คูมือการออกแบบและคํานวณระบบไฟฟาแสงสวาง

โดยโปรแกรม DIALux
USER MANUAL OF LIGHTING SYSTEM DESIGN AND CALCULATION
BY PROGRAM DIALux

สุริยปกร งามสรรพศิริ

ปริญญานิพนธนี้เปนสวนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต
ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟา คณะวิศวกรรมศาสตร
มหาวิทยาลัยบูรพา
ปการศึกษา 2551

คูมือการออกแบบและคํานวณระบบไฟฟาแสงสวาง
โดยโปรแกรม DIALux
USER MANUAL OF LIGHTING SYSTEM DESIGN AND CALCULATION
BY PROGRAM DIALux

สุริยปกร งามสรรพศิริ

ปริญญานิพนธนี้เปนสวนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาวิศวกรรมศาสตบัณฑิต
ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟา คณะวิศวกรรมศาสตร
มหาวิทยาลัยบูรพา
ปการศึกษา 2551

USER MANUAL OF LIGHTING SYSTEM DESIGN AND CALCULATION
BY PROGRAM DIALux

SURIYAPAKORN NGAMSUPSIRI

A THESIS SUBMITTED IN PARTIAL FULFILLMENT OF REQUIREMENT
FOR THE DEGREE OF BACHELOR OF ENGINEERING
DEPARTMENT OF ELECTRICAL ENGINEERING
BURAPHA UNIVERSITY 2008

ปริญญานิพนธ
โดย
อาจารยที่ปรึกษา
จํานวนหนา
ปการศึกษา

คูมือการออกแบบและคํานวณระบบไฟฟาแสงสวางโดยโปรแกรม DIALux
นายสุริยปกร งามสรรพศิริ
ผูชวยศาสตราจารยปราณี วงคจันทรตะ
100 หนา
2551

ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟา คณะวิศวกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยบูรพา อนุมัติปริญญานิพนธนี้เปน
สวนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาวิศกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟา

...................................................ประธานกรรมการสอบปริญญานิพนธ
(อาจารย ดร. โกวิท มาศรัตน)

...................................................กรรมการสอบปริญญานิพนธ
(อาจารย ณัฐพันธ ถนอมสัตย)

...................................................อาจารยที่ปรึกษา
(ผูชวยศาสตราจารยปราณี วงคจันทรตะ)

...................................................หัวหนาภาควิชาวิศวกรรมไฟฟา
(ผูชวยศาสตราจารย ดร. ณยศ คุรุกิจโกศล)

i

บทคัดยอ
ในปจจุบันคูมือการใชโปรแกรมไดอะลักซไมมีในรูปแบบภาษาไทย ทําใหการใชโปรแกรมนี้ไม
ประสบผลสําเร็จตามความคาดหวัง ดวยเหตุผลดังกลาวจึงไดเสนอโครงงานนี้ขึ้นโดยมีวัตถุประสงคเพื่อ
พัฒนาทักษะและสรางผลงานโดยใชโปรแกรมไดอะลักซไดดวยตนเอง โดยจัดทําคูมือการใชโปรแกรมใน
รูปแบบภาษาไทยเพื่อออกแบบและคํานวณระบบไฟฟาแสงสวางภายในอาคารเทานั้น ซึ่งแบงเนื้อหาที่
อธิบายออกเปน 5 บท คือ การลงโปรแกรม, ไดอะลักซวิซารด, เครื่องมือภายในโปรแกรม , การแสดงผล
และ ตั ว อย า งการใช โ ปรแกรม จากนั้ น ทํ า การทดสอบโดยการกํ า หนดค า ความส อ งสว า งของ
หองปฏิบัติการ 500 ลักซ, ขนาดของหอง, สัมประสิทธิ์การสะทอนแสง, ชนิดของโคมและหลอดไฟฟา
เพื่อหาจํานวนของหลอดไฟฟา ทําการคํานวณโดยวิธีลูเมนเปรียบเทียบกับการคํานวณดวยโปรแกรม
ไดอะลักซ ผลของการคํานวณพบวาวิธีลูเมนไดจํานวนหลอด 68 หลอด สวนโปรแกรมไดอะลักซได
จํานวนหลอด 72 หลอด พบวาจํานวนหลอดมีคาใกลเคียงกันจึงสรุปไดวาการคํานวณโดยโปรแกรมไดอะ
ลักซมีความนาเชื่อถือและสามารถใชเปนเครื่องมือในการออกแบบระบบไฟฟาแสงสวางได จากนั้นทํา
การประเมินผลของคูมือการใชโปรแกรมไดอะลักซที่จัดทําขึ้นเพื่อวัดประสิทธิภาพของคูมือ โดยใหกลุม
ตัวอยางผูประเมินทดลองใชโปรแกรมไดอะลักซตามขั้นตอนภายในคูมือที่จัดทําขึ้น สรุปไดวาคูมือการใช
โปรแกรมไดอะลักซมีประสิทธิภาพรอยละ 87
คําสําคัญ : ไดอะลักซ, ไดอะลักซวิซารด, การแสดงผล, วิธีลูเมน

ii

Abstract
In the present, the User Manual of lighting system design and calculation by program
DIALux have not been in thai language. The user did not success to used program following the
expectation. The objective of this project have written User Manual of program DIALux in thai
language for indoor lighting system design and calculation only, and developing the user’s skill
and design lighting system. The substance are distributed to five chapters, installation, DIALux
WIZARD, Tools, outputs and the example. The configuration of illumination at 500 lx, size of the
room, reflect coefficient of room surface, lamp and lluminaire type. The calculation in Lumen
method to compare with program DIALux. As the result, there are 68 lamps in Lumen method
and 72 lamps in program DIALux. Therefore, program DIALux has the reliability to use in
lighting system design. After that to estimate the User Manual by choose the sample user to
practical this program, As the result, the User Manual of lighting system design and calculation
by program DIALux have 87 percent efficient.
Keywords : DIALux , DIALux WIZARD, outputs, Lumen method

iii กิตติกรรมประกาศ โครงงานคูมือการใชโปรแกรมออกแบบและคํานวณระบบไฟฟาแสงสวางDIALUX ขอขอบคุณ คุณปญจรัตน เดชกุญชร และคุณมธุรส อภัยจิต ที่ไดชวยใหคําแนะนําเกี่ยวกับเรื่องเทคนิคการพิมพรูป เลมคูมือ ขอขอบคุณ คุณดิษฐพงศ ประพันธวัฒนะ ที่ไดชวยใหคําแนะนําเกี่ยวกับขอมูลเชิงลึกของ โปรแกรม DIALUX นอกจากนี้ยังมีบุคคลอีกหลายทานที่ไมสามารถกลาวนามไดทั้งหมด ที่มีสวนชวยในการ จัดทําโครงงานนี้ใหสําเร็จลุลวงไปไดดวยดี ผูจัดทําโครงงาน จึงขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ดวย .

.............. 1 1 1 2 2 3 บทที่ 2 ทฤษฎี............... 4 1...………….........1.....…………………… ii กิตติกรรมประกาศ…………………………………………………………………......1 หลักการและเหตุผล.......... รูปแบบของการเขียนงานทางวิชาการ.........……………………....5 ลักษณะของบทความทางวิชาการที่ดี....2 วัตถุประสงค…………………………………………………………………………….......……................... 1.......................... 4 2......... 1..………………………............... การเขียนเพือ่ จูงใจ……………………………………………………………...1................………………………......................... สวนประกอบของบทความทางวิชาการ......................…………………………………….1.... 4 2.............. ความหมายของบทความทางวิชาการ.................................................... i Abstract……………………………………………………………………………...1 ทฤษฎี……………………………………………………………………….......…………….......1.. 4 2.....................................................………........ 6 2... การเขียนเพือ่ อธิบายความ......1 ความหมายของการเขียน.... iv สารบัญรูป……………………………………......... vii สารบัญตาราง………………………………………………………………………………….........…………............iv สารบัญ หนา บทคัดยอ………………………………………………………………………......…………………………………………........………………………..............1.............8 โฟโตสเคป (PhotoScape)…………………………………………………….......................6 ขั้นตอนการทําหนังสือ..................2 จุดมุงหมายของการเขียน.........1..4 บทความทางวิชาการ (Technical papers)………………………………………..... 7 2...……………......................................……….....4 แผนการดําเนินงาน..........1......................................…………………… iii สารบัญ……………………………………………………………………………..3 ประเภทของการเขียน..……………………... 5 3................. 1..… 4 2...... 6 2.........………………..... 5 2............1.....…............... x รายการสัญลักษณและคํายอ..........…… 8 2........ 4 2................................. 1...... 1.........…..7 ไมโครซอฟทเวิรด (Microsoft Word)…………………………………………….......………...3 ขอบเขตของการทําโครงงาน…………………………………………………………....……………………….................…........ 4 2.. 13 .………......……………………………………..…….... xi บทที่ 1 บทนํา………………………………………………………………………………....…….......9 ดวงโคมไฟฟา (Luminaire)…………………………………………………….....1............. 4 1.......………………………………………... 4 2.................................5 ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ.........................

....................... 22 2.............................. 3........3 ผลการทดลอง.............................. 3...15 การแบงสวนโพรงหอง (Zonal Cavity Method)………………………………................................................................................………………....................................................................1.............................. 3..................................6 หลักในการเลือกใชโปรแกรมที่นํามาใชในการจัดทําคูมือ........………………….......................................1 หลักการและแนวคิด...................................................................2.... 3............................................... 3...............................................3 ศึกษาการทํางานของโปรแกรม DIALux…………………………………………....………………………….....................2 ขั้นตอนในการออกแบบโครงงาน.................10 ประเมินผล.........1...........8 ตั้งชื่อหนังสือและตกแตงความสวยงาม...........................1 อุปกรณที่ใชในการทดลอง.........1..........................................14 องคประกอบที่ทําใหความสวางภายในหองลดลง................................................................….................................10 ทฤษฎีพื้นฐานของแสง.......……................ 25 2.............… 24 2.........………………...12 กฏของการสองสวาง..........1.......... 20 2..................1..... 3.... 18 2..........................1......7 ตรวจแกตน ฉบับแรก..............4 กําหนดหัวขอของเนือ้ หาที่จัดทําเปนคูมือ............. 17 2.......................... 25 2............. 29 29 29 31 33 34 34 35 35 39 47 บทที่ 4 วิธีการทดลองและผลการทดลอง....................................... 16 2..13 การจัดวางดวงโคม................ 4...................17 สัมประสิทธิ์การใชประโยชน (Coefficient of Utilization : CU)………………..2 การทดลองที่ 2 ประเมินผลคูมือ....1...............................................................9 จัดทําคูมือ....…………………………...........................1 อุปกรณที่ใชในการทดลอง..…….......19 วิธีคํานวณหาปริมาณแหงการสองสวางโดยวิธีการหาปริมาณจํานวนเสนแรง ของแสงสวาง (Lumen Method)……………………….....5 เลือกโปรแกรมที่นํามาใชในการจัดทําคูมือ...................... 4.............………… 3..................1.....................2 วิธีการทดลอง. 3...................................................... 26 บทที่ 3 หลักการ แนวคิด และการออกแบบโครงงาน............1......................... 4.......... 4........................1...................................16 อัตราสวนโพรง (Cavity Ratio)…………………………………………………....... 4.1.............………....................1 การทดลองที่ 1 เปรียบเทียบผลการคํานวณระหวางทฤษฎีลูเมนกับโปรแกรมDIALux....................................v สารบัญ (ตอ) หนา 2..........18 วิธีการของหลักการสอดแทรก (Principle of Interpolation)…………………................…….......... 3... 4.............. 3...1.............1................................. 24 2.........................................11 การออกแบบระบบไฟฟาแสงสวางภายในอาคาร....................................................... 48 48 48 48 56 57 57 .

....................... ภาคผนวก จ คาเฉลี่ยเลขคณิต (Arithmetic Mean).................…….................................vi สารบัญ (ตอ) หนา 4.....……………………………….........................................................……......0...........2 ขอเสนอแนะ…………………............................… ภาคผนวก ซ ผลการใชตารางสําหรับประเมินคูมือการใชโปรแกรมออกแบบและคํานวณระบบ ไฟฟาแสงสวาง DIALux Version 4.…………......2.....………………………………………………………….................1 สรุปผลการทดลอง…………………................................ 57 4.................................... 60 5..4……………………………………….... 60 5.................. 59 บทที่ 5 สรุปผลการทดลองและขอเสนอแนะ......... 60 เอกสารอางอิง...................................................................……... ภาคผนวก ก คําจํากัดความและคําที่ใชกันทั่วไป..................................... ภาคผนวก ฉ สัมประสิทธิ์การสะทอนแสงของวัสดุ.............................................................................2 วิธีการทดลอง................................... 61 ภาคผนวก................................................................3 ผลการทดลอง...................…………………………………...................…………….......…………………...... 62 63 64 67 70 77 78 79 86 .................…..................... ภาคผนวก ข การพิจารณาการออกแบบระบบแสงสวางในอาคารสํานักงาน.................. ภาคผนวก ช คาความสองสวางที่นิยมใชในสถานที่ตางๆ.....……..................................... ภาคผนวก ค อัตราสวนโพรงที่ไมใชหองสี่เหลี่ยม..........2.........…… ภาคผนวก ง การสรางตัวอักษรหลอดไฟนีออนดวย Photoshop 7.........................………….......................

.......19 การติดตั้งดวงโคมไฟฟาแบบตอเนื่อง..................................2 Flowchart ขั้นตอนการใชโปรแกรม DIAlux…….......................................8 การตกแตงรูปที่ตองการ.................................3 หนาตางเริ่มตนโปรแกรม PhotoScape…….............5 เลือกภาพที่ตอการ..........1 การตั้งคาระยะขอบ.........16 คลื่นความยาวแสงที่มองเห็นได................................................................…….......................………………......................... 11 2........... 13 2.15 ดวงโคมไฟฟาสําหรับยึดติดเขาไปในเพดาน....... 21 2.......................................................................... 39 ................................................................................................................................................12 Folder Originals…….........................6 แถบเครือ่ งมือของโปรแกรม PhotoScape....... 30 3..…………….......................................................……………………………….............................21 การแบงสัดสวนโพรงหอง....................................... 9 2.........................................….........................................................................8 ตกแตงเลขหนาบทที่ 5................................……………………………………………………………………................................................………....................................................................... 12 2................................................................7 หนาตางรูปของโปรแกรม PhotoScape……... 12 2..........vii สารบัญรูป รูปที่ หนา 2.................................................. 13 2.............................................................11 เซฟภาพที่ตกแตงแลว.............................................................…………………………………………...................................................……………………………......... 31 3........................ 14 2................... 9 2........................………………………………......... 36 3....... 10 2................................................................................................................ 8 2................1 Flowchart ขั้นตอนดําเนินงานการจัดทําหนังสือคูมือการใชโปรแกรม DIALux... 37 3....……...............................14 ดวงโคมไฟฟาสําหรับยึดติดกับเพดาน......................... 21 2.……… 11 2............................. 24 3......17 กําลังสองผกผัน.................................20 การติดตั้งดวงโคมไฟฟาแบบปกติ........................... 38 3...4 หนาตางโปรแกรม PhotoScape...........................…………..................................................................................9 ตกแตงขอบกระดาษบทที่ 1.......... 12 2.......................7 ตกแตงเลขหนาบทที่ 4................ 37 3.................3 ภาพหนาปกของหนังสือคูมือ...9 การกําหนดลักษณะของเสน……..................10 ตกแตงขอบกระดาษบทที่ 2.....…………………. 38 3................13 ดวงโคมไฟฟาแบบหอย...................2 การตั้งหนากระดาษใหเปน 2 หนาตอแผน..................................................………... 10 2.........................................................................................………………………………………………………...................... 37 3.................................. 16 2.................................18 กฏโคไซนของแลมเบิรต .................................................................................. 18 2............................. 10 2....5 ตกแตงเลขหนาบทที่ 2........................................ 38 3...............10 แสดงภาพที่วาดเสนแลว............................................……................... 19 2.........................……............... 8 2...........6 ตกแตงเลขหนาบทที่ 3...............................................................4 ตกแตงเลขหนาบทที่ 1......................

.................................. 43 3..................................................................................................... 53 4...........19 รูปเลมหนังสือ ............................ 55 4........................................1 ดวงโคมไฟฟาและกราฟการกระจายแสง.........................................21 เปรียบเทียบภาพที่ถูกตองกับปญหาที่เกิดในการพิมพ...................... 45 3................... 43 3....................................................................................................................................................................................... 56 ค................18 ผลลัพธจากการพิมพ ................................ 55 4............................................................................................................... 46 3.............................13 ตกแตงขอบกระดาษบทที่ 5 .................17 การจัดเรียงลําดับหนาของไฟล PrintProject ดานใน .................................................................... 54 4... 39 3............6 กําหนดความสูงของพื้นที่ทํางาน........................... 69 ง..... 53 4........................................... 67 ค..........................................................................................................................3 กําหนดขนาดหอง...14 การเรียงหนาปกติ...................................................................................................…………………………………........... 40 3..... 44 3............................................................................................ 54 4...................24 หนังสือคูม ือการใช DIALux ดานหลัง............................................................. 44 3...............2 ตัวอักษร .........2 หองรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก (Triangular Room).....................................................................................16 การจัดเรียงลําดับหนาของไฟล PrintProject ดานนอก............10 การวางดวงโคม..........................viii สารบัญรูป (ตอ) รูปที่ หนา 3...11 เสนแหงการสองสวาง....................... 47 4. 68 ค........................................ 49 4.........15 ไฟลสําหรับพิมพคูมือ.............................................………………....1 หนาตางแสดงภาพ ............23 หนังสือคูม ือการใช DIALux ดานหนา...................5 กําหนดคา Maintenance factor…………………………………………………………...............................................11 ตกแตงขอบกระดาษบทที่ 3... 39 3........................................4 หองรูปหกเหลี่ยม (Hexagonal Room).20 ขอบเขตในการพิมพของ Printer ………………………………………………....1 หองรูปตัว L (L-Shaped Room)………......................................................................................... 53 4.........22 แกปญหาการพิมพ.............12 ตกแตงขอบกระดาษบทที่ 4....................................................... 49 4......................................................................................................................................... 68 ค................3 หองรูปวงกลม(Circular Room)…………………………………………...................................................................................................2 ระดับการติดตั้งดวงโคมไฟฟา....... 39 3............................... 69 ง........................................... 42 3.......................................................................................................8 ความสูงการติดตั้งดวงโคม..9 กําหนดคาความสองสวาง...............................7 ดวงโคมไฟฟา Sylvania 58 W 5200 ลูเมน........................................................................................................................................................................................................4 กําหนดสัมประสิทธิ์การสะทอนแสง........................ 69 ................................... 54 4........................ 42 3...........…………………………………………..... 45 3..................................

..…..…….................. 71 ง.......22 ภาพเสร็จสิ้น..........10 ผลลัพธจากขั้นตอนที่ 6 ..………....... 73 ง.............15 คําสั่ง Grayscale……....ix สารบัญรูป (ตอ) รูปที่ หนา ง........………........7 ผลลัพธจากคําสั่ง Color Range ………………………………………………………......16 Fletten Image……...............……………………………………………………………………......………………………………………………………...……………………………………………………………....…….................... 74 ง... 73 ง.8 คําสั่ง Contract ……………………………………………………………………………………...……………………………………...........4 Text เปลี่ยนเปน Layer ………………………………………………………………........... 76 .........21 Highlights……………………………………………………………………….....12 Layer ที่เพิ่มขึ้น..............................................9 หนาตางคําสั่ง Contract ………………………………………………………………….. 71 ง............................. 75 ง.. 71 ง...........6 หนาตาง Color Range …………………………………………………………………..…… 73 ง.. 73 ง.............…………....……… 75 ง.......…………………………………………………………………………..........................14 ผลลัพธจากคําสั่ง Blur……....…. 75 ง..........13 เพิ่ม Layer ที่ใชคําสั่ง Blur……... 72 ง......................19 Color Levels…....... 71 ง.......17 คําสั่ง Color Balance…….........……......5 คําสั่ง Color Range ……………………………………………………………………..... 74 ง.3 คําสั่งเปลี่ยน Text เปน Layer ……………………………………………………………..………...18 หนาตาง Color Balance…………………………………………………………......................…… 75 ง................. 72 ง............... 70 ง.....…....11 Copy Layer…………………………………………….........................................……………….......………….………………………………………………………………….……… 72 ง.20 Midtones…………………………………………………………………………………………… 75 ง.....................................

1980 : 129 ).....…………………………………………………………………………………….........2 คะแนนผลการประเมินคูมือ DIALux Version 4........x สารบัญตาราง ตารางที่ หนา 1....... 3 2......…………...……...........1 ตารางคูหนากระดาษ (ดัมมี่).. 41 4.....1 แสดงกราฟเปรียบเทียบการกระจายกําลังการสองสวางของแสงสวางของดวงโคมไฟฟาแต ละประเภทของ CIE และ IES (ที่มา: Illumination Engineering.....................1 แผนการดําเนินงาน……………………………………………………………………...2 แสดงคาความสามารถในการสะทอนแสงสวางของสวนตางๆในสํานักงานที่เหมาะสม.. 17 3........... 15 2... 59 ........................4... 58 4.......……….……..4…………………………......1 แบบประเมินคูม ือการใชโปรแกรมออกแบบและคํานวนระบบไฟฟาแสงสวาง DIALux Version 4.

xi รายการสัญลักษณและคํายอ สัญลักษณ CCR CU E FCR K L I หนวย ลักซ เคลวิน เมตร ลูเมน LBO LDD - LLD MF RCR RSDD - W X Y เมตร เมตร เมตร nm % % % Eav ลักซ คําอธิบาย อัตราสวนโพรงเพดาน สัมประสิทธิ์การใชประโยชนดวงโคมไฟฟา ปริมาณแหงการสองสวาง อัตราสวนโพรงพื้น อุณหภูมิของการเผาวัตถุดํา ความยาวของหอง ปริมาณจํานวนเสนแรงของแสงสวางที่ออกจากดวง โคมไฟฟา คาตัวประกอบหลอดไฟฟาเสีย คาความเสื่อมสภาพของแสงสวางจากความสกปรก ของดวงโคม คาความเสื่อมสภาพของหลอดไฟฟา ตัวประกอบการบํารุงรักษา (LDD x LLD) อัตราสวนโพรงหอง คาความเสื่อมสภาพของแสงสวางจากพื้นผิวหอง สกปรก ความกวางของหอง ระยะหางระหวางดวงโคมในแนวแกน X ระยะหางระหวางดวงโคมในแนวแกน Y ความยาวคลื่นแสง ความสามารถในการสะทอนแสงของโพรงเพดาน (Ceiling Reflectance) คาประสิทธิผลการสะทอนแสงสวางของโพรง เพดาน (Effective Ceiling Reflectance) ความสามารถในการสะทอนแสงของโพรงพื้น (Floor Reflectance) คาประสิทธิผลการสะทอนแสงสวางของโพรงพื้น (Effective Floor Reflectance) ความสามารถในการสะทอนแสงของผนัง(FloorReflectance) ความสองสวางเฉลี่ย .

xii Emax Emin Etotoal hcc hfc hrc Ltotal u0 ลักซ ลักซ ลักซ เมตร เมตร เมตร ลูเมน - ความสองสวางสูงสุด ความสองสวางต่ําสุด คาความสองสวางเฉลี่ยรวมภายในหอง ความสูงของโพรงเพดาน ความสูงของโพรงพื้น ความสูงของโพรงหอง ปริมาณจํานวนเสนแรงของแสงสวางที่ออกจากดวง โคมไฟฟาทั้งหมด อัตราสวนระหวาง Emin / Eav คาเฉลี่ยเลขคณิต .

เพื่อใชเปนอุปกรณในการสนับสนุนการเรียนการสอนวิชาวิศวกรรมการสองสวางใหทันสมัย และมีประสิทธิภาพ 3. เพื่อใหผูสนใจมีโอกาสพัฒนาทักษะการใชโปรแกรมคอมพิวเตอร .1 บทที่ 1 บทนํา 1. เพื่อใหเกิดแรงจูงใจตอการใชโปรแกรมคอมพิวเตอรใหเกิดประโยชนมากขึ้น 4.2 วัตถุประสงค 1.1 หลักการและเหตุผล DIALux คือโปรแกรมที่สามารถออกแบบและคํานวณระบบไฟฟาแสงสวางไดอยางชัดเจน ซึ่ง เปนประโยชนตอการเรียนการสอนในวิชาวิศวกรรมการสองสวางเปนอยางยิ่ง โปรแกรมจะมีสวนของ Plug – in ซึ่งเปนขอมูลของโคมไฟฟา และหลอดไฟแตละแบบ ใหสามารถนํามาใสในแบบจําลองที่สราง ขึ้นมาได และโปรแกรมสามารถแสดงผลของการสองสวาง จากโคมไฟฟาที่ใชออกมาไดอยางสมจริง เปนประโยชนในการจําลองการออกแบบระบบไฟฟาแสงสวางกอนที่จะนําไปสรางจริง วิชา Illumination Engineering คือวิชาเกี่ยวกับการศึกษาพื้นฐานธรรมชาติของแสง การ มองเห็น ทฤษฏีการเกิดสี ทําความเขาใจกับการทํางานของหลอดไฟฟาชนิดตางๆ และตอเนื่องไปถึง การคํานวณระบบไฟฟาแสงสวางในสถานที่ตางๆ จนสามารถออกแบบระบบไฟฟาแสงสวางใหไดตาม มาตรฐานที่กําหนดไว ซึ่งโปรแกรม DIALux สามารถนํามาใชเพื่อใหเกิดความสมจริงในการออกแบบ ระบบไฟฟาแสงสวาง และงายตอการแสดงผลที่ทําใหสามารถตัดสินใจไดงายยิ่งขึ้น ในปจจุบัน คูมือการใชโปรแกรมDIALux มีแตคูมือภาษาตางประเทศทั้งนั้นไมมีในรูปแบบ ภาษาไทย ทําใหการใชโปรแกรมนี้ไมประสบผลสําเร็จตามความคาดหวัง ดวยเหตุผลดังกลาวจึงไดเสนอ โครงงานนี้ขึ้นเพื่อจัดทําคูมือการใชโปรแกรมในรูปแบบภาษาไทย โดยมีวัตถุประสงค ใหผูสนใจสามารถ เขาใจไดงาย สามารถใชโปรแกรมในการออกแบบระบบไฟฟาแสงสวางได และเกิดแรงจูงใจที่จะเรียนรู รวมทั้งสามารถพัฒนาทักษะของผูใช ทําใหการเรียนรูดานการออกแบบระบบไฟฟาแสงสวางมี ประสิทธิภาพสูงสุด 1. เพื่อใชเปนคูมือในการออกแบบระบบไฟฟาแสงสวางดวยคอมพิวเตอร 2.

5 Chapter3 6. เลือกโปรแกรมในการจัดทําคูมือ 5. เสนตรง. วิธีลง Plug – in ขอมูลโคมไฟฟา และตัวอยางการนํา Plug – in มาใชในโปรแกรม DIALux เวอรชั่น4.1 Chapter 1 5. วงกลม และ ดวงโคมเดี่ยวเทานั้น 7. ตั้งชื่อหนังสือและตกแตงความสวยงามภายในคูมือ 8.4 แผนการดําเนินงาน 1. กําหนดหัวขอภายในคูมือการใช โดยแบงออกเปน 5 สวนคือ 3.3 Chapter 3 เครื่องมือ (Tools) 3. ศึกษาการทํางานของโปรแกรม DIALux 3. คูมือจะมีเนื้อหาในการใชโปรแกรม DIALux ออกแบบระบบไฟฟาแสงสวางภายในอาคาร เทานั้น 5.4 4. จัดทําคูมือการใช โดยเรียงลําดับการจัดทําดังนี้ 5. คูมือจะมีตัวอยางการใชโปรแกรมเพื่อวางดวงโคมไฟฟาในลักษณะเปน พื้นที่.2 Chapter 2 การใช DIALux Wizard 3.4 2. คูมือจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับอุปกรณตกแตงภายในหองจากโปรแกรม DIALux 6.4 3.2 1.2 Chapter 2 5.4 Chapter 5 5. ใชโปรแกรม DIALux เวอรชั่น 4.3 ขอบเขตของโครงงาน 1.5 Chapter 5 ตัวอยางการสรางหอง (Example) 4. คูมือจะมีตัวอยางการใชโปรแกรมคํานวณและแสดงออกมาเปนไฟล PDF และไฟลวีดีโอ เทานั้น 1.3 Chapter 4 5.4 Chapter 4 การแสดงผล (Output) 3. ศึกษาการจัดทําคูมือ . คูมือจะมีวิธีการลงโปรแกรม DIALux เวอรชั่น 4. ตรวจแกตนฉบับและแกไข 7. ศึกษาหัวขอโครงงาน 2.1 Chapter 1 การลงโปรแกรม (Installation) 3.

สามารถจูงใจใหใชโปรแกรมคอมพิวเตอรใหเกิดประโยชนมากขึ้น 5.5 ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ 1.1 แผนการดําเนินงาน 1. สามารถใชโปรแกรมคอมพิวเตอรออกแบบและคํานวณไฟฟาแสงสวางภายในอาคารได 4. สามารถใชเปนอุปกรณสนับสนุนการเรียนการสอนวิชาวิศวกรรมการสองสวางใหทันสมัยและ มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 3.3 9. ทําการประเมินคูมือ ตารางที่ 1. สามารถออกแบบคูมือการออกแบบละคํานวณระบบไฟฟาแสงสวางดวยคอมพิวเตอรได 2. สามารถพัฒนาทักษะในการใชโปรแกรมคอมพิวเตอรใหดียิ่งขึ้น .

3 ประเภทของงานเขียน งานเขียนทางวิชาการ เปนงานเขียนที่มีแบบแผนมีลักษณะเฉพาะของการเขียน ใชภาษาตรงไป ตรงมา เรียบงาย ไมเนนการใชสํานวนโวหาร มีการใชคําศัพทเฉพาะงานเขียนทางวิชาการ เชน ตํารา. การเขียนเพื่ออธิบายความ ไดแกการเขียนที่ผูเขียนมุงอธิบายหรือชี้แจงใหผูอานไดมีความ เขาใจเรื่องที่ตองการจะสื่อไดงายขึ้น ดวยการอธิบายขยายความในเรื่องตางๆเชน หลักการ หรือความรู ทั้งหลาย ตัวอยางของการเขียนที่มีจุดมุงหมายเพื่อการอธิบายความไดแก การอธิบายความหมายของ คําศัพทที่มีใชในหนังสือ หรือบทความซึ่งเปนคําศัพทเฉพาะที่มีใชในหนังสือเศรษฐศาสตรวิศวกรรมเชน การอธิบายคําวาเศรษฐศาสตรวิศวกรรม ประสิทธิภาพเชิงฟสิกส วามีความหมายอยางไรกอนที่จะกลาว รายละเอียดตอไป 2. เอกสารประกอบ การสอน เปนตน .1. รายงานการศึกษาคนควา.1 ทฤษฎี 2.2 จุดมุงหมายของการเขียน 1.1. งานแปล. รายงานการวิจัย. การเขียนเพื่อจูงใจ หมายถึงการเขียนที่ผูเขียนตองการใหขอเขียนนั้นโนมนําชักจูงใหผูอาน เกิดความเชื่อถือ เห็นดวยและปฏิบัติตามซึ่งอาจจะเปนสิ่งที่ถูกตองดีงามเชนการชักจูงที่เกี่ยวกับการ ปฏิบัติตนใหสอดคลอง กับวัฒนธรรมองคกร หรือ ขอเขียนโฆษณาจูงใจ เชน โฆษณาของบรรดาพรรค การเมืองทั้งหลาย ที่เขียนขึ้นเพื่อตองการการสนับสนุนจากผูอาน 2.4 บทที่ 2 ทฤษฏี 2. บทความทางวิชาการ.1 ความหมายของการเขียน การเขียนคือการแสดงความรู ความคิด ความรูสึกและความตองการของผูเขียน หรือที่เรียกเปน ภาษาวิช าการวาผู สงสารออกไปเปนลายลัก ษณอั กษรเพื่อใหผูอ านหรือผู รับสารสามารถอานเขาใจ รับทราบความรู ความคิด ความรูสึก และความตองการเหลานั้น 2.1.

รายการตาราง (Tables) .หนาปก (Cover) .หนาชื่อเรื่อง (Title Page) .ภาพประกอบ (Illustration) .เนื้อเรือ่ ง .ปที่เผยแพรบทความ . รูปแบบของการเขียนงานทางวิชาการ โดยวัตถุประสงคพื้นฐานของงานเขียนบทความทาง วิชาการนั้น เพื่อเนนรายละเอียดทางวิชาการนั้นเพื่อเนนรายละเอียดทางวิชาการและการนําความรูไปใช ประโยชน การเขียนจึงมีความจําเปนตองถูกตองตามหลักการตองมีการอางอิงถึงแหลงที่มาของขอมูล ในสวนของรูปแบบการเขียนก็มีมาตรฐานคือพิมพดวยกระดาษขนาด A4 และประกอบไปดวย .ชื่อบทความ .ขออภิปราย หรือการอภิปรายผล คือสวนที่แสดงความคิดเชิงวิเคราะหของผูเขียน อาจมีการอางอิงขอมูลจากตาราง หรือแผนภูมิที่ผูเขียนไดจากการคนควาผลการ วิจัยมาประกอบในการอภิปราย . สวนประกอบของบทความทางวิชาการ การเขียนบทความทางวิชาการนั้นโดยทั่วไปจะประ กอบดวยหัวขอตางๆคือ .1.บทนํา ถือเปนสวนที่มีความสําคัญมาก เพราะบทนําที่ดีจะมีผลตอการจูงใจใหผูอาน มีความสนใจที่จะอานบทความโดยละเอียดตอไป การเขียนบทนําควรเขียนเพื่อ นําเสนอใหผูอานทราบขอบเขตเนื้อหาวิชาและวัตถุประสงคของบทความ โดยใช ภาษา ที่ถูกตองตามหลักภาษา และหากมีคําศัพทเฉพาะก็ตรวจสอบใหตรงกับที่ ใชในเนื้อเรื่อง .4 บทความทางวิชาการ (Technical papers) 1.สารบัญ (Table of Contents) . ความหมายของบทความทางวิชาการ ไดแก รายงานผลการวิจัย ขอเสนอโครงการ ผลการ ศึกษาคนควา ในการที่จะเขียนบทความทางวิชาการนั้น ผูรูไดใหคําแนะนําไววาในเบื้องตนผูเขียนควร จะตองวางแผนกอนที่จะลงมือเขียน ขอบเขตหรือประเด็นที่ตองใหความสําคัญ ก็คือ การกําหนดหัวขอ เรื่องใหชัดเจนพรอมกําหนดวัตถุประสงคของการเขียน วาตองการนําเสนออะไร ใครคือกลุมเปาหมาย หรือผูอาน พรอมทั้งรางโครงรางของการนําเสนอ (Outline) 2.ภาคผนวก (Appendix) 3.ชื่อผูแตงและสถานที่ปฏิบัติงาน .5 2.

บทสรุป เปนบทลงทายของบทความที่ผูเขียนจะสรุปเนื้อเรื่องทั้งหมด พรอมทั้งตั้ง ประเด็นหรือหัวขอเพื่อการศึกษาตอเนื่อง หรือเพื่อเชื้อเชิญใหผูอานวิจารณ ซึ่งมี เปาหมายเพื่อการแลกเปลี่ยนและตอยอดองคความรูนั้นๆตอไป .6 .ตั้งเปาหมายหรือจุดประสงคของหนังสือ สิ่งที่อยูในหนังสือ ทําขึ้นมาเพื่ออะไรผูอาน จะไดอะไรจากหนังสือเลมนี้ . ระบุแหลงอางอิงที่ใชในการเขียนอยางครบถวน และถูกตอง ตามมาตรฐานของสถานที่ ที่ จะนําเสนอบทความ เพื่อประโยชนสําหรับผูอานที่ตองการจะไปศึกษาเพิ่มเติมตอไป 2. หลักการเหตุผลและแรงจูงใจในการทํา 2.1. ชื่อเรื่องสื่อความหมายถึงขอบเขตเนื้อหาของเรื่อง ก็คือชื่อเรื่องตองตรงกับเนื้อเรื่อง 2. จุดมุงหมายของบทความมีความชัดเจน และเนื้อหามีความสอดคลองมุงสูวัตถุประสงคที่ กําหนดไว 3. ใชศัพท และสํานวนที่เปนที่ยอมรับของแวดวงวิชาการและใชศัพทเดียวกันในความหมาย เดียวกันตลอดเรื่อง 5.การอางอิง การอางอิงในงานเขียนวิชาการมี 2 ประเภทคือ บรรณานุกรม (Bibiographic) และเชิงอรรถ (Footnotes) ขอแตกตางที่สําคัญของการอางอิง ทั้ง สองแบบนี้คือบรรณานุกรมเปนรายชื่อหนังสือ หรือบทความที่ผูเขียนศึกษาคนควา เพื่อใชประกอบในการเขียน โดยจะพิมพไวสวนทายตอจากบทสรุปของบทความ สวนเชิง อรรถ คือการอางอิงที่คัดลอก หรือยกขอความบางสวน คําพูดของนัก วิชาการ ศัพทบัญญัติ มาประกอบแลวพิมพที่มาขอขอมูลที่ใชที่ดานลางของหนา เดียวกัน เชิงอรรถอาจะเปนขอความอธิบายเพิ่มเพื่อใหผูอานเขาใจศัพทที่ผูเขียนเห็น วาไมจําเปนตอง อธิบายในเนื้อความก็ได 2.1.6 ขั้นตอนการทําหนังสือ 1.5 ลักษณะของบทความทางวิชาการที่ดี 1. เดินดูตลาด คือการมองหาหนังสือ สื่อ หรือสิ่งพิมพจากแหลงอื่นๆ และมองหาหนังสือ สื่อ หรือสิ่งพิมพในแนวที่เราจะทํา แลวดูวาสิ่งที่เราคิดมีความแตกตางจากที่มีในตลาดหรือไม มีไอเดียที่แตกตางจากหนังสือในตลาดหรือไม 3. การลําดับเรื่องคํานึงถึงลําดับของเนื้อหาความรู จากความรูพื้นฐานไปสูความรูที่สูงขึ้น ไมได เนนที่สํานวนหรือลีลาการเขียน 4. วางเคาโครงหนังสือ .

ตรวจสอบหัวขอของเนื้อหาในแตละบทใหถี่ถวนจนพอใจ และเขาใจในสิ่งที่จะเขียน ลงในหนังสืออยางชัดเจน หาขอมูลเพิ่มเติม ในสิ่งที่ยังไมรู ในสิ่งที่จะตองอธิบาย หรือเพื่อเปนหลักฐานสนับสนุน ความคิด ลงมือเขียน .7 4.1..ตรวจสอบความถูกตองของขอมูล โดยเฉพาะเรือ่ งตัวเลข . 7.หนาปก การจัดหนาภายใน . 6. .แบงเปนบท ใสชื่อบท และหัวขอของเนื้อหาที่จะมีในแตละบท .วางลําดับเรื่องที่จะเขียน ซึ่งถาเปนหนังสือเกี่ยวกับวิชาการจะมีความสําคัญมาก .จัดเวลาในการเขียน .กําหนดรายการหัวขอเรื่องที่จะมีในหนังสือ และดูวาหัวขอที่กําหนดนั้น สนับสนุน จุดประสงคของหนังสือเลมนี้หรือไม .ไมจําเปนตองเขียนจากหนาไปหลัง หรือเรียงไปตามลําดับ เขียนหนังสือใหเปนเลม ตรวจแกตน ฉบับแรก .7 ไมโครซอฟทเวิรด (Microsoft Word) ไมโครซอฟท เวิ ร ด เป น โปรแกรมที่ นิ ย มในการประมวลผลคํ า มี ค วามสามารถในการ จัดรูปแบบตัวอักษร ยอหนา ใสรูปภาพ จดหมายเวียน และอื่นๆอีกมากมาย สวนการนํามาใชใน . 8.ใหคนที่ไวใจชวยอานงานเขียนของเรา และพิจารณาคําเสนอแนะของเขา ถาคน อานไมมีความรูในหนังสือที่คุณเขียนแลวเขาอานเขาใจ แสดงวาเราทําสําเร็จ ตั้งชื่อหนังสือ การตั้งชื่อหนังสือมีความสําคัญ ถาตั้งชื่อไมดี โอกาสที่คนอานจะผานไม สนใจมีมาก ดังนั้นชื่อเรื่องจะตองตั้งใหกระชากใจคนอาน ถาเปนพวก HOW TO .เลือกรูปแบบการเขียน โดยบรรยายไปทีละเรื่องทีละบท . 5.ฯลฯ หนาปกไมควรใหฉูดฉาด รกรุงรัง ควรเอาแบบเรียบงาย เปนระเบียบไวกอน 2.อานดวยตัวเอง และถามตัวเองวาพอใจในสิ่งที่เขียนหรือไม .รูปภาพประกอบ . 9.ขัดเกลาเนื้อหา สวนไหนควรเพิม่ สวนไหนควรตัด . ควร ตั้งชื่อเรื่องที่คนอานรูสึกวาอานแลวจะทําไดอยางทันทีแนนอน ในเวลาที่ไมนานดวย การวางรูปแบบหนาหนังสือ .สี .

2) รูปที่ 2.2 การตั้งหนากระดาษใหเปน 2 หนาตอแผน 2.ปรับหนากระดาษใหเปน 2 หนาตอแผน (2 pages per sheet) (รูปที่ 2.คลิ๊กซายที่ File และคลิ๊กซายที่ Page Setup… ดังรูปที่ 2.1 รูปที่ 2.เขาสูโปรแกรม Microsoft Word .ตั้งคาหนากระดาษดังนี้ Top : 1.8 โครงงานคือ การตั้งคาระยะขอบกระดาษ โดยในการจัดทําคูมือนี้ จะจัดทําหนากระดาษขนาด ½ A4 ในแนวนอน โดยมีการตั้งระยะขอบของกระดาษดังนี้ .1 การตั้งคาระยะขอบกระดาษ .8 โฟโตสเคป (PhotoScape) PhotoScape คือโปรแกรม Freeware สําหรับตกแตงภาพที่มีการใชงานที่งายและมีเครื่องมือ ครบครัน สวนการนํามาใชในโครงงานคือ การใสตัวเลขลงในภาพเพื่อใชประกอบการอธิบาย .1.ปรับหนากระดาษใหเปนแนวนอน .5 cm Outside : 2 cm Inside : 1 cm .5 cm Bottom : 1.

9 .คลิ๊กซายที่ เพือ่ แกไขรูปที่ทํามีอยู (รูปที่ 2.3 หนาตางเริ่มตนโปรแกรม Photoscape รูปที่ 2.4 หนาตางโปรแกรม PhotoScape .3) รูปที่ 2.

10 รูปที่ 2.5 เลือกรูปที่ตองการ .6) จากนั้นคลิ๊กซายแถบ Object ที่แถบเครื่องมือ (รูปที่ 2.เมื่อเลือกที่อยูของรูปไดแลว ใหคลิ๊กซายที่ภาพในชองแสดงตัวอยางรูป รูปจะขึ้นที่ หนาจอของโปรแกรม (รูปที่ 2.คลิ๊กซายที่เครือ่ งหมาย และคลิ๊กซายที่ Number จะขึ้นหนาตางดังรูปที่ 2.6 แถบเครื่องมือของโปรแกรม Photoscape .6) รูปที่ 2.7 หนาตางรูปของโปรแกรม Photoscape .7 รูปที่ 2.

ใสลูกศรโดยคลิ๊กซายที่เครือ่ งหมาย และตั้งคาสีและลักษณะของลูกศร (รูปที่ 2.8) รูปที่ 2.9) รูปที่ 2.เลือกหมายเลขที่ตองการ และกดปุม หมายเลขที่เลือกจะถูกแสดง บนภาพ ซึ่งสามารถจัดวางไดอยางอิสระ โดยนําไปวางไวบริเวณภายนอกภาพ (รูปที่ 2.8 การตกแตงรูปที่ตองการ .11 .10) .9 การกําหนดลักษณะของเสน .ทําการคลิ๊กซายคางที่ภาพและลากไป ทิศทางที่ลากจะเปนหัวลูกศร (รูปที่ 2.

10 แสดงภาพที่วาดเสนแลว .11 เซฟภาพที่ตกแตงแลว .11) รูปที่ 2.กดปุม เพื่อเซฟภาพที่ตกแตงแลว (รูปที่ 2.12 รูปที่ 2.ซึ่งหลังจากเซฟแลว โปรแกรม Photoscape จะทําการสรางโฟลเดอรที่ชื่อ Originals เพื่อทําการเก็บภาพตนแบบไวใชในคราวถัดไป (รูปที่ 2.12 Folder Originals .12) รูปที่ 2.

14 ดวงโคมไฟฟาสําหรับยึดติดเพดาน .13 2.1.15 ดวงโคมไฟฟาสําหรับยึดติดเขาไปในเพดานหรือฝา . พิจารณาตามลักษณะของการติดตั้งของดวงโคมไฟฟา .ดวงโคมไฟฟาสําหรับยึดติดกับเพดาน รูปที่ 2.ดวงโคมไฟฟาสําหรับติดตั้งแบบหอย หรือแขวนจากเพดานลงมา รูปที่ 2.9 ดวงโคมไฟฟา (Luminaire) ดวงโคมไฟฟา คือ อุปกรณควบคุมการกระจายแสงสวางของหลอดไฟฟา และปองกันไมให หลอดไฟฟาไดรับอันตรายจากภายนอก อาจจะรวมไปถึงอุปกรณประกอบระบบแสงสวางเชน บัลลาสต หลอดไฟฟา เปนตน ดวงโคมไฟฟาสามารถแยกประเภทไดตามลักษณะการพิจารณา ดังนี้ 1.13 ดวงโคมไฟฟาแบบหอย .ดวงโคมไฟฟาสําหรับยึดติดเขาไปในเพดานหรือฝา รูปที่ 2.

พิจารณาตามลักษณะของการนําไปใชงานของดวงโคมไฟฟา การติดตั้งดวงโคมไฟฟาจะตองใชใหถูกตองกับลักษณะของงาน และ บริเวณที่ทําการ ติดตั้ง เชน บริเวณที่มีความเค็มของบรรยากาศมากๆ บริเวณที่มีสารเคมีไวไฟ หรือบริเวณโรงงานผลิต น้ํามัน เปนตน ดวงโคมไฟฟาที่นํามาติดตั้งจึงตองมีการปองกันเปนพิเศษดวย 3.14 2. พิจารณาตามลักษณะของหลอดไฟฟาทีใ่ ชกับดวงโคมไฟฟา หลอดไฟฟาในปจจุบันมีรูปรางตางกันออกไป ทั้งรูปรางกลม ยาว หรือเปนลวดลายบาง ชนิดกําลังไฟฟามาก จึงตองมีขนาดของหลอดไฟที่ยาวหรือโตขึ้นเชน หลอดฟลูออกเรสเซนต หรือ หลอดใส หรือหลอดไฟฟาปลอยประจุความเขมสูง (HID) ตางๆ ลักษณะและขนาดของดวงโคมไฟฟาจึง ขึ้นอยูกับชนิดของหลอดไฟฟาที่นําไปใชงาน ซึ่งหลอดไฟฟาตางชนิดกัน ก็จะไมสามารถใชกับดวงโคม ไฟฟาที่ตางชนิดกันได 4. พิจารณาตามลักษณะของการกระจายแสงสวางของดวงโคมไฟฟา มาตรฐานของ CIE และ IES ไดจัดแบงประเภทของดวงโคมไฟฟาออกตามเปอรเซนต ของการกระจายแสงสวางขึ้นดานบนของดวงโคมไฟฟา และการกระจายแสงสวางลงดานลางของดวงโคม ไฟฟา ซึ่งพิจารณาจากกราฟการกระจายกําลังการสองสวางแลว สามารถแบงได 6 ประเภทดังนี้ .

1980 : 129 ) ประเภท (Classification) กระจายแสงสวางลง ดานลาง (Direct) กึ่งกระจายแสงสวางลง ดานลาง (Semi – Direct) กระจายแสงสวาง ขึ้น – ลง (Direct – indirect) กระจายแสงสวางทุก ทิศทาง (General difuse) กึ่งกระจายแสงสวางขึ้น ดานบน (Semi – indirect) กระจายแสงสวางขึ้น ดานบน (Indirect) ชนิดของกราฟการ เปอรเซ็นตการกระจาย เปอรเซ็นตการกระจาย กระจายกําลังสองสวาง แสงสวางขึ้นดานบน แสงสวางลงดานลาง ของดวงโคม ( % Up Light) ( % Down Light) (Typical Candlepower Distribution Curve) 0 – 10 % 90 – 100 % 10 – 30 % 60 – 90 % 40 – 60 % 60 – 40 % 60 – 40 % 40 – 60 % 60 – 90 % 10 – 30 % 90 – 100 % 0 – 10 % .15 ตารางที่ 2.1 แสดงกราฟเปรียบเทียบการกระจายกําลังการสองสวางของแสงสวางของดวงโคมไฟฟาแต ละประเภทของ CIE และ IES(ที่มา: Illumination Engineering.

10 ทฤษฎีพื้นฐานของแสง แสงเปนเพียงสวนหนึ่งของคลื่นแมเหล็กไฟฟาที่ลอยผานชองวางอากาศ คลื่นเหลานี้มีทั้ความถี่ และความยาวคลื่น ซึ่งเปนคาที่จะแยกแยะออกจากพลังงานรูปแบบอื่นบนแถบคลื่นแมเหล็กไฟฟา แสง จะถูกปลอยออกมาจากแหลงเนื่องจากปรากฏการณตอไปนี้ .16 ซึ่งจะแสดงใหเห็นถึงแถบ แคบๆ ระหวางแสงแถบสีมวง(UV)และพลังงานอินฟาเรด(ความรอน)คลื่นแสงเหลานี้สามารถกระตุน เยื่อเรตินาของตาไดซึ่งทําใหความรูสึกที่เรียกวาการมองเห็นได เพราะฉะนั้นการมองเห็นจึงตองอาศัย การทํางานของตาและแสงที่มองเห็นได รูปที่ 2.การลุกโชติชวง ของแข็งและของเหลวจะปลอยพลังงานรังสีที่มองเห็นได เมื่อมันถูกทําใหรอน จนมีอุณหภูมิประมาณ 1000 K ความเขมของแสงจะเพิ่มขึ้น และแสงจะมีสีขาวมากขึ้นเมื่อมี อุณหภูมิเพิ่มขึ้น .การปลอยประจุไฟฟา เมื่อกระแสไฟฟาเคลื่อนที่ผานกาซ ทั้งอะตอมและโมเลกุลจะปลอย พลังงานรังสีซึ่งมีคุณลักษณะของแถบคลื่นแมเหล็กไฟฟาตามสภาพที่ปรากฏออกมา .16 คลืน่ ความยาวแสงที่มองเห็นได .16 2.การเรืองแสงไฟฟา แสงจะถูกสรางขึ้นเมื่อมีกระแสไฟฟาไหลผานของแข็งบางชนิด เชน วัสดุกึ่งตัวนํา หรือสารเรืองแสง .1.การเรืองแสงของวัตถุเมื่อถูกแสงหรือรังสี โดยปกติแลวการแผรังสีที่มีความยาวคลื่นคาหนึ่ง จะถูกดูดซับโดยของแข็งแลวถูกปลอยออกมาโดยมีความยาวคลื่นที่ตางกัน เมื่อการแผรังสี ซ้ํานี้สามารถมองเห็นได ก็อาจถูกเรียกวา การเรืองแสงจากรังสีหรือการเรืองแสงอยาง ฟอสฟอรัส แสงที่มองเห็นไดนี้ อาจเปนแบบแถบแมเหล็กไฟฟาดังรูปที่ 2.

ทําใหระบบการทํางานของกลามเนื้อตาของพนังงานดีขึ้น 5. Frier and Mary E.1.2 แสดงคาความสามารถในการสะทอนแสงสวางของสวนตางๆในสํานักงานที่เหมาะสม (John E.11 การออกแบบระบบไฟฟาแสงสวางภายในอาคาร จะตองพิจารณาถึงปริมาณของแสงสวางที่เหมาะสมกับสภาพของสถานที่นั้นๆ โดยที่ควรมี ปริมาณแสงสวางไมมากไมนอยเกินไปและทําใหเกิดความรูสึกสบายตาในการมองวัตถุ โดยที่ความจา ของแสงสวางกับสิ่งแวดลอมมีความกลมกลืนกัน ไมทําใหเกิดการแยงตาจากแสงสวางหรือจากดวงโคม ไฟฟาโดยตรง ตลอดจนมีความปลอดภัยและเหมาะสม ผลของการติดตั้งระบบแสงสวางที่ดีและเหมาะสม คือ 1. ทําใหผูปฏิบัติงานทํางานไดรวดเร็วขึ้น 2. Gazley Frier. ทําใหเปนที่ประทับใจของผูใชบริการ ฯลฯ ในการออกแบบระบบแสงสวางนั้น แมวาการออกแบบจะถูกตองตามหลักการหรือมาตรฐานแลว ก็ตาม แตความรูสึกของคนที่ทํางานอาจจะรูสึกไมสบายตา ซึ่งอาจเกิดจากความจาหรือการแยงตาของ แสงสวางอันเนื่องมาจากวัตถุหรืออุปกรณตางๆในหองที่ไมเหมาะสมกลมกลืนกัน จึงตองแกไขปญหาที่ เกิดขึ้นเหลานี้ โดยการควบคุมระดับความจาของแสงสวางไมใหแตกตางกันเกินไป โดยกําหนดชนิดและ สีของวัสดุที่ใชทําพื้น เพดาน ผนัง ตลอดจนเฟอรนิเจอรที่จะใชติดตั้งอยูในหอง ใหมีความสามารถในการ สะทอนแสงสวางไดอยางเหมาะสม โดยจะใชคาตามตารางดังนี้ ตารางที่ 2. 1980 : 182) บริเวณ เพดาน ผนัง พื้น เครื่องใชสํานักงานอื่นๆ การสะทอนแสงสวาง (%) 80 – 90 40 – 60 20 – 40 25 . ประหยัดคาไฟฟาตอเดือน 7.17 2. ทําใหความเครียดอันเกิดจากการเพงสายตาเพราะแสงสวางไมเพียงพอลดนอยลง 8. ทําใหงานที่บกพรองลดนอยลง 3. ทําใหขวัญและกําลังใจของพนักงานดีขึ้น 4. ทําใหอุบัติเหตุลดนอยลง 6.45 .

12 กฏของการสองสวาง 1. ปริมาณแหงการสองสวางของแสงสวางจะแปรผันตรงกับความเขมแหงการสองสวาง ถาความเขมแหงการสองสวางมาก คากําลั่งสองสวางจะมากตามไปดวย เขียนเปน สมการไดวา E α I เมื่อ E = ปริมาณแหงการสองสวาง (กําลังสองสวาง) (ลักซ) I = ความเขมแหงการสองสวาง (ลูเมน) 2.18 2.1. กฏกําลังสองผกผัน (Inverse – Square Law) เปนกฏที่ทาํ ใหทราบวา คาความเขมแหงการสองสวางของแสงสวางที่ตกกระทบลงบน พื้นที่หรือวัตถุ จะแปรผกผันกับกําลังสองของระยะทางจากแหลงกําเนิดแสงสวางถึงจุดที่รองรับแสงหรือ จุดที่แสงสวางตกกระทบ รูปที่ 2.17 กําลังสองผกผัน หรือสามารถเขียนเปนสมการไดวา .

18 มุม ระยะหางที่เกิดจาก จุดรับแสงทํามุม (D) ระยะหางปกติ (r) จุดรับแสงเริ่มแรก จุดรับแสงใหม รูปที่ 2. กฎโคไซนของแลมเบิรต (Lambert’s Cosine Law) กฏโคไซนของแลมเบิรต กลาวไววา “ปริมาณแหงการสองสวางจะแปรผันไปตามคา Cos ของมุมที่เปลี่ยนจากแนวตั้งฉาก หรือมุมที่เอียงไปจากแนวตั้งฉาก” ดังรูปที่ 2.19 เมื่อ r I α 1 / r2 ระยะทางจากแหลงกําเนิดแสงสวางถึงจุดหรือพื้นผิวของวัตถุที่รองรับแสง สวาง(เมตร) = ถามีการเปลี่ยนแปลงระยะทางของวัตถุหรือจุดรองรับแสงสวาง โดยใหหางจากแหลงกําเนิด แสงสวางเดิม จะสามารถหาคาความเขมแหงการสองสวางใหมไดดังนี้ I1 / I2 เมื่อ I1 I2 r1 r2 = = = = = r22 / r12 ความเขมแสงแหงการสองสวางครั้งแรก ความเขมแหงการสองสวางครั้งหลัง ระยะทางจากแหลงกําเนิดแสงสวางถึงจุดรับแสงสวางครั้งแรก ระยะทางจากแหลงกําเนิดแสงสวางถึงจุดรับแสงสวางครั้งหลัง 3.18 กฏโคไซนของแลมเบิรต หรือเขียนเปนสมการไดวา E2 = E1 COSθ .

20 เมื่อ E1 = ปริมาณแหงการสองสวาง ณ จุดเริ่มแรก E2 = ปริมาณแหงการสองสวางเมื่อฉากเอียงออกไปรับแสงสวาง θ = คาองศาของมุมที่เพิ่มจากแนวตั้งฉากเพื่อไปรับแสง จาก E = I / r2 เพราะฉะนั้นจะไดวา E2 = I COSθ / D2 เมื่อ E = ปริมาณแหงการสองสวาง (ลักซ) I = ความเขมแหงการสองสวาง (ลูเมน) D = ระยะทางจากแหลงกําเนิดแสงสวางถึงจุดรับแสงที่ทํามุม θ (เมตร) 2.13 การจัดวางดวงโคมไฟฟา การจัดวางตําแหนงดวงโคมไฟฟานั้นจะมุงเนนในเรื่องการนําไปใชงานเปนหลัก เพื่อทําใหเกิด ความคลองตัวในการทํางานและเพิ่มประสิทธิภาพในการทํางาน ซึ่งสามารถแบงวิธีการติดตั้งดวงโคม ไฟฟาได 3 วิธี คือ 1. การติดตั้งดวงโคมไฟฟาแบบทั่วไป การติดตั้งดวงโคมไฟฟาแบบทั่วไปจะพิจารณาถึงความสม่ําเสมอของแสงสวางที่สองไป ที่พื้นที่ใชงาน หรือพื้นหอง ใหมีความสวางทั่วหองอยางสม่ําเสมอเปนหลัก ซึ่งมักจะติดตั้งไวกอนที่จะรู ตําแหนงที่แนนอนของการวางเครื่องจักร หรืออุปกรณอื่นๆการติดตั้งดวงโคมไฟฟาแบบทั่วไปสามารถใช กับหลอดไฟฟาไดทุกประเภทแลวแตความเหมาะสม โดยสวนใหญจะใชหลอดฟลูออเรสเซนต อาจจะ ติดเปนแถวตามยาวหรือตามความกวางของหองก็ได อาจจะมีผลตอความรูสึกในการมองเห็นวา หอง นั้นกวางขึ้นหรือแคบลงแตยาวขึ้น เปนตน ซึ่งขึ้นอยูกับลักษณะของดวงโคมไฟฟาเชนกัน โดยมักจะ เกิดกับดวงโคมไฟฟาที่มีลักษณะยาว เชนดวงโคมไฟฟาที่ใชกับหลอดฟลูออเรสเซนต การติดตั้งดวง โคมไฟฟาแบบทั่วไปแบงออกเปนสองประเภทคือ การติดตั้งดวงโคมไฟฟาแบบตอเนื่อง (รูปที่ 2.1.20) .19) และ การติดตั้งดวงโคมไฟฟาแบบปกติ(รูปที่ 2.

20 การติดตั้งดวงโคมไฟฟาแบบปกติ .19 การติดตั้งดวงโคมไฟฟาแบบตอเนื่อง L Y/2 X/2 X X X X X/2 Y W Y Y/2 รูปที่ 2.21 L Y/* จํานวน X ความยาวของดวงโคมไฟฟา Y W Y Y/* รูปที่ 2.

20) จะเวนระยะระหวางดวงโคมไฟฟาโดยพิจารณาจากจุดกึ่งกลางของดวงโคมไฟฟาอันหนึ่งไป ยังดวงโคมไฟฟาอันถัดไปเปนระยะ X และจะเวนชองวางกอนถึงกําแพง ทั้งจุดเริ่มตนและจุดสุดทายของ แถว เปนระยะครึ่งนึงของระยะ X สวนในแนวตั้ง จะเวนเปนระยะ Y และกอนถึงกําแพงจะเวนระยะไว ครึ่งนึงของระยะ Y การติดตั้งในลักษณะดังกลาวจะทําใหไดแสงสวางที่สม่ําเสมอซึ่งเปนไปตามขอกําหนด ที่นิยมใชกันอยูทั่วๆไป 2.19) ดวงโคมไฟฟาจะวางตอกัน โดยไมเวนชองวางระหวางดวงโคมไฟฟาในแนวระดับ แตจะเวนชองวางกอนถึงกําแพงทั้งจุดเริ่มตนและ จุดสุดทายของแถว สวนในแนวตั้งจะเวนเปนระยะ Y และกอนถึงกําแพงจะเวนระยะไว ประมาณหนึ่ง สวนสามของระยะ Y จนถึงระยะเทากับ Y ตามความเหมาะสม สวนการติดตั้งดวงโคมไฟฟาแบบทั่วไป (รูปที่ 2. คาความเสื่อมสภาพของหลอดไฟฟา (LLD) การหาคาความเสื่อมสภาพของหลอดไฟฟา สามารถหาไดจากคูมือของหลอดไฟฟาที่ โรงงานผูผลิตกําหนดไว โดยพิจารณาจากคาปริมาณจํานวนเสนแรงของแสงสวางเฉลี่ย (Mean Lumen Output) หารดวยคาปริมาณจํานวนเสนแรงของแสงสวางเริ่มแรก (Initial Lumen Output) .14 องคประกอบทีท่ าํ ใหความสวางภายในหองลดลง 1. การติดตั้งดวงโคมไฟฟาแบบเฉพาะบริเวณ จะเกิดขึ้นในหนวยงานที่มีการทํางานหลายๆอยางในบริเวณเดียวกัน โดยจะตองมี บริเวณที่กวางพอสมควร ถาติดตั้งดวงโคมไมเหมาะสม อาจจะทําใหเกิดแสงสวางแยงตาหรือรบกวน ผูปฏิบัติงานที่อยูใกลเคียงได การออกแบบลักษณะนี้จึงตองระมัดระวังเปนพิเศษ และเลือกใชดวงโคม ไฟฟาใหเหมาะสม 3. การติดตั้งดวงโคมไฟฟาแบบเฉพาะจุด จะติดตั้งหลังจากการติดตั้งดวงโคมไฟฟาแบบทั่วไปเรียบรอยแลว และรูตําแหนงที่แน นอนของโตะทํางานหรืออุปกรณอื่นๆ ซึ่งมักจะติดตั้งเพื่อเสริมความสวางเฉพาะจุดใดจุดหนึ่ง เชนบน โตะเขียนแบบ ปายโฆษณาสินคา หรือชิ้นงานแสดง เปนตน ซึ่งจะตองระมัดระวังในเรื่องของแสงสวาง ที่จะไปแยงตาบุคคลที่อยูบริเวณใกลเคียงและตองสัมพันธกับการติดตั้งระบบอื่นๆดวย 2.22 เมื่อ W = ความกวางของพื้นที่ L = ความยาวของพื้นที่ X = ระยะหางระหวางดวงโคมในแนวระดับ Y = ระยะหางระหวางดวงโคมในแนวตั้ง * = คานี้เปลี่ยนแปลงไดตั้งแต 1 – 3 จะเห็นวาการติดตั้งดวงโคมไฟฟาแบบตอเนื่อง(รูปที่ 2.1.

ตัวประกอบการบํารุงรักษา (Maintenant factor : MF) ตัวประกอบการบํารุงรักษา คือคาความเสื่อมของการกระจายแสงของดวงโคมไฟฟา ซึ่ง เกิดจากความเสื่อมของหลอดไฟตามอายุการใชงานความสกปรกของหลอดไฟ และโคมไฟเนื่องจากฝุน ละออง ซึ่งขึ้นอยูกับความสะอาดของบรรยาศในแตละสถานที่และความถี่ในการทําความสะอาด โดยปกติ บริษัทผูผลิตโคมไฟจะระบุคา MF ของโคมไฟแตละชนิด โดยกําหนดคา MF เปน 3 คาตามลักษณะการ บํารุงรักษา ไดแก การบํารุงรักษาดี ปานกลาง และต่ํา ในกรณีที่ไมทราบคาตัวประกอบการบํารุงรักษา สามารถพิจารณาไดจากผลคูณของ LDD กับ LLD เขียนเปนสูตรไดดังนี้ .23 เขียนเปนสมการคือ LLD = Mean Lumen Output / Initial Lumen Output 2. 1981 : 9-6) 4. คาความเสื่อมสภาพจากความสกปรกของดวงโคมไฟฟา (LDD) การหาคาความเสื่อมสภาพจากความสกปรกของดวงโคมไฟฟานั้น สามารถจําแนก ดวงโคมไฟฟาออกเปนชนิดตางๆได 6 ประเภทใหญๆ ซึ่งขึ้นอยูกับความยากงาย ชาหรือเร็วในการ สะสมฝุนละออกของดวงโคมไฟฟา และ ระยะเวลาในการทําความสะอาดดังตารางที่กําหนดใหทั้ง 6 ประเภท ของกราฟแสดงคาความเสื่อมสภาพของดวงโคมไฟฟาประเภทตางๆ (John E. คาความเสื่อมสภาพของแสงสวางจากพื้นผิวหองสกปรก (RSDD) การหาคาความเสื่อมสภาพของแสงสวางจากพื้นผิวหองสกปรก จะพิจารณาจากขนาด สวนตางๆของหอง เชน ความกวาง ความยาว และความสูงของหอง ซึ่งจะไดคาอัตราสวนโพรงหอง (RCR) และพิจารณาถึงสถานที่ที่ตองการออกแบบดวยวามีบรรยากาศอยางไร จะตองทําความสะอาด บอยแคไหน ซึ่งเปนความสกปรกจากฝุนละออง ตลอดจนประเภทของดวงโคมไฟฟาที่จะใชจัดอยูใน ประเภทใด เมื่อรูคาตางๆที่กลาวมา ก็จะนําไปหาคาที่ตองการไดจากกราฟแสดงตารางการหาคา เปอรเซ็นตความสกปรกตามคาดหวังของความสกปรกของพื้นผิวหอง(Percent Expected Dirt) ใน กราฟแสดงเปอรเซนตความสกปรกตามคาดหวังของพื้นผิวสกปรก (John E. คาตัวประกอบหลอดไฟฟาเสีย (Lamp Burn Out : LBO) การหาคาตัวประกอบหลอดไฟฟาเสียพิจาณาไดจากอัตราสวนของหลอดไฟฟาที่ยังคง ทํางานอยูกับหลอดไฟฟาทั้งหมดที่ติดตั้ง เขียนเปนสูตรไดดังนี้ LBO = จํานวนหลอดไฟฟาที่ยังคงทํางาน / จํานวนหลอดไฟฟาทั้งหมดที่ติดตั้ง 5. Kaufman. Kaufman. Kaufman. 1981 : 9-5) 3. 1981 : 9-46) และ ตารางแสดงคาประกอบความเสื่อมสภาพของแสงสวางจากพื้นผิวหองสกปรก (John E.

16 อัตราสวนโพรง (Cavity Ratio) อัตราสวนโพรงคือการพิจารณาเปนอัตราสวนระหวางพื้นที่ที่อยูในแนวดิง่ ของหอง ซึ่งหมายถึง ผนังหองทั้งสี่ดา นตอพื้นที่ในแนวระดับ.21 การแบงสัดสวนของโพรงหอง จากรูป สวนแรกเรียกวา โพรงเพดาน (Ceiling Cavity) ซึ่งหมายถึง บริเวณนับตั้งแตเพดาน ลงมาถึงระดับของดวงโคมไฟฟา ความสูงระยะนี้เรียกวา ความสูงของโพรงเพดาน (Ceiling Cavity Height : hcc ) สวนที่สองเรียกวา โพรงหอง (Room Cavity) ซึ่งหมายถึงบริเวณจากระดับของดวงโคมไฟฟา ลงไปถึงระดับพื้นงาน เรียกความสูงของระยะนี้วา ความสูงของโพรงหอง (Room Cavity Height : hrc ) สวนที่สามเรียกวาโพรงพื้น (Floor Cavity) ซึ่งหมายถึงบริเวณจากระดับพื้นงานลงมาถึงระดับ พื้นหอง เรียกความสูงของระยะนี้วา ความสูงของโพรงพื้น (Floor Cavity Height : hfc ) 2.1.1. เพดานและพื้นรวมกันคาอัตราสวนโพรงมีอยูสามคาคือ .15 การแบงสวนโพรงหอง (Zonal Cavity Method) เปนการคํานวณโดยการแบงสัดสวนของพื้นที่หองออกเปนสวนทั้งหมด 3 สวนดังรูป ดวงโคมไฟฟา ระดับดวงโคม hcc โพรงเพดาน ความสูง เพดาน ความสูงดวงโคม เหนือพืน้ งาน โพรงหอง hrc พื้นที่ทํางาน hfc โพรงพื้น พื้น รูปที่ 2.24 MF = LDD x LLD 2.

1981 : 9-31) . RCR. .1. . และ ชนิดของดวงโคมไฟฟากอน จึงจะนําไปประกอบการเปดตารางหาคา CU ของดวงโคมไฟฟาชนิดตางๆ ที่บริษัทผูผลิตไดจัดทําขึ้นซึ่งมีลักษณะแตกตางกันตามลักษณะดวงโคมไฟฟาและตามลักษณะการใชงาน ดังตารางสัมประสิทธิ์การใชประโยชนของดวงโคมชนิดตางๆ (John E. อัตราสวนโพรงพืน้ (Floor Cavity Ratio : FCR) เมื่อกําหนดให W = ความกวางของพื้นที่ที่ตองการหาปริมาณแหงการสองสวาง(m) L = ความยาวของพื้นที่ที่ตองการหาปริมาณแหงการสองสวาง(m) คาอัตราสวนโพรงแตละคาจะคํานวณจากความสูงของโพรง (Cavity Height) แตละคาที่ ความสัมพันธกันดังสูตรตอไปนี้ อัตราสวนโพรงเพดาน (CCR) = 5 hcc [ (W+L) / (W× L) ] อัตราสวนโพรงหอง (RCR) = 5 hrc [ (W+L) / (W× L) ] อัตราสวนโพรงพื้น (FCR) = 5 hfc [ (W+L) / (W× L) ] จะเห็นวาทุกสมการมีคาที่เทากันคือ 5 [ (W+L) / (W× L) ] ถาใหคา K = 5 [ (W+L) / (W× L) ] จะไดวา RCR = K × hrc หรือ K = RCR / hrc CCR = K × hcc หรือ K = CCR / hcc FCR = K × hfc หรือ K = FCR / hfc เพราะฉะนั้นจะได RCR / hrc = CCR / hcc = FCR / hfc = K 2. คาอัตราสวนโพรงเพดาน (Ceiling Cavity Ratio : CCR) 2. Kaufman.25 1. FCR.17 สัมประสิทธิ์การใชประโยชน (Coefficient of Utilization : CU) การหาคาสัมประสิทธิ์การใชประโยช สามารถหาคาไดจากตารางที่กําหนดใหของโรงงานผูผลิต ดวงโคมไฟฟานั้นๆ ขั้นตอนในการหาคา CU นี้จะไดมาจากการหาคา CCR. อัตราสวนโพรงหอง (Room Cavity Ratio : RCR) 3.

19 วิธคี ํานวณหาปริมาณแหงการสองสวางโดยวิธีการหาปริมาณจํานวนเสนแรงของแสง สวาง (Lumen Method) วิธีคํานวณหาปริมาณแหงการสองสวางโดยวิธีการหาคาปริมาณจํานวนเสนแรงของแสงสวาง คือการพิจารณาปริมาณแสงสวางที่ออกจากดวงโคมไฟฟาที่จะกระจัดกระจายลงไปทั่วพื้นที่งาน และคา ระดับความสวางที่คํานวณออกมาไดจะเปนคาเฉลี่ยตอพื้นที่ การคํานวณโดยพิจารณาจากนิยามไดวา E เมื่อ E l = = A = = l/A ปริมาณแหงการสองสวาง (ลักซ) ปริมาณจํานวนเสนแรงของแสงสวางที่ออกจากดวงโคมไฟฟาหรือ หลอดไฟฟา (ลูเมน) พื้นที่ที่ตองการปริมาณแสงสวาง (W x L : ตารางเมตร) ในทางปฏิบัติ แสงสวางจะกระจัดกระจายทั่วทั้งหอง และมีบางสวนสะทอนแสงสวางกลับคืน ออกมาและบางสวนก็จะถูกกลืนหายไปในพื้นผิว การที่แสงสวางจะสะทอนแสงสวางออกมามากหรือ นอยขึ้นอยูกับ ความกวาง ความยาว ความสูงของหอง ตลอดจนความสามารถในการสะทอนแสงสวาง ของพื้นหอง เพดาน และผนังหองดวย ดังนั้น คาปริมาณแหงการสองสวาง จึงจะตองคูณดวยคาที่ เรียกวาคาสัมประสิทธิ์การใชประโยชน (CU) ซึ่งเปนคาที่บอกใหรูวา แสงสวางที่ออกมาจากดวงโคม ไฟฟาจะไปตกลงบนพื้นงานจริงๆเทาใด เขียนสูตรใหมไดดังนี้ E เมื่อ CU = = (l x CU) / A สัมประสิทธิ์การใชประโยชน เมื่อมีการใชหลอดไฟฟาไปเรื่อยๆเปนเวลานานๆ แสงสวางที่เปลงออกมาจากหลอดไฟฟาก็จะ คอยๆลดลงเรื่อยๆ คานี้เรียกวาคาความเสื่อมสภาพของหลอดไฟฟา (LLD) อีกทั้งดวงโคมไฟฟาจะเริ่มมี การสะสมฝุนละอองมากขึ้นเรื่อยๆในดวงโคมไฟฟา จะทําใหความสามารถในการสะทอนแสงสวางนอย ลงเรื่อยๆ ซึ่งดวงโคมไฟฟาแตละชนิดจะมีอัตราการสะสมฝุนละอองแตกตางกัน คานี้เรียกวา คาความ .26 2.1.1.18 วิธกี ารของหลักการสอดแทรก (Principle of Interpolation) วิธีการของหลักการสอดแทรก หมายถึงการหาคาตางๆที่อยูระหวางคาหนึ่งกับอีกคาหนึ่ง หรือ คาที่อยูระหวางคาตารางหนึ่งกับคาอีกตารางหนึ่ง เพื่อใหไดคาที่ถูกตอง 2.

27 เสื่อมสภาพจากความสกปรกของดวงโคมไฟฟา (LDD) ดังนั้นถาเราตองใหแสงสวางเวลาใชงานคงที่ไว ในระดับที่ตองการตลอดไป จะตองเผื่อคาของทั้งสองอยางนี้เขาไปดวย ซึ่งจะเขียนสมการใหมไดดังนี้ E E หรือ เมื่อ LLD LDD MF = = = = = (l x CU x LLD x LDD) / A (l x CU x MF) / A คาความเสื่อมสภาพของหลอดไฟฟา คาความเสื่อมสภาพจากความสกปรกของดวงโคมไฟฟา ตัวประกอบการบํารุงรักษา (LLD x LDD) ไมวาหองนั้นจะมีการใชงานหรือไมมีการใชงานก็ตาม ก็จะมีการสะสมฝุนละอองเกาะตามพื้น หอง ผนังหอง เพดานหอง และสวนอื่นๆที่อยูภายในหอง ซึ่งทําใหความสามารถในการสะทอนแสงสวาง ของสวนตางๆของหองลดนอยลงไป จะมากหรือนอย ชาหรือเร็วขึ้นอยูกับขนาดของสวนตางๆของหอง เชนความกวาง ความยาว ความสูงของหอง บรรยากาศของสถานที่ที่ติดตั้ง ตลอดจนระยะเวลาที่ทํา ความสะอาดและประเภทของดวงโคมไฟฟาที่ใชติดตั้ง ความสกปรกอันเนื่องจากฝุนละอองในหองนี้ เรียกวา คาความเสื่อมสภาพจากพื้นผิวหองสกปรก (Room Surface Dirt Depreciation : RSDD) ดังนั้น ถาตองการใหแสงสวางที่ใชงานคงระดับที่ตองการตลอดไปจะตองเผื่อคาความเสื่อมนี้เขาไปดวย จึงเขียน เปนสูตรใหมไดดังนี้ E เมื่อ RSDD = = (l x CU x MF x RSDD) / A คาความเสื่อมสภาพจากพื้นผิวหองสกปรก เมื่อใชหลอดไฟฟาถูกใชไปเรื่อยๆ จะมีหลอดไฟฟาจํานวนหนึ่งดับกอนซึ่งอาจจะเปนจํานวน นอยหรืออาจจะตองรอการเปลี่ยนหลอดไฟฟาใหมมาใสเขาไปแทนที่ ในชวงเวลาดังกลาวจะทําให ปริมาณแสงสวางภายในหองลดลง คาการดับของหลอดไฟฟาจํานวนหนึ่งนี้หลังจากการใชงานไปแลว เรียกวาคาตัวประกอบหลอดเสีย (Lamp Burn Out : LBO) ดังนั้น ถาตองการใหแสงสวางที่ใชงานอยูใน ระดับที่ตองการตลอดไป จะตองเผื่อคาตัวประกอบหลอดไฟฟาเสียเขาไปดวย จึงเขียนเปนสูตรใหมได ดังนี้ E = (l x CU x MF x RSDD x LBO) / A เมื่อ LBO = คาตัวประกอบหลอดเสีย ถาจัดรูปสมการใหมเพื่อหาปริมาณจํานวนเสนแรงของแสงสวางทั้งหมดไดดังนี้ .

28 = Ltotal เมื่อ Ltotal = (E x A) / (CU x LLD x LDD x RSDD x LBO) คาปริมาณจํานวนเสนแรงของแสงสวางทั้งหมดที่ตองการ เมื่อพิจารณาเพื่อหาจํานวนดวงโคมไฟฟาที่จําเปนตองใชงานทั้งหมดเพื่อใหมีคาความสองสวาง ภายในหองเปนไปตามคาที่ตองการ สามารถคํานวณไดจากสูตรตอไปนี้ N เมื่อ N l = = = Ltotal / l จํานวนดวงโคมไฟฟา ปริมาณจํานวนเสนแรงของแสงสวางตอหนึ่งดวงโคมไฟฟา .

1 หลักการและแนวคิด แนวคิดสําคัญที่จัดทําคูมือการใชโปรแกรมออกแบบและคํานวณระบบไฟฟาแสงสวาง DIALUX คือ ในปจจุบันนี้ การเรียนการสอนรายวิชา Illumination Engineering ซึ่งวาดวยแหลงกําเนิดแสง แสง และสี ดวงโคมไฟฟา การสองสวางมูลฐาน การคํานวณวิธีลูเมน รวมไปถึงการออกแบบระบบไฟฟาแสง สวางภายในอาคาร โดยในการเรียนการสอนแตเดิมนั้น ไมสามารถใหผูเรียนไดนําความรูที่ไดจาก การศึกษาทฤษฎี มาทําการปฏิบัติการเพื่อออกแบบระบบไฟฟาแสงสวางภายในอาคารไดจริง ทําใหไม สามารถมองเห็นภาพของการออกแบบระบบไฟฟาแสงสวางได โปรแกรม DIALUX เปนโปรแกรมออกแบบและคํานวณระบบไฟฟาแสงสวาง ซึ่งสามารถจําลอง ลักษณะหอง การวางดวงโคม การวางเฟอรนิเจอร รวมไปถึงการกําหนดวัสดุภายในหองที่ทําการ จําลองในรูปแบบสามมิติ ซึ่งโปรแกรมจะทําการคํานวณคาความสองสวางจากคาตางๆที่ผูใชโปรแกรม กําหนดไว และแสดงผลการคํ านวณจากการกํ าหนดคาต างๆภายในหอง ให ผูใชโ ปรแกรมไดเห็ น ลักษณะของหองที่ตนเองไดออกแบบไดอยางชัดเจน ซึ่งจะทําใหการศึกษาวิชาIllumination Engineering มีประสิทธิภาพ และทําใหเกิดแรงจูงใจที่จะเรียนรู รวมทั้งพัฒนาทักษะดานการออกแบบระบบไฟฟา แสงสวางใหสูงยิ่งขึ้น อีกทั้งในปจจุบันนี้ คูมือการใชโปรแกรม DIALUX นั้นมีแตในรูปแบบภาษาอังกฤษเทานั้น ทํา ให ผู ที่ ต อ งการศึก ษา แต ค วามสามารถทางภาษาอั ง กฤษไม ดีพ อ ไม มีค วามสนใจที่ จ ะเรี ย นรู ก ารใช โปรแกรม DIALUX โครงงานนี้จึงไดจัดทําคูมือการใชโปรแกรม DIALUX ในรูปแบบภาษาไทย เพื่อใหผู ที่ตองการศึกษาเกิดความสนใจที่จะเรียนรูการใชโปรแกรม DIALUX และสามารถใชโปรแกรม DIALUX เพื่อพัฒนาทักษะการออกแบบระบบไฟฟาแสงสวางใหสูงยิ่งขึ้น ในการจัดทําคูมือการใชโปรแกรม DIALUX ผูจัดทําเลือกที่จะจัดทําคูมือในขนาด ½ A4 เนื่องจากในปจจุบันนี้ หนังสือคูมือตางๆจะจัดทําหนังสือในขนาด ½ A4 เปนสวนใหญ เพราะขนาดที่ สะดวกตอการพกพา และใชอาน ทําใหสามารถถืออานและปฏิบัติตามคูมือไดสะดวกยิ่งขึ้น 3.2 ขั้นตอนในการออกแบบโครงงาน จะตองมีการลําดับขั้นตอนการเตรียมการเพื่อนํามาจัดทําเปนคูมือดังนี้ .29 บทที่ 3 หลักการ แนวคิด และการออกแบบโครงงาน 3.

30 เริ่มตน ศึกษาการทํางานของโปรแกรม DIALux กําหนดหัวขอของเนื้อหาที่จัดทําคูมือ เลือกโปรแกรมที่ตองนํามาใชในการทําคูมือ จัดทําเนื้อหาคูมือ ตามหัวขอที่กําหนด ตรวจแก ตนฉบับแรก NO ทําการ แกไข YES ตั้งชื่อหนังสือและ ตกแตงความสวยงาม จัดทําคูมือ ประเมินคูมือ จบการทําโครงงาน รูปที่ 3.1 Flow chart ขั้นตอนดําเนินงานการจัดทําหนังสือคูมือการใชโปรแกรม DIALux .

4 ลง Plug – In เปดโปรแกรม DIALux กําหนดรายละเอียด ของโครงงาน สรางหอง เลือกดวงโคมไฟฟา จัดวางดวงโคมไฟฟา .3 ศึกษาการทํางานของโปรแกรม DIALux DIALux คือโปรแกรมออกแบบและคํานวณระบบไฟฟาแสงสวาง ซึ่งสามารถจําลองหอง ลักษณะตางๆ การจัดวางเฟอรนิเจอรภายในหอง กําหนดวัสดุของพื้นผิวตางๆภายในหอง รวมไปถึง การวางของดวงโคมไฟฟา โดยโปรแกรม DIALUX สามารถคํานวณระบบไฟฟาแสงสวางของหองที่ทํา การจําลอง และแสดงผลลักษณะหองในรูปแบบของสามมิติ ในรูปแบบไฟล PDF และรูปแบบไฟล Video จะได Flow chart ขั้นตอนการใชโปรแกรม DIALux เริ่มตน ลงโปรแกรม DIALux Version 4.31 3.

2 Flowchart ขั้นตอนการใชโปรแกรม DIALux .32 กําหนดพื้นผิวภายในหอง วางตําแหนง หนาตางและประตู กําหนดพื้นผิว หนาตางและประตู จัดวางเฟอรนิเจอร กําหนดพื้นผิว เฟอรนิเจอร คํานวณโดยโปรแกรม แสดงผล ภาพสามมิติ กําหนดคาการ แสดงผลเอกสาร PDF กําหนดเสนทางการ บันทึกภาพ สรางเอกสาร PDF สรางไฟล Video จบการทํางาน รูปที่ 3.

Edit .การลง โปรแกรม DIALUX เวอรชั่น 4.33 แบงไดเปน 5 ขั้นตอนหลัก คือ .การสรางหองโดย Polygonal Room Wizard .Output .Online .การใช DIALux Light Wizard ในการคํานวณอยางงาย .? (etc) .เฟอรนิเจอร .Window .Pick .สรางหอง .File .การลง Plug – in ของโปรแกรม DIALUX บทที่ 2 การออกแบบภายในอาคารดวย DIALux Wizard .ประตูหนาตาง .การสรางหองโดย Rectangular Room Wizard บทที่ 3 แถบเครื่องมือ (Toolbars) .Paste .การสรางหองโดย Arched Room Wizard .Shaped Room Wizard .4 กําหนดหัวขอของเนื้อหาที่จัดทําเปนคูมือ หัวขอที่จะจัดทําจะครอบคลุมการอธิบายการใชโปรแกรม DIALUX เพื่อใหผูใชสามารถเรียนรู ฝกหัด พัฒนาทักษะในการใชโปรแกรม DIALUX เพื่อออกแบบหองลักษณะตางๆ จนกระทั่งใชโปรแกรม ใหสามารถคํานวณคาความสองสวางออกมาได ซึ่งหัวขอที่จัดทํามีดังตอไปนี้ บทที่ 1 การลงโปรแกรม (Installation) .คํานวณและแสดงผล จึงนําการแบงกลุมนี้ มาจัดเปนหัวขอของเนื้อหาในการจัดทําคูมือตอไป 3.ดวงโคมไฟฟา .CAD .การสรางหองโดย L .4 .Luminaire Selection .

การสรางไฟลวีดีโอ บทที่ 5 ตัวอยางการสรางหอง (Example) 3. มีฟงกชั่นการทํางานครอบคลุมลักษณะของโครงงาน Microsoft Word มีฟงกชั่นในการกําหนดลักษณะหนากระดาษ ขนาดของกระดาษ ตัวอักษร ยอหนา การใสรูปภาพ รวมไปถึงการจัดทําสื่อสิ่งพิมพ PhotoScape มีฟงกชั่นที่สามารถตกแตงภาพเพื่อใชในการประกอบ การอธิบายการใชงาน โปรแกรมภายในคูมือ ไดอยางรวดเร็วและไมยุงยาก .6 หลักในการเลือกใชโปรแกรมที่นํามาใชในการจัดทําคูมือ จุดประสงคในการทําคูมือการใชโปรแกรม DIALUX นั้น เพื่อตองการใหผูที่ตองการเริ่มตนศึกษา การใชโปรแกรม DIALUX ใชงานไดงาย และมีความสนใจที่จะพัฒนาทักษะการใชโปรแกรมของตนใหสูง ยิ่งขึ้น ซึ่งคูมือจะตองมีรูปแบบการนําเสนอที่นาสนใจและงายตอการศึกษา และทดลองปฏิบัติ ฉะนั้น การเลือกใชโปรแกรมที่นํามาใชในการจัดทําคูมือ โปรแกรมนั้นๆจะตองมีคุณสมบัติดังนี้ 1. Adobe Photoshop 7.5 เลือกโปรแกรมที่นํามาใชในการจัดทําคูมือ 1.34 บทที่ 4 การแสดงผล (Output) .การใชโปรแกรม DIALUX เพื่อคํานวณคาความสองสวางภายในหอง . PhotoScape เปนโปรแกรม Freeware สําหรับแตงภาพที่มีการใชงานที่งายและมีเครื่องมือใน การตกแตงครบครัน ซึ่งจะใชในการตกแตงภาพที่ใชประกอบการอธิบายการใชงานโปรแกรม DIALux ภายในคูมือที่จัดทํา 3.0 เปนโปรแกรมสําหรับสรางและแกไขรูปภาพโดยเฉพาะนักออกแบบใน ทุกวงการยอมรูจักโปรแกรมนี้ดี เปนโปรแกรมที่มีเครื่องมือเพื่อสนับสนุนการสรางงานประเภทสิ่งพิมพ งามวิดีทัศน งานนําเสนอ งานมัลติมีเดีย ตลอดจนงานออกแบบและพัฒนาเว็ปไซต 3. Microsoft Word เปนโปรแกรมที่นิยมในการประมวลผลคํา มีความสามารถจัดรูปแบบตัวอักษร ยอหนา ใสรูปภาพ จดหมายเวียน รวมไปถึงการพิมพเอกสาร สื่อสิ่งพิมพตางๆได ซึ่งทําใหสะดวกตอการ จัดทําโครงงาน 2.การแสดงผลการคํานวณในรูปแบบเอกสาร .

.8 ตั้งชื่อหนังสือและตกแตงความสวยงาม ชื่อของหนังสือ เปนสวนที่สําคัญสวนหนึ่ง เพราะเปนสิ่งดึงดูดความสนใจของผูอาน ถาหากชื่อ หนังสือไมนาดึงดูดใจ จะสงผลตอความรูสึกอยากอานของผูอานอยางมากทีเดียวโดยตั้งชื่อวา“ ออกแบบ ระบบไฟฟาแสงสวางภายในอาคารดวย .ความถูกตองในการใชคําอธิบาย เชน ตัวสะกด พยัญชนะของคํา ฯลฯ . มีความสะดวกในการใชงาน Microsoft Word เปนโปรแกรมที่มีความสะดวกในการจัดทําสื่อสิ่งพิมพ หรือ เอกสาร PhotoScape มีความสะดวกตอการตกแตงภาพที่ใชประกอบการอธิบายภายในคูมืออยางรวด เร็ว อีกทั้งยังเปนโปรแกรม Freeware และมีขนาดโปรแกรมที่เล็กดวย Photoshop ฟงกชั่นอื่นๆที่ PhotoScape ไมสามารถทําได สามารถทดแทนโดยการใช Photoshop ทําใหขีดจํากัดในการตกแตงภาพมีความหลากหลายขึ้น 3..35 Photoshop มีฟงกชั่นการตกแตงภาพที่มากกวา PhotoScape แตก็มีความยุงยากในการใชงาน มากกวาเชนกัน ถาหากตองการใชงานในฟงกชั่นของ PhotoScape สิ่งที่ตองการจากโปรแกรมนี้จึงเปน ฟงกชั่นการทํางานที่หลากหลายกวา PhotoScape 2. สามารถตกแตงความสวยงามได Microsoft Word มีฟงกชั่นการใสรูปภาพประกอบเนื้อหา รวมถึงการปรับขนาดของภาพใหมี ความเหมาะสมกับหนากระดาษ (½ A4) ทําใหสามารถเพิ่มความสวยงามใหกับหนากระดาษได โดยนํา ภาพจากการตกแตงดวยโปรแกรม Photoscape และ Photoshop มาใสในหนากระดาษ 3..DIALux version 4.ความสัมพันธระหวางรูปประกอบ กับ คําอธิบาย .การจัดเรียงเนื้อหาในหนากระดาษ 3.7 ตรวจแกตนฉบับแรก ในการทําเอกสารใดๆก็ตาม จะตองมีการตรวจสอบความถูกตองในการใชตัวอักษรของเนื้อหา ภายในเอกสารนั้นๆกอนที่จะทําการเผยแพรออกไป เพราะหากเกิดความผิดพลาดขึ้นมาแลว วิธีแกไขมี ทางเดียวคือ ตองพิมพใหมทั้งหมด ซึ่งหมายถึงจะตองเพิ่มตนทุนและสิ้นเปลืองวัตถุดิบเพิ่มดวย และ เปนสิ่งที่บอกถึงคุณภาพงานนั้นๆได ซึ่งมีผลตอความนาเชื่อถือที่ผูอานมีตอผูเผยแพร โดยพิจารณาตาม หลักดังนี้ .4 ” .

4 สวนตรงกลางของ ฟนเฟองมีไวสําหรับใสเลขหนานั้นๆ ถูกจัดวางที่มุมลาง ทางดานนอกของหนากระดาษ ดังนี้ .36 ความสวยงามของหนังสือ เปนสิ่งสําคัญอีกสวนซึ่งสามารถดึงดูดความสนใจของผูอานได ไม วาจะเปนความสวยงามของปกนอก หรือการตกแตงหนากระดาษภายในหนังสือ รวมไปถึงการใหสีสัน ของสวนตางๆ ทําใหกระตุนความนาสนใจในการอานของผูอานโดยมีการตกแตงความสวยงามในสวน ตางๆดังตอไปนี้ 1. เลขหนากระดาษของเนื้อหา เลขหนาเปนรูปฟนเฟองสีสันตางๆกันไปแตละ Chapter ซึ่งมีสองแบบคือ ดานซายจะมี ตัวหนังสือเขียนไววา Chapter ที่เทาไหร สวนดานขวาจะเขียนไววา DIALux 4. ปกนอกดานหลัง สันปกและดานหนา รูปที่ 3.3 ภาพหนาปกของหนังสือคูมือ 2.

4 ตกแตงเลขหนาบทที่ 1 .Chapter 2 สีเขียว รูปที่ 3.5 ตกแตงเลขหนาบทที่ 2 .6 ตกแตงเลขหนาบทที่ 3 .Chapter 1 สีแดง รูปที่ 3.37 .Chapter 3 สีน้ําเงิน รูปที่ 3.

ชือ่ ของ Chapter เปนรูปหลอดไฟฟาและตอทายดวยชื่อของ Chapter นั้นๆ อยูที่ตําแหนงทางดาน ซายบนของ หนากระดาษดังนี้ .Chapter 5 สีมวง รูปที่ 3.7 ตกแตงเลขหนาบทที่ 4 .Chapter 4 สีสม รูปที่ 3.Chapter 1 รูปที่ 3.8 ตกแตงเลขหนาบทที่ 5 3.38 .9 ตกแตงขอบกระดาษบทที่ 1 .

Chapter 5 รูปที่ 3.13 ตกแตงขอบกระดาษบทที่ 5 3.Chapter 2 รูปที่ 3.39 .12 ตกแตงขอบกระดาษบทที่ 4 .9 จัดทําคูมือ เมื่อตรวจสอบความถูกตองของเนื้อหา และทําการตกแตงความสวยงามเรียบรอยแลว จะตอง จัดทําออกมาเปนรูปเลมหนังสือขนาด ½ A4 โดยปกติแลวสํานักพิมพทั่วไปจะทําการพิมพหนังสือโดย สงใหโรงพิมพทําการพิมพ ซึ่งโรงพิมพจะรับพิมพก็ตอเมื่อตองการทําหนังสือเปนจํานวนมากเทานั้น ดังนั้น จึงตองใชเครื่อง Printer ในการพิมพหนังสือออกมา กระดาษ A4 1 แผน สามารถพิมพหนากระดาษได 4 หนา ดังนั้น จึงตองจัดหนากระดาษใหมี จํานวนที่หารดวย 4 ลงตัว จึงจะพิมพไดโดยที่ไมมีกระดาษเหลือทิ้ง โดยมีขั้นตอนการจัดเรียง หนากระดาษดังตอไปนี้ .10 ตกแตงขอบกระดาษบทที่ 2 .Chapter 3 รูปที่ 3.Chapter 4 รูปที่ 3.11 ตกแตงขอบกระดาษบทที่ 3 .

14 รูปที่ 3.40 1. วิธีเรียงหนากระดาษ วิธีเรียงหนากระดาษคือทําการจัดเรียงคูของหนากระดาษ (ดัมมี่) ใหเปนไปตามตารางที่ 3. การจัดเรียงหนากระดาษปกติ เนื้อหาของคูมอื ในตอนแรก จะมีการจัดเรียงลําดับดังรูป 3.14 การเรียงหนาปกติ ซึ่งไมสามารถนํามาพิมพและเขาเลมเปนหนังสือได เพราะลําดับการเรียงหนาไมถูกตอง อีกทั้ง ดานหลังของกระดาษก็ยังไมไดทําการพิมพ 2.1 .

41 ตารางที่ 3.1 คูข องหนากระดาษ (ดัมมี่) .

42 โดยปกติแลวโรงพิมพที่รับพิมพหนังสือจํานวนมากๆจะใชกระดาษขนาดใหญในการพิมพจึงตอง จัดหนาหนังสือใหมีจํานวนหนาลงตัว เพื่อใหจัดวางในกระดาษไดพอดี (ไมมีกระดาษเหลือ) เชน 16 หนายก คือ ตองมีจํานวนหนากระดาษทั้งหมดของหนังสือ หารดวย 16 ลงตัว แตในกรณีที่ไมไดใหโรง พิมพทําการพิมพแตใชวิธีใช Printer พิมพออกมา ซึ่งใชกระดาษขนาดA4 ดังนั้นจึงจัดหนากระดาษใหมี จํานวนหนา หารดวย 4 ลงตัว ก็เพียงพอแลว จากตารางที่ 3.17 รูปที่ 3.16 การจัดเรียงลําดับหนาของไฟลPrintProject ดานนอก .15 ไฟลสําหรับพิมพคูมือ โดยใหไฟล ProjectPrint ดานนอก และไฟล ProjectPrint ดานใน จัดเรียงหนากระดาษ ดังรูปที่ 3.15 รูปที่ 3.1 จะเห็นวามีทั้งหมด 156 หนา (ไมรวมปก) เมื่อหารดวย 4 จะได 39 คือ ใช กระดาษในการพิมพทั้งหมด 39 แผน (พิมพทั้งดานหนาและหลัง) โดยจัดหนากระดาษเปนไฟล word สองไฟล คือ ไฟลProjectPrintดานนอก และ ProjectPrintดานใน ดังรูปที่ 3.16 และรูปที่ 3.

18 รูปที่ 3.43 รูปที่ 3.18 ผลลัพธจากการพิมพ .17 การจัดเรียงลําดับหนาของไฟล PrintProject ดานใน วิธีพิมพคือ ใหพิมพจากไฟล PrintProject ดานในไปกอน จะไดกระดาษซึ่งมีเนื้อหาดานเดียว มาหนึ่งชุด จากนั้นนํากระดาษชุดเดิม ไปพิมพอีกดานโดยใชไฟล PrintProject ดานนอก จะไดลําดับ หนากระดาษดังรูปที่ 3.

19 รูปเลมหนังสือ 3.20 ขอบเขตในการพิมพของ Printer .20 พิมพไมได ขอบเขตการพิมพ รูปที่ 3.19 พับเขาหากัน ซีกซาย รอยตัดกลาง ซีกขวา รูปที่ 3. ปญหาในการพิมพคูมอื เครื่อง Printer โดยปกติแลว จะมีขอบเขตในการพิมพอยูคือ ไมสามารถพิมพถึงขอบกระดาษได ดังรูปที่ 3.44 จากนั้นนํามาซอนกัน โดยใหลําดับหนาสุดทายของไฟล ProjectPrint ดานในอยูขางบนสุด (หนา 78 – 79) ตัดกระดาษที่กลางแผนและพับเขาหากันจะไดหนังสือคูมือซึ่งมีลําดับหนาเสร็จสมบูรณ ดังรูป ที่ 3.

แกปญ  หาการพิมพ ทําการเลื่อนภาพของเลขหนากระดาษใหเขามาอยูในขอบเขตที่เครื่อง Printer สามารถพิมพได และทําการตัดสวนที่เครื่องพิมพไมสามารถพิมพไดออกไปกอนที่จะทําการเขาเลม ดังรูปที่ 3.21 รูปที่ 3.22 แกปญหาการพิมพ .22 รูปที่ 3.45 ทําใหเวลาพิมพจริงเกิดปญหาดังรูปที่ 3.21 เปรียบเทียบภาพที่ถูกตองกับปญหาที่เกิดในการพิมพ จากรูปที่ 3.21 จะเห็นวาเลขหนา ที่ทําการตกแตงไวที่ขอบกระดาษมุมลางนั้น เครื่อง Printer ไมสามารถพิมพถึงขอบกระดาษได ทําใหภาพบางสวนหายไป 4.

23 หนังสือคูมือการใช DIALux ดานหนา . รูปเลม เมื่อนําเนื้อหาของคูมือและหนาปกที่จัดทํามาเขารูปเลมโดยวิธีสันกาวแลว จะไดรูปเลมหนังสือ ดังรูปที่ 3.46 5.23 และรูปที่ 3.24 รูปที่ 3.

ความละเอียดขั้นตอนการใชโปรแกรมภายในคูมือ .รูปแบบการจัดวางเนื้อหา .47 รูปที่ 3.ความเหมาะสมของรูปที่ใชประกอบคําอธิบาย ทําใหรู วาคูมือ ที่จั ดทํ านั้ นมีข อดี ขอ เสี ย หรื อมี ขอ บกพรอ งใดๆที่ผูจั ดทํ ามองขามไปหรื อ ไม ผูจัดทําจะไดนําไปปรับปรุงแกไขเพิ่มเติมในสวนนั้นๆใหดีขึ้น .24 หนังสือคูมือการใช DIALux ดานหลัง 3.10 ประเมินผล จุดประสงคในการประเมินผลคูมือการใชโปรแกรม DIALux เพื่อตรวจสอบความคิดของผูใชที่มี ตอคูมือการใชโปรแกรม DIALux และเมื่อมีการใหคะแนนในเกณฑตางๆคือ .ความเหมาะสมของคําที่ใชอธิบายภายในคูมือ .

Kaufman.1 การทดลองที่ 1 เปรียบเทียบผลการคํานวณระหวางวิธีลูเมนกับโปรแกรม DIALux เพื่อทดสอบวาโปรแกรม DIALuxมีความสามารถจําลองระบบไฟฟาแสงสวางออกมาไดคา จํานวนหลอดและคาความสองสวางใกลเคียงกับการคํานวณดวยวิธีลูเมน 4. 50% และ 20% ตามลําดับ พื้นโตะทํางานอยูสูงจากพื้น 0. 1981 : 9-11) 2. 1981 : 9-11) 4.2 วิธีการทดลอง หองปฏิบัติการมีขนาดกวาง 16 m ยาว 24 m สูง 3 m มีคาสัมประสิทธิ์การสะทอนแสงของวัสดุ ที่เพดาน. 1981 : 9-46) 5. โปรแกรม DIALux 4.ผนังและพื้น เปน 70%. ตารางคาประกอบความเสื่อมสภาพของแสงสวางจากพื้นผิวหองสกปรก (John E.48 บทที่ 4 วิธีการทดลอง และผลการทดลอง 4.1. ตารางแสดงคาสําหรับวิธีลูเมน (Tables for Lumen Method*)ของเปอรเซนตประสิทธิผลการ สะทอนแสงของโพรงเพดาน หรือโพรงพืน้ ที่สําหรับการสะทอนแสงที่แตกตางกัน (John E. Kaufman. 1981 : 9-31) 3. ตารางสัมประสิทธิ์การใชประโยชนของดวงโคมชนิดตางๆ (John E.75m ตองการคาความสองสวางภายในหอง 500 ลักซ ใชโคมไฟฟา Sylvania 0046125 SYL-LOUVER HR 158 A2 ขนาด 58 W 5200 ลูเมน (สมมุติให 1 หลอด / โคม) ซึ่งมีลักษณะดวงโคมไฟฟาและกราฟการ กระจายแสงดังรูปที่ 4. ตารางแสดงคาเปอรเซนตคาประสิทธิผลการสะทอนแสงสวางของโพรงเพดานและพื้นสําหรับ พื้นผิวการสะทอนแสงสวางที่แตกตางกัน (Percent Effective Ceiling and Floor Reflectances for Various Reflectance Combination)(John E. Kaufman.1 อุปกรณที่ใชในการทดลอง 1. Kaufman.1 . 1981 : 9-6) 6.1. Kaufman. กราฟแสดงเปอรเซนตความสกปรกตามคาดหวังของพื้นผิวหองสกปรก (John E.

49 รูปที่ 4.2 รูปที่ 4.2 ระดับการติดตั้งดวงโคมไฟฟา เมื่อ ความกวางหอง (W) ความยาวหอง (L) ความสูงหอง (H) ความสามารถในการสะทอนแสงของโพรงเพดาน = = = = 16 เมตร 24 เมตร 3 เมตร 70 % .1 ดวงโคมไฟฟาและกราฟการกระจายแสง การคํานวณจะแบงออกเปน 3 ขั้นตอนคือ ขั้นตอนที่ 1 หาคาสัมประสิทธิ์การใชดวงโคมไฟฟา (CU) ขั้นตอนที่ 2 หาคาความเสื่อมสภาพของแสงสวางจากพื้นผิวหองสกปรก (RSDD) ขั้นตอนที่ 3 หาจํานวนดวงโคมไฟฟา ขั้นตอนที่ 1 ดวงโคมไฟฟาติดตั้งที่ระดับพื้นผิวเพดานดังรูปที่ 4.

172 5 hfc [ (W+L) / (W× L) ] 5(0. Kaufman.75) [ (16+24) / (16×24) ] 0.29 FCR = 0.172 จะเห็นจากตารางวาไมมีคา RCR ที่ 1.391 จากตารางแสดงคาเปอรเซนตคาประสิทธิผลการสะทอนแสงสวางของโพรงเพดาน และพื้น สําหรับพื้นผิวการสะทอนแสงสวางที่แตกตางกัน (Percent Effective Ceiling and Floor Reflectances for Various Reflectance Combination)(John E. 1981 :9-31) โคมแบบที่ 28 โคมหลอดฟลูออเรสเซนตชนิดมีตัวสะทอนแสงเปนอะลูมิเนียม ซึ่งใกลเคียงกับดวงโคมที่ เลือกใชในหองตัวอยาง เมื่อ = 70 % .30 หรือ 30% จากตารางสัมประสิทธิ์การใชประโยชนของดวงโคมชนิดตางๆ(John E.29 คิดใหเปน 0. RCR = 1.25) [ (16+24) / (16×24) ] 1. Kaufman.65 . = 50 % .2 จะได = 0. 1981 : 9-11) เมื่อ = 70 % .29 เนื่องจาก FCR = 0.50 ความสามารถในการสะทอนแสงของผนัง ความสามารถในการสะทอนแสงของโพรงพืน้ ความสูงโพรงของเพดาน hcc ความสูงของโพรงหอง hrc ความสูงของโพรงพืน้ hfc จากสูตรการแบงสัดสวนโพรง อัตราสวนโพรงเพดาน (CCR) แทนคา อัตราสวนโพรงหอง (RCR) แทนคา อัตราสวนโพรงพื้น (FCR) แทนคา = = = = = = = = = = = = = = 50 % 20 % 0 เมตร 2. = 50 % เมื่อ FCR = 0.75 เมตร 5 hcc [ (W+L) / (W×L) ] 5(0) [ (16+24) / (16×24) ] 0 5 hrc [ (W+L) / (W× L) ] 5(2.25 เมตร 0.391 จะเห็นจากตารางวาไมมีคา FCR ที่ 0.172 ดังนั้นจึงตองใชหลักการสอดแทรกดังนี้ ที่ RCR = 1 จะได CU = 0.72 RCR = 2 จะได CU = 0.4 ซึ่งมีคาที่ไมตางกัน จะได = 0.391 อยูระหวางคา FCR ที่ 0.391 ดังนั้นจึงตองใชหลักการสอดแทรก (Interpolate) ดังนี้ เมื่อ FCR = 0.2 และ 0. = 50 % เมื่อ CCR = 0 จะได = 70 % และเมื่อ = 20 % .4 จะได = 0.

97 – 0.65 = 0.01204 = 0. Kaufman.00428 ถา 2 หนวยจะได 2 x 0.72 – 0.92 = 0.07 = 0.00856 = 0.01 และผลตางของ RCR = 1 ถา 0. 1984 : 9-46) เมื่อหองมีการทําความสะอาด 12 เดือน / ครั้ง จะไดคาเปอรเซนตความสกปรกตามคาดหวังเทากับ 12 % จากตารางแสดงคาประกอบ ความเสื่อมสภาพของแสงสวางจากพื้นผิวหองสกปรก (John E.0428 / 10 = 0.172 และเปอรเซนตความสกปรกตามคาดหวังเทากับ 10 % จะได RSDD = 0.0428 และผลตางของเปอรเซนตความสกปรกตามคาดหวัง = 20 – 10 = 10 แบงเปน 10 หนวยจะได 0.72 – 0.172 x 0.70796 ขั้นตอนที่ 2 ดวงโคมไฟฟาเปนแบบกระจายแสงสวางกึ่งลง จากกราฟแสดงเปอรเซนตความสกปรก ตามคาดหวังของพื้นผิวหองสกปรก (John E. Kaufman.07 และผลตางของ RCR = 2 – 1 = 1 ถา 0.172 ดวย จึงตองใชหลักการสอดแทรกมาใช เมื่อ ที่ เปอรเซนตความสกปรกตามคาดหวัง = 10 % RCR = 1 จะได RSDD = 0.172 และเปอรเซนตความสกปรกตามคาดหวังเทากับ 10 % จะได RSDD = 0.9628 – 0.9628 – 0.51 ผลตางของ CU = 0.172 และเปอรเซนตความสกปรกตามคาดหวังเทากับ 12 % จะได RSDD = 0.01 = 0.00428 = 0.01204 เพราะฉะนั้นคา CU จะเทากับ 0.172 x 0.9628 เมื่อ ที่ เปอรเซนตความสกปรกตามคาดหวัง = 20 % RCR = 1 จะได RSDD = 0.97 – 0.92 เมื่อ ที่ RCR = 1.172 หนวยจะได 0.96 = 0.92 RCR = 2 จะได RSDD = 0.172 หนวยจะได 0.0172 เพราะฉะนั่นที่ RCR เทากับ 1.95424 .0172 = 0.92 ผลตางของ RSDD = 0.92 ไมมีผลตาง เพราะฉะนั้นที่ RCR เทากับ 1.96 ผลตางของ RSDD = 0.9628 เปอรเซนตความสกปรกตามคาดหวัง = 10 % จะได RSDD = 0. 1981 : 9-6) จากตารางจะ เห็นวาไมมีคา 12 % และไมมีคา RCR = 1.97 RCR = 2 จะได RSDD = 0.00856 เพราะฉะนั่นที่ RCR เทากับ 1.172 เปอรเซนตความสกปรกตามคาดหวัง = 20 % จะได RSDD = 0.

8484 / 5200 = 68.52 ขั้นตอนที่ 3 จากสูตร Ltotal = (E x A) / (CU x MF x RSDD) เมื่อ Ltotal E A CU MF RSDD = = = = = = ปริมาณจํานวนเสนแรงของแสงสวางที่ตองการทั้งหมด (ลูเมน) คาความสองสวาง (ลักซ) พื้นที่หอง (W x L) สัมประสิทธิ์การใชประโยชนของดวงโคมไฟฟา ตัวประกอบการบํารุงรักษา (0.8484 ลูเมน คํานวณหาจํานวนดวงโคมไฟฟาซึ่งมีคา 5200 ลูเมน/โคม จากสูตร N = Ltotal / l เมื่อ N l = = จํานวนดวงโคมไฟฟา ปริมาณจํานวนเสนแรงของแสงสวางตอหนึ่งดวงโคมไฟฟา (ลูเมน) แทนคาในสมการ N = 355258.8) เปอรเซนตความสกปรกตามคาดหวังของพื้นผิวหองสกปรก แทนคาในสมการ Ltotal = (500 x 16 x 24) / (0. เขา DIALux Light Wizard 2.70796 x 0.319 เพราะฉะนั้นตองติดตั้งดวงโคมไฟฟาภายในหองจํานวน 68 ดวงโคมไฟฟาจึงจะไดคาความสอง สวางภายในหอง 500 ลักซ จากนั้นใชโปรแกรม DIALux จําลองหองปฏิบัติการนี้โดยกําหนดเงื่อนไขเดียวกันกับการคํานวณ ดวยวิธีลูเมน ดังนี้ ขนาดของหอง ใหมีขนาดกวาง 16 เมตร ยาว 24 เมตร สูง 3 เมตร สัมประสิทธิ์การ สะทอนแสงของเพดาน ผนัง และพื้นเปน 70% . กําหนดขนาดหองใหมีขนาดกวาง 16 เมตร ยาว 24 เมตร สูง 3 เมตร ดังรูปที่ 4.3 . 50% และ 20% ตามลําดับ พื้นโตะทํางานอยูสูงจากพื้น 0.95424) = 355258.8 x 0.75m ใชโคมไฟฟา Sylvania 0046125 SYL-LOUVER HR 158 A2 ขนาด 58 W 5200 ลูเมน โดยมี วิธีกําหนดคาในโปรแกรม DIALux ดังตอไปนี้ 1.

กําหนดสัมประสิทธิ์การสะทอนแสงของเพดาน ผนัง และพื้นเปน 70%.6 .5 กําหนดคา Maintenance factor 5.4 รูปที่ 4. กําหนดความสูงของพื้นที่ทํางานคือ 0.3 กําหนดขนาดหอง 3. กําหนดคา Maintenance factor เปน 0.5 รูปที่ 4.4 กําหนดสัมประสิทธิ์การสะทอนแสง 4.8 ดังรูปที่ 4. 50% และ 20% ตามลําดับ ดังรูปที่ 4.75 เมตร ดังรูปที่ 4.53 รูปที่ 4.

กําหนดลักษณะการติดตั้งดวงโคมไฟฟา ใหอยูที่พื้นผิวเพดานดังรูปที่ 4.6 กําหนดความสูงของพื้นทีท่ ํางาน 6.8 ความสูงการติดตั้งดวงโคม .7 รูปที่ 4.54 4.8 รูปที่ 4.7 ดวงโคมไฟฟา Sylvania 58 W 5200 ลูเมน 7. กําหนดใหใชโคมไฟฟา Sylvania 0046125 SYL-LOUVER HR 158 A2 ขนาด 58 W 5200 ลูเมน ดังรูปที่ 4.

10 การวางดวงโคม .10 รูปที่ 4. กําหนดใหคาความสองสวางภายในหองเปน 500 ลักซ และกดปุม Suggestion ดังรูปที่ 4.55 8. โปรแกรมทําการติดตั้งดวงโคมจํานวน 72 โคมดังรูปที่ 4.9 กําหนดคาความสองสวาง 9.9 โปรแกรมจะคํานวณใหวาตองติดตั้งดวงโคมเทาไหร รูปที่ 4.

Emin / Emax = 0.u0 (Emin / Eavg ) = 0.ความสองสวางสูงสุด (Emax ) = 657 ลักซ .1.52 และมีเสนของความสองสวางดังรูปที่ 4.11 เสนแหงการสองสวาง 4.62 .ความสองสวางต่ําสุด (Emin ) .ความสองสวางเฉลี่ย (Eavg ) = 550 ลักซ = 340 ลักซ .4 รูปที่ 4.3 ผลการทดลอง จากการคํานวณหาจํานวนดวงโคมไฟฟาที่ใชสําหรับติดตั้งภายในหองเพื่อใหไดคาความสอง สวาง 500 ลักซ จะตองติดตั้งดวงโคมไฟฟาจํานวน 68 โคม เมื่อใชโปรแกรม DIALux โดยกําหนดใหคา ความสองสวางภายในหองมี 500 ลักซ โปรแกรมจะติดตั้งดวงโคมให 72 โคม จะเห็นวาไดจํานวนดวง โคมไฟฟาจํานวนใกลเคียงกัน .56 เมื่อใหโปรแกรม DIALux ทําการคํานวณคาความสองสวางออกมาจะไดคาความสองสวางดังนี้ .

2 วิธกี ารทดลอง ทดลองโดยการสุ ม ตั ว อย า งทดลอง คื อ คนจํ า นวนหนึ่ ง เพื่ อ ให อ า นคู มื อ การใช โ ปรแกรม ออกแบบและคํานวณระบบไฟฟาแสงสวาง DIALUX ประกอบกับการใชโปรแกรม DIALUX Version 4. ความละเอียดขั้นตอนการใชโปรแกรมภายในคูมือ 4.1) จะมีเกณฑการประเมิน 4 ขอ คือ 1.1 เพื่อนํากลับมาคํานวนเปนคาประสิทธิภาพ .2 การทดลองที่ 2 ประเมินผลคูมือ 4. รูปแบบการจัดวางเนื้อหา 2.2. ความเหมาะสมของรูปที่ใชประกอบการอธิบาย โดยจะทําการประเมินแยกยอ ยทุกบทเพื่อความละเอียดในการประเมิน ส วนเกณฑการให คะแนนมีทั้งหมด 6 ระดับคือ 5 คะแนน คือ มากที่สุด และคอยๆลดลงไปจนถึง 0 คะแนน คือ นอย ที่สุด โดยประเมินในทุกๆบทที่มีในคูมือซึ่งมี 5 บท ดังนั้นคะแนนสูงสุดในแตละบทคือ 20 คะแนน คะแนนต่ําสุดคือ 0 คะแนน รวมทั้งสิ้น คะแนนสูงสุดคือ 100 คะแนน คะแนนต่ําสุดคือ 0 คะแนน จากนั้นจะทําการหาคาเฉลี่ยคะแนนในแตละบท และนํามารวมเพื่อหาคาเฉลี่ยโดยรวม เพื่อ วัดผลการประเมิน โดยใชสูตรหาคาเฉลี่ย 4.4 ” (ตารางที่ 4.4 ตามที่อธิบายไวในคูมือ เมื่อใชโปรแกรม DIALUX ตามคําอธิบายในคูมือจนเสร็จสิ้นแลว จะใหกลุมตัวอยางทําการ ประเมินตามแบบประเมินในตารางที่ 4.2.1 อุปกรณที่ใชในการทดลอง อุปกรณที่ใชสําหรับทดลองประสิทธิภาพของคูมือการใชโปรแกรมออกแบบและคํานวณระบบ ไฟฟาแสงสวาง DIALUX Version 4.4 จะใช “ ตารางสําหรับประเมินคูมือการใชโปรแกรมออกแบบและ คํานวณระบบไฟฟาแสงสวาง DIALux Version 4. ความเหมาะสมของคําที่ใชอธิบายภายในคูมือ 3.57 4.

4 4.1 แบบประเมินคูมือการใชโปรแกรมออกแบบและคํานวณระบบไฟฟาแสงสวาง DIALux Version 4.58 ตาราง 4.2.3 ผลการทดลอง .

4” นํามาหาคาเฉลี่ยของ แตละบท ดังนี้ ตารางที่ 4.23076923 17.4 หัวขอ บทที่ 1 (20คะแนน) บทที่ 2 (20คะแนน) บทที่ 3 (20คะแนน) บทที่ 4 (20คะแนน) บทที่ 5 (20คะแนน) รวม (100 คะแนน) คาเฉลี่ยคะแนน 17.38461538 87.46153846 17.15384614 รวมคะแนนทัง้ หาบท จะได 87.69230769 17.4 มี ประสิทธิภาพรอยละ 87 .59 ไดทําการประเมินทั้งสิ้น 13 คน ซึ่งแสดงในภาคผนวก ซ.38461538 17.15384614 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน เพราะฉะนั้น ผลการประเมินคูมือการใชโปรแกรมออกแบบและคํานวณระบบไฟฟาแสงสวาง DIALux Version 4. “ผลการใชตารางสําหรับประเมินคูมือ การใชโปรแกรมออกแบบและคํานวณระบบไฟฟาแสงสวาง DIALux Version 4.2 คะแนนผลการประเมินคูมือ DIALux Version 4.

2 ขอเสนอแนะ 1.60 บทที่ 5 สรุปผลการทดลองและขอเสนอแนะ 5. ควรเพิ่มตัวอยางการใชโปรแกรมเพื่อออกแบบระบบไฟฟาแสงสวางใหมากกวานี้ 4. ควรเพิ่มวิธีดาวนโหลดโปรแกรม DIALux จาก Internet ดวย เพื่อที่ผูอานจะสามารถหา Download โปรแกรม DIALux ไดดวยตนเอง . ควรเพิ่มเนื้อหาเกี่ยวกับการออกแบบระบบไฟฟาแสงสวางภายนอกอาคาร และการออกแบบ ระบบไฟฟาแสงสวางถนน ซึ่งเปนความสามารถของโปรแกรม DIALux เขาไปดวย 3.15 คะแนน จาก 100 คะแนน คิดเปนประสิทธิภาพรอยละ 87 ในขั้นตอนการใหกลุมตัวอยางทําการประเมิน คูมือนั้น พบวากลุมตัวอยางมีทักษะการใชโปรแกรม DIALux เพิ่มมากขึ้น และสามารถใชโปรแกรมสราง ผลงานไดดวยตนเอง 5.1 สรุปผลการทดลอง จากการทดลองที่ 1 ทําการคํานวณหาจํานวนดวงโคมที่จําเปนตองติดตั้งภายในหอง โดยใช Lumen method ผลคือจะตองใชดวงโคมไฟฟาจํานวน 68 โคม จึงจะไดคาความสองสวางเฉลี่ยภายใน หองมีคา 500 ลักซ เมื่อเปรียบเทียบกับจํานวนดวงโคมที่คํานวณโดยใชโปรแกรม DIALux ผลคือตองใช ดวงโคมไฟฟาจํานวน 72 โคม จะเห็นวามีคาใกลเคียงกับคาที่ตองการ ดังนั้นโปรแกรม DIALux จึงมี ความนาเชื่อถือและสามารถใชเปนเครื่องมือในการออกแบบระบบไฟฟาแสงสวางได จากการทดลองที่ 2 การทํ า แบบประเมิ น คู มื อ โดยให ก ลุ ม ตั ว อย า งได ท ดลองใช โ ปรแกรม DIALux ตามขั้นตอนในคูมือที่ทําการจัดทําจนสามารถสรางผลงานออกมาได จากนั้นจึงใหทําการ ประเมิน สรุปการประเมินโดยการหาคาเฉลี่ยเลขคณิตของแตละบท และนํามารวมกัน ไดคะแนน 87. ควรมีการเพิ่ม CD ซึ่งมีไฟล Video สําหรับแสดงขั้นตอนการใชงานโปรแกรม DIALux แนบคู กับหนังสือคูมือการใชโปรแกรม เพื่อใหผูใชงานไดเห็นภาพในการทํางานจริง 2.

0 . การออกแบบระบบแสงสวางรวมทั้งระบบไฟฟาระบบสัญญาณเตือนภัยและ ระบบการติดตอสื่อสาร.asp [มกราคม 2552] [2] ชาญศักดิ์ อภัยนิพัฒน. [ออนไลน].net/photoshop/fontneon. 2537 . พิมพครั้งที่ 1. การสรางตัวอักษรหลอดไฟนีออน. กรุงเทพฯ สมาคมสงเสริมเทคโนโลยี. เทคนิคการออกแบบระบบไฟฟาแสงสวาง. พิมพครั้งที่ 4.61 เอกสารอางอิง [1] การใช Photoshop 7.กรุงเทพฯ บริษัทซีเอ็ดยูเคชั่นจํากัด. 2545. เขาถึงไดจาก : http://www. [3] ธนบูรณ ศศิภานุเดช.bcoms.

62 ภาคผนวก .

ประสิทธิผลของโหลดเปาหมาย : เปนคาประสิทธิผลของโหลดติดตั้งที่พิจารณาวาจะสามารถทําได โดยมีประสิทธิผลสูงสุด มีหนวยเปนลักซ / วัตต / ตารางเมตร 10.63 ภาคผนวก ก. ลักซ : เปนหนวยวัดของความสวางบนพื้นผิว ความสวางเฉลี่ยที่รักษาไว คือคาเฉลี่ยของระดับ ฟลักซที่วัดไดที่หลายๆจุดในพื้นที่ที่กําหนดไว หนึ่งลักซมีคาเทากับ หนึ่งลูกเมนตอตารางเมตร 6. ความสูงของการติดตั้ง : เปนความสูงของชุดโคมไฟฟาหรือหลอดไฟเหนือระดับพื้นที่ใชงาน 7. ตัวประกอบการใชงาน (UF) : เปนสัดสวนของคาการปลอยพลังงานแสงสวางที่ปลอยออก มาจาก หลอดไฟไปยังพื้นราบของการทํางาน เปนการวัดประสิทธิผลของแบบแผนของแสงสวางการสงทอด พลังงาน (lm) = 4π * ความเขมของแสงสวาง (cd) ความแตกตางระหวางลักซและลูเมน คือ ลักซ จะคํานึงถึงพื้นที่ในบริเวณที่อัตราการสงทอดพลังานครอบคลุมถึงคา 1000 ลูเมน ที่จํากัดอยูในพื้นที่ หนึ่ ง ตารางเมตร จะทํ า ให พื้ น ที่ นั้ น สว า งขึ้ น โดยมี ค วามสว า ง 1000 ลั ก ซ ส ว นค า 1000 ลู เ มน เหมือนกัน ที่แผครอบคลุมพื้นที่ 10 ตารางเมตร จะใหความสวางนอยกวาคือเพียงแค100 ลักซ 11. ประสิทธิผลของการกระจายแสงที่ระบุไว : เปนอัตราสวนของลูเมนที่ปลอยออกมากับอัตราการใช พลังงานที่แสงในหนวย ลูเมนตอวัตต 8. คําจํากัดความและคําที่ใชกันทั่วไป 1. โคมไฟ : เปนชุดใหแสงสวางที่สมบูรณ โดยจะประกอบไปดวยหลอดไฟหนึ่งดวงหรือหลายดวงดวย กัน โดยมีสวนที่ถูกออกแบบมาเพื่อสงแสงสวาง จัดวางและปองกันหลอดไฟ และ เชื่อมตอหลอดไฟ เขากับสายไฟ 5. Contrast : ความแตกตางของสีระหวางวัตถุกับสิ่งตางๆที่อยูรอบๆ ถามีความแตกตางกันมาก การ มองเห็นยิ่งทําไดงายขึ้น . คาดัชนีของหอง : เปนคาอัตราสวน ซึ่งสัมพันธกับมิติของแผนผังทั้งหมดตอหอง ตอความสูง ระหวางพื้นราบของการทํางานและพื้นราบของอุปกรณติดตั้ง 9. ลูเมน : เปนหนวยความสวางของแสง ซึ่งพลังงานรังสีที่ปลอยออกมาภายใน หนึ่งหนวยมุมของ ของแข็ง โดยจุดหนึ่งของแหลงที่ปลอยแสงที่มีความเขมสม่ําเสมอ เทากับหนึ่งแคนเดลา ความสวาง หนึ่งลักซมีคาเทากับหนึ่งลูเมนตอตารางเมตร คาลูเมน (lm) เปนการวัดระดับความสวางของแสงที่ เทียบ เทาไดกับคาวัตต ซึ่งถูกถวงน้ําหนักใหเขากับการตอบสนองของตาของ “ผูสังเกตุการณ มาตรฐาน” โดย 1วัตต = 683ลูเมน ที่มีความยาวคลื่น555นาโนเมตร 2. อัตราสวนประสิทธิผลของโหลดติดตั้ง : เปนคาอัตราสวนของคาประสิทธิผลเปาหมายของโหลดและ ติดตั้ง 4. คาประสิทธิผลการติดตั้ง : เปนคาเฉลี่ยของความสวางที่ถูกรักษาไวโดยใหอยูบนระนาบการทํางานใน แนวนอนตอคาวัตตของวงจรที่มีแสงสวางภายในทั่วไปโดยมีหนวยเปนลักซ / วัตต / ตารางเมตร 3.

การพิจารณาการออกแบบระบบแสงสวางในอาคารสํานักงาน 1.64 ภาคผนวก ข. การออกแบบระบบแสงสวางบริเวณหองประชุม หองประชุมจะใชเปนสถานที่ที่ใชในการประชุมผูบริหาร พนักงาน ตลอดจนการโชวสินคา ฯลฯ หรืออาจจะมีการแสดงขอมูลที่เปนตัวอักษร ตัวเลข หรือตารางแสดงคาตางๆ เพื่อใชประกอบใน การประชุม ดังนั้นจึงตองมีแสงสวางที่เพียงพอในการดูขอมูลไดอยางสบายตาไมทําใหกลามเนื้อตา ทํางานหนัก อันเปนสาเหตุในการเกิดการเสื่อมของสายตา บางครั้งอาจมีการฉายสไลด การใชเครื่องฉาย ภาพขามศรีษะ(Overhead Projector) ตลอดจนวีดีโอ ฯลฯ ระดับแสงสวางอาจจะตองมีการเปลี่ยนแปลง ในบางครั้งบางคราว อาจจะตองเสริมระบบการหรี่แสงสวางเขาไปดวยเพื่ออํานวยความสะดวก และ จะตองติดตั้งระบบไฟฟาไวหลายชุด หรือในบริเวณที่มีการโชวขอมูล อาจจะติดตั้งระบบแสงสวาง เฉพาะจุดดวย . การออกแบบระบบแสงสวางบริเวณหองโถงของสํานักงาน หองโถงในที่นี้หมายถึง หองรับรองหรือหองที่จัดเตรียมไวสําหรับคนที่มาติดตองาน นั่งคอย หรือพักผอน ในการออกแบบระบบแสงสวางสําหรับหองโถงจะตองคํานึงถึงบรรยากาศ และทําใหเกิด ความอบอุ น และความประทั บ ใจกั บ บุ ค คลที่ ม าอยู ใ นห อ งโถง โดยทั่ ว ไปมั ก จะมี ก ารติ ด ตั้ ง หลอดใส มากกวาที่จะติดตั้งหลอดฟลูออเรสเซนต หรือติดตั้งในลักษณะของหลอดไฟฟาสองลง(Down Light) ทั้งหมดก็ไดและบริเวณที่มีการโชวสิ่งของตางๆเชนรูปภาพ ตัวอยางสินคา เครื่องหมายสําคัญของบริษัท อาจจะตองติดตั้งดวงโคมไฟฟาที่ใหแสงสวางเฉพาะจุดดวย เพื่อเนนใหเห็นถึงความชัดเจนของสิ่งของ 3. การออกแบบระบบแสงสวางบริเวณทั่วไปของสํานักงาน โดยปกติบริเวณทั่วไปของสํานักงานมักจะมีงานหลายๆอยางรวมอยูในบริเวณเดียวกัน เชนงาน พิมพดีด งานคอมพิวเตอร ตลอดจนงานเอกสารตางๆ หรืออาจจะมีการเปลี่ยนตําแหนงของอุปกรณ หรือโตะทํางาน เพื่อสรางบรรยากาศในการทํางานอยูบอยครั้ง หรือเพิ่มเติมโตะเกาอี้ เพื่อขยายแผนก หรือเพิ่มจํานวนบุคลากร การออกแบบระบบแสงสวางจึงมีความจําเปนที่จะตองออกแบบใหมีความสวาง สม่ําเสมอทั่วบริเวณที่ทํางาน ดังนั้น จึงเหมาะที่จะทําการติดตั้งดวงโคมไฟฟาแบบทั่วไปมากที่สุด และ ยังทํ าใหเ กิด ความคล อ งตัวในการทํา งานมากขึ้น ตลอดจนมีค วามเป น ระเบีย บเรียบร อยและความ สวยงาม นอกจากนี้ยังตองคํานึงถึงการถายเทความรอนที่เกิดจากหลอดไฟฟา บัลลาสต และดวงโคม ไฟฟาประกอบดวย เพราะจะมีผลกระทบตอระบบการทําความเย็นและการหมุนเวียนอากาศภายในหอง 2.

5 เทาของ ความสูงของดวงโคมไฟฟาเหนือพื้นที่งาน หรืออาจจะติดตั้งตามสภาพของโครงสรางอาคารแตละแหง . การออกแบบระบบแสงสวางบริเวณทางเดิน บริเวณทางเดินไมจําเปนตองใหแสงสวางที่มีปริมาณเทากับในสํานักงาน แตก็ไมควรต่ําเกินไป โดยทั่วไปไมควรใหนอยกวา 15 ฟุตแคนเดิลหรือ 161. การออกแบบระบบแสงสวางบริเวณหองน้ํา โดยปกติหองน้ําจะมี 2 ลักษณะ คือหองน้ํารวมและหองน้ําสวนบุคคล หองน้ํารวมอาจจะมีไว บริการลูกคาหรือพนักงานสวนใหญในสํานักงาน การออกแบบระบบแสงสวางจะตองยึดหลักการที่วาการ ใหแสงสวางนั้นไมจําเปนจะตองใหแสงสวางที่มีปริมาณแหงการสองสวางเทากับในสํานักงาน อาจจะใช หลอดใสชนิดแบบหลอดใส (Clear) หรือหลอดฟลูออเรสเซนตชนิดแสงสวางสีกลางวัน (Daylight) หรือ ทั้ง 2 อยางในหองเดียวกัน การเลือกใชหลอดไฟฟาทั้ง 2 อยาง อาจจะทําใหบรรยากาศความรูสึกที่ ตางกันออกไป 6. การออกแบบระบบแสงสวางบริเวณหองผูบริหาร ห อ งผู บ ริ ห ารหมายถึ ง ห อ งทํ า งานส ว นตั ว ของเจ า ของกิ จ การ หรื อ ประธานบริ ษั ท ฯลฯ โดยทั่วไปแลว การออกแบบจะพยายามเนนใหเกิดบรรยากาศหรือความรูสึกที่อยากจะทํางาน และมี ความคลองตัวสูงในการทํางาน การออกแบบจะใชหลอดฟลูออเรสเซนตติดตั้งอยูเหนือบริเวณโตะทํางาน หรือดานหนา หรือดานขางก็ได แตถาติดตั้งดานขางโตะทํางานควรจะติดตั้งไวทั้ง 2 ขางของโตะทํางาน แตถาเปนการติดตั้งหลอดไฟฟาทางดานหนาหรือเหนือโตะทํางาน ควรหลีกเลี่ยงการใชหลอดไส เพราะ เปนแหลงกําเนิดแสงสวางที่มีขนาดเล็ก ซึ่งอาจจะทําใหเกิดเงาไดงายบริเวณโตะทํางาน 5.4 ลักซ การใหแสงสวางอยางสม่ําเสมอ อาจจะเปน การเนนถึงบรรยากาศของความเปนระเบียบเรียบรอย และความสวยงาม การติดตั้งดวงโคมไฟฟา สามารถติดตั้งได 2 ลักษณะ คือ .65 4.ตําแหนงของดวงโคมไฟฟาอาจจะติดตั้งกับผนังตามแนวทางเดิน โดยใชโคมไฟฟาแบบโคม ไฟกริ่งติดเปนระยะหางเทาๆกัน การติดตั้งโคมไฟฟาทั้ง 2 แบบนี้ ระยะหางระหวางดวงโคมไฟฟาไมควรใหเกิน 1.ตําแหนงของดวงโคมไฟฟาอาจจะติดตั้งในลักษณะเดียวกับดวงโคมไฟฟาสําหรับไฟสองลง (Downlight) คือติดเขาไปในเพดานแลวใหแสงสวางกระจายลงสูพื้น .

66

7. การออกแบบระบบแสงสวางไฟฟาฉุกเฉิน
วัตถุประสงคในการออกแบบก็เพื่อที่จะใหแสงสวางเกิดขึ้นตลอดเวลาของการทํางานปกติใน
สํานักงาน เมื่อระบบไฟฟาหลักของสํานักงานดับ ระบบไฟฟาฉุกเฉินจะตองทํางานทันที ซึ่งโดยทั่วไป
แล ว อุ ป กรณ ที่ ใ ห แ สงสว า งไฟฟ า ฉุ ก เฉิ น นี้ จ ะเป น พวกแสงสว า งไฟฟ า ฉุ ก เฉิ น อั ต โนมั ติ (Automatic
Emergency Light) ซึ่งทํางานดวยระบบอิเล็กทรอนิกส เมื่อระบบไฟฟาหลักกลับมาทํางานตามปกติ
ระบบแสงสวางไฟฟาฉุกเฉินก็จะถูกตัดออกจากระบบทันทีโดยอัตโนมัติ โดยปกติแลวระบบแสงสวาง
ไฟฟาฉุกเฉินมักจะนิยมติดตั้งไวที่ทางหนีไฟฟา ประตูเขาออกสํานักงาน หนาลิฟต หรือทางขึ้น – ลง
บันได เปนตน

67

ภาคผนวก ค.
อัตราสวนโพรงหองที่ไมใชหองสี่เหลี่ยม
1. พื้นที่มีรูปรางเปนลักษณะเปนรูปตัว L ( L – Shaped Room)
หองที่มีรูปรางลักษณะเปนรูปตัว L ดังรูปที่ ค.1 สูตรที่ใช
อัตราสวนโพรง = [ 2.5 h × 2 (W+L) ] / (WL – XY)

รูป ค.1 หองรูปตัว L (L-Shaped Room)
2. พื้นที่มีรูปรางลักษณะเปนรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก (Triangular Room)
หองที่มีรูปรางลักษณะเปนรูปสามเหลี่ยมมุมฉากดังรูปที่ ค.2 สูตรที่ใช
อัตราสวนโพรง = [ 2.5 h × (A+B+C) ] / [ (A×B)/2 ]

68

รูป ค.2 หองรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก (Triangular Room)

3. พื้นที่มีรูปรางลักษณะเปนรูปวงกลม (Circular Room)
หองที่มีรูปรางลักษณะเปนรูปวงกลมดังรูปที่ ค.3 สูตรที่ใช
อัตราสวนโพรง = [ 2.5 h × 2R ] / R2 = 5 h / R

รูป ค.3 หองรูปวงกลม (Circular Room)

4 หองรูปหกเหลี่ยม (Hexagonal Room) .5 h × 6 L ] / 6[(1/2)L2 × 0.77 h / L รูป ค.5 h × 6 L ] / 6[(1/2) × LA] = [ 2.69 4.4 สูตรที่ใช อัตราสวนโพรง = [ 2. พื้นที่มีรูปรางลักษณะเปนรูปหกเหลี่ยม (Hexagonal Room) หองที่มีรูปรางลักษณะเปนรูปหกเหลี่ยมดังรูปที่ ค.866 ] = 5.

0 และสรางไฟลใหมขนึ้ มา 2. ลงสีดําดวย รูปที่ ง.1 หนาตางแสดงภาพ 3.2 ตัวอักษร 4. การสรางตัวอักษรหลอดไฟนีออนดวย Photoshop 7.0 1. เขาโปรแกรม Photoshop 7.70 ภาคผนวก ง. ใชคําสั่ง สรางตัวอักษร โดยทําใหตัวอักษรเปนสีขาว รูปที่ ง.3 คําสั่งเปลี่ยน Text เปน Layer . ทําให Text กลายเปน Layer เพื่อเตรียมตกแตงขัน้ ตอไปโดยการเขาคําสั่ง Layer >> Rasterize >> Layer รูปที่ ง.

7 ผลลัพธจากคําสั่ง Color Range . ใชคําสั่ง Select >> Color Range และเลือกสวนที่เปนสีขาว รูปที่ ง.71 รูปที่ ง.4 Text เปลี่ยนเปน Layer 5.5 คําสั่ง Color Range รูปที่ ง.6 หนาตาง Color Range รูปที่ ง.

9 หนาตางคําสั่ง Contract รูปที่ ง.72 6.8 คําสั่ง Contract… รูปที่ ง.10 ผลลัพธจากขั้นตอนที่ 6 . ใชคําสั่ง Select >> Modify >> Contact ปรับคาเปน 1 กด OK แลวกดปุม Delete บนคียบอรดเพื่อลบ พื้นที่สีขาวตรงกลางตัวหนังสือ รูปที่ ง.

ใชคําสั่ง Filter >> Blur >> Gussian Blur แลวปรับคาเปน 3 9. Copy Layer ของตัวหนังสือเพิ่ม โดยการคลิ๊กซายคางและลากไปที่คําสั่ง New Layer รูปที่ ง.13 เพิ่ม Layer ที่ใชคําสั่ง Blur .11 Copy Layer รูปที่ ง.12 Layer ที่เพิ่มขึ้น 8. Copy Layer ที่ทําการ Blur เพิ่มอีก 3 Layer จะทําใหสวางมากขึ้น รูปที่ ง.73 7.

74 รูปที่ ง.15 คําสั่ง Grayscale รูปที่ ง. ปรับสีของการสองสวางดวยคําสั่ง Image >> Adjustments >> Color Balance… . ตั้งใหภาพเปน Grayscale โดยเลือกที่คําสั่ง Image >> Mode >> Grayscale โดยใหทําการ Fletten Image ดวย รูปที่ ง. ตั้งใหภาพกลับมาเปน RGB โดยเลือกทีค่ ําสั่ง Image >> Mode >> RGB Color 12.14 ผลลัพธจากคําสั่ง Blur 10.16 Fletten Image 11.

19 Color Levels .17 คําสั่ง Color Balance รูปที่ ง.21 Highlights .Midtones รูปที่ ง.Highlights รูปที่ ง.Shadows รูปที่ ง.75 รูปที่ ง.20 Midtones .18 หนาตาง Color Balance โดยปรับสีของสวนตางๆดังนี้ .

76 จะไดภาพตัวหนังสือดังนี้ รูปที่ ง.22 ภาพเสร็จสิ้น .

เปนคาที่มีความคงเสนคงวา 3. เปนคาที่ไมเอนเอียง 2. เปนคาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด แตคาเฉลี่ยเลขคณิตก็มีขอจํากัดในการใช เชน ถาขอมูลมีการกระจายมาก หรือขอมูลบางตัวมีคา มากหรือนอยจนผิดปกติ หรือขอมูลมีการเพิ่มขึ้นเปนเทาตัว คาเฉลี่ยเลขคณิตจะไมสามารถเปนคากลาง หรือเปนตัวแทนที่ดีของขอมูลได การหาคาเฉลี่ยเลขคณิตสามารถหาไดจากสูตรดังตอไปนี้ เมื่อ = คาเฉลี่ยเลขคณิต Xi = คาสังเกตของขอมูลลําดับที่ i n = จํานวนตัวอยางขอมูล .77 ภาคผนวก จ. คาเฉลี่ยเลขคณิต ( Arithmetic Mean ) คาเฉลี่ยเลขคณิตจัดวาเปนคาที่มีความสําคัญมากในวิชาสถิติ เพราะคาเฉลี่ยเลขคณิตเปนคากลาง หรือเปนตัวแทนของขอมูลที่ดีที่สุด ดวยเหตุผล 4 ประการคือ 1. เปนคาที่มีความแปรปรวนต่ําที่สุด 4.

สัมประสิทธิก์ ารสะทอนแสงของวัสดุ โดยปกติแลวคาสัมประสิทธิ์การสะทอนแสงของเพดาน ผนัง และพื้น โดยทั่วไปจะใชคา 70%.1 สัมประสิทธิ์การสะทอนแสงของวัสดุ สี ขาว ครีมออน เหลืองออน เขียวออน ชมพู ฟาออน เทาออน เนื้อออน เหลืองเขม น้ําตาลออน เขียว สม เขียวสม (%) 70 – 80 70 – 80 55 – 65 45 – 50 45 – 50 40 – 45 40 – 45 25 – 35 25 – 35 25 – 35 25 – 35 20 – 25 10 – 15 สีและวัสดุ น้ําเงิน แดงเขม เทาเขม น้ําเงินเขม ดํา อิฐแดง คอนกรีต สีโอคออน ขาวอีนาเมล กระจกใส ไมสีครีม พลาสเตอร วอลนัตเขม (%) 10 – 15 10 – 15 10 – 15 5 – 10 4 5 – 25 15 – 40 15 – 20 65 – 75 6–8 50 – 60 80 15 .78 ภาคผนวก ฉ. 50% และ 20% ตามลําดับ โดยเปนการสะทอนแสงของ เพดาน ผนัง และพื้น ในกรณีที่มีการใชวัสดุชนิดอื่นและ สีอื่นๆ ทําใหคาสัมประสิทธิ์การสะทอนแสงเปลี่ยนไป ซึ่งสงผลตอคาความสองสวางที่ไดตามไปดวย ตารางที่ ฉ.20 .

คาความสองสวางที่นิยมใชในสถานทีต่ างๆ ในการออกแบบระบบไฟฟาแสงสวางนั้น แตละสถานที่จะมีการใชงานแตกตางกันไป ตั้งแต ชนิดของการใชงาน ผูใช เวลาที่ใช เพื่อใหสามารถใชงานสถานที่นั้นๆไดอยางเต็มที่ ไมเกิดความลา ทางสายตาจนเกิดความรําคาญ ซึ่ง CIE ไดมีการกําหนดคาระดับความสวางเบื้องตนไวดังตารางตอไปนี้ ตารางที่ ช.79 ภาคผนวก ช.1 แสดงระดับความสวางต่ําสุดตามมาตรฐาน CIE ชนิดของงานหรืออาคาร ระดับความสวางต่ําสุด ลักซ (lux : lx) พื้นที่อาคารทัว่ ไป พืน้ ที่รอบๆอาคารและทางเดิน บันไดและบันไดเลื่อน หองรับฝากเสื้อ หมวก และหองน้ํา หองเก็บของ และหองเก็บพัสดุ หองเก็บสินคา 100 150 150 150 โรงงานประกอบชิ้นสวน งานหยาบ : ชิ้นสวนเครื่องจักรใหญ งานปานกลาง : ชิ้นสวนเครื่องยนต ชิ้นสวนตัวถัง งานละเอียด : อิเล็กทรอนิกส ชิน้ สวนเครื่องจักร งานละเอียดมาก : ชิ้นสวนเครื่องมือวัด 300 500 750 1000 งานเคมี พืน้ ที่เครือ่ งจักรทั่วไป กระบวนการผลิตอัตโนมัติ หองควบคุม หองปฏิบตั ิการ โรงงานเภสัชกรรม งานตรวจสอบ งานเปรียบเทียบสี โรงงานผลิตยางรถยนต 300 150 500 500 750 1000 500 .

80 ชนิดของงานหรืออาคาร ระดับความสวางต่ําสุด ลักซ (lux : lx) โรงงานทําเสือ้ ผา งานเย็บผา งานตรวจสอบ งานรีดผา 750 1000 500 อุตสาหกรรมไฟฟา โรงงานผลิตสายไฟฟา ชิน้ สวนประกอบโทรศัพท สวนประกอบขดลวด ชิน้ สวนเครื่องรับวิทยุโทรทัศน ชิน้ สวนตองการความเที่ยงตรงสูง อุปกรณอิเล็กทรอนิกส 300 500 750 1000 1500 อุตสาหกรรมอาหาร พืน้ ที่ทํางานทั่วไป กระบวนการผลิตอัตโนมัติ งานตบแตงดวยมือ งานตรวจสอบ 300 200 500 โรงหลอ หลอมุข งานแบบหลอหยาบ งานแบบหลอละเอียด งานตรวจสอบ 200 300 500 งานทําแกว หองเตาเผา หองผสม หองทําแบบหลอ การแตงผิว การเคลือบ การขัดเงา การใหสี การตกแตง งานเจียระไน เลนส แกวผลึก งานละเอียด 150 300 500 750 1000 .

81 ชนิดของงานหรืออาคาร ระดับความสวางต่ําสุด ลักซ (lux : lx) งานเหล็กและโลหะแผน โรงงานผลิตไมตองใชมือชวยทํา โรงงานผลิตใชมือชวยบางครั้ง สถานที่ผลิตงานอยูถาวร หองควบคุมและตรวจสอบ 100 150 300 500 โรงงานฟอกหนัง พื้นที่ทํางานทั่วไป การรีด ตัด เย็บ ผลิตรองเทา ปรับระดับ ควบคุมคุณภาพ 300 750 1000 โรงงานเครื่องจักรและสวนประกอบ งานไมประจํา งานฝมือและเครื่องจักรหยาบ การเชือ่ ม งานฝมือและเครื่องจักรปานกลาง เครื่องจักรอัตโนมิตทั่วไป งานฝมือและเครื่องจักรละเอียด เครื่องจักรอัติโนมัตลิ ะเอียด งานตรวจสอบและทดสอบ งานละเอียดมาก การวัดและตรวจสอบชิ้นสวนขนาดเล็ก 750 1500 หองพนสี การจุม พนหยาบๆ งานสีธรรมดา พนสี แตงผิว งานสีละเอียด พนสี แตงผิว แตงผิวละเอียดและเปรียบเทียบสี 300 500 750 1000 โรงทํากระดาษ งานทําแผนกระดาษ งานสวนกระบวนการอัตโนมัติ งานตรวจสอบ ตัด 300 200 500 200 300 500 .

82 ชนิดของงานหรืออาคาร ระดับความสวางต่ําสุด ลักซ (Lux : lx) งานพิมพและทําปกหนังสือ หองเครือ่ งพิมพ หองเรียงพิมพ อานตรวจสอบ ตรวจความถูกตอง การทําแทนแมพมิ พ ถอดแบบสีและการพิมพ สลักตัวหนังสือแผนเหล็กและทองแดง การทําปกหนังสือ การปรับแตง พิมพลายนูน 500 750 1000 1500 2000 500 750 อุตสาหกรรมสิ่งทอ การวิดสาด การลากดึง การปนดาย การพัน การมวน การยอม ปนดายครั้งสุดทาย การทําดาย การทอ การเย็บผา การตรวจสอบ 300 500 750 1000 โรงฝกงานไมและเครื่องตบแตง โรงเลื่อย งานฝมือและชิ้นสวน การเครื่องจักรในงานไม การแตงผิว ตรวจสอบขั้นสุดทาย 200 300 500 750 ที่ทํางาน ที่ทํางานทั่วไป หองคอมพิวเตอร ที่ทํางานสวนตัว หองเขียนแบบ งานบัญชี หองประชุม ที่พักรับรอง 500 750 750 500 300 โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย หองเรียน หองบรรยาย หองปฏิบตั ิการ หองสมุด หองอานหนังสือ หองศิลปะ 300 500 .

83 ชนิดของงานหรืออาคาร หางสรรพสินคาและบริเวณจัดนิทรรศการ รานคาธรรมดา รานคาบริการตัวเอง ซูเปอรมารเก็ต หองแสดงสินคา พิพิธภัณฑและภาพศิลปะ : สิ่งที่แสดงใหความรูสึกตอแสงสูง สิ่งที่แสดงไมใหความรูสึกตอแสงสูง อาคารสาธารณะ โรงภาพยนต : หองชมภาพยนต หองพัก โรงละครและหองแสดงคอนเสิรต : หองชมการแสดง หองพักตัวแสดง อาคารทีส่ ักการะ : โบสถ ที่สวดมนต บานและโรงแรม บาน : หองนอน : ทั่วไป ไฟหัวเตียง หองน้ํา : ทั่วไป โกนหนวด แตงหนา หองรับแขก : ทั่วไป อานหนังสือ เย็บผา ระดับความสวางต่ําสุด ลักซ (lux : lx) 300 500 750 500 150 300 50 150 100 200 100 150 50 200 100 500 100 500 .

84 ชนิดของงานหรืออาคาร บันได ครัว : ทั่วไป พื้นที่ทํางาน หองทํางาน หองเด็กออน โรงแรม : หองพักรับแขก หองอาหาร ครัว หองนอน หองน้ํา : ทั่วไป เฉพาะแหง โรงพยาบาล แผนกรักษาโรค : แสงสวางทั่วไป สวนซักถาม ทีอ่ า นหนังสือ บริเวณโดยรอบที่มืด หองตรวจโรค : แสงสวางทั่วไป ตรวจเฉพาะที่ อายุรศาสตรผูปวยหนัก ไฟหัวเตียง สวนสังเกตการณ หองพักพยาบาล ระดับความสวางต่ําสุด ลักซ (lux : lx) 100 300 500 300 150 300 200 500 100 300 100 300 200 5 500 1000 50 750 300 .

85 ชนิดของงานหรืออาคาร หองผาตัด : แสงสวางทั่วไป เฉพาะแหง หองชันสูตรศพ : แสงสวางทั่วไป เฉพาะแหง หองปฏิบตั ิการและหองจายยา : แสงสวางทั่วไป เฉพาะแหง หองพักที่ปรึกษาแพทย : แสงสวางทั่วไป เฉพาะแหง ระดับความสวางต่ําสุด ลักซ (lux : lx) 750 30000 750 10000 500 750 500 750 .

4 .86 ภาคผนวก ซ. ผลการใชตารางสําหรับประเมินคูมือการใชโปรแกรม ออกแบบและคํานวณระบบไฟฟาแสงสวาง DIALux Version 4.

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful