You are on page 1of 6

tutorlawgroup.blogspot.

com
ประวัตศิ าสตร์
1. จุลศักราช เป็นศักราชที่กษัตริย์ สมัยพุกาม พบมากในประวัติศาสตร์ของไทย เช่น พระราช
พงศาวดาร ตำานาน และจดหมายเหตุ
2. หลักฐานทางประวัตศิ าสตร์แบ่งออกเป็น
i. หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น แผ่นหิน ใบลาน และกระดาษ

ii.หลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ปราสาทหิน พระพุทธรูป ซากเมือง

โบราณ โครงกระดูก
3. พงศาวดารเป็นการจดบันทึกเรื่องราวของพระมหากษัยตริย์ เริ่มมีตั้งแต่สมัยอยุธยา ซึ่งพระราช
พงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐฯ เป็นพงศาวดารเก่าแก่ที่สุด (สมัยพระนารายณ์)
4. ตำานานเป็นเรื่องที่บอกเล่าในอดีตเกี่ยวกับความเป็นมาของบุคคล และมีการนำามาจดบันทึกในภาย
หลัง อาจจะผิดเพี้ยนจากความจริงบ้าง
5. จดหมายเหตุ เป็นการบันทึกเพียงเหตุการณ์เดียว ผู้จดบันทึกได้อยู่ในเหตุการณ์นั้น
6. อาณาจักรสุโขทัยมีฐานะเป็นอิสระในยุคของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เท่านั้น หลังจากนั้นมาตกอยู่
ภายใต้อาณานิคมของอาณาจักรอยุธยา
7. สมัยอาณาจักรสุโขทัยนั้น มีเมืองลูกหลวงซึ่งเป็นเมืองสำาคัญที่รายล้อมราชธานีทั้งสี่ทิศ โดยมีพระ
ราชวงศ์ทำาหน้าที่ดูแล
8. สังคมในสมัยสุโขทัยนั้นเป็นสังคมที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างผู้ปกครองกับราษฎร โดยที่
ราษฎรมีความเป็นอิสระเสรีภาพ ต่างจากสมัยอยุธยาที่ราษฎรต้องอยู่ในความควบคุมของเจ้าขุน
มูลนาย
9. อาณาจักรสุโขทัยส่งทูตไปถวายเครื่องราชบรรณาการแก่ราชสำานักจีนทำาให้ไม่ถูกคุกคามจาก
กองทัพจีน
10. ฐานะกษัตริยใ์ นสมัยอยุธยาเป็น สมมติเทพ (ตามแบบอินเดีย)

11. กรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางการค้าขายเนื่องจากมีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสม เหมาะเป็น

เมืองท่าค้าขาย
12. สมัยอยุธยามีการจ้างทหารญี่ปุ่นเข้ารับราชการมีหัวหน้าชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งได้รับบรรดาศักดิ์เป็น

ออกญาเสนาภิมุข
13. โปรตุเกสเป็นชาติยุโรปชาติแรกที่เข้ามาติดต่อค้าขายกับไทยโดยฝ่ายไทยต้องการปืนและอาวุธ

สงครามจากโปรตุเกสมากที่สุด
14. ฝรั่งเศสเข้ามาในสมัยพระนารายณ์มีจุดมุ่งหมายด้านการค้าและมุ่งหวังให้พระนารายณ์เปลี่ยนมา

นับถือศาสนาคริสต์ คณะทุตไทยที่เดินทางไปฝรั่งเศสครั้งแรกคือพระยาโกษาปาน
15. การสร้างหอดูดาวที่เมืองลพบุรีเป็นผลที่ได้รับจากการที่เจริญราชไมตรีกับฝรั่งเศส

16. ในสมัยอยุธยาซึ่งเป็นสังคมเจ้าขุนมูลนายมีการแบ่งชนชั้นโดยการนำาเอาระบบทางสังคมมาใช้ดังนี้

i. ระบบไพร่ เป็นระบบที่รัฐใช้ควบคุมกำาลังพล นำาแรงงานมาใช้เพื่อเป็นประโยชน์

ต่อราชการ
ii.ระบบศักดินา เป็นระบบที่ใช้จำาแนก ฐานะของคนในสังคม โดยใช้ ทีน
่ า เป็น
เกณฑ์กำาหนด
17. ไพร่สว่ ยคือ ไพร่ที่ไม่ต้องถูกเกณฑ์แรงงาน เนื่องจากได้ให้ เงินค่าราชการ แทนการมาเข้าเวร ส่วน

ไพร่สมคือ ไพร่ที่เป็นไพร่ส่วนตัวของเจ้าขุนมูลนาย มีหน้าที่รับใช้ และติดตามช่วยการงาน


18. ไพร่อาจเลื่อนสถานะทางสังคมได้ หากว่าไปรบ แล้วชนะกลับมา ดังนี้จะเห็นได้ว่าฐานะทางสังคม

ไม่คงที่เหมือนของระบบวรรณะของศาสนาพราหมณ์ ฮินดู
19. สมัยก่อนปฏิรูปการปกครองนั้นมีการจัดระเบียบการปกครองแบบ 4 กรม คือ เวียง วัง คลัง นา

หัวหน้าผู้บังคับบัญชามียศเป็น ขุน และมีการกระจายอำานาจการปกครองให้พระราชวงศ์ไปดูแล


เมืองสำาคัญ ในฐานะเป็นเมืองลูกหลวง เช่น สุพรรณบุรี ชัยนาท และ ลพบุรี โดยที่เจ้าเมืองแต่ละ
เมืองนั้นมีความเป็นอิสระเป็นอย่างมากในการจัดเก็บภาษี ควบคุมกำาลังพล และพิจารณาคดี
ความ เป็นต้น
20. รัชสมัยพระบรมไตรโลกนาถเป็นยุคปฏิรูปการปกครองของอาณาจักรอยุธยา

i. ดึงอำานาจเข้าสู่ส่วนกลาง โดยให้เมืองหลวงมีอำานาจควบคุมหัวเมืองชั้นใน และ

ตั้งผู้ปกครองเรียกว่า ผูร้ ั้ง (ซึ่งไม่ใช่เจ้าเมืองอีกต่อไปแล้ว)


ii.มีการแบ่งเมืองพระยามหานคร ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ห่างราชธานี โดยมีขุนนางหรือ

ราชวงศ์ไปปกครอง มีสิทธิเด็ดขาดทุกอย่าง
iii.เมืองประเทศราช (เมืองขึ้น) อย่างเช่น ปัตตานี หรือ กัมพูชา ให้กษัตริย์เมืองนั้น

ปกครองกันเองแต่ต้องส่งบรรณาการ
iv.มีการแยกฝ่ายทหารออกจากฝ่ายพลเรือน เพื่อดุลอำานาจกันและกัน ป้องกันการ

ชิงราชสมบัติ ตำาแหน่งอัครมหาเสนาบดี มีดังนี้


1. สมุหกลาโหม ควบคุมฝ่ายทหาร (กรมอาสาซ้ายและขวา)
2. สมุหนายก ควบคุมพลเรือน (จตุสดมภ์ทั้ง 4 เวียง วัง คลัง นา) และกรม
พระสุรัสวดี
21. ในสมัยอยุธยามี พระคลังสินค้า เป็นหน่วยงานเป็นตัวกลางระหว่างพ่อค้าไทยกับต่างชาติ เป็นการ

ผูกขาดทางการค้า นอกจากนี้ประชาชนยังต้องจ่ายภาษีหางข้าว อันเป็นภาษีจากอากรค่านา


22. สมัยธนบุรีนน
ั้ บ้านเมืองตกอยู่ภาวะสงคราม ต้องเตรียมการต่อสู้ขา้ ศึก ไม่มีการปรับปรุงรูปแบบ
การปกครอง
23. สงครามครั้งสำาคัญที่สุดคือสงครามเก้าทัพในสมัยรัชกาลที่ 1

24. สงครามไทยกับพม่ายุติลงในสมัย ร. 3 เมื่อพม่าตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ

25. ลาวตกเป็นประเทศราชของไทยตั้งแต่สมัยธนบุรีจนถึงสมัย ร. 5 ต้องเสียให้แก่ฝรั่งเศสไป

26. สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ร.1-3 รูปแบบการปกครองนั้นยังคงเหมือนกับสมัยอยุธยาตอนปลายแต่

ต่างกันตรงที่
i. กษัตริย์สมัยรัตนโกสินทร์ปกครองโดยใช้หลักทศพิธราชธรรม (คลายความเป็น

สมมติเทพลง)
ii.ไม่มีการแบ่งอำานาจฝ่ายทหารออกจากฝ่ายพลเรือนดังเช่นเดิม ในสมัย

รัตนโกสินทร์ให้ สมุหกลาโหมปกครองพื้นที่ภาคใต้ สมุหนายกดูแลพื้นที่ทางเหนือ


ให้เจ้าพระยาพระคลังดูแลหัวเมืองชายฝั่งทะเลตะวันออก แต่ทั้งนี้ ตำาแหน่ง
เสนาบดีประจำาจตุสดมถ์ยังคงอยู่
27. สมัย ร.1 มีการชำาระพระไตรปิฏกครั้งใหญ่ และมีการทำา “พระไตรปิฏกฉบับทอง”

28. สมัยรัชกาลที่ 3 มีการตั้งระบบเจ้าภาษีนายอากร โดยให้เอกชนเป็นผู้มีอำานาจในการจัดเก็บภาษี

แทนรัฐ โดยที่เอกชนซึ่งส่วนมากเป็นพ่อค้าชาวจีนจะเข้ามาประมูล แต่ระบบนี้ทำาให้เกิดการขูดรีด


ประชาชนมากเพราะ ผุ้จัดเก็บภาษีมีหน้าที่เพียงส่งภาษีตามที่กำาหนดไว้เท่านั้น ส่วนที่เหลือคนที่
เก็บได้ไป จนมีการขูดรีดเกินกว่าที่ประชาชนต้องเสีย
29. สัญญาเบอร์นีย์เป็นสัญญาทางการค้าระหว่างไทยกับอังกฤษเป็นฉบับแรก

30. สมัยรัชกาลที่ 4 มีการเปลี่ยนแปลงประเพณีบางอย่างเช่น

i. อนุญาตให้ราษฎรเข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด

ii.ขุนนางต้องใส่เสื้อเวลาเข้าเฝ้า
31. หน่วยงาน พระคลังสินค้า ยังคงมีบทบาทในสมัยร.4 เพราะเป็นหน่วยงานเป็นตัวกลางระหว่าง

พ่อค้าไทยกับต่างชาติ แต่อังกฤษไม่พอใจ จึงบังคับให้ไทยได้ทำาสนธิสัญญาเบาริงกับอังกฤษ เพื่อ


ให้ล้มเลิกหน่วยงาน พระคลังสินค้า และไทยต้องยอมเก็บภาษีขาเข้าในอัตราไม่เกินร้อยละ 3
นอกจากนี้ ไทยต้องยอมให้มีการส่งออกข้าวโดยเสรี (นอกจากนี้ ไทยได้ทำาสนธิสัญญากับชาติอื่น
มากมายประมาณ 13 ชาติ โดยมีลักษณะเช่นเดียวกับสนธิสัญญาเบาริง) ส่งผลกระทบต่อไทย
ดังนี้
i. เปลี่ยนระบบกรผลิตจาก ยังชีพ มาเป็น ผลิตเพื่อการค้า

ii.เกิดระบบเงินตรา มีการตั้งโรงกษาปณ์ แรก ๆ จะผลิตเงินตราเป็นเหรียญ (สมัย

ร.5 เริ่มมีการพิมพ์ธนบัตร)
32. สนธิสัญญาบาวริ่งในสมัยรัชกาลที่ 4 ฝ่ายไทยเสียเปรียบเป็นอย่างมาก

i. อนุญาตให้มีศาลกงศุลทำาให้ไทยเสียเอกราชทางศาล หรือ เสีย

สิทธิสภาพนอกอาณาเขตหมายถึง คนต่างชาติเมื่อทำาผิดไม่ต้องขึ้นศาลไทยแต่ขึ้น
ศาลกงุศุล
ii.ยกเลิกการผูกขาดพระคลังสินค้าทำาให้มีรายได้ลดลง

iii.เป็นสนธิสัญญาที่ไม่มีกำาหนดอายุ

33. สมัยรัชกาลที่ 5 มีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองที่มีสาระสำาคัญดังนี้

i. รวมอำานาจเข้าสู่ส่วนกลาง ปฏิรูปหัวเมืองเป็นระบบใหม่คือ ระบบเทศาภิบาล

ii.ตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน มีหน้าที่ร่างกฎหมาย

iii.ตั้งสภาที่ปรึกษาราชการในพระองค์ หรือสภาองคมนตรี

iv.มีการจัดการบริหารราชการออกเป็น

1. ส่วนกลาง แบ่งออกเป็น 12 กระทรวง


2. ส่วนภูมิภาค เป็นการปกครองแบบ เทศาภิบาล โดยให้รวม 3 เมืองเป็น 1
มณฑล และตั้งข้าหลวงเทสาภิบาลไปปกครอง โดยขึ้นตรงต่อกระทรวง
มหาดไทย
3. ส่วนท้องถิ่น มีการจัดตั้ง สุขาภิบาล (ทีแ่ รกคือ ท่าฉลอม สมุทรสาคร)
v.มีการตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ เพื่อรวบรวมเงินภาษีป้องกันไม่ให้มีการทุจริต

vi.มีการจัดทำางบประมาณแผ่นดิน ตามแบบประเทศทีพ
่ ัฒนาแล้ว
34. สมัยรัชกาลที่ 5 เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่มีการ
i. ยกเลิกระบบทาส

ii.ยกเลิกระบบไพร่ เนือ
่ งจากสร้างความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ไพร่ที่มีฐานะดีจะ
จ่ายเงินค่าราชการแทนการการถูกเกณฑ์แรงงาน อีกทั้งระบบไพร่ไม่สามารถ
ควบคุมกำาลังพลได้ เกิดความไม่มั่นคง จึงมีการเปลี่ยนให้มีทหารเกณฑ์ มีการ
ประกาศพระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหาร
35. การยกเลิกระบบทาสไพร่และทาสนั้น ทำาให้เกิดแรงงานเสรีจำานวนมาก รองรับการขยายทาง

เศรษฐกิจและการผลิต
36. มีการปฏิรูปการศึกษาครั้งยิ่งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยมีการตั้งโรงเรียนพระตำาหนักสวนกุหลาบ

ขึ้นสำาหรับให้ความรู้แก่บุตรหลานของขุนนางชั้นสูง ต่อมามีการจัดตั้งโรงเรียนวัดมหรรณพารามซึ่ง
เป็นโรงเรียนที่เปิดสอนราษฎรสามัญชนเป็นครั้งแรก
37. มีการชำาระกฎหมายและร่างประมวลกฎหมายปฏิรูปกระบวนการยุติธรรรมแยกอำานาจตุลาการให้

เป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร
38.
39. สมัยรัชกาลที่ 6 มีเหตุการณ์ที่สำาคัญเกิดขึ้นดังนี้

i. เกิดกบฏ ร.ศ. 130 โดยมีการเรียกร้องรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย

ii.ตั้งเมืองดุสิตธานี เป็นเมืองจำาลองรูปแบบการปกครอง สร้างที่พระราชวังดุสิต มี

ลักษณะคล้ายเทศบาลในปัจจุบัน
iii.รัชกาลที่ 6 เป็นพระมหากษัตริย์ไทยองค์แรกที่ได้รับการศึกษาจากประเทศ

อังกฤษทรงนำาวัฒนธรรมและค่านิยมจากชาติตะวันตกมาใช้ เช่น ให้คนไทยใช้


นามสกุล แนวความคิดเรื่องมีภริยาคนเดียว ให้ผหู้ ญิงไทยไว้ผมยาว
40. เมื่อต้นสงครามโลกครั้งที่ 1 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 6 ไทยได้วางตัวเป็นกลางจนกระทั่งปลาย

สงคราม ร. 6 ทรงเห็นว่าเยอรมนีเป็นฝ่ายรุกราน ทรงประกาศทำาสงครามกับเยอรมนี ออสเตรีย


ฮังการี
41. สมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง ร.7 จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาสู่ ระบอบประชาธิปไตย

มีสาเหตุดังนี้ (คณะราษฎรเป็นผู้นำาการปฏิวัติ)
i. อิทธิพลจากสื่อมวลชน

ii.การเผยแพร่อุดมการณ์ของตะวันตก

iii.เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้
42. พระยามโนปกรณ์นิติธาดา เป็นนายกฯ คนแรกของประเทศไทย

43. ในสมัยรัฐบาลของจอมพล ป.พิบูลสงครามมีนโยบายสร้างชาติที่สำาคัญดังนี้

i. เปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามมาเป็นไทย

ii.เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่มาเป็นวันที่ 1 มกราคม

iii.ยกเลิกการกินหมากพลู

iv.ห้ามกินอาหารด้วยมือ ต้องกินด้วยช้อนส้อม

v. ยกเลิกบรรดาศักดิ์เจ้าขุนมูลนาย โดยให้ใช้คำานำาหน้า ว่านายเหมือนกันหมด

vi.มีการสงวนอาชีพที่ให้เฉพาะคนไทยประกอบเท่านั้น

44. สงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในสมัยของรัฐบาลของจอมพล ป.พิบูลสงคราม(ช่วง ร. 8 )ไทยได้แสดง

จุดยืนว่าอยู่ฝ่ายเดียวกับญี่ปุ่นเมื่อฝ่ายญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้ไทยจึงตกอยู่ในฐานะผู้แพ้สงครามด้วย แต่
เนื่องจากมีกลุ่มคนที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา หรือที่รู้จักกันว่า ขบวนการเสรีไทยได้แสดงทีท่าไม่เห็น
ด้วยกับรัฐบาลไทยมาตั้งแต่ต้นและมีการเจรจาทางการทูต อ้างว่าการประกาศสงครามเป็นโม
ฆะเพราะว่าขัดต่อความต้องการของชาวไทย ทำาให้ไทยหลุดจากฐานะของผู้แพ้สงคราม