You are on page 1of 26

สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายต้องอาศัยดินในการยังชีพและการเจริญเติบ โต ถ้าปราศจากดินก็

แทบจะกล่าวได้ว่า ไม่มีสิ่งมีชีวิตเหลืออยู่ในโลกนี้เลย

ดินเป็นที่มาของปัจจัย 4 อันได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ทีอ่ ยู่อาศัย และยา


รักษาโรคของมนุษย์ ซึ่งอาจเป็นการได้มาโดยทางตรง หรือทางอ้อมก็ได้
พืชต้องอาศัยดินในการเจริญเติบโต ตั้งแต่เริ่มงอกออกจากเมล็ด จนกระทั่งโตให้
ดอกให้ผล

- เนื่องจากดินเป็นสิ่งที่สำาคัญสิ่งหนึ่งที่ควบคุมหรือ กำาหนดการ
เจริญเติบโตของพืช ดังนั้นในการปลูกพืช จึงจำาเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของดิน
พอสมควร

สิ่งที่พืชได้รับจากดินพอจะสรุปได้ ดังนี้

- ดินเป็นที่หยั่งรากยึดลำาต้นให้ตั้งตรง

- ได้รับนำ้าและอากาศจากดิน

- ได้รับธาตุอาหารเกือบทุกชนิดจากดิน
ดินคืออะไร

คำาจำากัดความของ "ดิน" ในทางการเกษตร จะหมายถึงวัตถุที่เกิด


ขึ้นจากการผุพังของหินและแร่ธาตุต่าง ๆ ผสมคลุกเคล้ากับซากพืชซากสัตว์ที่เน่าเปื่อยแล้ว
ซึ่งเรียกว่าอินทรีย์วัตถุ ทำาให้เกิดเป็นวัตถุที่เรียกว่า ดิน ซึ่งเป็นที่ให้พืชต่าง ๆ เจริญงอกงาม
อยู่ได้
ดินประกอบด้วยส่วนสำาคัญ 4 ส่วน คือ

1. แร่ธาตุ

2. อินทรียว์ ัตถุ (ซากพืช ซากสัตว์ ที่เน่าเปื่อยแล้ว)

3. นำ้า

4. อากาศ
ส่วนประกอบของดินที่เป็นแร่ธาตุนั้น ได้มาจากการสลายตัวผุพังของหิน และแร่
ชนิดต่าง ๆ มากมายหลายชนิด แตกต่างกันไปตามท้องที่

ดังนั้น ดินในแต่ละท้องที่จึงมีส่วนประกอบของธาตุต่าง ๆ มากบ้างน้อยบ้าง


แตกต่างกันไป และแร่ธาตุเพียงบางชนิดเท่านั้นที่พืชจะดูดขึ้นมาใช้เป็นอาหาร

ส่วนของแร่ธาตุจะเป็นส่วนประกอบที่มีมากที่สุดในดิน คื อ จะมีประมาณ
45%โดยปริมาตร

ส่วนอินทรีย์วัตถุในดินได้มาจากการเน่าเปื่อยผุผัง ของซากพืชซากสัตว์ที่ตายแล้ว
ทับถมกันอยู่บนดิน อินทรีย์ในดินมีความสำาคัญมาก คือ

1. เป็นแหล่งให้ธาตุอาหารพืชบางชนิด

2. ทำาให้ดินสามารถอุ้มนำ้าได้ดีขึ้น

3. ทำาให้ดินตรึงธาตุอาหารไว้ได้มากขึ้น
4. ทำาให้ดินมีโครงสร้างดีขึ้น

อินทรีย์วัตถุในดิน แม้จะมีปริมาณที่น้อย เมื่อเทียบกับส่วนประกอบอื่น ๆ


ของดิน คือมีประมาณ 5% โดยปริมาตร แต่เป็นส่วนที่มีความสำาคัญต่อพืชมาก

นำ้าในดิน ส่วนมากมาจากนำ้าฝน เมื่อฝนตกลงมานำ้าฝนบางส่วนจะไหลซึมลงไปใน


ดิน และบางส่วนจะไหลบ่าไปตามผิวหน้าดิน

นำ้าฝนส่วนที่ไหลซึมลงไปในดิน จะถูกดูดซับไว้ในช่องระหว่างเม็ดดิน ดินแต่ละ


ชนิดจะอุ้มนำ้าไว้ได้มากน้อยไม่เท่ากัน ดินทรายจะอุ้มนำ้าได้น้อยกว่า ดินเหนียว ดินที่เหมาะ
ต่อการเพาะปลูกพืชควรมีส่วนที่เป็นนำ้าอยู่ประมาณ 25% โดยปริมาตร
นำ้าในดินนั้นไม่ใช่นำ้าบริสุทธิ์ แต่จะมีแร่ธาตุต่าง ๆ ละลายอยู่ และพืชจะดูดดึงเอาแร่
ธาตุบางชนิด ที่ละลายอยู่ในนำ้าไปใช้เป็นอาหาร

พืชกินอาหารในรูปของสารละลาย ฉะนั้น ถ้าปราศจากซึ่งนำ้าหรือความชื้น


ในดิน แม้จะมีธาตุอาหารอยู่มากในดิน พืชก็ไม่สามารถดูดขึ้นไปใช้ได้
ส่วนประกอบส่วนที่ 4 ของดิน คือ อากาศในดิน มีความสำาคัญต่อการเจริญเติบโต
ของพืชเช่นกัน เพราะการที่รากจะดูดอาหารขึ้นไปใช้ได้นั้น รากพืชต้องใช้พลังงาน และ
พลังงานนั้นได้มาจากการหายใจ

ดังนั้น ในดินที่มีนำ้าขังหรือดินที่แน่นทึบ พืชจะไม่เจริญงอกงามเท่าที่ควร


เพราะรากพืชขาดอากาศสำาหรับหายใจ จึงทำาให้ไม่สามารถดูดธาตุอาหารขึ้นไปใช้ได้

จากดิน 100 ส่วน โดยปริมาตร เมื่อหักส่วนที่เป็น แร่ธาตุ อินทรีย์วัตถุ


และนำ้า จึงเหลือเป็นส่วนของอากาศ 25 ส่วน โดยปริมาตร
ส่วนประกอบของดินที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชโดยปริมาตร

ดินเป็นสิ่งที่มี 3 มิติ มีทั้ง ความกว้าง ความยาว และความลึก

- ถ้าเราขุดลงไปในดินลึก ๆ และสังเกตดินข้างหลุมให้ละเอียด เราจะเห็นว่าดินสามารถ


แบ่งออกเป็นชั้น ๆ ได้ตามความลึก
แต่อย่างไรก็ตาม เรายังสามารถแบ่งชั้นดินตามความลึกออกเป็นชั้นได้คร่าว ๆ 2
ชั้น ดังรูป

- ดินชั้นบนหรือเรียกว่า ชั้นไถพรวน ดินชั้นนี้มีความสำาคัญต่อการเพาะปลูกมาก เพราะ


รากของพืชส่วนใหญ่จะชอนไชหาอาหารที่ชั้นนี้ ดินชั้นบนนี้เป็นชั้นที่มีอินทรีย์วัตถุสูงกว่า
ชั้นอื่น ๆ โดยปกติดินจะมีสีเข้ม หรือคลำ้ากว่าชั้นอื่น

- ในดินที่มีการทำาการเพาะปลูกทั่ว ๆ ไป จะมีดินชั้นบนหนาตั้งแต่ 0 - 15 ซม.

- ดินชั้นล่าง รากพืชของไม้ผล ไม้ยืนต้นจะชอนไชลงไปถึงชั้นนี้ ปกติดินชั้นล่างเป็นชั้นที่


มีอินทรีย์วัตถุน้อย

- ดินที่เหมาะสมสำาหรับการเพาะปลูกควรจะมีหน้าดิน (ดินชั้นบน และดินชั้นล่าง) ลึก


ไม่น้อยกว่า 1 เมตร

- ดินในแต่ละท้องที่มีชั้นดินไม่เหมือนกัน จำานวนชั้นของดินก็มากน้อยไม่เท่ากัน ความตื้น


ความลึกของดินแต่ละชั้นไม่เท่ากัน สีของดินแต่ละชั้นไม่เท่ากันและไม่เหมือนกัน และยังมี
ลักษณะอย่างอื่นแตกต่างกันออกไปอีกมากมาย
คุณสมบัติของดินที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของพืช มีด้วยกันหลายอย่าง ในที่
นี้จะกล่าวเป็น ข้อ ๆ ดังต่อไปนี้

เนื้อดิน เป็นสมบัติที่บ่งบอกถึงความหยาบ ความละเอียดของดิน แบ่งคร่าว ๆ ได้ 3


ชนิด คือ ดินทราย ดินร่วน และดินเหนียว

ดินที่เป็นทรายจะอุ้มนำ้าได้ไม่ดี ดินจะแห้งง่าย และยังมีธาตุอาหารพืชอยู่น้อย


กว่าดินชนิดอื่น ส่วนดินเหนียวนั้นจะอุ้มนำ้าได้มาก และมีธาตุอาหารพืชอยู่มาก แต่มีข้อเสีย
ที่การระบายนำ้าไม่ดี คือ มักจะมีนำ้าขังทำาให้อากาศไม่เพียงพอสำารับรากพืชใช้ในการหายใจ
นอกจากนี้ยังทำาการไถพรวนได้ลำาบาก

เนื้อดินเป็นสมบัติที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก แม้จะมีการใช้ที่ดินทำาการเกษตรติดต่อกัน
มาเป็นเวลานาน ดินรวนจึงนับเป็นดินที่เหมาะกับการเจริญเติบ โตของพืชมากกว่าดิน
เหนียว และดินทราย ดังแสดงในตาราง
ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน หรือที่เรียกว่า พี.เอช. (pH) ของดิน ค่าความ
เป็นกรดเป็นด่างของดินจะบอกเป็นค่าตัวเลข ตั้งแต่ 0 ถึง 14

ถ้าดินมีค่า พี.เอช. น้อยกว่า 7 ดินนั้นจะเป็นกรด ยิ่งน้อยกว่า 7 มากก็จะ


เป็นกรดมาก ถ้าดินมีค่น พี.เอช. มากกว่า 7 จะเป็นดินด่าง ดินที่มีค่า พี.เอช. เท่ากับ 7
พอดี แสดงว่าดินเป็นกลาง ดังรูป
ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน จะเป็นตัวควบคุมความมากน้อยของธาตุอาหาร ที่จะ
ละลายออกมาอยู่ในนำ้าในดิน การละลายได้มากน้อยของธาตุอาหารพืชที่ช่วงความเป็นกรด
เป็นด่างต่าง ๆ แสดงไว้ดังรูป
พืชแต่ละชนิดจะเจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีช่วง พี.เอช. ต่างกัน แต่พืชทั่ว ๆ ไปจะ
เจริญเติบโตได้ดีในช่วง พ.เอช. 6.0 - 7.0 ช่วง พี.เอช. ของดินที่เหมาะสมต่อ
การเจริญเติบโตของพืชแสดงไว้ในตารางที่ ช่วง พี.เอช. ของดิน ที่เหมาะสมต่อการเจริญ
เติบโตของพืช
ในกรณีที่ พี.เอช. ของดินเป็นกรดมากเกินไป จะต้องทำาการแก้ความเป็นกรด
โดยการใส่ปูน จะเป็นปูนขาวหรือปูนมาร์ลก็ได้ ก่อนที่จะทำาการปลูกพืช สำาหรับจำานวนปูน
ที่จะใส่นั้นจะรู้ได้โดยการเก็บดินส่งไปวิเคราะห์

ความอุดมสมบูรณ์ของดิน หมายถึง ความมากน้อยของธาตุอาหารพืชที่พืชจะ


สามารถนำาไปใช้ประโยชน์ได้ ดินที่อุดมสมบูรณ์หมายถึง ดินมีธาตุอาหารมาก และเมื่อ
สภาพแวดล้อมของดินเหมาะสม พืชก็เจริญเติบโตดี ส่วนดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ แม้มี
สภาพแวดล้อมอื่น ๆ เหมาะสม พืชก็จะไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร
แม้ดินประกอบด้วยแร่ธาตุหลายชนิด แต่แร่ธาตุที่พืชสามารถนำามาใช้เป็นอาหารได้
มีเพียง 13 ชนิดเท่านั้น ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป

ในดินแต่ละชนิดจะมีแร่ธาตุต่าง ๆ อยู่ในปริมาณที่ไม่เท่ากัน แร่ธาตุที่มีอยู่ในดิน


เหล่านั้นพืชจะไม่สามารถนำาไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด คือสามารถนำาไปใช้ได้ เพียงส่วน
น้อย เฉพาะส่วนที่ละลายนำ้าได้เท่านั้น
ในดินที่ทำาการเกษตรทั่ว ๆ ไป มักจะขาดธาตุอาหารอยู่ 3 ธาตุ มีไม่เพียงพอต่อ
ความต้องการของพืช คือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปตัสเซียม

ดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ เพิ่มความสมบูรณ์ได้โดยการใส่ปุ๋ย
การที่จะรู้ว่าดินแปลงหนึ่ง ๆ มีความอุดมสมบูรณ์หรือไม่จำาเป็นต้องใส่ปุ๋ยหรือไม่
ใส่ปุ๋ยชนิดใด จำานวนเท่าใดนั้น ต้องมีการตรวจสอบหรือประเมินความอุดมสมบูรณ์ของดิน
แปลงนั้น ๆ เสียก่อน ซึ่งทำาได้หลายวิธีด้วยกัน คือ

1. การสังเกตอาการของพืชที่ปลูก

2. การวิเคราะห์พืช

3. การวิเคราะห์ดิน

4. การทดลองใส่ปุ๋ยในไร่นา

ซึ่งในแต่ละวิธีก็มีความยากง่าย และความแม่นยำาแตกต่างกันไป
วิธีการประเมินความอุดมสมบูรณ์ของดินที่ง่าย สะดวกและรวดเร็วก็คือ การ
สังเกตอาการของพืชที่ปลูก แต่วิธีนี้ต้องอาศัยความชำานาญมาก ผลที่ได้ไม่ค่อยถูกต้องนัก
และใช้ได้บางพืชเท่านั้น ทั้งนี้ เพราะอาการที่พืชแสดงออกเมื่อขาดธาตุอาหารมักจะคล้าย ๆ
กัน ยากจะบอกได้
ส่วนวิธีที่แม่นยำาที่สุด คือ การทดลองใส่ปุ๋ยในไร่นา แต่วิธีนี้สิ้นเปลืองมากและเสีย
เวลา เพราะต้องทำาแปลงทดลอง ทุกที่ที่ต้องการรู้ความอุดมสมบูรณ์ของดิน และต้องรอ
คอยจนกว่าเก็บเกี่ยวผลผลิตถึงจะรู้
การวิเคราะห์พืช เป็นวิธีที่มีความยุ่งยากพอสมควร เพราะต้องพิจารณาว่าจะเก็บส่วน
ใดของพืชมาวิเคราะห์ อายุ หรือช่วงเวลาในการเก็บก็มีความสำาคัญด้วย

วิธีที่นิยมกันกว้างขวางก็คือ การวิเคราะห์ดิน โดยเก็บตัวอย่างดินมาเคราะห์ และนำา


ค่าที่วิเคราะห์ได้ มาเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานก็จะได้ทราบว่าดินนั้นมีความอุดมสมบูรณ์
มากน้อยเพียงใด
สิ่งที่ควรคำานึงและเข้าใจก็คือ ดิน เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้นที่มีผลต่อการเจริญ
เติบโตของพืช ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกหลายปัจจัย เช่น พันธุ์ โรค แมลง ศัตรูพืช การจัดการและ
สิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชเช่นกัน

ปุ๋ยแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ คือ ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมี


ปุ๋ยอินทรีย์ คือ ปุ๋ยที่ได้จากสิ่งที่มีชีวิต ได้แก่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด ขึ้ค้างคาว
กระดูกป่น และเลือดแห้ง เป็นต้น
ปุ๋ยเคมี คือ ปุ๋ยที่ได้จากสิ่งมีชีวิต เช่น จากหิน หรือแร่ธาตุต่าง ๆ หรือจากการ
สังเคราะห์ขึ้น เช่น ปุ๋ยยูเรีย แอมโมเนียมซัลเฟต หินฟอสเฟตบด หรือปุ๋ยเคมีสูตรต่าง ๆ ที่
ใช้กันอยู่โดยทั่ว

แม้ว่าปุ๋ยเคมีจะมีธาตุอาหารพืชอยู่มากกว่าปุ๋ยอินทรีย์ก็ตาม แต่ปุ๋ยเคมีไม่สามารถ
ทดแทนปุ๋ยอินทรีย์ได้ทั้งหมด เพราะปุ๋ยเคมีไม่มีคุณสมบัติในการปรับปรุงโครงสร้างของ
ดินให้โปร่งและร่วนซุยได้ นอกจากนั้นปุ๋ยเคมีส่วนใหญ่มักจะไม่มีธาตุอาหารรอง และธาตุ
อาหารเสริมครบทุกธาตุเหมือนปุ๋ยอินทรีย์
ในการใช้ปุ๋ยกับพืชแต่ละชนิดให้ถูกต้องนั้น มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายอย่างได้แก่
ชนิดพืช ชนิดดิน เวลาในการใช้ปุ๋ยและวิธีการใช้ปุ๋ย พืชแต่ละชนิดมีความต้องการธาตุ
อาหารแต่ละธาตุมากน้อยต่างกันไป บางชนิดต้องการธาตุไนโตรเจนมาก บางชนิดต้องการ
ธาตุโปตัสเซียมมาก หรือในพืชชนิดเดียวกันแต่ต่างเวลาก็อาจต้องการธาตุอาหารต่าง ๆ มาก
น้อยต่างกัน เช่น ในช่วงที่พืชสร้างใบ จะต้องการธาตุไนโตรเจนมาก แต่ในช่วงสร้างผลจะ
ต้องการธาตุโปตัสเวียมมาก เป็นต้น ดินแต่ละชนิดก็มีปริมาณธาตุแตกต่างกัน ดินบางชนิด
อาจมีธาตุโปตัสเซียมสูง ส่วนดินทรายมักจะมีโปตัสเซียมน้อย เป็นต้น