Physics II

บทที่ 13 ฟิสิกส์ควอนตัม

1

ปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถอธิบายได้โดยฟิสิกส์แผ่นเดิม
การแผ่รังสีของวัตถุดำา
ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กตริก
ปรากฏการณ์คอมป์ตัน
ความเป็นคลื่นของอนุภาค
หลักความไม่แน่นอน
สมการคลืน

ฟิสิกส์แผนใหม่ (Modern
Physics)
2

การแผ่รังสีของวัตถุดำา (Blackbody
Radiation)
จากกฎข้อศูนย์ของเทอร์โมไดนามิกส์

“วัตถุที่มีอุณหภูมิสูงกว่าจะถ่ายเทความร้อนไปยังวัตถุที่มีอุ
ณหภูมิตำ่ากว่าจนวัตถุทั้งสองมีอุณหภูมิเท่ากัน”
การแผ่รังสีเป็นการถ่ายเทความร้อนวิธีหนึ่ง
วัตถุดำา คือ “วัตถุที่สามารถดูดกลืนรังสีได้อย่างสมบูรณ์
โดยไม่สะท้อนออกไป แต่จะมีการแผ่รังสีที่พื้นผิวของวัตถุ”

3

การทดลองของ Lummer
และ Pringsheim
ใช้แบบจำาลองวัตถุดำา
Cavity

Cavity เป็นแบบจำาลองวัตถุดำา ใช้ภาชนะกลวงของวัตถุใดๆ
ที่ถูกเจาะรูเล็กๆ บนผนังด้านหนึ่ง รูเล็กๆ นี้จะทำาหน้าที่คล้ายวัตถุดำา

4

การแผ่รังสีของวัตถุดำา (Blackbody
Radiation)
 ในการทดลองหาการแจกแจงสเปกตรัมของรังสีที่แผ่ออกมาจากวัตถุดำา โดย ลัมเมอร์

และพริงไชน์ ในปี 1899
 เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น พลังงานของทุกสเปกตรัมมีค่าเพิ่มขึ้น
 เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นยอดของเส้นโค้งเลื่อนไปยังค่าความยาวคลื่นตำ่า หรือความถี่สูงขึ้น

5

ตัวอย่างที่ 1: ที่ผิวของดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิประมาณ 6000 K
จงหาค่าความยาวคลื่นที่ดวงอาทิตย์ปล่อยรังสีได้ความเข้มของการแผ่รัง
สีสงู ที่สุด
λmaxT = 2.898 ×10 −3 m ⋅ K

2.898 × 10 −3 m ⋅ K
=
6000 K
= 4.83 ×10 −7

m

= 438 nm

6

ทดสอบ 1: คำานวณหาความยาวคลื่นสูงสุดของรังสีที่แผ่โดยมนุษย์ปกติ

7

ทฤษฎีของเรย์ล-ี จีนส์

กฎของเรย์ลี-จีนส์

อธิบายโดยใช้ทฤษฎีแผนเก่า

อาศัยหลักการแผ่รังสีของแมกซ์เวล
วัตถุที่แผ่รังสีประกอบด้วยการสั่นขอ
งอนุภาค
ดังนั้นอนุภาคที่มปี ระจุจะแผ่รังสีคลื่
นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมา
กรณีของวัตถุดำา

I( f ) 

8

c

f2
3

kTdf

◦ พลังงานของออสซิลเลเตอร์เพิ่มขึ้น
เนื่องจากแอมพลิจดู ของการสั่นเพิ่มขึ้น
◦ ความหนาแน่นของการแผ่รังสีภายในภ
าชนะจะเพิ่มขึ้นจนถึงจุดสมดุลใหม่

การแผ่รังสีของวัตถุดำา (Blackbody
Radiation)
8

ปรากฏว่า
สมการของเรย์ล-ี
จีนส์เข้ากันได้กับผลการ
ทดลองที่ชว่ งความยาวค
ลื่นสูงๆ เท่านั้น

9

ทฤษฎีของพลังค์
 สมมติฐานของพลังค์

“อะตอมที่เกิดการสั่นสามารถดูดกลืน
หรือปล่อยพลังงานออกมาอย่างไม่ต่อเ
นื่องที่เรียกว่า ควอนตา
หรือที่ปจั จุบันเรียกว่า โฟตอน”
 “พลังงานไม่ตอ่ เนื่อง”

En  nhf
 ค่าคงที่ของพลังค์

h  6.626 10

34

J s

การแผ่รังสีของวัตถุดำา (Blackbody
Radiation)
10

I ( λ,T ) =

2πhc 2
hc


5  λk B T
λ e
− 1



11

ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กตริก (Photoelectric
Effect)
ในปี 1887

Heinrich Hertz
ทำาการทดลองฉายแสงไปตกกระทบบนผิวโลหะแล้วทำาให้มีอิเล็ก
ตรอนหลุดจากผิวโลหะ

12

ทฤษฎีแผนเดิม

ผลการทดลอง

 ปรากฎการณ์นี้เกิดขึ้นได้ในแสงทุกๆ

 ถ้าความถี่ตำ่ากว่าค่าหนึ่ง จะไม่เกิด

ความถี่ที่มีความเข้มสูงพอ
 ยิ่งแสงมีความเข้มมาก
อิเล็กตรอนที่หลุดออกมาก็จะมีพลังงานจล
น์สูง

ปรากฎการณ์
 พลังงานของอิเล็กตรอนไม่ขึ้นกับความเข้ม
ของแสง

ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กตริก (Photoelectric Effect)
13

ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กตริก (Photoelectric
Effect)

Current

V

Applied Voltage

s

14

ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กตริก (Photoelectric
Effect)

ที่แสงความถี่เดียวกัน แต่ความเข้มแสงมากขึ้น จะได้กระแสคงที่เพิ่มขึ้น
แต่ความต่างศักย์หยุดยัง้ เท่าเดิม แสดงว่าอิเล็กตรอนไม่ได้มีพลังงานจลน์เพิม่ ขึ้น

15

ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กตริก (Photoelectric
Effect)
กระแสไฟฟ้า I
f1 > f2 > f3
f1 f2

f3

V01 V02 V03
ถ้าให้แสงความถีต่ ่างกัน ที่มคี วามเข้มเท่ากัน
จะได้ว่ายิง่ ความถีส่ ูงขึ้นได้ค่าความต่างศักย์หยุดยั้งมากที่สดุ
แสดงว่าพลังงานจลน์ของอิเล็กตรอนขึ้นกับความถี่ของแสง

16

ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กตริก (Photoelectric
Effect)
ทฤษฎีของไอน์สไตน์

◦ ในปี 1905 Albert Einstein
ได้อธิบายปรากฎการณ์นไี้ ด้สำาเร็จโดยอาศัยแนวคิดเรื่องพลังงานของพ
ลังค์

ให้แสงเป็นอนุภาคที่เรียกว่า “โฟตอน”

E  hf

พลังงานของโฟตอนขึ้นกันความถี่

17

ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กตริก (Photoelectric
Effect)

ความถี่ขีดเริ่ม
คือค่าของความถี่ที่พลังงานของโฟตอนเท่ากับพลังงานที่ยดึ เหนี่ยวอิเล็กตรอ
เรียกว่านเอาไว้
work function
Φ = hf 0
18

ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กตริก (Photoelectric
Effect)
เมื่อพลังงานของโฟตอนมากกว่าฟังก์ชันงาน
พลังงานที่เกินก็จะเป็นพลังงานจลน์ของอิเล็กตรอน

K = hf − Φ

พลังงานจลน์สูงสุดของอิเล็กตรอนวัดได้จากการหาศักย์หยุดยั้ง

K max = eVs

19

ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กตริก (Photoelectric
Effect)
K max  eV0
K max 

1 2
mvmax
2

hf

h  6.626 10

34

J s

ความชัน = h

f

กราฟระหว่าง Kmax(=eV0) กับความถี่ f ซึง่ แสดงความสัมพันธ์ระหว่างค่าของแสงที่ตกกระทบ,
hf ค่าพลังงานจลน์สูงสุด, Kmax และ ค่าฟังก์ชนั งาน, Φ ซึง่ หาได้จากส่วนตัดของ Kmax

  hfth


f th 
h
20

ตัวอย่างที่ 2 : ผิวของโลหะสังกะสีฟังก์ชันงาน 4.31 eV จงหา
ก. ความยาวคลืน่ ขีดเริ่มสำาหรับโลหะสังกะสี
ข. พลังงานจลน์สูงสุดของอิเล็กตรอน เมือ่ ใช้แสงความยาวคลื่น 220 nm
ค. ศักย์เพื่อการหยุดสำาหรับกรณีนี้
hc 1240eV nm
th 

 287.7nm

431eV
hc


1240eV nm

 4.31eV
220nm
=1.33eV

K max  hf   

K max 1.33eV
V0 

 1.33V
e
e
21

ทดสอบ 2 : จากการทดลองเรื่องโฟโตอิเล็กตริก โดยฉายแสงความยาวคลื่น
400 nm ตกลงบนโลหะโซเดียม (Na) ที่มคี ่าฟังก์ชันงาน 2.5 eV จงหา
ก. เกิดปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กตริกหรือไม่
ข. ความถี่ขีดเริ่มของโลหะโซเดียม
ค. พลังงานจลน์สูงสุดของอิเล็กตรอน

22

23

ปรากฎการณ์คอมป์ตัน (Compton Effect)
คุณสมบัติความเป็นอนุภาคของคลื่น
ปี 1922 คอมป์ตัน

ได้ทำาการทดลองเกี่ยวกับการกระเจิงของรังสีเอ็กซ์จากอิเล็กตรอ

24

ทฤษฎีแผนเดิม

ผลการทดลอง

เมือ่ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่ f

จากการทดลองของคอมป์ตน

ชนกับอิเล็กตรอนอิสระ
อิเล็กตรอนนี้จะดูดกลืนรังสีคลื่นแม่เ
หล็กไฟฟ้าและสั่นด้วยความถี่ f
เหมือนเดิม
การกระเจิงแบบนี้ความยาวคลื่นไม่เ
ปลี่ยนแปลง

ที่ศกึ ษาการกระเจิงของรังสี x พบว่า
รังสี x ทีก่ ระเจิงออกไปประกอบด้วย
2 ความถี่ คือ ความถี่เดิม f และ
ความถี่ใหม่ f ’

ปรากฎการณ์คอมป์ตัน (Compton Effect)
25

ปรากฎการณ์คอมป์ตัน (Compton Effect)
กระบวนการกระเจิงคล้ายกับการ

ชน ระหว่างโฟตอน
กับอิเล็กตรอนอิสระ
เริ่มต้นโฟตอนมีพลังงาน
hc
E  hf 

และมีโมเมนตัมเชิงเส้น p โดยที่

E
p
c
26

ปรากฎการณ์คอมป์ตัน (Compton Effect)
จากเงื่อนไขการอนุรักษ์พลังงานและโมเมนตัม

Ei  E f

E  me c 2  E   Ee
ในแนวแกน x

ในแนวแกน y

 px  i   px  f
p  p cos   pe cos 

 p   p 
y i

y

f

0  p sin   pe sin 

27

รวมสมการโมเมนตัมทั้ง 2 สมการเข้าด้วยกัน
pe cos   p  p cos 
pe sin   p sin 

ยกกำาลัง 2 แล้วนำามารวมกัน

pe2  p 2  2 pp cos   p2

จากความสัมพันธ์เชิงสัมพัทธภาพระหว่างโมเมนตัมกับพลังงาน
E   pe c    me c
2
e

2

2 2

Ee2  pe2 c 2  me2 c 4
28

แทนค่า

Ee  E  me c 2  E 

E  me c  E 
2

จัดรูปใหม่ได้เป็น

2

และ

pe2  p 2  2 pp cos   p2

 c 2 p 2  2 pp cos   p2  me2 c 4
1 1
1
 
1  cos  
2 
E  E me c

หรือ เขียนให้อยู่ในรูปความยาวคลื่นได้ว่า
h
   
 1  cos    c  1  cos  
me c
29

เมื่อ

h
c 
 0.002426nm
me c

เรียกว่าความยาวคลื่นคอมป์ตัน (Compton wavelength)
ของอิเล็กตรอน
โฟตอนที่กระเจิงออกไปจะมีพลังงานน้อยกว่าโฟตอนเดิมที่มาตกกระท
บ ผลต่างของพลังงานทั้งสอง ก็คือพลังงานจลน์ที่ให้แก่อิเล็กตรอน
และความยาวคลื่นที่กระเจิงออกไปจะมีค่ามากกว่าความยาวคลื่นที่มา
ตกกระทบเสมอ

Ke  E  E
30

ตัวอย่างที่ 3 โฟตอนที่ตกกระทบมีพลังงาน 10.39 keV
ถูกกระเจิงแบบคอมป์ตัน ลำาของโฟตอนที่กระเจิงออกไปทำามุม
45๐ เทียบกับลำาของโฟตอนที่ตกกระทบ จงหา
b. พลังงานของโฟตอนที่ถูกกระเจิงออกไปที่มุมนั้น
c. พลังงานจลน์ของอิเล็กตรอนที่ถูกกระเจิงออกไป
วีธีทำา ก

h
   
 1  cos  
me c

hc
1240eV nm


E
10.39  103 eV

   0.1201nm
31

hc
E 
 10.33keV


E  me c 2  E   Ee
Ee   E  E    me c 2  K e  me c 2
K e  E  E   0.06keV

32

สมบัติคลื่นของอนุภาค
ปี 1924 Louis Vitor De Broglie

ได้เสนอว่า
เมื่อคลืน่ แม่เหล็กไฟฟ้ามีคุณสมบัติเป็นอนุ
ภาคได้
อนุภาคก็มีสมบัติความเป็นคลืน่ ได้เช่นกัน
เรียกคลื่นของอนุภาคว่า คลื่นเดอบรอยล์
h
p

 mv

h

mv
33

การที่อิเล็กตรอนในอะตอมของไฮโดรเจนวิ่งวนรอบนิวเคลียสได้โดยไม่แผ่พลังง

านนั้น เนือ่ งมาจากอิเล็กตรอนเป็นคลื่น
และด้วยเหตุที่อิเล็กตรอนอยูใ่ นภาวะที่มพ
ี ลังงานคงที่ในวงโคจรพิเศษหนึ่งๆ
ดังนั้นคลื่นอิเล็กตรอนในวงโคจรนั้นๆ ควรเป็นคลื่นนิ่ง
โดยมีเส้นรอบวงของแต่ละวงโคจรเป็นจำานวนเต็มของความยาวคลื่น

34

ทดสอบ 3 : หาความยาวคลื่นของลูกบอลทวล 100 g
วิ่งอยู่ที่อัตราเร็ว 100 m/s และ 10-26 m/s

35

ตัวอย่างที่ 4 : อิเล็กตรอนพลังงานจลน์ 100 eV
จะมีความยาวคลื่นตามสมติฐานของเดอบรอยล์เท่าใด
1 2
K  mv
2
p  mv
p  2mK



p  2 9.11031 kg 100 1.6 1019 kg m 2 /s 2

 5.4 1024 kg m/s

h
6.6  1034 J s
10
 

1.2

10
m
-24
p 5.4  10 kg m/s
36

การทดลองของเดวิสสันและเจอเมอร์
ปี 1927

สมบัติความเป็นคลืน่ ของอิเล็กตรอนได้มีการทดลองสนับสนุนอย่า
งชัดเจน โดย Davisson and Germer
ทดลองโดยยิงลำาอิเล็กตรอนเข้าไปยังผิวของผลึกนิเกิล
พบว่าลำาสะท้อนของอิเล็กตรอนเหมือนกับการเลี้ยวเบนของรังสี xray+V

37

2d sin   n
สมการนี้เรียกว่า กฎของแบร็กก์ (Bragg’s law)
d คือ ระยะห่างระหว่างระนาบอะตอมที่เกิดการกระเจิง

38

การทดลองของ G.P. Thomson
ในปีเดียวกันนั้น

นักฟิสกิ ส์ชาวอังกฤษได้ทำาการทดลองคุณสมบัติการเป็นคลื่นของ
อิเล็กตรอนเหมือนกัน
โดยวิธีการเลีย้ วเบนของอิเล็กตรอนในแผ่นโลหะบาง
Diffraction ring

X rays or electron

Photographic film
39

40

ตัวอย่างที่ 5 : เพื่อศึกษานิวเคลียสอะตอม
เรามักทดลองการเลีย้ วเบนของอนุภาคซึ่งมีความยาวคลืน่ เดอบรอยล์
คือมีขนาดเท่ากับเส้นผ่าศูนย์กลางของนิวเคลียส คือประมาณ 14 × 10-6 nm
เช่น นิวเคลียสหนักของตะกั่ว
จงหาพลังงานจลน์ที่เราควรใช้ถ้าการเลีย้ วเบนของอนุภาคเป็น (ก)
อิเล็กตรอน (ข) นิวตรอน
h 6.625 1034 J s
p 
วิธีทำา (ก)
-6
9
 14 10 10 m
 4.732 1020 kg m/s

จาก

1eV=1.602  10-19 J
pc   4.732  1020 kg m/s   2.998  108 m/s 
 1.419  1011 kg m 2 /s 2 , J
1.419  1011
=
1.602  10-19
 8.857  107 eV=88.57MeV

41

ตัวอย่างที่ 5 : เพื่อศึกษานิวเคลียสอะตอม
เรามักทดลองการเลีย้ วเบนของอนุภาคซึ่งมีความยาวคลืน่ เดอบรอยล์
คือมีขนาดเท่ากับเส้นผ่าศูนย์กลางของนิวเคลียส คือประมาณ 14 × 10-6 nm
เช่น นิวเคลียสหนักของตะกั่ว
จงหาพลังงานจลน์ที่เราควรใช้ถ้าการเลีย้ วเบนของอนุภาคเป็น (ก)
อิเล็กตรอน (ข) นิวตรอน
(ข) กรณีการเลี้ยวเบนของนิวตรอน
mass engergy ของนิวตรอน 938.3 MeV
K

 88.57 

2

  938.3  938.3
2

 4.17MeV

42

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful

Master Your Semester with Scribd & The New York Times

Special offer for students: Only $4.99/month.

Master Your Semester with a Special Offer from Scribd & The New York Times

Cancel anytime.