หน่วยการเรียนรู้ที่ 7.

9 เรื่อง การวิเคราะห์ขูอม้ล
การวิจัยในชั้นเรียน ไม่จำาเป็ นต้องใช้สถิติข้ ันสูงที่ซับซ้อน

มากนั ก บทบาทของสถิติสำาหรับการวิจัยในชั้นเรียน คือการช่วย
สรุปและให้ความหมายต่อข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการนำาไปใช้
พัฒนาการเรียนการสอนของครูโดยตรง ซึง่ ความหมายคำาว่า
“สถิติ”(Statistices)

มีความหมาย 2

ประการ ประการแรก หมายถึง ข้อความจริงหรือตัวเลขที่ได้จาก

การรวบรวมไว้เพื่อหาความหมายที่แน่นอน (อันธิกา สุปริยศิลป์ ,
2541:1) ประการที่สอง หมายถึง วิธีการอันเป็ นหลักที่จะตัดสิน
ลงสรุปข้อมูลชุดใดๆที่ไม่มีค่าแน่นอนให้ได้ใกล้ความจริงอย่าง
ชาญฉลาด (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2536:54)
นั้ น

ดัง

การวิจัยในชั้นเรียนจึง ไม่จำาเป็ นต้องใช้สถิติข้ ันสูงที่ซับ

ซ้อน เพื่อเป็ นเครื่องมืออ้างอิงผลการวิจัย อย่างไรก็ตามในบาง
กรณี อาจใช้สถิติทดสอบ เช่น ใช้สถิติ t-test

เพื่อนำาผลการ

ทดสอบไปใช้เป็ นข้อมูลช่วยในการตัดสินใจด้านประสิทธิภาพวิธี
การที่ครูทดลองใช้ในการวิจัยเชิงทดลองรายกลุ่ม

การนำาเสนอผลการวิเคราะห์ ควรใช้วิธีท่ีส่ ือความหมายให้

เข้าใจง่ายและน่าสนใจเพิ่มเติมจากตารางหรือใช้แทนตาราง เช่น
แผนภาพหรือกราฟ ทั้งในการบรรยายข้
อมูลและการเปรียบ
สถิติพนฐาน
ื้

สำาหรับการวิจัยใน
ชั้นเรียน

2
เทียบเชื่อมโยงข้อมูล และควรมีการนำาเสนอข้อมูลเชิงคุณภาพผล
การแก้ปัญหาหรือพัฒนาผู้เรียนได้อย่างชัดเจนและมีข้อมูลเชิง

ประจักษ์ท่ีสะท้อนผลการแก้ปัญหาหรือพัฒนา จะทำาให้งานวิจัย
ในชั้นเรียนมีคุณค่าและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

1.

ค่ารูอยละ ( Percentage ; %)
เป็ นคำาที่แสดงการเปรียบเทียบต่อร้อยในการวิเคราะห์ข้อมูล

ระดับนามบัญญัติ (Norminal Scales) ซึ่งเป็ นข้อมูลเชิง คุณภาพ
คือ ข้อมูลที่ไม่สามารถวัดออกมาเป็ นค่าของ

ตัวเลขได้

โดยตรง แต่จะเป็ นข้อมูลที่บรรยายคุณสมบัติหรือลักษณะของสิง่
ที่กำาลังสนใจ เช่น จำานวนนั กเรียนชาย/หญิงที่สอบผ่าน/ไม่ผ่าน
จำานวนนั กเรียนที่ได้ระดับคะแนนในระดับต่างๆ เป็ นต้น

ซึ่ง

บางครั้งในการสรุป อภิปราย เปรียบเทียบข้อมูล ตั้งแต่ 2 กลุ่ม
ขึ้นไป เมื่อจำานวนข้อมูลไม่เท่ากันทำาให้การเปรียบเทียบทำาได้

ยาก ไม่สะดวกในการสรุปผล จึง จำาเป็ นต้องปรับจำานวนโดยใช้
ฐานให้เท่ากัน

ฐานจำานวนที่นิยมใช้กัน คือ ฐานจำานวน 100

หรือเป็ นอัตราส่วน ทีม
่ ีส่วนเป็ น 100

นั ่นเอง ดังนั้ นค่าที่ได้จึง

3
เป็ นค่าที่เรียกว่า ร้อยละหรือ
เช่น

35
50

=

70
100

70
100

,

ส้ตร
n

จำานวนทั้งหมด

เปอร์เซนต์ (Percentge ; %)
= 70%

การหาร้อยละ

หมายถึ ง

=

จำา นวนที่ ส นใจ ,

n
×100
N

N

หมายถึ ง

ผลการสรุปข้อมูลที่เป็ นร้อยละ ต้องแสดงจำานวนข้อมูล

ทั้งหมด ให้ทราบด้วย เนื่ องจากบางครั้งข้อมูลในแต่ละชุด มี
จำานวนข้อมูลทั้งหมดแตกต่างกันมาก

2. ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Arithmetic Mean)

เป็ นการวิเคราะห์ข้อมูลในระดับอัตรภาค (Interval Scales)

หรือระดับอัตราส่วน (Ratio Scales) ซึ่งข้อมูลเป็ นเชิงปริมาณ
คือ ข้อมูลใช้แทนขนาด หรือปริมาณ ซึ่งวัดออกมาเป็ นค่าของ
ตัวเลขโดยตรง
การหาตัวแทน

เช่น อายุ ส่วนสูง นำ้าหนั ก คะแนน เป็ นต้น

ข้อมูล ที่เป็ น “หนึ่ งค่า” จะใช้อะไร หรือทำา

อย่างไร ที่จะได้ตัวแทนข้อมูล

ดังนั้ นการวัดเพื่อหาแนวโน้มสู่

ส่วนกลางของข้อมูล ค่าเฉลี่ยเลขคณิ ต เป็ นค่า “หนึ่ งค่า” ที่ใช้
เป็ นตัวแทนของข้อมูลกลุ่ม หรือเป็ นค่าเฉลี่ย (Average) ที่ใช้
แทนกลุ่มทั้งหมด

ค่าเฉลี่ยเลขคณิ ต หมายถึง ค่าที่หาได้จากผลรวมของ

ข้อมูลทั้งหมดหารด้วยจำานวนข้อมูลทั้งหมดของข้อมูลชุดนั้ น

4
สัญลักษณ์ท่ีใช้ ถ้าเป็ น ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างใช้

และค่าเฉลี่ยของกลุ่ม

ประชากรใช้

คำานวณ

ส้ตร
ส้ตร
N

∑x
i =1

i

∑x

N
3.

x

x

=

=

∑x

X

สูตรในการ

N

∑x i
i =1

N

หรือ

N

หมายถึง

ผลรวมของคะแนนคนที่ 1 ถึงคนที่ N

หมายถึง

ผลรวมของคะแนนนั กเรียนทุกคน

หมายถึง

จำานวนนั กเรียนทั้งหมด

ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)

ในการวัดเพื่อหาแนวโน้มสู่ส่วนกลาง ทำาให้เราทราบ

คุณลักษณะของข้อมูลที่เป็ น ตัวแทนกลุ่มเพียงค่าเดียวเท่านั้ น

แต่เนื่ องจากค่าที่เป็ นตัวแทนกลุ่ม “หนึ่ งค่า” นั้ น จะทำาให้ทราบ
ลักษณะของข้อมูลไม่เพียงพอ เช่น ลักษณะข้อมูลในกลุ่มมีความ
แตกต่างหรือใกล้เคียงกันมากเพียงใด ดังนั้ น ค่าส่วนเบี่ยงเบน

มาตรฐาน เป็ นค่าสถิติตัวหนึ่ งที่สามารถนำามาวัดการกระจายของ

ข้อมูลได้ โดยใช้อธิบายคู่กับ ค่าเฉลี่ยเลขคณิ ต จะช่วยให้อธิบาย
ข้อมูลได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ย่ิงขึ้นดังจะแสดงในตัวอย่างต่อไป

X ) ที่ยก กำาลังสอง หารด้วยจำานวนข้อมูล แล้วนำาค่าที่ได้มาหาค่าราก ที่สอง ( ) .5 ข้อมูลที่ใช้หาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เป็ นข้อมูลที่มีลักษณะ เช่นเดียวกับการหาค่าเฉลี่ยเลขคณิ ต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เป็ นการวัดการกระจายวิธีหนึ่ งซึ่ง นั กสถิตินิยมใช้กันมาก การกระจายแบบอื่น ทั้งนี้ เนื่ องจาก เมื่อเปรียบเทียบกับ 1) เป็ นวิธีการวัดการกระจายของข้อมูลซึ่งใช้ค่าในข้อมูล ทุกค่ามาคำานวณ 2) มีความละเอียดถูกต้อง น่าเชื่อถือได้ดีท่ีสุด และ สามารถนำาไปใช้ในทางสถิติข้ ันสูงต่อไปได้ 3) ขจัดปั ญหาเรื่อง การใช้ค่าสัมบูรณ์ 4) มีวิธีลัดในการคำานวณ ทำาให้การคำานวณทำาได้สะดวก และรวดเร็ว ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน คือ รากที่สองที่ไม่เป็ น จำานวนลบ ของค่าเฉลี่ยของกำาลังสองของผลต่างระหว่างค่า ในข้อมูลกับค่าเฉลี่ยเลขคณิ ตของข้อมูลนั้ น หรือ ถ้าให้ความ หมายที่ง่ายต่อการเข้าใจ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานหมายถึง ผลรวมของทุกค่าที่ห่างจากค่ากลางของข้อมูล (X .

) .D. กรณี เป็ นกลุ่มตัวอย่างและ  (ซิกมา (Sigma)) ในกรณี ท่ี เป็ นประชากร สูตรการคำานวณมีดังนี้ ก. ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของประชากร (σ ) ส้ตร  = ส้ตร ∑ (x i หรือ − μ )2 i =1 N N ∑x  = เขียนอย่างง่าย ง่าย N  x2  = ∑N i =1 N = 2 i − (μ ) 2 ∑( x − μ )2 N เขียนอย่าง − (μ ) 2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของกล่่มตัวอย่าง (S หรือ S.6 สัญลักษณ์ท่ีใช้แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน คือ S หรือ S.D.

D.D.D.D . = S . และ เป็ นค่าที่มีหน่วยเหมือนกัน ตัวอย่างการหาค่าเฉลี่ย ( x ) S. = หรือ − x )2 n −1 n ∑x 2 − ( ∑x ) 2 n (n − 1) การวัดการกระจายสัมพัทธ์ (Relative dispersion) มีประโยชน์ในการเปรียบเทียบการกระจายของข้อมูลสองชุด ว่าข้อมูลใด มีการกระจายมากกว่ากัน ตัวเลขที่เรานำามาเปรียบ เทียบนั้ นเรียกว่า สัมประสิทธิ์ มีวิธีวัดการกระจายข้อมูล ์ ห่งความแปรผัน หลายวิธี ซึ่งในที่น้ ี ขอเสนอใช้ สัมประสิทธิแ (Coefficient of Variation .V.D.7 ส้ตร ส้ตร S. x . C. ×100 x ค่าสัมประสิทธิ์ เป็ นอัตราส่วนจึงไม่มีหน่วย เพราะค่า S. = 4. ∑( x S.) ส้ตร C. และ C.V.V.

262 .8 ตัวอย่าง จากผลการวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ของนั กเรียนก่อนเรียน จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน นั กเรียนทั้งหมด 30 คน ได้คะแนนดังนี้ 2 นักเรียนคน คะแนนก่อนเรียน (Xi) ที่ (pre-test) =Xi 1 20 400 2 23 529 3 24 576 4 18 324 5 15 225 6 17 289 7 12 144 8 10 100 9 14 196 10 12 144 11 17 289 12 16 256 13 23 529 14 21 441 15 20 400 16 11 121 17 12 144 18 13 169 19 18 324 20 19 361 21 18 324 22 8 64 23 10 100 24 11 121 25 12 144 26 14 196 27 20 400 28 22 484 29 18 324 30 12 144 รวม ∑x = 480 ∑x 2 = 8.

C. S. 400 870 = = 20 .D. S.V. จากส้ตร S.262 ) − ( 480 ) 2 30 × 29 247 . ≤ 10 หมาย ถึง ดีเยี่ยม .V.9 การหาค่า เฉลี่ย ( x ) จากส้ตร ค่าเฉลี่ย ( x ) = แทนค่าไดู . 860 − 230 .47 การหาค่า C.D.D.D.D. 06 4.V. แทนค่าไดู . = x = x ∑x N 480 30 16 การหาค่า S. S. = n n ( n − 1) = = ∑x 2 − ( ∑x ) 2 30 ( 8 . เกณฑ์การพิจารณาค่า C.D. S.

V. C. 4. C. ×100 x 4 . 6 ดังนั้ น คะแนนเฉลี่ย ( X ) = ………….V. 4. ( ให้ลองคิด คำานวณดูก่อน) …เฉลย คะแนนเฉลี่ย ( X ) ของ นั กเรียนกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 มีค่าเท่ากับ 4 จากค่าเฉลี่ยของนั กเรียนทั้งสองกลุ่ม ถ้านำา เพียงค่าเฉลี่ยมาสรุปจะได้ว่า นั กเรียนทั้งสองกลุ่มมีผลการ . 47 ×100 16 ตัวอย่างขูอสังเกตการหาและใชู ค่าเฉลี่ยกับค่าส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ตัวอย่าง ผลการสอบวิชาหนึ่ งซึ่งมีคะแนนเต็ม 6 คะแนน กับนั กเรียนผลปรากฏดังนี้ กล่่มที่ 1 ได้คะแนน 2.V = C. 3. 4.D . ( ให้ลอง คิดคำานวณดูก่อน) กล่่มที่ 2 ได้คะแนน 4.. 27. 4 ดังนั้ น คะแนนเฉลี่ย ( X ) = …………..10 จากส้ตร แทนค่าไดู. 4. 5.94 = = S .

11 ทดสอบได้คะแนนเฉลี่ยเท่ากัน ซึ่งผู้ท่อ ี ่านค่าเฉลี่ยแล้วอาจคิด ต่อไปว่า นั กเรียนทั้งสองห้องมีความเก่งเท่ากัน หรือ ความรู้ ความสามารถเหมือนกัน ฯลฯ ได้ และถ้าท่านเป็ นอาจารย์ ผู้ สอนนั กเรียนทั้งสองกลุ่มนี้ ท่านจะเข้าใจดีถึงคุณลักษณะของ นั กเรียนเป็ นอย่างดีและท่านต้องการได้นักเรียนแบบกลุ่มใด การ เปรียบเทียบโดยนำาเพียงคะแนนเฉลี่ยมาเปรียบเทียบกันคงไม่ เพียงพอ และถ้าจะตอบว่านั กเรียนทั้งสองกลุ่มมีความสามารถไม่ เท่าเทียมกัน หรือยังมีอะไรอีกที่นักเรียนทั้งสองกลุ่มแตกต่างกัน นั ่นแสดงได้ว่า เพียงค่าเฉลี่ยเท่านั้ นยังไม่เพียงพอที่ สามารถอธิบายลักษณะข้อมูลได้ละเอียดมากพอ ยังต้องมีค่าสถิติ อะไรอีกที่ต้องมาอธิบายการกระจายของข้อมูล สองกลุ่มนี้ อีก ดัง นั้ น ลองมาพิจารณาต่อว่า ถ้านำาค่า ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มาคำานวณเปรียบเทียบคะแนนของนั กเรียนทั้งสองกลุ่มนี้ .

12 กล่่มที่ 1 ได้คะแนน 2. = ∑( X −X )2 n −1 เพราะต้องการ บวกโดยการ ยกกำาลังสอง) . 4. 6 คะแนนแต่ละคนห่างจากค่า คน X ( X −X ) X ที่ 1 2 2 (คะแนนแต่ละคนห่างจากค่า หรือ ลบด้วย (X −X ) 2 ) = -2 4 3 3–4 =-1 1 3 4 4–4 = 0 0 4 5 5–4 = 1 1 5 6 6–4 = 2 4 ∑X = 20 2–4 X X ∑( X −X ) =0 (สังเกตได้ว่าไม่ว่าข้อมูลจะมี ∑( X −X ) 10 2 = จำานวนและค่าเท่าไรก็ตาม ถ้า (เ ห ตุ ผ ล ก็ ลบในแต่ละค่ากับค่าเฉลี่ยจะ ไ ด้ ค่ า ที่ เ ป็ น ผลรวมของค่าที่เกิดจากการ เป็ นศูนย์เสมอ ดังนั้ นเพื่อแก้ ปั ญหาในทางคณิ ตศาสตร์ จึง เกิดตารางช่อง ถัดไป) เนื่ องจากข้อมูลเป็ นกลุ่มตัวอย่างใช้สูตร S.D. 5. 3.

5 S.D. 4. ≈ 1. 4 คะแนนแต่ละคนมีค่าเท่ากับค่าเฉลี่ย ( X ) คือ 4 ทุกค่า ดังนั้ น เมื่อเอาค่าแต่ละค่าลบค่าเฉลี่ยจะมีค่าเท่ากับ ศูนย์ (0) ดังนั้ น ค่า S. 4.ของนั กเรียนกลุ่มที่ 2 จึงมีค่าเท่ากับศูนย์ (0) แสดงได้ว่า นั กเรียนกลุ่มที่ 2 มีคะแนนสอบอย่ใู นช่วงประมาณ 4 ± 0 คือ 4 แสดงได้ว่านั กเรียนทุกคนสอบได้คะแนนเท่า กันหมดทุกคน คือ 4 คะแนน จากการหาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.58 กล่่มที่ 2 ได้คะแนน 4.58 แสดงได้ว่า นั กเรียนกลุ่มที่ 1 มีการกระจายของข้อมูล และเมื่อนำามาอธิบายร่วมกับค่าเฉลี่ยได้ว่า นั กเรียนกลุ่มที่ 1 มี คะแนนสอบเฉลี่ย ได้ 4 คะแนน แต่ผลคะแนนสอบห้องนี้ นั กเรียนอาจได้คะแนนไม่เท่ากันทุกคน โดยคะแนนมีการกระจา ยกันอยู่ คะแนน โดยมีคะแนนอยู่ในช่วงคะแนนประมาณ 4 ± 1. = = 10 4 2.D.) เมื่อนำามา อภิปรายข้อมูลคู่กับค่าเฉลี่ยแล้วจะเห็นภาพผลการสอบและความ สามารถของนั กเรียนทั้งสองกลุ่มดีข้ ึน ดังนั้ นการนำาค่าส่วน .D. 4.D. S. S.D.13 แทนค่า .

14 เบี่ยงเบนมาตรฐาน (S. 2543 : 158) ดังนี้ 1) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มีค่าเท่ากับ ศูนย์ (0) หมายความว่า ข้อมูลชุดนั้ นไม่มีการกระจาย ถ้าเป็ นความคิด เห็นของผู้ให้ข้อมูล แสดงว่าความคิดเห็นของทุกคนมีความคิด เห็นต่อสิ่งนั้ นเหมือนกัน 2) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ หนึ่ ง (1)หมายความ ว่ า การแจกแจงของข้ อ มู ล มี ลั ก ษณะเป็ นโค้ ง ปกติ (Symmetry) (ประคอง กรรณสูตร อ้างใน ยุทธพงษ์ กัยวรรณ์. 2543 : 158) ได้ เ สนอว่ า การนำา ค่ า เฉลี่ ย ( X ) เสนอข้ อ มู ล ในงานวิ จั ย ที่ ค่ า ความเบี่ ย งเบนมาตรฐานเท่ า กั บ 1 นั้ นถื อ ว่ า เป็ นการนำา เสนอ ตัวแทนที่ดีท่ีสุด 3) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานมีค่ามากกว่าค่าเฉลี่ย (S.) ซึ่งเป็ นการวัดการกระจายข้อมูลมาใช้ จะช่วยให้การอภิปรายข้อมูลได้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น จึงสรุปได้ว่า ค่าของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน จะเป็ นค่าที่ สามารถบอกลักษณะของ ข้อมูลต่อผ้วู ิจัยได้ (รวีวรรณ ชินะ ตระกูล อ้างใน ยุทธพงษ์ กัยวรรณ์. > X ) ผ้วู ิจัยไม่ควรเสนอ ข้อมูลด้วย X แต่ขอเสนอให้ใช้ ค่า มัธยฐาน (Mdn) หรือค่าฐานนิ ยม (Mo) แทนตามความเหมาะสม ค่ามัธยฐาน หมายถึง ค่าของข้อมูลที่อยู่ตำาแหน่ง กลางของข้อมูลชุดนั้ น เมื่อนำาข้อมูลมาเรียงลำาดับแล้วจากน้อย ไปหามาก หรือจากมากไปหาน้อย หรือ ค่ามัธยฐาน คือ ข้อมูล ตัวที่ 50% จากการเรียงลำาดับแล้ว .D.D.

15 ค่ า ฐานนิ ย ม หมายถึ ง ข้ อ มู ล ที่ มี ค วามถี่ ม ากที่ สุ ด ใน ข้อมูลชุดหนึ่ ง 4) เมื่อค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใกล้ ศูนย์ (0) แสดงว่า ข้อมูลมีการกระจายน้อย ถ้าเป็ นความคิดเห็นของ ผู้ให้ข้อมูลต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ ง แสดงว่ามีความคิดเห็นใกล้เคียงกัน 5) เมื่ อค่ า ส่ ว นเบี่ ย งเบนมาตรฐาน ใกล้ หนึ่ ง (1) แสดง ว่าการกระจายของข้อมูลชุดนั้ นใกล้เคียงกับโค้งปกติ การทดสอบค่าเฉลี่ยประชากรกล่่มเดียว กรณี 1 ไม่ทราบความแปรปรวนของประชากรและกลุ่มตัวอย่าง มีขนาดใหญ่ (n > 30) ในกรณี ท่ีไม่ทราบค่าความแปรปรวนของประชากร สามารถประมาณค่าได้ด้วยความแปรปรวนของตัวอย่าง (S ) 2 ดังนี้ S n 2 ∑ X 2 − ( ∑x ) 2 (X − X ) 2 ∑ = n −1 หรือ S 2 = n ( n − 1) S = n ∑X 2 − ( ∑X ) 2 n ( n −1) = ∑( X −X )2 n −1 หรือ S .

16 สถิติทดสอบ คือ = Z X −µ s n Z คือ ตัวสถิติท่ีใช้ทดสอบ คือ คะแนนเฉลี่ย X ของกลุ่มตัวอย่าง µ คือ คะแนนเฉลี่ยที่ ตัวอย่างที่ 1 ครูผส ู้ อนวิชาวิทยาศาสตร์ช้ ันมัธยมศึกษาปี ที่ 1 ผู้ หนึ่ งได้จัดทำาชุดฝึ กทักษะการสังเกตขึ้น และเชื่อมัน ่ ว่าชุดฝึ กฯ ที่ เขาได้จัดทำานี้ เมื่อนำาไปใช้กับนั กเรียนแล้วผลลัพธ์ทางการเรียน ด้านการสังเกตของนั กเรียนสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำาหนดไว้ .

084 .625 คนที่ 2 78 2 6.17 โดยกำาหนดเกณฑ์มาตรฐาน คือ 75 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน โดยชุดฝึ กทักษะการสังเกตได้นำาไปทดลองใช้กับ นั กเรียน 36 คน หลังการใช้ชุดฝึ กฯ ได้ทำาการทดสอบกับ นั กเรียนปรากฏได้คะแนนดังนี้ คนที่ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 คะแน 75 78 68 78 82 85 78 76 86 82 80 74 น คนที่ 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 คะแน 76 82 73 86 78 76 84 75 79 80 82 74 น คนที่ 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 คะแน 86 82 80 76 75 79 75 70 72 85 79 72 น การวิเคราะห์ขูอม้ล นั กเรียน คะแนน (X) X 1 75 5.

329 7.396 6.225 6.400 6.724 5.724 5.724 7.084 6.624 6.776 5.724 6.056 5.625 คนที่ 2 .241 6.400 5.476 5.625 6.396 6.084 5.18 นั กเรียน คะแนน (X) X 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 68 78 82 85 78 76 86 82 80 74 76 82 73 86 78 76 84 75 79 80 82 74 86 82 80 76 75 4.476 7.724 6.776 6.084 5.776 7.396 6.400 5.776 7.

941 .900 5.350 ) −7 .184 คนที่ ∑x รวม ( X S = แทนค่า.19 นั กเรียน คะแนน (X) X 30 31 32 33 34 35 36 79 75 70 72 85 79 72 6.28 จากโจทย์ สมมติฐานการวิจัย คะแนนเฉลี่ยหลังการใช้ชุดฝึ ก ทักษะการสังเกต สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำาหนด S . = 2 .124 X = ∑ n แทนค่า.225 6.241 5.124 36 × 35 2 . 260 X ≈ 4.818 ∑x ) 2 ∑x 2 2 = 221 .625 4.241 5.184 7.67 = 78.350 =7 .941 . ( 36 × 221 .818 X = 36 S = 27 .476 1.

21 > 1. Z Z = Z = = = ( n> 30) X −µ s n 78 .645) H1 H1 : µ > 75 (ค่า Z ใช้วิธีการ ค่า Z ที่ได้จากการเปิ ดตาราง หมายความว่า เราจะปฏิเสธ H0 หรือยอมรับ แสดงว่า นั กเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดฝึ กทักษะการสังเกตที่ครู ได้พัฒนาขึ้นมามีผลสัมฤทธิ์ท างการเรีย นด้ านการสัง เกตสู งกว่า คะแนนเกณฑ์มาตรฐานที่กำาหนด ด้วยความ เชื่อมัน ่ 95% กรณี ท่ี 2 ไม่ ท ราบค่ า ความแปรปรวนของประชากรและ ตัวอย่างมีขนาดเล็ก ( n≤ 30 ) .20 การทดสอบ H0 : µ = 75 ค่าสถิติท่ีใช้ในการทดสอบคือ Z – test จาก Z แทนค่า . 78 Z = 4. 28 −75 4.05 ค่า Z = 1. 67 6 3. 28 4.21 ที่ระดับนั ยสำาคัญ . 67 36 3.645 เปิ ดตาราง หน้า 178) ค่า Z ที่คำา นวณ มากกว่า (4. 28 0.

21 สถิติทดสอบคือ t = X −µ s n . df = n- 1 t คือ ตัวสถิติท่ีใช้ทดสอบ คือ คะแนนเฉลี่ย X ของกลุ่มตัวอย่าง คือ µ คะแนนเฉลี่ยที่ สำาหรับค่า S หาเช่นเดียวกับ กรณีท่ี 1 ตั วอย่ างที่ 2 ครู ผู้ ส อนวิ ช าวิ ท ยาศาสตร์ ช้ ั น มั ธ ยมศึ กษาปี ที่ 3 ผู้ ห นึ่ ง ได้ จั ด ทำา แบบฝึ กทั ก ษะการแก้ โ จทย์ ปั ญหาเรื่อ งโมเมนต์ และเชื่อมัน ่ ว่าแบบฝึ กฯ ที่เขาได้จัดทำานี้ เมื่อนำาไปใช้กับ นั กเรียน แล้ว มีทักษะการแก้โจทย์ปัญหาเกี่ยวเรื่อง โมเมนต์ สูงกว่าเกณฑ์ มาตรฐานที่ กำา หนดไว้ โดยกำา หนดเกณฑ์ ม าตรฐานที่ กำา หนดไว้ 80 คะแนน ที่ระดับความเชื่อมัน ่ 95% โดยแบบฝึ กทักษะการแก้ โจทย์ปัญหา เรื่องโมเมนต์ ได้นำาไปทดลองใช้กับนั กเรียน 25 คน หลังใช้แบบฝึ กฯ ได้ทำาการทดสอบกับนั กเรียน ปรากฏได้คะแนน ดังนี้ คนที่ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 1 1 1 13 .

084 4 82 6.056 6 85 7.724 คนที่ 2 .724 5 84 7.22 คะแ นน 8 5 8 8 7 8 8 8 2 4 8 5 8 2 8 6 8 6 0 1 2 8 8 7 2 0 8 76 คนที่ 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 คะแ 82 82 86 78 86 84 89 79 80 82 84 80 นน การวิเคราะห์ขูอม้ล นั กเรียน คะแนน (X) X 1 85 7.225 2 88 7.225 7 82 6.744 3 78 6.

396 17 78 6.396 19 84 7.23 8 86 7.064 = 4.096 ∑X 2 = 170 .680 . 260 .400 รวม ∑X ( ∑x ) 2 = 2.241 22 80 6.396 10 82 6.400 12 78 6.724 15 82 6.084 18 86 7.776 14 82 6.724 16 86 7.400 23 82 6.921 21 79 6.724 24 84 7.056 20 89 7.056 25 80 6.084 13 76 5.396 9 86 7.724 11 80 6.

56 0.39 จากโจทย์ S สมมติฐานการวิจัย คะแนนเฉลี่ยหลังการใช้แบบ ฝึ กทักษะการแก้โจทย์ปัญหา โมเมนต์ สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำาหนด การทดสอบ 80 H0 : µ = 80 H1 : µ > ค่าสถิติท่ีใช้ในการทดสอบคือ t – test จาก t แทนค่า. 39 5 2.56 X ≈ X = ∑ n 3.78 n–1 .064 X = S 25 6.24 X S = แทนค่า. = แ ท น ค่ า . 678 t = 3. 39 25 2. 56 − 80 3. 56 3. 260 .904 600 = 82.096 25 × 24 2 . = t ค่า df = เรื่อง = t = t = X −µ s n 82 .680 ) − 4 . ( 25 ×170 .

05. df = 24 ที่ระดับนั ยสำาคัญ . df = 25 – 1 .711) หมายความว่า เราจะปฏิเสธ H0 หรือ ยอมรับ H1 แสดงว่า นั กเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึ กทักษะการแก้โจทย์ ปั ญหา เรื่อง โมเมนต์ ที่ค รูได้พั ฒนาขึ้ นมามีทั กษะการแก้โ จทย์ ปั ญหา เรื่อง โมเมนต์ สูงกว่าคะแนนเกณฑ์มาตรฐานที่กำา หนด ด้วยความเชื่อมัน ่ 95% กรณีการทดสอบค่าสัดส่วนของประชากรกล่่มเดียว กรณี 3 การทดสอบค่าสัดส่วนของประชากรกลุ่มเดียว จากตัวอย่างที่ 1 และ 2 จะเห็นได้ว่าเป็ นการทดสอบ คะแนนเฉลี่ยของนั กเรียนในกลุ่มทดลองกับเกณฑ์มาตรฐานที่ กำาหนดไว้ แต่ถ้าต้องการทดสอบว่าจำานวนนั กเรียนที่ผ่านเกณฑ์ มาตรฐานมีจำานวนตามที่กำาหนดหรือไม่ จะใช้การทดสอบ แบบ กรณี ท่ี 1 และ 2 ทดสอบ คือ สถิติทดสอบคือ ไม่ได้ จึงต้องใช้ในกรณี ท่ี 3 ในการ Z= pˆ− P ˆ p คือ ค่าสัดส่วนที่ได้ P (1จากกล่ − P ) ุมตัวอย่าง n P คือ ค่าสัดส่วนที่ .24 = 1.711 ค่า t ที่คำานวณ มากกว่า ค่า t ที่ได้จากการเปิ ดตาราง (3.78 > 1.25 แทนค่า.05 และ df = 24 (ค่า t จากการเปิ ดตาราง) ค่า t.

26 การใช้สูตรดังกล่าวควรใช้กับกลุ่มตัวอย่างที่มีขนาดใหญ่ เพราะการแจกแจงค่า สัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างจะเข้าใกล้การ แจกแจงแบบปกติได้ดีย่ิงขึ้น ตัวอย่างที่ 3 ครูบัญชาสอนวิชาเคมีช้ ันมัธยมศึกษาปี ที่ 4 ได้ จัดทำาชุดสื่อประสมเรื่อง โครงสร้างอะตอม ได้กำาหนดเกณฑ์ การผ่านไว้ 70 คะแนนจากคะแนนเต็ม 100 คะแนน และครู บัญชาเชื่อว่านั กเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดสื่อประสมฯ นี้ จะมีผล สัมฤทธิเ์ รื่องโครงสร้างอะตอม ผ่านเกณฑ์ที่กำาหนดมี จำานวนมากกว่า 75% ของนั กเรียนทั้งหมด เมื่อครูบัญชาได้นำา ชุดสื่อประสมดังกล่าวไปใช้กับนั กเรียน 3 ห้อง จำานวน 120 คน มีจำานวนนั กเรียนที่สอบผ่านเกณฑ์ 102 คน ครูบัญชาต้องการทดสอบสมมติฐานว่า นั กเรียนที่เรียนโดย ใช้ชุดสื่อประสมเรื่อง โครงสร้างอะตอม โครงสร้างอะตอม มีผลสัมฤทธิเ์ รื่อง ผ่านเกณฑ์ท่ีกำาหนดมีจำานวนมากกว่า 75% ของนั กเรียนทั้งหมด .

75 .75 > 0. = 102 120 หรือ ˆ p = 0.75. 75 (0.05 ค่า Z = 1. 0395 ที่ระดับนั ยสำา คัญ . 1 – P = 0. ˆ p = 75% หรือ P = 0.85 .532 > 1.645) หมายความว่ า เราจะปฏิ เ สธ H0 หรือยอมรับ H1 สรุ ป ได้ ว่ า นั กเรี ย นที่ เ รี ย นโดยใช้ ชุ ด สื่ อประสมเรื่ อง โครงสร้ า งอะตอม มี ผ ลสั ม ฤทธิ์เ รื่อ งโครงสร้ า งอะตอม ผ่ า น . 85 −0. 75 0. 25 ) 120 = Z = 0. Z = 2. Z 0.27 การวิเคราะห์ขูอม้ล สมมติฐานทางสถิติ คือ H0 : P H1 : P = 0.645 เปิ ดตาราง หน้า 178) .25 แทนค่า.75 ค่าสถิติท่ีใช้ในการทดสอบ คือ Z-test Z = pˆ− P P (1 − P ) n แทนค่าของ n = 120. 10 0.532 (ค่า Z ใช้วิธีการ ค่ า Z ที่คำา นวณ มากกว่ า ค่ า Z ที่ ได้ จากการเปิ ด ตาราง (2.P 1-P = 1-0.

ถ้าเป็ นการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรม SPSS for Windows แล้วไม่จำาเป็ นต้องเปิ ดตารางค่าของ Z หรือ ค่า t เนื่ องจาก ค่าที่คำานวณโดยโปรแกรมวิเคราะห์จะคำานวณมาเป็ นค่าของ P-value หรือ ค่า Sig t แล้วจึงสามารถนำาไปเปรียบเทียบกับค่าระดับ นั ยสำาคัญที่กำาหนดไว้ได้ ถ้ายังไม่ทราบขั้นตอน โปรดศึกษาเพิ่มเติม ได้ หรือปรึกษาผ้รู ู้ต่อไป 5.28 เกณฑ์ ท่ี กำา หนดมี จำา นวนมากกว่ า 75% ของนั ก เรีย นทั้ ง หมด ด้วยความเชื่อมัน ่ 95% 1. การทดสอบค่าเฉลี่ยสำา หรับสองกล่่มตัวอย่าง ( Testing Two Sample Mean ) ในกรณีท่ีมีการตั้งสมมติฐาน ตูองมีการทดสอบสมมติฐาน ที่ต้ ังไวู การทดสอบค่าเฉลี่ยสำาหรับการทดสอบกลุ่มตัวอย่างนั้ น จะเป็ นการทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระหว่าง 2 กลุ่ม ซึ่งขึ้นอยู่กับกลุ่มตัวอย่างที่ผู้วิจัยทำาการทดสอบว่าเป็ น กลุ่ม ตัวอย่างที่มีความสัมพันธ์กันหรือไม่ ดังนั้ น จึงมีวิธีการทดสอบ ผลต่างของค่าเฉลี่ยสำาหรับสองกลุ่ม ตัวอย่าง 2 กรณี ดังนี้ คือ . ตัวอย่างของการคำานวณทั้ง 3 แบบนี้ เป็ นการคำานวณค่า Z หรือ ค่า t ตามสูตร แล้วเปรียบเทียบค่า Z หรือ ค่า t จาก ตาราง ตามระดับนั ยสำาคัญที่กำาหนด และถ้าเป็ นค่า t ใช้ ค่า df ตามที่คำานวณ 2.

29 1) กรณี ก ลุ่ ม ตั ว อย่ า งเป็ นอิ ส ระต่ อ กั น (Independent 2) กรณี กลุ่มตัวอย่างมีความสัมพัน ธ์ กัน (Dependent Sample) Sample) ในที่น้ ี ขอเสนอ กรณี กลุ่มตัวอย่างมีความสัมพันธ์กัน ( Dependent Sample) เท่านั้ น ส่วนกรณี กลุ่มตัวอย่างเป็ น อิสระต่อกัน (Independent Sample) จะไม่นิยมใช้ในการทำาวิจัย ในชั้นเรียนที่มีเป้ าหมายเพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียนรู้ของ นั กเรียนเป็ นสำาคัญ เพราะครูผู้สอนมีหน้าที่ต้องพัฒนาการเรียน รู้ของนั กเรียนทุกคนอยู่แล้วจึงไม่จำาเป็ นต้องมีกลุ่มควบคุม จะมี ก็เพียงกลุ่มทดลองเท่านั้ นซึ่งหมายถึงกรณี ท่ี 1 นั ่นเอง อย่างไร ก็ตามหากสนใจกรณี ท่ี 2 ขอให้ไปศึกษาเพิ่มเติมได้ในตำาราสถิติ เบื้ องต้นทัว่ ไป กล่่มตัวอย่างมีความสัมพันธ์กัน ( Dependent Sample) เป็ นการทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มสอง กลุ่มตัวอย่างเมื่อข้อมูลตัวอย่างที่จะใช้ทดสอบมีความสัมพันธ์กัน เช่นการเปรียบเทียบการสอนสองวิธี เราต้องใช้กลุ่มตัวอย่าง คือ นั กเรียนทั้งสองกลุ่มมีสมบัติไม่แตกต่างกัน เช่น อายุ ความรู้พื้น ฐาน แต่การหากลุ่มตัวอย่างที่มีสมบัติใกล้เคียงกัน หรือมีความ สัมพันธ์กันอาจจะทำาได้ยาก ดังนั้ นจึงมักจะใช้กลุ่มตัวอย่าง เดียวกันทำาการทดสอบสองครั้ง เช่น การทดสอบคะแนนก่อน เรียนและหลังเรียน (Pretest and Posttest) เป็ นการ .

30 ทดสอบที่ใช้กลุ่มตัวอย่างเดียวกันทำาการทดสอบสองครั้ง ซึง่ การ ทดสอบแบบนี้ จะมีการทดสอบความแตกต่างเป็ นคู่ๆ โดยแต่ละ คู่มีความสัมพันธ์กัน จึงเรียกการทดสอบแบบนี้ ว่า ทดสอบความแตกต่างแบบจับค่้ ส้ ต ร t = n ( n − 1) สัญลักษณ์ที่ใชู มีความหมาย ดังนี้ คือ ค่าสถิติ t ที่ใช้ใน การทดสอบ d คือ ค่าผลต่างของ คะแนน ก่อนและหลังการ ทดสอบ xd หรือ ใช้ สู ต รที่ คำา นวณง่ า ย n ∑d d ∑ ส้ตร= t n = n ∑ d 2 − ( ∑ d ) 2 2 n ∑d 2 − ( ∑d ) n − 1 Sd = t (Paired Difference Tests) xd Sd xd คือ ค่าเฉลี่ยของผลต่างของ คะแนน ก่อนและหลังการ เป็ นการ สัญลักษณ์ที่ใชู มีความหมาย t ดังนี้ คือ ค่าสถิติ t ที่ใช้ใน การทดสอบ d คือ ค่าผลต่างของ คะแนน ก่อนและหลัง การทดสอบ ∑d คือ การนำาเอาผลต่าง ของคะแนนก่อนและ หลังการทดสอบของ นั กเรียนแต่ละคนมาบ วกกัน .

) ของคะแนนผลการทดสอบก่อนหลัง เช่ น จากคะแนนสอบวั ด ผลสั ม ฤทธิ์ ซึ่ ง มี ค ะแนนเต็ ม 10 คะแนน ก่ อ นและหลั ง การใช้ น วั ต กรรม จากนั ก เรีย น 30 คน ได้คะแนนดังนี้ คนที่ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 1 1 1 1 1 1 0 1 2 3 4 5 คะแนน 5 3 6 5 4 2 1 3 2 5 4 5 5 2 4 ก่อนฯ .D.31 ตัวอย่างที่ 1 การทดสอบสมมติฐาน ถ้าเรามีเพียงค่า เฉลี่ยของคะแนน ( X ) และค่าส่วนเบี่ยง เบนมาตรฐาน (S.

32 คะแนน 6 4 7 8 5 4 2 5 3 1 2 3 5 5 1 หลังฯ คนที่ 1 1 1 1 2 2 2 2 2 2 2 2 2 2 3 6 7 8 9 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 0 คะแนน 8 7 5 8 4 1 3 6 4 2 5 4 4 4 8 ก่อนฯ คะแนน 5 5 8 1 5 6 6 7 7 2 5 6 8 5 4 หลังฯ = 0 คะแนนสอบก่ อ นใช้ น วั ตกรรมได้ ค ะแนนเฉลี่ ย 4. 5.91 คะแนน คะแนนสอบหลังใช้นวัตกรรมได้คะแนนเฉลี่ย ( X คะแนน = 2.D.18 (X หลัง ) ก่ อ น ) = คะแนน ถ้ าท่ านพิ จ ารณาโดยใช้ คะแนนเฉลี่ ย ทั้ ง ก่ อ นและหลั ง จะ เห็นได้ว่า หลังการใช้นวัตกรรม คะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนการใช้ นวัตกรรม แต่ถ้าท่านทดสอบทางสถิติโดยใช้ท่ีระดับนั ยสำาคัญที่ . คะแนน = 1.D.00 S.30 S.

33 .05 ท่ า นเชื่ อหรือ ไม่ ว่ า คะแนนเฉลี่ ย หลั ง การใช้ น วั ต กรรมมี คะแนนสูงกว่าก่อนการใช้จริง ? สมมติฐานทางการวิ จัย การใช้นวัตกรรม คนที่ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 การวิเคราะห์ขูอม้ล นั กเรียนมีผ ลสั มฤทธิ์สู งขึ้ นหลั ง คะแนนก่อน คะแนนหลัง d = X หลัง ใช้ฯ ใช้ฯ .X ก่อน (Pretest) (Posttest) 5 6 1 3 4 1 6 7 1 5 8 3 4 5 1 2 4 2 1 2 1 3 5 2 2 3 1 5 1 -4 4 2 -2 d 2 1 1 1 9 1 4 1 4 1 16 4 .

= 1.30 S. = 2.18 X Y -2 0 3 -3 -3 -2 3 2 1 5 3 1 3 0 0 2 4 1 -4 ∑d = 21 ( ∑d ) 2 441 = 4 0 9 9 9 4 9 4 1 25 9 1 9 0 0 4 16 1 16 ∑d 2 173 = ทดสอบโดยใชู t-test เป็ นการทดสอบความแตกต่างแบบจับค่้ (Paired Difference Tests) 1.00 S.34 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 รวม 5 5 2 4 8 7 5 8 4 1 3 6 4 2 5 4 4 4 8 129 3 5 5 1 5 5 8 10 5 6 6 7 7 2 5 6 8 5 4 150 = 4. สมมติฐานทางสถิติ H0: µ H1: µ หลั ง เรีย น = µ ก่ อ นเรีย น เท่ากับก่อนใช้นวัตกรรม) หลังเรียน > µ ก่อนเรียน (คะแนนเฉลี่ ย หลั ง การใช้ น วั ต กรรม .D.D.91 = 5.

641 < 1.05.699 ค่า t ที่คำานวณ น้อยกว่า ค่า t ที่ได้จากการเปิ ด ตาราง (1. 80 = 1.35 2. df = 29 ที่ระดับนั ยสำาคัญ . คำานวณหาค่า t จากข้อมูล สูตร แทนค่า.05 และ df = 29 (ค่า t จากการเปิ ดตาราง) ค่า t.29= 1. ∑d = n ∑d 2 − ( ∑d ) 2 n −1 21 ( 30 ×173 ) − 441 29 21 4 . t = t t = t = t แทนค่า.641 ค่า df = n–1 df = 30 – 1 .749 29 21 12 .699 ) หมายความว่า เราจะยอมรับ H0 แสดงว่า ที่ระดับความเชื่อมัน ่ 95% นั กเรียนที่เรียนโดย ใช้นวัตกรรมดังกล่าว ์ งู ขึ้นหลังการใช้นวัตกรรมจริง สัมฤทธิส ยังเชื่อไม่ได้ว่ามีผล .

Xi i คนที่ =Yi 1 20 30 10 100 2 23 35 12 144 3 24 32 8 64 4 18 28 10 100 5 15 30 15 225 6 17 28 11 121 7 12 25 13 169 8 10 25 15 225 9 14 30 16 256 10 12 28 16 256 11 17 32 15 225 12 16 30 14 196 13 23 32 9 81 14 21 35 14 196 15 20 29 9 81 16 11 30 19 361 17 12 32 20 400 18 13 30 17 289 19 18 32 14 196 20 19 34 15 225 21 18 34 16 256 22 8 28 20 400 23 10 29 19 361 24 11 32 21 441 25 12 30 18 324 26 14 31 17 289 27 20 36 16 256 28 22 36 14 196 29 18 34 16 256 30 12 33 21 441 .36 ตัวอย่างที่ 2 การทดสอบสมมติฐาน สมมติฐาน : นั กเรียนมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สูงขึ้น หลังการใช้ชุดฝึ กเสริมทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ นักเรี คะแนนก่อน คะแนนหลัง 2 ย เรียน d = เรี ย น d น (Pretest) =X (Posttest) Yi .

df = n-1 (ค่าวิกฤติ .13 2 0 ทดสอบโดยใชู t-test เป็ นการทดสอบความแตกต่างแบบจับค่้ (Paired Difference Tests) 1. n n −1 ( 30 × 7 .697 ค่าวิกฤติ t ทีร่ ะดับนัยสำาคัญ  t ใช้วิธีการเปิ ดตารางหน้า 177) แทนค่าได้ . ∑d df = 30-1 df = 29 . 826 t = 22. คำานวณหาค่า t จากขูอม้ล ส้ตร t = แทนค่าไดู .Xi ∑d = รวม 450 d 2 ∑d =7.130 ) − ( 450 ) 2 29 450 19 .37 นักเรี คะแนนก่อน ย เรียน น (Pretest) =Xi คนที่ คะแนนหลัง เรียน (Posttest) =Yi d = Yi . ∑d 2 − ( ∑d ) 2 450 t = t= 2.

29 = 1. ศึกษารายละเอียดในใบความรู้ เรื่อง สถิติพื้นฐาน สำาหรับการวิเคราะห์ข้อมูล โดยการอ่านอย่างละเอียด 2.05.9 การใชูสถิติพื้นฐานสำาหรับการ วิเคราะห์ขูอม้ล กิจกรรมที่ปฏิบัติ ให้แต่ละท่านดำาเนิ นการดังนี้ 1. สร่ปไดูว่า t. df = 29 ได้ค่า t.05.05 .05 ดังนั้ น เปิ ดตาราง t แบบหางเดียว ที่  = .699 เปรียบเทียบค่าของ t .29 < t คำานวณ นั กเรียนมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สูงขึ้น หลังการใช้ชุดฝึ กเสริมทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 ใบกิจกรรม 7.38 กำาหนดระดับนั ยสำาคัญที่ . ฝึ กการวิเคราะห์และนำาเสนอข้อมูลจาก ตัวอย่างข้อมูลที่กำาหนดดังนี้ จากตารางข้างล่าง เป็ นคะแนนการ ประเมินผลในวิชา วิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงาน .

39 จำานวน 12 ครั้ง แต่ละครัง้ จะประเมินให้ได้คะแนน 4. 2 หรือ 1 ตามเกณฑ์ การประเมิน จากคะแนนที่นักเรียนแต่ละคนได้รบ ั ให้ท่าน วิเคราะห์แล้วนำาเสนอข้อมูลตามที่ท่านพิจารณาเห็นว่าเหมาะ สมที่สุด นั กเรีย น 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 หน่วย 1 หน่วย 2 1 3 2 2 3 2 2 3 1 2 1 1 2 2 2 2 2 3 3 3 2 2 2 2 3 2 3 2 3 3 3 4 5 2 4 33 33 23 33 23 33 33 34 44 33 33 34 34 34 34 3 2 1 2 1 2 3 3 3 3 2 3 2 3 2 จากตาราง ให้ท่านฝึ กวิเคราะห์ 7 3 3 2 3 2 3 3 4 3 3 3 3 4 4 3 6 3 3 3 3 3 3 4 3 4 4 4 4 3 4 3 หน่วย หน่วย 3 4 8 9 11 10 12 1 2 3 4 4 2 2 3 3 4 3 2 4 3 4 3 3 3 4 3 2 3 3 3 3 3 3 3 4 4 2 3 3 3 4 3 3 3 2 4 2 3 4 3 4 3 3 3 4 3 2 3 4 3 4 3 3 4 3 4 2 3 4 4 4 3 3 4 3 4 3 3 3 2 4 1) สถิติท่ีใช้ควรใช้สถิติอะไรในการวิเคราะห์ เพราะอะไร ? . 3.

http://www.40 2) ถ้าสรุปโดยใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิ ต ผลการวิเคราะห์จะเป็ น อย่างไร อย่างไร ? ต้องสร้างระดับเกณฑ์การประเมินสรุปผลเป็ น 3) ถ้านำาเสนอข้อมูลที่วิเคราะห์ในแนว สดมภ์ (Column) ทำาให้ ทราบผลสรุปเป็ นอย่างไร ? 4) ถ้านำาเสนอข้อมูลที่วิเคราะห์ในแนวนอน (Row) ทำาให้ 5) ควรนำาเสนอภาพรวมโดยสรุปโดยใช้แผนภูมิอะไร ถึงจะ ทราบผลสรุปเป็ นอย่างไร ? เหมาะสมที่สุด ? เอกสารอูางอิง ชุดฝึ กปฏิบัติการวิจัยในชั้นเรียนสำาหรับครูวิทยาศาสตร์ .nitesonline.net/ . ( 8 เมษายน 2550).

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful