อันเนื่องมาแต่วิทยานิพนธ์สนทนา นิติ-รัฐศาสตร์ : อัคคัญญสูตร, บริ บทกับการอ้ างอิงนอกบริ บท, การวิพากษ์วฒ

ั นธรรมต่างแบบ, และกลไกในการแซงค์ชนั่
%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%
ในงาน “วิทยานิพนธ์สนทนา นิติ-รัฐศาสตร์” ที่มธ.ท่าพระจันทร์ ศุกร์ ที่ ๑๕ มี.ค. ที่ผ่านมา ผู้วิจารณ์บทความ
"อุดมการณ์ราชาชาตินิยมกับกระบวนการแปลงเจตจานงมหาชนให้ กลายเป็ นเจตจานงแห่งราชา" ของอาจารย์ ปฤณ เทพนริ นทร์ คนที่สอง ได้ แก่ อาจารย์ ดร. ฐาปนันท์
นิพิฏฐกุล คาวิจารณ์ของอาจารย์ฐาปนันท์ซงึ่ อิงกับข้ อความในอัคคัญญสูตร อันเป็ นตาราสาคัญทางพุทธศาสนาที่มกั ถูกนามาอ้ างใช้ อธิบายให้ ความชอบธรรมกับ
“ประชาธิปไตยแบบไทย” (เช่น บทความของอ.จานงค์ ทองประเสริ ฐ ราชบัณฑิต) ได้ นาไปสูข่ ้ อถกเถียงที่น่าสนใจหลายประการ ผมขอหยิบบางประเด็นมาสนทนาต่อดังนี ้:
-อาจารย์ฐาปนันท์ (ซึง่ เอาจริ งและเชี่ยวชาญตาราพุทธศาสนาอัคคัญญสูตรจากการศึกษาค้ นคว้ าเรื่ องนี ้สมัยเรี ยนปริ ญญาเอกที่ฝรั่งเศส)
เกริ่ นว่าอาจารย์ของท่านที่ฝรั่งเศสเน้ นย ้าว่าในการศึกษาเอกสารโบราณเช่นคัมภีร์อคั คัญญสูตรนันต้
้ องอ่านให้ ละเอียดถี่ถ้วนรอบคอบรัด กุมถ่องแท้
และระมัดระวังการหยิบอ้ างมาใช้ แบบฉาบฉวยโดยตัดตอนและนอกบริ บท ท่านเห็นว่า
การฉวยใช้ อคั คัญญสูตรมาให้ ความชอบธรรมกับประชาธิปไตยแบบไทยเข้ าข่ายลักษณะนี ้ คือตัดตอนและนอกบริ บท
โดยยกตัวอย่างข้ อความในอัคคัญญสูตรตอนกาเนิดวรรณะกษัตริ ย์หรื อนัยหนึ่งการก่อตังผู
้ ้ นาผู้ปกครอง/สังคมการเมืองขึ ้นในหมูผ่ ้ คู นว่าในด้ านหนึ่งมีการตกลงกันว่าจะยก
คน ๆ หนึ่งซึง่ มีคณ
ุ สมบัติเหมาะสมขึ ้นเป็ นใหญ่ ให้ มีอานาจดูแลปกครองอานวยความยุติธรรมและสุขสงบแก่คนหมูม่ าก แต่ในทางกลับกัน
ข้ อตกลงนันก็
้ มีลกั ษณะแลกเปลี่ยนตอบแทนและก่อเป็ นพันธะผูกมัดต่อผู้มีอานาจด้ วย ดังข้ อความในอัคคัญญสูตรที่วา่
“.....ส่วนพวกข้ าพเจ้ าจักแบ่งส่วนข้ าวสาลีให้ แก่พอ่ ” นัน่ หมายความว่าหากกษัตริ ย์ผ้ ปู กครองหรื อพ่อไม่ทาตามข้ อตกลงที่มอบหมายกันไว้ ประชาราษฎรก็อาจเพิกถอน
“ข้ าวสาลี” ที่เป็ นสิ่งแลกเปลี่ยนตอบแทนได้ เช่นกัน ทว่าบรรดาปั ญญาชนนิยมเจ้ าที่อ้างอัคคัญญสูตรมาสนับสนุนหลักคิดประชาธิปไตยแบบไทย
กลับตัดตอนละทิ ้งตัวบทอันเป็ นเงื่อนไขแลกเปลี่ยนส่วนหลังนี ้ทิ ้งเสีย ไม่ไปเอ่ยถึงเสมอ ทาให้ หลงเข้ าใจความสัมพันธ์นี ้แบบผิดพลาดไขว้ เขวด้ านเดียวไป
-ผมขอดึงความสนใจไปยังหลักคิดเบื ้องหลังคาวิจารณ์ของอาจารย์ฐาปนันท์สกั เล็กน้ อย การที่ อ.ฐาปนันท์เน้ นความสาคัญของ “บริ บท” ในการอ่านตัวบทหนึ่ง ๆ นัน้
อาจมีได้ ทงความหมายแคบและกว้
ั้
าง คาว่า “บริ บท” (contexte) ในภาษาฝรั่งเศสแปลในความหมายแคบได้ วา่ :
๑) ความหมายแคบของ “บริ บท”
-ตัวบทโดยรวมซึง่ เชื ้อมูลของคากล่าวหนึ่งตังอยู
้ ภ่ ายในตัวบทนันและดึ

งความหมายของมันมาจากตัวบทโดยรวมนัน้
-Ensemble du texte à l'intérieur duquel se situe un élément d'un énoncé et dont il tire sa signification.
-บรรดาเชื ้อมูลทางภาษา (...ฯลฯ) ที่มาก่อนและ/หรื อตามหลังหน่วยทางภาษาศาสตร์ ภายในคากล่าวหนึ่ง ๆ (ดังนันค
้ าว่าเหงือกในทางทัน ตแพทยศาสตร์ จึงเรี ยกว่า
“บริ ทนต์” หรื อนัยหนึ่งสิ่งซึง่ มาก่อนและตามหลังหรื อแวดล้ อมฟั น)
-Ensemble des éléments (phonème, morphème, phrase, etc.) qui précèdent et/ou suivent une unité linguistique à l'intérieur d'un énoncé.
(http://www.larousse.com/en/dictionnaires/francais/contexte)
๒) ความหมายกว้ างของ “บริ บท”
ขณะที่ contexte ในความหมายกว้ าง (ที่ในทางสังคมศาสตร์ มกั คุ้นเคยกัน) หมายถึง:
-เหล่าเงื่อนไขทังทางธรรมชาติ

, สังคม, วัฒนธรรมโดยรวมที่ซงึ่ คากล่าวหรื อวาทกรรมหนึ่ง ๆ ตังอยู
้ ภ่ ายในนัน้
-Ensemble des conditions naturelles, sociales, culturelles dans lesquelles se situe un énoncé, un discours.
-เหล่าสภาพการณ์โดยรวมที่ซงึ่ เหตุการณ์หนึ่ง ๆ เกิดขึ ้น/หรื อการกระทาหนึ่ง ๆ ตังอยู
้ ภ่ ายในนัน้ ตัวอย่างเช่น เอาข้ อเท็จจริ งไปวางไว้ ในบริบททางประวัติศาสตร์ ของมัน
เป็ นต้ น
-Ensemble des circonstances dans lesquelles se produit un événement, se situe une action : Replacer un fait dans son contexte historique.
http://www.larousse.com/en/dictionnaires/francais/contexte)
จะเห็นได้ วา่ คาวิจารณ์ของอ.ฐาปนันท์วา่ การอ้ างอัคคัญญสูตรไปอธิบายให้ ความชอบธรรมกับประชาธิปไตยแบบไทยโดยปั ญญาชนนิยมเจ้ าของไทย
เป็ นการอ้ างแบบตัดตอนและนอกบริ บท นัน้ อ.ฐาปนันท์กาลังใช้ คาว่า “บริ บท” ในความหมายแคบแบบที่ ๑, ไม่ใช่ในแบบที่ ๒
ซึง่ อ.ฐาปนันท์ไม่ได้ กล่าวถึงเงื่อนไขหรื อสภาพการณ์ของตัวบท “อัคคัญญสูตร” ที่เกิดขึ ้นในพุทธกาลแต่อย่างใด
อ.ฐาปนันท์ดเู หมือนจะมองการอ้ างอิงนอกบริบท (decontextualized quotation) ในเชิงลบ
ว่าอาจทาให้ เข้ าใจนัยความหมายของตัวบทอย่างผิดเพี ้ยนเบี่ยงเบนและง่ายต่อการถูกเอาไปฉวยใช้ ทางการเมือง ความข้ อนี ้ผมเห็นด้ วยกึ่งหนึ่ ง

วรเจตน์ตงข้ ั ้ อสังเกตตบท้ ายเล็กน้ อยว่าสาหรับท่านปั ญหาของการอ้ างอัคคัญญสูตรมาอธิ บายให้ ความชอบธรรมกับประชาธิปไตยแบบไทยในเชิงสัญญาประชาคมแบบส มบูรณาญาสิทธิ์ของ Thomas Hobbes คือมันไม่มีกลไกลงโทษเอาผิดหากแม้ นมีการละเมิดข้ อตกลงโดยองค์อธิปัตย์ ต่อให้ เขียนเรื่ อง “ข้ าวสาลี” ในเชิงแลกเปลี่ยนตอบแทนให้ อ้างมาวิพากษ์ได้ อย่างไรก็ตาม เพราะในที่สดุ หากไม่มีกลไกกระบวนการระบุไว้ ให้ ทาได้ จริ งแล้ ว ก็จะไม่เกิดการเอาผิดลงโทษฐานละเมิดข้ อตกลงใด ๆ ขึ ้นได้ ต่างจากสัญญาประชาคมเสรี นิยมแบบของ John Locke เป็ นต้ น ผมอยากเติมเพียงเล็กน้ อยว่าในฐานะผู้อ่าน “Second Treatise of Government” (1689) ของ John Locke คนหนึ่งสมัยเรี ยนปรัชญาการเมืองที่เมืองนอก ผมพบว่ามันก็คลุมเครื อกากวมในเรื่ องกลไกและกระบวนการแซงค์ชนั่ พอ ๆ กันนัน่ แหละครับ ไม่ได้ ชดั เจนไปกว่ากันเท่าไหร่เลย กล่าวคือใน Chapter XIV: Of Prerogative. Locke ระบุวา่ หากเกิดกรณีขดั แย้ งในการใช้ พระราชอานาจ (Prerogative) ระหว่างฝ่ ายบริ หารกับฝ่ ายนิติบญ ั ญัติก็ดี.ฐาปนันท์มงุ่ ใช้ เนื ้อหาในตัวบทอัคคัญญสูตรนันเองวิ ้ จารณ์การใช้ มนั มาอธิบายให้ ความชอบธรรมกับประชาธิปไตยแบบไทยว่าบกพร่องขาดตอนมี จดุ อ่อนช่องโหว่ทางตรร กะอย่างไร หรื อนัยหนึ่ง “immanent critique” หรื อวิจารณ์จากภายใน ขณะที่ผ้ เู ข้ าร่วมสัมมนาเสื ้อเขียวมุง่ วิจารณ์อคั คัญญสูตรที่ถกู เอามาใช้ สนับสนุนประชาธิปไตยแบบไทยอย่างเบ็ดเสร็ จ “transcendent critique” หรื อวิจารณ์จากภายนอก คือมีท่าทีวิพากษ์วิจารณ์ทงคู ั ้ ่ แต่ต่างลักษณะต่างมุมและต่างเป้าหมายกัน เกี่ยวกับเรื่ องนี ้ Theodor Adorno นักปรัชญาทฤษฎีวิพากษ์และสานักแฟรงค์เฟิ ร์ตได้ เขียนไว้ ในบทความ “The Actuality of Philosophy” (1931) จาแนกให้ เห็นว่า transcendent critique หรื อการวิพากษ์แบบข้ ามพ้ นนันเริ ้ ่ มจากการกาหนดวางหลักการของตนเองขึ ้นไว้ แล้ วใช้ มนั ไปวิจารณ์ทฤษฎีหนึ่ง ๆ จากภายนอก ขณะที่ immanent critique หรื อการวิพากษ์จากเนื ้อใน จะใช้ ความขัดแย้ งปี นเกลียวขบกันไม่ลงรอยภายในทฤษฎีหนึ่ง ๆ นันมาวิ ้ จารณ์มนั ในเกณฑ์ของทฤษฎีนนั ้ ๆ เอง อ.ฐาปนันท์กบั ผู้เข้ าร่วมสัมมนาเสื ้อเขียวคือ: อ.แต่อีกกึ่งหนึ่งที่เห็นต่างหรื อเพิ่มเติมจากอ.. .ฐาปนันท์ออกไปคือ เพราะเหตุนนเอง ั ้ การอ้ างอิงนอกบริ บท จึงเป็ นอุบาย (อาจจะเป็ นกุศโลบายหรื อเพทุบายก็ได้ ) ในการดึงเอาเชื ้อมูลทางวัฒนธรรมแต่เก่าก่อนมาฉวยใช้ ทางการเมืองเพื่อภารกิจปลดปล่อยมวลมนุษยชาติที่ก้าวหน้ าได้ เหมือนกัน ไม่จาต้ องถูกดึงมาฉวยใช้ เพื่อภารกิจอนุรักษนิยมหรื อปฏิกิริยาล้ าหลังอย่างเดียว ดังนี ้เอง Bertolt Brecht จึงใช้ วิธีนาเสนอแบบ montage (ตัดต่อภาพ/หนังเอามาวางเปรี ยบตัดกันให้ เกิดภาพเปรี ยบเทียบปลุกกระตุ้นความนึกคิดและสะเทือนใจ) ในภาพยนตร์ ของเขา และ Walter Benjamin ก็ได้ ใช้ กลวิธี/อุบายเดียวกันในงานวรรณกรรมวิจารณ์และศึกษาของเขา ด้ วยการอ้ างอิงข้ อความนอกบริ บทมากระตุกกระตุ้นให้ คนอ่านเกิดได้ คิด เปิ ดเผยแง่มมุ ความจริ งบางด้ านออกมาอย่างที่อาจอยูน่ อกเหนือเจตนาของผู้พดู ผู้เขียนต้ นฉบับก็เป็ นได้ ดังที่เขาสรุปไว้ อย่างกระชับคมชั ดว่า: “Quotations in my work are like wayside robbers who leap out armed and relieve the stroller of his conviction.ฐาปนันท์ชี ้ แต่โดยรวม เมื่ออ่านอัคคัญญสูตรทังบทหมดแล้ ้ ว เนื ้อหาข้ อใหญ่ใจความของอัคคัญญสูตรก็เอื ้อเฟื อ้ รองรับให้ ความชอบธรรมแก่อานาจกษัตริ ย์ อยูด่ ี เขาจึงไม่เห็นด้ วยกับการตีความอัคคัญญสูตรแบบอ. หรื อระหว่างฝ่ ายบริหารกับประชาชนก็ดี ย่อมสุดวิสยั จะหาตุลาการใดบนพื ้นพิภพนี ้มาตัดสินวินิจฉัยได้ ประชาชนมีทางเดียวคือ “Appeal to Heaven” (อุทธรณ์ต่อสวรรค์) ซึง่ แปลว่าอะไร? มีกลไกกระบวนการอย่างไรก็ไม่แจ้ งชัด? ในบทต่อ ๆ มาโดยเฉพาะ Chapter XVIII: Of Tyranny และ Chapter XIX: Of the Dissolution of Government ได้ ระบุเงื่อนไขการล่วงละเมิดสัญญาประชาคมของผู้กมุ อานาจรัฐบาลไว้ ชดั เจนละเอียดพิสดารขึ ้นว่ามีอะไรที่ห้ามทาบ้ าง เช่น การเปลี่ยนแปลงฝ่ ายนิติบญ ั ญัติโดยพลการ.ฐาปนันท์เพื่อแย้ งหลักประชาธิปไตยแบบไทย เพราะมันออกจะจับมาบางตอนแบบเฉพาะส่วน ขณะที่สว่ นทังหมดของอั ้ คคัญญสูตรไปในทิศทางกษัตริ ย์นิยมและดังนันจึ ้ งควรจะถูกปฏิเสธแบบเบ็ดเสร็ จ ไม่น่าจะใช้ ประโยชน์อนั ใดได้ เลย -ข้ อแลกเปลี่ยนวิจารณ์ในประเด็นนี ้ค้ างเติ่งอยูแ่ ค่นี ้ ที่สมั มนาเดินไปประเด็นอื่นต่อ ซึง่ ก็น่าเห็นใจเพราะเป็ นประเด็นที่ละเอียดพิ สดารและยุง่ ยากหน่อย ผมคิดว่าความต่างของการอ่านตีความและใช้ อคั คัญญสูตรในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ต่อ “ประชาธิปไตยแบบไทย” ของอ.: การเมืองวัฒนธรรมของนักศึกษาและปั ญญาชนก่อน ๑๔ ตุลา. หัวข้ อสุดท้ าย “ศิลปะและการเมืองของการอ้ างอิงนอกบริ บท” -หลังจากอ..ฐาปนันท์ กล่าวคือถึงแม้ อคั คัญญสูตรจะถูกปั ญญาชนนิยมเจ้ าอ้ างมาไม่ครบถ้ วนกระบวนความในการใช้ มาอธิบายให้ ความชอบธรรมกับประชาธิปไตยแบบไทยดังที่อ.ฐาปนันท์วิจารณ์จบแล้ วได้ มีผ้ เู ข้ าร่วมสัมมนาท่านหนึ่ง (ไม่ระบุชื่อ เสื ้อสีเขียวลายทางขาว) ได้ วิจารณ์ต่อว่าเขาไม่เห็นด้ วยกับการตีความอัคคัญญสูตรของอ. 1928) หรื อในกรณีไทย การอ้ างอิงนอกบริ บทก็เป็ นกลเม็ดเด็ดพรายที่นกั ศึกษาปั ญญาชนก่อน ๑๔ ตุลาฯ ๒๕๑๖ ใช้ กนั แพร่หลายไม่น้อยเพื่อปลุกความตื่นตัวของมวลชนภายใต้ เผด็จการทหาร ดังที่อ. “One-Way Street”.” “การอ้ างอิงในงานของผมก็เหมือนโจรข้ างทางที่ติดอาวุธโดดออกมาปลดเปลื ้องความปั กใจเชื่อไปจากคนเดินเล่นตามทาง” (Benjamin.ประจักษ์ ก้ องกีรติศึกษาไว้ ใน และแล้ วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ.

หรื อไม่ดาเนินให้ บรรลุตามเป้าหมายของการปกครองด้ วย แต่พอถึงเรื่ องกลไกกระบวนการแซงค์ชนั่ ว่าจะให้ ประชาชน “อุทธรณ์ต่อสวรรค์” อย่างไร? มันก็ไม่ชดั อีกนัน่ แหละครับ แค่บอกว่า “ประชาชนจะเป็ นตุลาการ” เอง เท่านัน้ ฉะนันถ้ ้ าจะติอคั คัญญสูตรเรื่ องนี ้ โดยเทียบกับสัญญาประชาคมเสรี นิยมของ Locke ผมเกรงว่าก็คงไม่ได้ ชดั กว่ากันเท่าไหร่ในเรื่ องกลไกหรื อกระบวนการแซงค์ชนั่ .ฝ่ ายนิติบญ ั ญัติหรื อฝ่ ายบริ หารทาการตรงข้ ามกับความไว้ วางใจของประชาชน ซึง่ รวมถึงไม่รักษารูปแบบการปกครองที่ตกลงกันไว้ .

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful