Venous

circulation
ทบทวน/เกริ่นนำ/slide 1

18

Lecture

Assoc. Prof. Jonggonnee Wattanapermpool
20th January 2012
11.00 – 11.50 am
โดยโตะกรอสที่ ๒๙ อันประกอบไปดวย : ฟลมแพะ, มุก
จุบุ, พอเพ, ท็อปเซ็ก, จิ๊งคกะเหรี่ยง, เจินเจินแมวัว ,โตโต ~

!
Arteriole อยูในสวนของ arterial ที่สามารถ constrict กอนจะเขาสู capillary bed จึงสามารถ brake ความดันเอาไวได
ณ จุดรอยตอจาก arteriole กอนที่จะเขาไปสู capillary จึงสามารถแบงความดันไดเปน 2 สวน คือ
!
1.กอนเลือดเขาสู Capillary จะมีความดันสูง
!
2.เขาสู Capillary ความดันที่พอเหมาะตอการเกิดการแลกเปลี่ยนสาร (ถา pressure สูงอยางเดียวจะมี
แตการ filtration ไมมี reabsorption เกิดขึ้น)
จนกระทั่งเลือดไหลไปถึงสวนของ Venous system ความดันก็คอยๆลดหายไป เพราะการ flow ของเลือด
จะเสียพลังงานไปเรื่อยๆ ฉะนั้น venous system เปน Low pressure system จึงทำใหมี resistance ตอการ
flow ของเลือดต่ำลงดวย เพื่อที่จะทำหนาที่เปนสวนที่เก็บเลือดที่สำคัญ (reservoir) คอยเก็บสะสมเลือดเอาไว
แลวสงเลือดกลับสูหัวใจ ไปยัง ventricle แลว pump เลือดไปทั่วรางกายและสรางความดันใหกับกระแสเลือดดวย

การที่ Venous system มี low resistance ตอ flow บงบอกไดวา venous system เองมี vascular smooth m.คุณสมบัติของ venous system! 1. ใน artery กับ vein แตกตาง กันนะ แลวกอใหเกิดความสำคัญในการ contribute function ตางๆ ของ vessel โดยแตกตางกันดังนี้ • Arterial system เปน High pressure system มี VSM เยอะ ซึ่งเยอะที่สุดใน arteriole เพื่อใหเปนตัว สำคัญในการ contribute resistance แตจะไมมีมากใน arterial tree ตั้งแต aorta ไลลงมาเรื่อยๆ จนถึง big artery ตองการใหสวนนี้ทำงานเกี่ยวกับ conduction คือรับเลือดแลวนำเลือดสงมาถึง target ใหได แตสวนที่คอยกักเลือดแลวไมมี pressure energy 2 สวนเกิดขึ้นคือ arteriole ฉะนั้น resistance หรือ ระบบ sympathetic จะคอยมา constrict หรือ dilate ในสวนนี้แทน • Venous system เปน Low pressure system และเปน reservoir เก็บเลือดจึงไมมีการ contribute อะไร เลยที่เกี่ยวของกับ resistance แตจะดูแลเรื่องของ tone ของ vessels เพราะฉะนั้น tone ของ vessels ตั้งแต Venule จนถึง SVC / IVC ทุกสวนสามารถ Contribute tone of Vessels ได (เปรียบเสมือนคลอง ประปาหากเรา resist สวนใดสวนหนึ่งก็ไมมีปญหาเพราะทั้งสวนเปน Reservoir ขนาดใหญจึงไมเปลี่ยน ปริมาณของน้ำที่จะไหลเขาที่ไหน ใหมีการลนออกเหมือนตอนน้ำทวม คือมีการทวมเปนจุดๆ คอยดูแลได) แตถาเปลี่ยนแปลง tone ตลอดแนว Venous System (reservoir) ก็จะทำให flow ที่กลับเขาหัวใจเยอะ เพราะฉะนั้น tone ของ vessels จึงมีผลตอเรื่องของ venous return 2. นอย และมีการ innervate โดยระบบประสาท sympathetic ที่จะเขามาสั่งการให constrict หรือ dilate นอยลงเชนกัน การ innervations ของ ANS และการกระจายตัวของ vascular smooth m.High/Large Volume Capacity ของ venous system คือทำหนาที่เปน reservoir กั๊กน้ำเก็บไว เตรียมใหคลองประปามาดูดไปเอาไปใชงาน (สงกลับสูหัวใจ) โดย 70-75% ของเลือดทั้งรางกายอยูนี่ระบบ vein จึงมีการเรียกชื่อ venous system วาเปน “Capacitance Vessel” (สวน arterial system จะเรียก “Resistance Vessel” เพราะวาตองมีความตานทานเปนสิ่งสำคัญในการ maintain mABP) สวนตัวของ Vein ไมมีความสำคัญ Contribute resistance แตมีความสำคัญในการกักเก็บเลือดเพื่อสงใหหัวใจในสภาวะคลายตัวจึงเปน Capacitance vessel Slide 2 ! คุณสมบัติที่ venous system สามารเปน reservoir หรือที่กักเก็บเลือดของน้ำในรางกายได เพราะมันมี compliance ที่สูงมากจึงกักเก็บปริมาตร เลือดไดเยอะมากๆ โดยที่ยังคงมีความดันที่ต่ำอยู ! จากกราฟเทียบ aorta กับ vana cava ดู ปริมาตรที่เพิ่มขึ้นในปริมาณเทากันที่ 3L สำหรับ aorta มีความดันสูงถึง 320 แต vena cava มีความ ดั น สู ง เพี ย ง 24 เท า นั ้ น ซึ ่ ง ถ า เปรี ย บเที ย บ compliance ของ vein จะสูงกวาพวก artery ถึง 20 เทา .

Slide 3 L จากกราฟจะเห็น pulse pressure จากที่หัวใจสราง โดย systolic เกิดโดยตัวหัวใจเอง แต diastolic สามารถถู ก maintain ไมใหหลนลงไปตาม หัวใจได โดยให TPR (Total Peripheral Resistance) เปน ตัวชวยตัวหลัก ไมวาที่ตำแหนง ไหนๆ ก็จะมี CO (Cardiac Output) กับ TPR เนี่ยเปนตัว ชวย maintain เปนตัวหลักๆ เลย โดย CO มาจากหัวใจ สวน TPR มาจาก arteriole vessel แลวยังคุณสมบัติของเสนเลือด ในการปรับเปลี่ยนใหมี Recoil pressure อีกอันหนึ่งที่ชวย maintain pulse pressure ใหสูงตลอดแนว จนถึงสวน ที่เปน resistance สำคัญนั่นก็คือ arteriole ที่ชวย constrict หรือ dilate แลวปรับ pressure ที่เขาสู capillary ให ต่ำพอหรือเหมาะสมพอที่จะใชในการแลกเปลี่ยนสารระหวาง capillary กับ tissue ได ! แลวพอออกจาก capillary ตลอดแนวจนกระทั่งถึงที่ right atrium (สุด vena cava) pressure จะมีความ แตกตางกันนอยเพราะเปน low pressure system มีความแตกตางจากจุดที่ออกจาก venule (ประมาณ 10-15 mmHg) จนถึง right atrium (ใหเปน standard pressure = 0 mmHg) ก็คือ ตลอดแนวมีการเปลี่ยนแปลง pressure นอยๆเรื่อยๆจาก 10/15 จนกระทั่งถึง 0 mmHg Slide 4 .

จะหดตัวและยกซี่โครงก็จะขึ้น Intrathoracic pressure ก็จะลดลง และการยุบตัวลงไปของ diaphragm ทำให Abdominal pressure สูงขึ้น ดังนั้น IVC จะได รับอิทธิพลในการเปลี่ยน pressure อันเกิดจากการหายใจของเรา โดย Abdominal pressure ที่มากกวาก็จะบีบ ใหเลือดไหลกลับมาที่ Thoracic part ซึ่งมี pressure ลดลงขณะหายใจเขา ดังนั้น Thoracoabdominal Pump จะ เปนตัวชวยในการบีบเลือดจาก Lower Extrimities ใหไหลกลับเขาสูหัวใจ ซึ่งอันนี้ทำงานในทุกจังหวะที่หายใจ ดัง นั้นคนที่เปนลมเราจึงใหนอนลง หรือใหนั่งหายใจลึกๆเพื่อให Pump นี้ เพื่อใหเลือดไปเลี้ยงสมองไดเพียงพอ ! ! สวนอีกอันคือ Tissue Compression (3) จาก Muscle Activity จะประสานงานกับ Gravity (4) ในการท่ีจะทำใหเรามี Venous Return กลับสูหัวใจ ในเวลานอน Gravity ท้ังตัวจะเทากัน แตเมื่อเรายืนเราจะเกิด . คนกินเกลือเยอะ ) ! 3.การเปลี่ยนแปลง Blood volume : ! ! มันเปนคา Homeostatic parameter คนใดที่มีการ blood volume เปลี่ยนแปลงไป มี water retention (มีการ return ของ fluid ในรางกายเยอะ เชนเปนโรคไต. Factors อะไรที่สามารถทำให venous pressure เปลี่ยนแปลง ! อะไรก็เหอะที่ทำให blood flow in กับ out เปลี่ยน จะทำให venous pressure เปลี่ยน คือถามี flow เติมเขามาใน venous system เยอะ pressure ก็จะเยอะ ถามีการเอาออกจาก Venous system เยอะ Venous pressure ก็จะนอย factors มีดังนี้ ! ! 1. นักกีฬาที่เทรนเยอะๆ. ไมไดจำเพาะอยูที่ venule แตกระจายอยูทั่วๆตลอดของ venous system เพราะฉะนั้นหาก sympathetic ที่ innervate VSM ทำงานจะทำใหเกิดการเปลี่ยนแปลงของ tone of venous system Factors ที่สงผลตอตอการเปลี่ยนแปลงของ Venous Pressure และ Venous Return (P46) 1. กับ diaphragm พอ diaphragm หดตัวเวลาเราหายใจเขา มันจะกดลงไปที่ชองทอง intercostal m. atrium เพราะตอนventricleบีบ จะเกิดแรงsuction ของatrium ทั้งสองขางให flow เลือดเขา Atrium เพราะฉะนั้น Inotropic state ก็คือ Contractility ของหัวใจ ถาความสามารถในการบีบตัวของหัวใจ เปลี่ยนแปลง ความสามารถในการ Suction เลือดกลับมาที่ Atrium จะเปลี่ยนดวย มันจะทำใหดึงเลือดมาจาก Venous system มากขึ้น เพื่อมาเตรียมพรอมหัวใจ L 2. Atrium ไหลจาก body กลับเขา Rt.Distribution of vascular smooth m.1 Ra คือ Ra จะเปนตัว constrict หรือ dilate เปนตัวcontrol venous system ที่จะกลับเขาไป ถาตัวนี้คลายตัวหมดเลือดก็จะกระจายหมดคือกลับเขาไปอยูใน venous system ไดเยอะ ถาconstrict เลือดก็จะ กลับเขามาที่ venous system นอยลง อันนี้เปนการปรับเปลี่ยนของเลือดที่มี dynamic อยู ยังมี flow อยู ! ! 1.2 Venue motor tone เปลี่ยน : [นึกเหมือนเปลี่ยนขนาดคลองประปา] คือถาเราเพิ่ม Venue motor tone [น้ำมันเทาเดิมแตเราไปถมคลอง น้ำก็จะเออลนออกมาเขากรมประปา] แตถาเราทำใหVenue motor tone ลด [เหมือนเราขยายคลอง น้ำก็จะคางอยูในคลองไมไหลกลับเขาในในกรม] L ! 1.External Pressure : ซึ่งมีผลกระทบแบบ Moment-to-Moment ในรางกายเราไดเลย เพราะ Venous System เปน Low pressure system ที่สำคัญ 4 ตัวที่ใชในชีวิตประจำวัน ! ! Intrathoracic pressure (1) กับ Abdominal pressure (2) เปนอันที่ใชทุกขณะที่เราหายใจ เพราะขณะที่เราหายใจ เราตองยกซี่โครงขึ้น จากการทำงานของ intercostal m.3 Inotropic state ของหัวใจ : ถาเราสังเกตุใน VDO หัวใจที่เราดู จะเห็นวา ขณะที่ Ventricle บีบตัวไลเลือดออกไป ที่Atrium เลือดจะไหลไหลลงมาจาก body จาก Pulmonary เขามาที่ Lt.

D. first Japanese woman in space.Column ของเลือด ซึ่งเปนที่จุเลือดเยอะ ทั้งยังมี Compliance สูง และเปน Low Pressure จึงเกิดเปน Column ได Effect ของ Gravity เนี่ย ในสวนของ Rt. ทางดาน physiology ] . ได Ph. Atrium ในสวนของ CVS เปน Phlebostatic Level คือเปนตำแหนงที่มี Pressure = 0 ไมวาจะอยูในทาทางใดก็ตาม นับวาเปน Reference Point จากนั้นจะเห็นวาเรามี Column ของ ความสูงของเลือด โดยเฉพาะทางดาน Vein ที่เปน Low Pressure System และเปนสวนที่จุเลือดมาก ดังนั้น ปริมาณที่สูงจะกอใหเกิด Hydrostatic Pressure ที่มาจาก mass ของเคาเอง เกิดจากการดึงของ Gravity ของโลก คำนวณออกมาจากสูตร P = pgh เปน Potential Energy ทำให Static Pressure นี้ดึงเลือดลงไปกองไวที่เทา เหมือนกับเราเอากระบอกตวงมาตั้ง ใสน้ำไปที่ระดับนึง เอาหลอดจิ้มที่ตำแหนงผิว น้ำไมไหลออกเพราะไมมี Potential Energy แตถาเราจิ้มตรงกลาง น้ำจะไหลออก เพราะมี Potential Energy มากกวาจุดที่แลว พอมาถึงตำ แหนงลางๆ Potential Energy ก็จะสูงเรื่อยๆ เกิดเปน Pooling of Blood ทำให Venous Return ลดลงเนื่องจาก Gravity ดึงเลือดลงไปขางลาง เชนคนที่ยืนนิ่งๆเคารพธงชาติ แลวเปนลม เพราะเกิด Effect Syncope จาก Motionless ทำใหเสนเลือดดานลางเกิดเปน Pooling of Blood ของฝง Vein เลือดไมกลับเขาหัวใจ เปนในหลาย อาชีพ เชน ชางตัดผม ยืนนิ่งนานๆเปน Varicose Vein ได เรื่อง Effect Syncope จะมีรูปใหดูถัดไป ถาเรารูแตตน วามันจะเกิด Column แลวมี Venous Pressure ที่เทาจะสูงขึ้นจาก Gravity ที่ดึง ถาโดยหลักการแลว Vein จะมี ลิ้นอยูในเสนเลือด (Vascular Valve) ซึ่งจะชวยใหเลือดที่ขยับขึ้นดวยการขยับ muscle ของเราเบรกคา h (ความ สูง) ใหแบงออกเปนชวงๆ ซึ่งการ interrupt นี้ จากการที่เรามี Tissue Compression เพราะเสนเลือดทั้งหมดถาอยู ใน muscle ก็จะแทรกตัวใน muscle ดังนั้นการเคลื่อนตัวของ muscle ก็จะเบรกเสนเลือดแลว Valve ก็จะคงเอา ไว ทำให h เปลี่ยน พอคำนวณ Hydrostatic Pressure ก็จะไดนอยลง เลยทำให Pooling นอยลง Venous Return ก็จะกลับไปเปนปกติ ! ! ทางดาน Venous system มีการศึกษาคอนขางนอย คนมักจะใหความสำคัญทางดาน arterial เพราะมันไปเกี่ยวของกับโรคมากกวา เชน ความดันโลหิตสูงซึ่งคนไทยเปนกันมาก และเปนกันเยอะขึ้นเรื่อยๆใน ขณะที่อายุนอยลง ! ! ทีมนี้เปนการศึกษาทางดาน Venous system เกี่ยวกับ Syncope effect ที่ตองศึกษาเพราะอายุ ของคนยืนยาวขึ้นเรื่อยๆ และคนอายุเยอะขึ้นทำใหเรื่องการปรับ venous system เนี่ยลดลง คนสูงอายุเปนลมได งายเพราะ Neural control ลดลง จึงเกิด Effect syncope มากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้นดวย เพราะฉะนั้นเรามักจะบอก คนสูงอายุวาตื่นเชามาอยารีบลุก เพราะการปรับ ANS ที่จะ Control ให Blood Pressure เปนปกติแลวก็ไป Flow ไปเลี้ยงที่ตางๆและรักษา stability ในการเคลื่อนที่จะยังไมดี เพราะฉะนั้นเราจะแนะนำคนสูงอายุวาตื่นเชาใหลุก นั่งกอน เหยียดแขงเหยียดขาเพื่อเอา muscle activity ทั้งหลายให flow venous return กลับแลวเลี้ยงสมองใหพอ ให ANS เขาทีเขาทางกอน ! ! [ อันนี้เปนการขึ้นไปศึกษาบนยานอวกาศ คุณปู John Glen ยังมีชีวิตอยูและเทหมาก เปนนักบิน อวกาศคนแรกที่ขึ้นไปบินโคจรรอบโลกสำเร็จ แตขึ้นไปตอนหนุมๆโดยตัวเองเปนกัปตัน แตอันนี้ขึ้นไปรอบที่ 2 ใน ฐานะ subject เพื่อศึกษา effect syncope เพราะวาตนเองรางกายยังฟตมากและมีความรูในการที่จะอยูในยาน อวกาศอยางดีมาก แลวก็ยังmaintainอายุใหอยูไดถึงขนาดนี้ แตที่จะโชวคือนักบินอวกาศคนนี้เปนผูหญิง เราเห็น นักบินอวกาศผูหญิงนอยมาก เขาเปน cardiovascular surgeon.

Venomotor Tone ซึ่งจะเปนตัวกำหนดวาใน static อันนี้ถูกกระทบมากนอยแคไหน พบวา 75% ที่อยู ถา venomotor tone เปลี่ยนก็จะอัดหรือคลาย 75% อันนี้ เพราะฉะนั้นอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลง venomotor tone ถามองแลวจะมีอิทธิพลเหมือนกับปริมาตรของเลือดในรางกายทั้งหมด เพราะเกี่ยวของกับตัว static โดยตรง เกี่ยวของกับตัว static หรือ reservoir โดยตรง ! 3.The Vascular of Systemic Function Curve (P49) ! นี่เราจะจบ vascular ดวย vascular function curve เมื่อวานได cardiac function curve แลวเวลามอง คนไขก็จะมอง 2 curvesนี้ซอนกันใหครบเปน cardiovascular function ! สำหรับ vascular function curve เรามองความสัมพันธระหวาง Cardiac Output (เปน independent variable = ตัวแปรตน) และ Central Venous Pressure (เปนตัวแปรตาม) คือ pressure เฉลี่ยของ venous system ทั้งหมด ทำไมถึงเปนตัวแปรตาม? เพราะ central venous pressure เปนคลองประปาเฉยๆ น้ำจะไป ไหนไมไดถากรมประปาไมไปดูดแลวสราง pressure สงไปตามบาน นี่คือหลักวา central venous pressure จะ เปนยังไงขึ้นกับสวนที่เปน dynamic ก็คือตัวหัวใจ (pump of life) เปนตัวกำหนด pulse เอา demonstrate งายๆ ทาง vein ซึงมี venous pressure แลวก็ให venous return จะเก็บน้ำไวเปน reservoir น้ำไมมีทาง flow ไปไหน เลยถาหัวใจไมเตน ถาหัวใจไมคลายรับเลือดอันนี้มาแลวบีบสงออกไป เพราะฉะนั้นหัวใจซึ่งเปน dynamic เทานั้น ที่จะทำใหวงจรนี้ active ขึ้นมา ถึงไดเปน pump of life อยางที่บอก พอหัวใจ pump ใหเปน cardiac output flow อันนี้ถึงจะเปลี่ยนแปลงไดcurveอันนี้ เปนการมองทางดานเสนเลือด ! ณ จุดที่ Cardiac Output = 0 คือหัวใจไมเตน ก็คือคนตาย คนตาย central venous pressure มีคา สูงสุด เรียกวา Mean Circulatory Pressure (Pmc) เปนคา Static Pressure (เปนคาของเลือดเมื่ออยูนิ่งๆ) ซึ่ง คานี้โดยทั่วไปจะอยูประมาณ 7mmHg ใน blood volume ปกติ ถาคนตายแลวมีคา Pmc สูงขึ้นแปลวาคนนั้นตอง ไดรับอะไรที่ทำให venous pressure เคาเปลี่ยน นี่คือการนำไปใชทางดานนิติเวช เชน อาจมีการใหเลือดกอนตาย หรือคนไขไดยาอะไรที่มาเปลี่ยนคุณสมบัติของเสนเลือด ! เมื่อหัวใจเรื่มทำงานจะเกิด Cardiac Output คือหัวใจเริ่มทำงานใหเกิด Active Cardiac Output ที่เพิ่ม ขึ้นคือ จะดึงเลือดที่เปน Static ใหไปโคจรในวงจรของเสนเลือดเปน Dynamic เราก็จะเห็นวาถา Dynamic เพิ่มขึ้น เรื่อยๆๆๆ คาของ Static ก็จะลดลง ก็คือวาถากรมประปาปมน้ำออกไปเพื่อที่จะสงไปตามบานมากขึ้น มีการใชน้ำ มากก็จะทำใหน้ำในคลองประปาลดลง เปนสองคุณสมบัติของ Dynamic โดย Static อันนี้เปลี่ยนแปลงตาม Dynamic อันนี้คือ Vascular function curve ถาเรามองอยางนั้น อันนี้คือสิ่งที่บอกเมื่อกี้กอนจะเขามา dynamic กับ static นั่นก็คือคา mean circulatory pressure ทางนิติเวชก็จะเอาไปใชได เพราะวาจะเปนตัวบอกวา Total Volumn ของเลือดใน system ของคนนั้นเปนเทาไหร mean circulatory pressure จะบอกได แลวก็สามารถเอา ไปใชคำนวณ Compliance ของเสนเลือดไดดวย จะเปน compliance รวมระหวาง Aterial side กับ Venous side ซึ่งปกติแลวจะตางกันอยู 20 เทา ก็จะนำไปใชคำนวณตอได เพราะฉะนั้นทางนิติเวชจะเอาไปใชเยอะ นี่คือคาปกติ ของเรา ท ี่cardiac output 5 L/min และ central venous pressure 2mmHg นั่นคือคาปกติของเรา ! ! ถาพรุงนี้คาของ Vascular Function Curve กราฟอันนี้ก็ชิดไปซายขวาไดเหมือน cardiac function curve curve อันนี้จะชิดไดดวย factor อะไรบาง ! 1.Arteriolar Resistance ซึ่งเปนตัวมากำหนดสวนของ dynamic mean circulatory pressure ซึ่งบอก และเกี่ยวของกับ blood volumn ซึ่งเกี่ยวกับปริมาตรที่มีอยุในเสนเลือดทั้งหมด งั้นถาคาของ blood volumn เปลี่ยนแปลง แนนอนวาตองกระทบ mean circulatory pressure แนๆ หรือการกระทบท ี่venomotor tone ซึ่งจะ .Central Venous Pressure คือ reservoir แนนอน blood volume คือตัวบอกวา static จะมีเทาไหร ! 2.

กระทบที่สวน Static ก็จะกระทบที่ mean circulatory pressure แนๆ ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงของสวน dynamic จะไมกระทบตอ mean circulatory pressure เพราะมันกระทบที่สวนของ dynamic เคาไมไดไปกระทบ ที่สวนของ static   ! คนไขมีการใหเลือดหรือใหน้ำเขาไปในเลือดกอนเสียชีวิต หรือใหยาอะไรที่มีผลตอ venomotor tone โดย เฉพาะพวกสารพิษหรืออะไร ก็จะทำให mean circulatory pressureของเคาสูง ซึ่งจะshiftเสนนี้ไปเปนเสนขนาน ตลอดทั้งเสน ในทางตรงกันขาม ถาคนไขมาดวยการสูญเสียเลือด เกิด hemorrhage กอนเสียชีวิต หรือมีอะไรที่มา ลด venomotor tone สวนใหญก็สารพิษที่เปน related vein ของเคาทั้งหมด ก็จะทำใหมี circulatory pressure ลดลง ซึ่งจะทำใหกราฟ shift ขนานไปเลย เพราะเปนการกระทบที่สวนของ static เพราะฉะนั้นจะกระทบทั้งเสน ตั้งแต mean circulatory pressureลงมาแลวก็กระทบ shift เปน parallel ขึ้นหรือลง ในขณะที่ถาเกิด vasodilation หรือ vasoconstriction เวลาพูด vasodilation หรือ vasoconstriction หมายถึงที่ ateriole ทางดาน systoric circulation ทางดานเสนเลือดแดงหมายถึงที่ aterio เปนตัวmain ซึ่งจะกระทบสวนของ dynamic เพราะ ฉะนั้น mean circulatory pressureไมเปลี่ยนแปลง แลวเปลี่ยนแปลงมาที่ cardiac output ซึ่งเปนสวน ของdynamic ถากระทบที่ดาน dynamic จะไมมีผล แลวเปลี่ยนเฉพาะ cardiac output ใหเปนยังไงเทานั้นเอง .