาตรา 25(1) คือ หมายในคดีอาญา เช่น หมายคูน หมายขัง หมายปล่อย หมายเรียก ผููพิพากษานายเดียวลงนามไดู เช่น ลงนามในหมายจับ ผููพิพากษาหัวหนู า ศาลไม่มีอำานาจหนู าที่มาทบทวนแต่อย่างใด -อำานาจตามมาตรา 24(2) คือ ออกคำาสัง่ ในทางใดๆที่มิไดูเป็ นการวินิจฉั ยชีข้ าดขูอพิพาท ในคดี คือ ไม่ทำาใหูคดีเสร็จไป เช่น คำาสัง่ ใหูเลื่อนคดี. มาตรา 288 หรือการยกคำารูองว่า ไม่ใช่บริวาร ก็เป็ นการวินิจฉั ยชีข้ าดขูอพิพาทเช่น กัน หรือคดีในศาลจังหวัดในเรื่องขอคืนของกลาง ผููพิพากษานายเดียวก็ไม่มอ ี ำานาจสัง่ ไดู เพราะถือเป็ นส่วนหนึ่ งในคดีอาญา จึงอุทธรณ์ฎีกาไดู ไม่มีขูอจำากัดทุนทรัพย์และไม่ตูอง เสียค่าขึ้นศาล โดยมีเพียงประเด็นว่าผููรูองเป็ นเจูาของและรููเห็นเป็ นใจในการกระทำาความ ผิดหรือไม่ เท่านั ้น -อำานาจไต่สวนและวินิจฉั ยชีข้ าดคำารูองที่ย่ ืนต่อศาลในคดีนั้น ใชูทัง้ คดีแพ่งและคดีอาญา เช่น คำารูองขอยกเวูนค่าธรรมเนี ยมศาล. ยกคำารูองขอพิจารณาคดีใหม่.

มาตรา 142 วรรคสอง แต่ทางปฏิบัติมีการลง นามยูอนหลัง ถูาทำาไม่เสร็จ ก็ใหูตรวจสำานวนลงนามในคำาพิพากษา แต่ถึงไม่เหตุใด ก็ตาม ผููพิพากษาหัวหนู าศาลก็มีอำานาจทำาความเห็นแยูงไดูตามมาตรา 11(1) คดีในศาล ฎีกา เขูาใจว่า ประธานศาลฎีกาไม่มีอำานาจทำาความเห็นแยูง ถึงแมูตัวบทจะใหูอำานาจไว ก็ตาม หรือถูาตูองการเขูามาทำาคำาพิพากษาก็ใชูอำานาจเขูานั่ งพิจารณาคดีไดูตามมาตรา 11(1) ไม่ตูองเรียกคืนสำานวน แต่จะมีผลเรื่องการออกเสียงชีข้ าดตัดสินคดี ซึ่งตูองเป็ น .คือ ตูองทำาคำาพิพากษาไม่เสร็จ ถูาทำาเสร็จแลูว ใหูหวั หนู าศาลจดบันทึกว่า ผููพิพากษา นั ้นไดูเห็นดูวยกับคำาพิพากษาไวูตามปวิพ.จังหวัดเพราะเป็ นอำานาจของผููพิพากษานายเดียว แต่ถูาเกินกำาหนด ตูองใหูผูพิพากษา หัวหนู าศาลตรวจสำานวน ตามมาตรา 29(3) ประกอบมาตรา 31(1) ผููพิพากษานายเดียว สัง่ งดสืบพยานไดู แมูรองอธิบดีผูพิพากษาจะสัง่ ใหูสืบพยานต่อก็ตาม -คดีลงโทษอาญา คือ ดูผลสุดทูายเป็ นเกณฑ์ คดีโจทก์ไม่มาศาล ผููพิพากษานายเดียว ยกฟู องไม่ไดู เพราะมีผลเป็ นการตัดสิทธิในการดำาเนิ นคดีอาญา ตามปวิอ.คือ หัวหนู าศาล รวมทัง้ ผููท่ีไดูรบ ั มอบหมาย ขึ้นนั่ งพิจารณาไดู และผููพิพากษาอาวุโส ไม่มีอำานาจเป็ นหัวหนู าศาล แต่อาจไดูรับมอบหมายก็ไดู -การเขูาทำาคำาพิพากษา มาตรา 29 . มาตรา 166 วรรคสาม แต่ถูาเป็ นคำารูองที่ขอใหูยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ผููพิพากษานายเดียว ยกคำารูอง ไดู ตามมาตรา 24(2) -ผููพิพากษาประจำาศาล ไม่มีอำานาจ คือ ไม่มีอำานาจไม่สวนมูลฟู อง ไม่มีอำานาจพิจารณา และพิพากษาคดีแพ่งและอาญา ตามมาตรา 25 วรรคทูาย เนื่ องจากถูกจำากัดไม่ใหูตัดสิน คดี แต่ถูาเขูาเป็ นองค์คณะไดูตามมาตรา 26 ซึ่งใชูในชัน ้ พิจารณาคดีแพ่งและอาญา ซึ่งไม่ รวมในชัน ้ ไต่สวนมูลฟู อง ทางปฏิบัติแลูว การไต่สวนมูลฟู อง จะใหูผูพิพากษานายเดียว เป็ นผููสัง่ คดี -องค์คณะ -ในศาลชัน ้ ตูน ตามมาตรา 26 ตูองมี 2 คน และเป็ นผููพิพากษาประจำาศาลไม่เกินหนึ่ ง คน ส่วนศาลแรงงานหรือศาลครอบครัว ก็มีกฎหมายไวูเป็ นการเฉพาะแลูว -ในศาลอุทธรณ์ฎีกา ตามมาตรา 27 คือ มีผูพิพากษาสามคนเป็ นองค์คณะ และไม่มี ปั ญหาเรื่องการเปลี่ยนสำานวนเพราะมีการจัดเป็ นองค์คณะไวูแลูว โดยผููพิพากษาที่นั่งฟั ง คำาแถลงการณ์ไม่มสิทธิตัดสิน คดีการเขูาตัดสินขูอกฎหมายโดยที่ประชุมใหญ่ เป็ น อำานาจของประธานศาลที่จะนำ าเรื่องเขูาที่ประชุมใหญ่ ค่ค ู วามไม่มีสิทธิขอ -การพิจารณาไม่ครบองค์คณะ มาตรา 28 .

31 -เหตุจำาเป็ นตามมาตรา 30 คือ เหตุจากตัวผููพิพากษา คือ ตาย ยูาย หรือ ถูกคัดคูานและ ถอนตัวเนื่ องจากมีส่วนไดูเสีย ส่วนเหตุตามมาตรา 31 คือ เหตุจากคดี กล่าวคือ (1) เป็ น ชัน ้ ไต่สวนมูลฟู อง (2) เป็ นการลงโทษคดีเกินจากที่กำาหนด (3) เป็ นคดีแพ่งที่หาเสียง ขูางมากไม่ไดู (4) เป็ นราคาทุนทรัพย์เกินกว่าอำานาจผููพิพากษานายเดียวกรณี ท่ีศาล จังหวัดไม่มีศาลแขวง -การจ่ายสำานวน -หัวหนู าศาลจ่ายสำานวน -เรียกคืนสำานวน มาตรา 33 วรรคหนึ่ ง. ระยะเวลาถูาเกินตูองขอผลัดฟู องหรือรับอนุญาตจา กอสส.แขวง -การส่งฟู อง มาตรา 7.9 คือ จับ.8. นำ าตัวมาส่งฟู อง -ส่งฟู อง มาตรา 7 คือ จับตัวไดูตูองฟู องผููตูองหาภายในสี่สบ ิ แปดชัว่ โมง และนำ าตัวผููตูอง มาศาลในวันฟู อง ถูาฟู องเกินกำาหนดเวลาตูองไดูรับอนุญาตอัยการสูงสุด คำาว่า จับ คือ . วรรคสอง -ตูองมีผูมีอาวุโสรองจากหัวหนู าศาลเป็ นผููเสนอความเห็นและตูองกระทบต่อความ ยุติธรรมดูวย คดีท่ีหาเสียงขูางมากๆไม่ไดู กฎหมายบัญญัติทางแกูไวูแลูว ไม่ใช่เหตุท่ีขอ เรียกคืนสำานวน -ขอคืนสำานวน มาตรา 33 วรรคทูาย -ตูองมีคดีมากซึ่งจะทำาใหูคดีลา่ ชูา โดยผููพิพากษาเจูาของสำานวนขอคืนสำานวน -แนวขูอสอบ -คือ ดูการฟู องก่อนว่า ฟู องศาลจังหวัดหรือศาลแขวง ตรงนี้สำาคัญ เมื่อฟู องแลูวการสัง่ รับ ฟู องเป็ นอำานาจผููพิพากษานายเดียว และเสนอสำานวนใหูผูพิพากษาหัวหนู าศาลจ่าย สำานวน เมื่อจ่ายสำานวนแลูว ก็มก ี ารพิจารณาและพิพากษาคดี คดีท่ีขึ้นศาลแขวง จ่าย สำานวนหลายคน การตัดสินคดี ก็มีความเห็นว่า ตูองใชูเสียงขูางมาก แต่ถูาดูตามตัวบท ผูู พิพากษานายเดียวก็ตัดสินไดู หรือ คดีขึ้นศาลจังหวัด ผููพิพากษาอย่างนู อยสองคนเป็ น องค์คณะ จะตัดสินโดยผููพิพากษานายเดียวไม่ไดู แต่คดีอยู่ในอำานาจผููพิพากษาคนเดียว ตามมาตรา 25 ผููพิพากษาคนเดียวก็สัง่ ไดู เพราะมาตรา 26 อยู่ภายใตูบังคับมาตรา 25 เช่น คดีรูองขัดทรัพย์ทุนทรัพย์ไม่เกินสามแสนบาท ผููพิพากษานายเดียวสัง่ ไดู ซึ่งเป็ น ความเห็นส่วนมากในเวลานี้ -วิ. .ไปตามเสียงขูางมาก -เหตุจำาเป็ นอันมิอาจกูาวล่วงไดู ตามมาตรา 30.

มาตรา 145 ก็ ถือว่าไดูรับอนุญาตจากอัยการสูงสุด คดีฟูองศาลจังหวัดไม่ความผิดที่เกี่ยวพันตามปวิอ. มาตรา 134 วรรคทูาย คดีนิติบุคคลเป็ นจำาเลยไม่ถือว่ามีการจับ ฟู องคดีไดู การจับในขูอหาที่ขึ้นศาลจังหวัด เช่น ลักทรัพย์ในเหตุฉกรรจ์ ต่อมาไดูความว่า เป็ นฉู อโกงธรรมดา ก็ถือว่าเพิ่งถูกจับในคดีท่ีอยู่ในอำานาจของศาลแขวง แต่ถูาจงใจเลี่ยง กฎหมาย ก็ถือว่าไม่ฟูองในเวลา เช่น ถูกจับขูอหาดูดทรายและคุมเรือยนต์ไม่มีใบประกาศ ขูอหาดูดทราย อัยการส่งฟู องศาลจังหวัด แต่ไม่ฟูองในขูอหาคุมเรือโดยไม่มีใบประกาศ ภายหลังมาแจูงขูอหาคุมเรือโดยไม่มีใบประกาศ ถือว่าจงใจเลี่ยงกฎหมาย จึงไม่ไดูฟูองใน กำาหนดเวลา -ระยะเวลาเริ่มนั บสี่สบ ิ แปดชัว่ โมง เมื่อมาถึงสถานี ตำารวจมิใหูนับเวลาเดินทาง ระยะเวลา ที่หลบหนี หรือเป็ นคดีเด็กหรือคดีทหาร ไม่ใหูนับรวมในระยะเวลาตามมาตรา 7 ทวิ ถูา ครบแลูว ตูองขอผลัดฟู องในกำาหนดตามมาตรา 8 ฟู องเกินเวลาตูองไดูรับอนุญาตจาก อัยการสูงสุดตามมาตรา 9 รวมถึงคำาสัง่ ชีข้ าดความเห็นแยูงตามปวิอ. มาตรา 166 -คดีจำาเลยใหูการรับสารภาพ ตามมาตรา 20 คือ ฟู องไดูโดยไม่ตูองสอบสวน คดีท่ีมี โทษจำาคุก ศาลตูองสอบถามเรื่องทนายความก่อนดูวย รับสารภาพตามฟู อง คือ ทุกส่วน ในฟู อง ถาตามขูอหา คือเฉพาะขูอหา ไม่รวมถึงเคยตูองโทษมาดูวย คดีท่จี ำาเลยรับบาล ขูอหา ก็ไม่ใช่การรับสารภาพ หรือรับสารภาพใหูคดีจบไปหรือรับว่า เขูาไปในอาคาร เท่านั ้น ไม่ถือว่าเป็ นคำารับสารภาพ ศาลตูองส่งตัวผููตูองหาใหูอัยการรับคืนไป เมื่อรับ สารภาพแลูว จำาเลยสืบพยานประกอบดุลพินิจกำาหนดโทษ เมื่ออัยการไม่สบ ื หักลูาง ศาล ย่อมใชูขูอเท็จจริงที่นำาสืบมาตัดสินไดู . มาตรา 24 ไม่ตูอขอผลัดฟู อง -การนำ าตัวมาส่งฟู อง คือ ถูาออกหมายขังจำาเลยในศาลหนึ่ ง ก็ถือว่าอยู่ในเขตอำานาจศาล ในศาลอื่นดูวย ไม่ตูองนำ าตัวมาศาล และไม่ถือว่ามีการควบคุมตัว จึงไม่ตูองขอผลัดฟู อง และจะหักวันที่คุมขังที่ศาลอื่นไม่ไดู เพราะไม่ไดูถูกคุมขังในคดีนี้ คดีท่ีขออายัดตัวผูู ตูองหาในคดีอ่ ืน และมีการแจูงขูอหา ถือว่ามีการจับกุมในวันที่แจูงขูอหา ตูองหาผลัดฟู อง กรณี ไม่นำาตัวมาส่งฟู อง ศาลไม่ประทับฟู อง ตามปวิอ.แจูงขูอหาและควบคุมตัว คดีไม่มก ี ารจับ ไม่ตูองฟู องในกำาหนด เช่น เขูามอบตัว ปั จจุบัน ตูองดำาเนิ นการตามปวิอ. มาตรา 165 วรรคแรก -การฟู องคดีต่อศาลแขวง มาตรา 19 -คือ ฟู องดูวยวาจาไดู โดยมีเพียงรายละเอียดพอเขูาใจ เช่น ยักยอกไม่ตูองระบุว่า ยักยอก ทรัพย์อะไร แต่ตูองครบองค์ประกอบความผิด และตูองอูางมาตราที่ขอใหูลงโทษดูวย ศาลนำ าเอกสารทูายฟู อง เช่น รายงานชันสูตรพลิกศพหรือเอกสารขอฝากขังและผลัดฟู อง มาพิจารณาไดูเพราะถือเป็ นส่วนหนึ่ งของคำาฟู อง โจทก์ตูองมาในวันฟู องดูวย ถูาไม่มา ศาลตูองจำาหน่ ายคดี ไม่ใช่ยกฟู องตามปวิอ.

193 ตรี ขูอสำาคัญ คือ ขูอกฎหมาย คือ ขูอ เท็จจริงยุติแลูว เป็ นการปรับบท ส่วนขูอเท็จจริง คือ ขูอเท็จจริงและดุลพินิจในการ กำาหนดโทษ และคำาสัง่ ระหว่างพิจารณาต่างๆ ขูอกฎหมายอุทธรณ์ฎีกาไดู แต่ตูองเป็ น สาระแก่คดีดูวย -คดีตูองหูามอุทธรณ์ในปั ญหาขูอเท็จจริง ดูเป็ นรายกระทวง ยกเวูนความผิดกรรมเดียว ใหูดูบทหนั ก เมื่อบทหนั กไม่ตูองหูาม บทเบาก็ไม่ตูองหูาม การยื่นขอคืนของกลางก็อยู่ ในหลักเกณฑ์เดียวกัน ยกเวูน เป็ นบุคคลภายนอกขอคืนของกลาง คดีจำาเลยรับสารภาพ จำาเลยจะอุทธรณ์ขัดกับคำารับสารภาพไม่ไดู เพราะเป็ นประเด็นที่ไม่ไดูยกโดยชอบในศาล ล่างตามปวิพ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ ง -คดีศาลยกฟู อง โจทก์อุทธรณ์ในเนื้ อหาไม่ไดู เช่น ว่าจำาเลยมีเจตนาทุจริตไม่ไดู โดยอุทะร์ ในคำาสัง่ ต่างๆ ไดู เช่น คำาสัง่ งดสืบพยานหรือไม่รับฟู องเพราะอยู่นอกเขตศาล หรือจะ อุทธรณ์ในปั ญหาขูอกฎหมายก็ไดู เช่น อุทธรณ์ว่า โจทก์เป็ นผููเสียหาย แต่ตูองเป็ นสาระ แก่คดีดูวย เมื่อคดีขึ้นสูศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็สัง่ ยกฟู องไดูตามปวิอ. มาตรา 193 ทวิ.. 22 ทวิ -คือเนื้ อหาเหมือน ปวิอ. มาตรา 225 ประกอบมาตรา 15 ยกเวูนเป็ นคดีท่ีสบ ื พยานประกอบ จะ อุทธรณ์ไดูเพียงพยานหลักฐานที่สืบไม่พอฟั งลงโทษตามปวิอ. มาตรา 185 แมูศาลชัน ้ ตูนจะสัง่ ว่า คดีสำาหรับจำาเลยบางคนมีมูลก็ตาม -การรับรองใหูอุทธรณ์ คือ ตูองระบุว่า เป็ นปั ญหาสำาคัญอันควรสู่ศาลอุทธร์และอนุญาต ใหูอุทธรณ์ โดยดูเจตนาผููพิพากษาประกอบดูวย การอนุญาตใหูหรือไม่เป็ นดุลพินิจ เฉพาะตัว ศาลสูงตรวจสอบไม่ไดู แต่ถูาสัง่ ว่า เป็ นปั ญหาขูอกฎหมาย จึงใหูยกคำารูอง เท่ากับสัง่ โดยผิดหลง ศาลสูงใหูผูพิพากษานั ้น พิจารณาสัง่ ใหม่ไดู ผููพิพากษาที่รับรองไดู ตูองเป็ นผููพิพากษาที่ระบุช่ ือไวู การอนุญาตไม่จำาเป็ นตูองระบุในอุทธรณ์โดยตรงก็ไดู เพราะอัยการสูงสุดรับรองจะมีหนั งสือแนบมาต่างหาก ถูาขอใหูผูพิพากษาที่นั่งพิจารณา และพิพากษาคดีทัง้ หมดรับรอง ก็ใชูไดู ผููพิพากษาที่สืบพยานประเด็นรับรองไม่ไดู เพราะ ไม่ไดูรูเรื่องในสำานวนดี ผููช่วยผููพิพากษาและผููพิพากษาประจำาศาลที่ยังไม่ไดูสวายสัตย์ฯ ไม่มีสิทธิรับรองใหูอุทธรณ์ฎีกา .-คดีตูองหูามอุทธรณ์ในปั ญหาขูอเท็จจริง มาตรา 22.

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful