บทที่ 10

การเงินและการธนาคาร

เงินและปริมาณเงิน
 ตลาดการเงิน
 ธนาคารพาณิชย์
 ธนาคารกลางและนโยบายการเงิน

ระบบการแลกเปล่ียนส่ิงของต่อส่ิงของ
(Barter System)

ระบบท่ีมีการใช้เงินเป็ นส่ ือกลางในการแลกเปล่ียน
(Money Economy)

คำาจำากัดความของเงิน
เงิน คือ สิ่งใด ๆ ก็ตามที่สังคมยอมรับโดยทั่วไปใน
ขณะใดขณะหนึ่ง
และในเขตพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งในฐานะเป็นสื่อกลางในการแลกเป
ลี่ยนสินค้าและบริการ
ทั้งนี้สิ่งนั้นจะต้องถูกกำาหนดค่าขึ้นเป็นหน่วยเงินตรา
และเป็นหน่วยวัดค่าที่แน่นอน

วิวัฒนาการของเงิน
1) เงินที่เป็นสิ่งของหรือสินค้า (Commodity money)
2) โลหะ และเหรียญ (Coins)
3) ธนบัตร (Paper money)
4) เงินฝากกระแสรายวัน (Demand deposits)

คุณสมบัติของเงินที่ดี
1. เป็นสิ่งที่หายาก
2. มีมูลค่าคงที่
3. มีปริมาณที่ยืดหยุ่นได้
4. นำาติดตัวไปได้สะดวก
5. สามารถแบ่งเป็นหน่วยย่อยได้
6. มีความคงทน

ระบบการแลกเปล่ียนส่ิงของต่อส่ิงของ
(Barter System)

ระบบท่ีมีการใช้เงินเป็ นส่ ือกลางในการแลกเปล่ียน
(Money Economy)

ระบบท่ีใช้เครดิตเป็ นส่ ือกลางในการแลกเปล่ียน
(Credit Economy)

หน้าที่ของเงิน
1) เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน (Medium of exchange)
2) เป็นเครื่องวัดมูลค่า (Standard of value)
3) เป็นมาตรฐานการชำาระหนี้ในอนาคต (Standard of deferred
payment)
4) เป็นเครื่องรักษามูลค่า (Store of value)

ปริมาณเงิน (Money supply)
ปริมาณเงินตามความหมายแคบ (M1) ได้แก่
สินทรัพย์ทางการเงินที่ใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน
ซึ่งประกอบด้วยเหรียญกษาปณ์ ธนบัตร
และเงินฝากกระแสรายวันทั้งหมดที่อยู่ในมือประชาชน บริษัท
ห้างร้าน และองค์กรธุรกิจอื่น ๆ ในขณะใดขณะหนึ่ง
M1 = เหรียญกษาปณ์ + ธนบัตร + เงินฝากกระแสรายวัน
(ไม่รวมธนาคาร)

(ไม่รวมธนาคารกลาง
และกระทรวงการคลัง)

ปริมาณเงินตามความหมายกว้าง (M2) หมายถึง
ปริมาณเงินตามความหมายแคบ (M1)
บวกด้วยสินทรัพย์ทางการเงินที่ให้ผลตอบแทนและสามารถเปลี่ย
นเป็นเงินที่ใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนโดยง่าย
ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเลย หรือเสียค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อย
M2 = M1 + เงินฝากออมทรัพย์และเงินฝากประจำา
ปริมาณเงินตามความหมายกว้างมาก (M3) หมายถึง
ปริมาณเงินตามความหมายกว้าง (M2)
บวกตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัทเงินทุนที่ถือโดยเอกชน
M3 = M2 + ตั๋วสัญญาใช้เงิน

การเปลีย่ นแปลงปริมาณเงิน
• สาเหตุจากรัฐบาล (ด้านการคลัง)
• สาเหตุจากด้านต่างประเทศ
• สาเหตุจากด้านการเงินภายในประเทศ

ตลาดการเงิน (Financial Market)
ตลาดการเงิน คือ
ตลาดที่อำานวยความสะดวกในการโอนเงินจากหน่วยเศรษฐกิจที่
มีเงินออมไปยังหน่วยเศรษฐกิจทีต่ ้องการเงินออม
(เพื่อนำาไปลงทุน)
โดยจะจำาแนกตามระยะเวลาของเงินทุนหรือตราสารทางการเงินไ
ด้เป็น

1. ตลาดเงิน เป็นแหล่งระดมเงินออมระยะสั้น (ไม่เกิน 1 ปี)
แล้วจัดสรรให้กู้ยืมแก่ผู้ที่ต้องการเงินทุน
ซึ่งตราสารทางการเงินทีใ่ ช้ในตลาดเงิน คือ ตั๋วสัญญาใช้เงิน
ตั๋วแลกเงิน และตั๋วเงินคลัง เป็นต้น
โดยตลาดเงิ
นสามารถแบ่
งออกได้
ก) ตลาดเงิ
นในระบบ
คือ เป็น
สถาบันการเงินที่จัดตั้งขึ้นโดยถูกต้องตามกฎหมาย เช่น
ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุนและหลักทรัพย์ เป็นต้น
ข) ตลาดเงินนอกระบบ คือ
แหล่งที่มีการกู้ยืมเงินโดยไม่มีกฎหมายรองรับ
การดำาเนินการขึ้นอยู่กบั ข้อตกลงและความพอใจของผูใ้ ห้กแู้ ละผู้กู้
เช่น การเล่นแชร์ การให้กู้ การฝากขาย เป็นต้น

2) ตลาดทุน เป็นแหล่งระดมเงินออมระยะยาว (เกิน 1 ปี)
เพื่อจัดสรรให้กับผู้ที่ต้องการเงินทุนระยะยาว
ซึ่งตราสารทางการเงินที่ใช้ในตลาดทุน ได้แก่ การกู้ระยะยาว หุ้นกู้
หุ้นสามัญ พันธบัตร ทั้งของรัฐบาลและเอกชน เป็นต้น
โดยตลาดทุนอาจแบ่งเป็นตลาดสินเชื่อทั่วไป
ซึ่งประกอบด้วยธนาคารพาณิชย์และบริษทั เงินทุน
และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งแบ่งออกเป็น ตลาดแรกและตลาดรอง
ตลาดแรก (Primary market) คือ
ตลาดที่ซื้อขายหลักทรัพย์ออกใหม่
ตลาดรอง (Secondary market) คือ
ตลาดที่ซื้อขายหลักทรัพย์เก่า (ที่เคยซื้อขายเปลี่ยนมือกันมาก่อน)

ธนาคารพาณิชย์
ธนาคารพาณิชย์ (Commercial bank) หมายถึง
การประกอบธุรกิจประเภทรับฝากเงินที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม
หรือเมื่อสิ้นระยะเวลาที่กำาหนดไว้
และใช้ประโยชน์เงินนั้นในทางหนึ่งหรือหลายทาง เช่น ให้กยู้ ืมเงิน
ซื้อขายหรือเก็บเงินตามตั๋วแลกเงินหรือตราสารเปลี่ยนมืออื่นใด
ซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศ เป็นต้น
ทั้งนี้จะประกอบธุรกิจประเภทอื่นอันเป็นประเพณีที่ธนาคารพาณิชย์
พึงกระทำาหรือไม่ก็ตาม

หน้าที่ของธนาคารพาณิชย์
1. ให้บริการทางการเงินทั้งในและต่างประเทศ เช่น รับฝากเงิน
โอนเงิน ให้กู้เงิน รับเก็บรักษาของมีค่า
รับแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
รับปรึกษาและให้คำาแนะนำาด้านการเงินและธุรกิจแก่ลูกค้า เป็นต้น
2. สร้างและทำาลายเงินฝาก
ซึ่งเป็นหน้าที่พิเศษโดยเฉพาะของธนาคารพาณิชย์
สถาบันการเงินประเภทอื่นไม่มีอำานาจและหน้าที่เช่นนี้
ซึ่งทำาให้ธนาคารพาณิชย์แตกต่างจากสถาบันการเงินประเภทอื่น

การสร้างเงินฝากของระบบธนาคารพาณิชย์
เงินฝากขัน้ แรก (Primary deposits) คือ
เงินสดที่มีผู้นำามาฝากในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันทีธ่ นาคารพาณิ
ชย์ เป็นเงินฝากที่เข้าสู่ระบบธนาคารเป็นครั้งแรก
เงินฝากขัน้ ต่อไป (Derivative deposits) คือ
เงินฝากที่เกิดจากการให้ลูกค้าของธนาคารกูย้ ืม
เป็นเงินฝากที่ระบบธนาคารพาณิชย์สร้างขึน้ ผ่านบัญชีเงินฝากกระแ
สรายวัน

อัตราเงินสดสำารองตามกฎหมายหรืออัตราเงินสดสำารองที่ต้องดำารง
(Legal reserve ratio)
เป็นอัตราที่ธนาคารกลางกำาหนดขึ้นคิดเป็นร้อยละของเงินฝาก
โดยธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งที่มีเงินฝากจะต้องดำารงเงินสดสำารองโ
ดยฝากไว้ที่ธนาคารกลางอย่างน้อยที่สุดไม่ตำ่ากว่าอัตราที่กำาหนดนี้
เงินสดสำารองตามกฎหมาย หรือเงินสดสำารองทีต่ ้องดำารง
(Legal reserve or reserve requirement) คือ
จำานวนเงินสดที่ธนาคารพาณิชย์ต้องดำารงเมื่อเทียบกับจำานวนเงินฝ
าก

เงินสดสำารองทั้งสิ้น (Cash reserve) คือ
เงินสดทั้งสิ้นที่ธนาคารพาณิชย์มีอยู่ ได้แก่
เงินสดสำารองที่ต้องดำารง และเงินสดสำารองส่วนเกิน
เงินสดสำารองส่วนเกิน (Excess reserve) คือ
เงินสดที่เหลือทั้งสิ้นหลังจากหักเงินสดสำารองที่ต้องดำารงออกแล้ว
ซึ่งเงินจำานวนนี้ธนาคารสามารถนำาออกให้กหู้ รือลงทุนหาผลประโ
ยชน์ได้

กำาหนดให้ R = 10%

เงินฝาก
นาย ก นำาเงินไปฝากธนาคาร A 100
ขัน
้ แรก
บาท
ธนาคาร A สำารองเงินสด 10 บาท ให้กู้ 90
บาท

กำาหนด R =
10%

ธนาคาร
A

เงินฝากท่ีเพ่ิมขึ้น
100

เงินให้กู้
เงินสดสำารอง
(สำารองส่วนเกิน
ตามกฏหมาย
)
10
90

กำาหนดให้ R = 10%
นาย ก นำาเงินไปฝากธนาคาร A 100
บาท
ธนาคาร A สำารองเงินสด 10 บาท ให้กู้ 90
บาท
นาย ข มาขอกู้เงินธนาคาร A 90 บาท
เพ่ ือจ่ายค่าวัตถุดิบ

เปิ ดเป็ นบัญชีเงินฝาก (90 บาท)

เงินฝาก
ขัน
้ ท่ีสอง

นาย ข จ่ายค่าวัตถุดิบในรูปเช็ค (90 บาท) ให้นาย ค

กำาหนดให้ R = 10%
นาย ค นำาเช็คไปฝากธนาคาร B 90 บาท

ธนาคาร B สำารองเงินสด 9 บาท ให้กู้ 81
บาท ง มาขอกู้เงินธนาคาร B 81 บาท
นาย
เพ่ ือจ่ายค่าวัตถุดิบ

เปิ ดเป็ นบัญชีเงินฝาก

นาย ง จ่ายค่าวัตถุดิบในรูปเช็ค (81 บาท) ให้นาย จ

กำาหนดให้ R = 10%
ธนาคาร
A
B
C
D
...
รวม

เงินฝากท่ีเพ่ิมขึ้น

1x
100
0.9 x
100
(0.9) 2 x
100 3
(0.9) x
100
1,000

100

เงินสดสำารอง
เงินให้กู้
ตามกฏหมาย (สำารองส่วนเกิน)
10

90

90

9

81

81

8.1

72.9

7.29

65.61

...

...

100

900

72.9
...

1,000 =

D
=

1
0.
1

x 100

1 x P
R

D

คือ ปริมาณเงินฝากทัง้หมดท่เี กิดขึ้น

P

คือ เงินฝากขัน
้ แรก

R

คือ อัตราเงินสดสำารองตามกฎหมาย

เงินฝากขัน
้ แรก 100 บาท

ทำาให้ปริมาณเงินฝากรวมทัง้หมดเป็ น 1,000
บาท

เงินฝากเพ่ิมขึ้น 10 เท่าของเงินฝากขัน
้ แรก
ตัวทวีของการสร้างเงินฝาก

ตัวทวีของการสร้างเงินฝาก (m)
เงินฝากเพ่ิมขึ้น 10 เท่าของเงินฝากขัน
้ แรก
1,000 =

D
=

1
0.
1

x 100

1
x P
R

m
=

=
10
100

x

=

x

P
1
R

m

อย่างไรก็ตาม
ธนาคารพาณิชย์จะสามารถสร้างเงินฝากได้สูงสุดตามที่กล่าวมา
ก็ต่อเมื่อ
1) ผูก้ ู้ไม่เบิกเงินเป็นเงินสด
2)
ธนาคารพาณิชย์จะต้องไม่ดำารงเงินสดสำารองไว้เกินกว่าที่กฎห
มายกำ

หนด
3)

ธนาคารพาณิชย์จะต้องให้กู้เท่ากับเงินสดสำารองส่วนเกินที่มีอยู่
ทั้งหมด
4) อัตราเงินสดสำารองตามกฎหมายต้องตำ่ากว่าร้อยละ 100

การทำาลายเงินฝาก

เม่ ือมีการถอนเงิน

นาย ก ถอนเงิน 100
บาท
ถ้า R = 10%

ปริมาณเงินจะลดลงทัง้หมด 1,000 บาท

ปริมาณเงินจะเพ่ิมขึ้นหรือลดลงมากน้อยเพียงใด
ขึ้นอยู่กบ

• การฝากเงิน / การถอนเงิน
ฝากเงิน

ปริมาณเงินเพ่ิม

ถอนเงิน

ปริมาณเงินลด

• อัตราเงินสดสำารองตามกฎหมาย (R)
D
=

1
x P
R

=

m

P

ถ้า R

D

ถ้า R

D

• เงินสดสำารองส่วนเกิน (เงินให้ก)ู้
ถ้ามีเงินให้กู้

D

ถ้ามีเงินให้กู้

D

x

ธนาคารกลาง
ธนาคารกลาง (Central bank) คือ
สถาบันที่ได้รับมอบอำานาจจากรัฐบาลให้ควบคุมดูแลระบบการเงินแ
ละเครดิตของประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่เศรษฐกิจและสังคมส่วนรวม

ข้อแตกต่างระหว่างธนาคารกลางและธนาคารพาณิชย์
1. ธนาคารกลางทำาหน้าที่เพือ่ ประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก
ไม่ใช่แสวงหากำาไรเหมือนธนาคารพาณิชย์
2. ธนาคารกลางไม่ดำาเนินธุรกิจแข่งขันกับธนาคารพาณิชย์
1. ลูกค้าของธนาคารกลางและธนาคารพาณิชย์เป็นคนละประเภ
ทกัน

หน้าที่ของธนาคารกลาง
1. ออกธนบัตร
2. เป็นนายธนาคารของรัฐบาล
• รักษาบัญชีเงินฝากของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ
• ให้รัฐบาลและรัฐวิสาหกิจกู้ยืมเงิน
• เป็นที่ปรึกษาทางการเงินของรัฐบาล
• เป็นตัวแทนทางการเงินของรัฐบาลในการกู้ยืมเงินจาก
ต่างประเทศ การชำาระเงินกู้ การโอนเงินระหว่างประเทศ
และภายในประเทศให้รัฐบาล

3. เป็นนายธนาคารของธนาคารพาณิชย์
• รักษาเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ
• เป็นสำานักงานกลางในการหักบัญชี (Clearing house)
• ให้ธนาคารพาณิชย์กยู้ ืมเงิน
• เป็นศูนย์กลางการโอนเงินระหว่างธนาคาร
4. เป็นผู้รักษาเงินสำารองระหว่างประเทศ
5. เป็นผู้ให้กู้ยืมแหล่งสุดท้าย
6. เป็นผู้ควบคุมปริมาณเงินและเครดิต
7. เป็นผู้ควบคุมธนาคารพาณิชย์

นโยบายการเงิน
นโยบายการเงิน (Monetary policy) คือ
การดูแลปริมาณเงินและสินเชื่อโดยธนาคารกลาง
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจประการใดประการหนึง่ หรือห
ลายประการ

ประเภทของนโยบายการเงิน
1. นโยบายการเงินแบบเข้มงวด (Restrictive monetary policy) คือ
การใช้เครื่องมือต่าง ๆ
ทางการเงินเพื่อให้ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจลดลง
2. นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย (Easy monetary policy) คือ
การใช้เครื่องมือต่าง ๆ
ทางการเงินเพื่อให้ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจเพิม่ ขึน้

เครื่องมือของนโยบายการเงิน
1. การควบคุมทางปริมาณหรือโดยทั่วไป (Quantitative or
general control) โดยเครื่องมือที่ใช้ในการควบคุมทางปริมาณ
ได้แก่
ก. การซื้อขายหลักทรัพย์ (Open–market operation)
โดยธนาคารกลางจะขายหลักทรัพย์เมื่อต้องการลดปริมาณเงินในร
ะบบเศรษฐกิจ
และซื้อหลักทรัพย์เมื่อต้องการจะเพิม่ ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ

ข) อัตรารับช่วงซื้อลด (Rediscount rate)
โดยอัตรารับช่วงซื้อลด หมายถึง
ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ธนาคารกลางเก็บล่วงหน้าจากธนาคารพาณิชย์
เมื่อธนาคารพาณิชย์นำาตั๋วเงินที่รับซื้อลดไว้ไปขายต่อให้กับธนาคาร
กลาง
โดยถ้าธนาคารกลางต้องการเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ
ก็จะลดอัตรารับช่วงซื้อลด
แต่ถ้าธนาคารกลางต้องการลดปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจก็จะเพิ่
มอัตรารับช่วงซื้อลด

ค) อัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน (Bank rate)
ซึ่งอัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน หมายถึง
อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกลางคิดจากธนาคารพาณิชย์เมื่อมากู้ยืมเงินโ
ดยมีหลักทรัพย์รัฐบาลคำ้าประกัน
โดยถ้าธนาคารกลางต้องการเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจก็จะ
ลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน
แต่ถ้าหากต้

งการลดปริ

าณเงิ

ในระบบเศรษฐกิ

ก็

ะเพิ


อั

ราด
ง) เงินสดสำารองที่ต้องดำารง (Reserve requirement)
อกเบี


มาตรฐาน
โดยธนาคารกลางจะเพิ่มอัตราเงินสดสำารองที่ต้องดำารงเมื่อต้องการ
ลดปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ
และจะลดอัตราเงินสดสำารองที่ต้องดำารงเมื่อต้องการเพิ่มปริมาณเงิ
นในระบบเศรษฐกิจ

2. การควบคุมทางคุณภาพหรือโดยวิธีเลือกสรร
(Qualitative or selective credit control)
เป็นการควบคุมชนิดของเครดิต
ซึ่งใช้ในกรณีที่ธนาคารกลางจำาเป็นต้องจำากัดเฉพาะเครดิตบางชนิด
เท่านัน้ โดยชนิดของเครดิตที่ธนาคารกลางมักจะเลือกควบคุม
ได้แก่ ก) การควบคุมเครดิตเพือ่ การซื้อหลักทรัพย์
โดยการกำาหนดอัตราตำ่าสุดของราคาหลักทรัพย์ที่ผซู้ ื้อต้องชำาระเป็
นเงินสด (Margin requirement) นั่นคือ
หากธนาคารกลางต้องการจำากัดเครดิตเพื่อการซื้อขายหลักทรัพย์ก็จ
ะกำาหนด margin requirement ให้สูง

ข) การควบคุมเครดิตเพือ่ การอุปโภคบริโภค
โดยถ้าธนาคารกลางต้องการจำากัดเครดิตเพือ่ การอุปโภคบริโภคก็จ
ะกำาหนดเงินดาวน์หรือจำานวนเงินตำ่าสุดที่ต้องชำาระครั้งแรก
(Minimum down payment) ให้สูง
และกำาหนดระยะเวลาการสูงสุดของการผ่อนชำาระ (Maximum
periods ค)
of การควบคุ
payment) มให้เครดิ
สั้นตเพือ่ การซื้อบ้านและที่ดิน
เมื่อธนาคารกลางต้องการจำากัดเครดิตเพื่อการซื้อบ้านและที่ดินก็จ
ะทำาเช่นเดียวกับการจำากัดเครดิตเพื่อการอุปโภคและบริโภค

3. การชักชวนธนาคารพาณิชย์ให้ปฏิบัติตาม (Moral
suasion) ซึ่งจะได้ผลมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับ
• จำานวนธนาคารพาณิชย์ที่มีอยู่ในขณะนั้น
• ความเต็มใจของธนาคารพาณิชย์ที่จะปฏิบัติตาม
• ความเคารพนับถือในตัวผู้ว่าการธนาคารกลาง
• การติดตามผลอย่างจริงจังของเจ้าหน้าที่ทางการเงิน

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful