You are on page 1of 14

กฎหมายอาญา

(1)
ลักษณะของกฎหมายอาญา
 เป็นพื้นฐานของการลงโทษผูก
้ ระทำาความ
ผิดทางอาญา
 เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพ

ที่รัฐเข้ามาคุ้มครอง
 เน้นมาตรา 59
โทษทางอาญา
แบ่งเป็น 5 ระดับ ดังนี้
 ประหารชีวิต

 จำาคุก

 กักขัง

 ปรับ

 ริบทรัพย์สิน
หลักกฎหมายอาญา

“ไม่มีกฎหมาย ไม่มีความผิด”
การกระทำาผิดอาญา
 แบ่งเป็น 2 ประเภท
1. ความผิดประเภทยอมความได้
คือความผิดส่วนตัว เช่น การทำาให้เสียทรัพย์
2. ความผิดประเภทยอมความไม่ได้
คือความผิดต่อรัฐ เช่น การฆ่าคนตาย การทำาร้ายร่างกาย
การลักทรัพย์ การชิงทรัพย์ การปล้นทรัพย์ เป็นต้น
มาตรา 227  ให้ศาลใช้
ศาลใช้ดุลพินิจวินจิ ฉัยชัง่ นำ้าหนักพย
านหลักฐานทั้งปวง
อย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำาผิดจริงแ
ละจำาเลยเป็นผู้กระทำาความผิดนั้น

เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำาเลยได้กระทำาผิดหรือไม่ ใ
ห้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำาเลย

มาตรา 288  ผู้ใดฆ่าผู้อนื่ ต้องระวางโทษประหารชี
วิต จำาคุกตลอดชีวิต หรือจำาคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยีส่ ิบปี
หลักการยื่นพยานมี 2 แบบ
 ประจักษ์พยาน คือ ผู้ทเี่ ห็นการกระทำาความผิดนั้น
ซึ่งถือว่าเป็นพยานที่มีนำ้าหนักความน่าเชื่อถือมากที่สุด
 วัตถุพยาน เช่น มีด ปืน เส้นผม

พยานแวดล้อม หรือ พฤติเหตุแวดล้อม


เป็นผู้ที่เห็นหรืออยู่ในเหตุการณ์ในช่วงเวลาที่มีการกระทำาความผิ
ดเกิดขึ้น แต่ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ที่กระทำาความผิดนั้น
กรณีที่คดีนั้น ไม่มีประจักษ์พยาน
ศาลอาจพิจารณาพยานแวดล้อมที่น่าเชื่อถือ
และลงโทษผูท้ ี่กระทำาความผิดได้
ตัวอย่างการใช้พยานแวดล้อมหรือพฤติเหตุแ
วดล้อมช่วยในการพิจารณาคดี
 คดีของคุณหมอผัสพร

 คดีของผูพ
้ ันตึ๋ง
ตัวอย่างลักษณะการกระทำาความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้
องกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์
 การลักทรัพย์ - ผูใ้ ดเอาทรัพย์ของผู้อื่นไป หรือ
ผูอ้ ื่นเป็นเจ้าของร่วมอยู่ด้วย ไปโดยเจตนา
ทุจริต
 การวิ่งราวทรัพย์ - มีอาการฉกฉวยเอาไปซึ่งหน้า

 การชิงทรัพย์ - เอาทรัพย์ไปโดยการใช้กำาลัง

 การปล้นทรัพย์ - มีผก ู้ ระทำาความผิดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป


มาตรา 59
บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำาโดยเจตนา
เว้นแต่จะได้กระทำาโดยประมาท
ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำาโดยประมาท
หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแ
ม้ได้กระทำาโดยไม่มีเจตนา
กระทำาโดยเจตนา
ได้แก่กระทำาโดยรู้สำานึกในการที่กระทำาและในขณะเดียวกันผูก้ ร
ะทำาประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำานั้น
มาตรา 59 (ต่อ)

ถ้าผู้กระทำามิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด
จะถือว่าผู้กระทำาประสงค์ต่อผล
หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำานั้นมิได้
กระทำาโดยประมาท ได้แก่กระทำาความผิดมิใช่โดยเจตนา
แต่กระทำาโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้
นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์
และผูก้ ระทำาอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านัน้ ได้
แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่
การกระทำา
ให้หมายความรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้นโดยงดเว้นก
หลักการพิจารณาคดีทางอาญา
- ต้องพิจารณา 2 องค์ประกอบหลักดังนี้

องค์ประกอบภายนอก

องค์ประกอบภายใน
ขัน้ ตอนของกฎหมายทีจ่ ะเอาผิดแบ่งได้เป็น 3 กรณี
 ขั้นตระเตรียม ซึ่งการตระเตรียมที่ถือว่ามีความผิดมีอยู่ 3
กรณี ดังนี้
- เตรียมวางเพลิงเผาทรัพย์
- เตรียมการเป็นกบฏ
- เตรียมลอบปวงพระชนม์และพระบรมวงศานุวงศ์
 ขั้นพยายาม คือ
การกระทำาความผิดไม่ตลอดหรือไม่บรรลุผล
 ขั้นกระทำาความผิดสำาเร็จ
ประเภทของผู้กระทำาความผิด
 แบ่งออกเป็น 3 ประเภท
- ตัวการ (มาตรา 83)
- ผูใ้ ช้ (มาตรา 84)
- ผูส้ นับสนุน (มาตรา 86)