โครงการฝึ กอบรมผู้นาชุมชนเพื่อการเปลี่ยนแปลง

หลักการและเหตุผล
รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2540 ได้ กาหนดสาระสาคัญให้ ประชาชนได้ มีส่วนร่วมในทางการเมือง ทุก
ระดับ และยังได้ ขยายการรับรองสิทธิขนพื
ั ้ น้ ฐาน (Basic Rights or Fundamental Rights) สิทธิในการแสดง
ความคิดเห็น โดยการพูด การเขียน และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่นๆ และนอกจากให้ ความสาคัญในสิทธิของ
พลเมืองแล้ วยังขยายแนวความคิดที่เคารพความแตกต่าง (Difference) และความหลากหลาย(Diversity) ใน
มิติตา่ งๆ ของผู้คนในสังคม ด้ วย
สถานการณ์ความรุนแรงของประเทศไทยที่ผา่ นมาวิกฤตที่สดุ เท่าที่เคยมีอนั เนื่องมาจากความล้ มเหลว
ของการแก้ ปัญหาและการที่มีนกั การเมืองบางส่วนขาดสานึกต่อการทาหน้ าที่การมีผลประโยชน์ทับซ้ อนและ
เห็นแก่ประโยชน์ของพวกพ้ องสังคมแตกแยกประชาชนมีความคิด ความเห็นและความเชื่อที่แตกต่างจนก่อให้
เกิดความแตกแยกในทุกส่วนของสังคม การได้ มาของนักการเมืองที่เกิดจากการซือ้ สิทธิ์ -ขายเสียงที่ไม่มีสานึก
ของความเป็ นตัวแทนของประชาชน และประชาชนเองก็ตกอยู่ในภาวะของการเลือกใครก็ ได้ ที่ สามารถให้
ประโยชน์เฉพาะหน้ าได้ โดยไม่คานึงถึงความเสียหายที่ตามมา ประชาชน ขาดอานาจการคิดวิเคราะห์ และการ
เข้ าไปถ่วงดุล จึงเป็ นวงจรที่ก่อให้ เกิดปั ญหาที่ไม่สิ ้นสุดในสังคมไทย
ในแง่ของความพยายามที่จะแก้ ปัญหาดังกล่าวแม้ วา่ จะได้ มีความพยายามปฏิรูปการเมือง หลายครัง้
แต่เมื่อดาเนินการแล้ วก็อยู่ได้ ไม่นานพอที่จะเห็นผลพวงของประชาธิปไตยที่พึงปรารถนา แม้ จะมี กระบวนการ
ประชาธิ ปไตยแต่ก็มีลกั ษณะที่ล้มลุกคลุกคลานจนน ามาซึ่งความไม่ไว้ วางใจและความขัดแย้ งของผู้คน ใน
สังคมมาอย่างต่อเนื่องและถึงขันวิ
้ กฤตจนเกิ ด การแตกแยกของคนในสังคม การได้ มาของตัวแทนประชาชน
ส่วนหนึ่งเกิดจากกระบวนการเลือกตังที
้ ่ไม่บริสทุ ธิ์ยตุ ิธรรม กติกาไม่เป็ นที่ยอมรับและนามาสู่การไม่ยอมรับกัน
ของพรรคการเมืองที่ประชาชนเลือกเข้ ามา
ภายใต้ รัฐธรรมนูญปี 2550 สังคมไทยต้ องเผชิญกับความแตกแยกรุนแรง จนยากที่จะสมานฉันท์กนั ได้
การแก้ ปัญหารากเง้ าจึงต้ องให้ ความสาคัญกับการส่งเสริมให้ ประชาชนมีอานาจในการคิดวิเคราะห์บนพืน้ ฐาน

ของข้ อมูลข่าวสารที่เป็ นจริงเพื่อนาไปสูก่ ารมีอานาจในการถ่วงดุลยทางสังคม การกาหนดบทบาทในการมีส่วน
ร่วมในกระบวนการปกครองระบอบประชาธิปไตยในลักษณะของการถ่วงดุลกับตัวแทนที่ประชาชนเลือกควบคู่
ไปกับการปฏิรูปในเชิงโครงสร้ างน่าจะเป็ นแนวทางหนึ่งที่จะทาให้ เกิดการปฏิรูปในทางการเมือง
ปั จจัยที่เอื ้อต่อพัฒนาการการเข้ ามามีสว่ นร่วมในการแก้ ปัญหาและพัฒนาสังคม ตลอดจนการเข้ ามามี
ส่วนร่วมในทางการเมืองและการปกครองของประเทศนัน้ การศึกษาและเข้ าใจสถานการณ์ที่เป็ นจริ งในสังคม
ของประชาชน การรับรู้ ข้ อมูลข่าวสาร การศึก ษาวิเ คราะห์ ก ารเชื่ อมโยง ปั ญ หา อย่างเป็ นเหตุเ ป็ นผลของ
ประชาชนเป็ นปั จจัยสาคัญที่ทาให้ ประชาชนรู้เท่าทันเหตุการณ์และมีผลต่อการตัดสินใจและกาหนดบทบาท
ของตนเองได้ อย่างเหมาะสมไม่ตกเป็ นเครื่องมือของกลุม่ การเมืองหรือกลุม่ ผลประโยชน์อื่น

การเสริมสร้ าง

ให้ ประชาชนมีหลักคิด และมีเครื่ องมือในการวิเคราะห์ปัญหาของสังคมอย่างรอบด้ านและอยู่บนข้ อมูลที่เป็ น
จริงจะก่อให้ เกิดพัฒนาการในการร่วมกาหนอความเป็ นไปของสังคมด้ วย และหากประชาชนมีความศักยภาพ
ในเรื่องดังกล่าวแล้ วจะส่งผลให้ เกิดการติดตาม ตรวจสอบกลุม่ การเมืองต่างๆอย่างจริงจังและเท่าทันและก่อให้
เกิดการตรวจสอบกระบวนการทางการเมืองทัง้ ระบบ อันจะส่งผลต่อระบบการเมืองที่มีประสิท ธิภาพ เป็ น
ประโยชน์ตอ่ การบริหารประเทศและประชาชนส่วนรวมต่อไป
ดังนัน้ การที่จ ะสามารถร่วมกัน ขับ เคลื่อนให้ สถานการณ์ ของประเทศผ่านจุดวิกฤตนีไ้ ปได้ นอกจาก
องค์กรทังภาครั

ฐและภาคเอกชนที่เกี่ ยวข้ องแล้ วประชาชนในประเทศก็ต้องทุ่มเทเข้ ามามีส่วนร่วมในการทา
หน้ าที่ที่เหมาะสมร่วมกับองค์กรภาคีต่างๆในสังคมอย่างจริ งจังและต่อเนื่องจึงจะนาพาประเทศและสังคมสู่
ความสงบสุขและผ่านพ้ นวิกฤตไปได้
เป้าหมาย
สร้ างแกนนาที่มีศกั ยภาพและความคิดจิตสานึกในการมีส่วนร่วมรับ ผิดชอบต่อปั ญหาของชุมชนและ
สังคม

วัตถุประสงค์
1. เพื่อเสริมสร้ างกระบวนการเรี ยนรู้ แลกเปลี่ยนข้ อมูลข่าวสารแก่ผ้ นู าเพื่อเป็ นฐานในการคิดวิเคราะห์
สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ของประเทศ
2. เพื่อพัฒนาศักยภาพในด้ านการคิดวิเคราะห์ปัญหาของสังคมแก่ผ้ นู าที่มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลง
ชุมชนและสังคม
3. เพื่อสนับสนุนให้ เกิดเครื อข่ายของประชาชนระหว่างในเมือง และในชนบทร่วมมือกันในการติดตาม
ตรวจสอบ นโยบายของรัฐที่สง่ ผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชน

เนือ้ หา
1.โครงสร้ างสังคมไทย

รายละเอียด
-ชนชันในสั
้ งคมไทย

เวลา
3 ชม.

-ลักษณะสาคัญของสังคมไทย
-ปั ญหาสาคัญทางสังคมที่ต้องแก้ ไข
2.ดุลอานาจทางสังคม

-ทหาร

3 ชม.

-กลุม่ ทุน
-กลุม่ สื่อ
-ภาคประชาชน
-ฯลฯ
3.พัฒ นาการพรรคการเมื อ งใน -พรรคประชาธิปัตย์
ไทย

-พรรคชาติไทย
-พรรคกิจสังคม
-พรรคชาติพฒ
ั นา
-พรรคเพื่อไทย

3 ชม.

4.พัฒนาการทุนนิยมโลก-ไทย

-ทุนนิยมโลก

3 ชม.

-กาเนิดทุนนิยมในประเทศไทย
-ทุนนิยมข้ ามชาติ
5.เครื่องมือในการวิเคราะห์สงั คม -หลักในการวิเคราะห์สงั คม

3 ชม.

-ข้ อมูลที่จาเป็ นในการวิเคราะห์
-เครื่ องมื อ ที่ เหมาะสมในการวิ เ คราะห์
สังคมไทย
6.สถานการณ์สงั คมไทย:นโยบาย -นโยบายประชานิยมปั จจุบันและแนวโน้ มใน
ประชานิยม

อนาคต

7..สรุปเนื ้อหาการฝึ กอบรม

-สรุปสาระสาคัญของเนือ้ หาในแต่ละหัวข้ อที่
วิทยากรนาเสนอ
-จัดทาสรุปผลการฝึ กอบรม

กลุ่มเป้าหมาย
1. ผู้นาชุมชนในเมือง และในชนบท 45 คน
2. องค์กรพัฒนาเอกชน 15 คน
ระยะเวลาในการฝึ กอบรม
ระหว่างวันที่ 20 - 22 ธันวาคม พ.ศ.2554
สถานที่ในการฝึ กอบรม
1. คณะพัฒนาสังคมและสิง่ แวดล้ อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
2. โรงแรมอันดา กรุงเทพมหานคร

3 ชม.
2 ชม.

องค์ กรที่รับผิดชอบและดาเนินการ

1. คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้ อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
2. มูลนิธิสถาบันวิจยั และปฏิบตั ิการสังคม
3. สมาคมเพื่อการพัฒนาสิทธิมนุษยชนและสิทธิผ้ หู ญิง
งบประมาณ
1. มูลนิธิสถาบันวิจยั และปฏิบตั ิการสังคม
2. สมาคมเพื่อการพัฒนาสิทธิมนุษยชนและสิทธิผ้ หู ญิง
ผลที่คาดว่ าจะได้ รับ
1. เกิ ด กระบวนการเรี ย นรู้ แลกเปลี่ย นข้ อ มูลข่าวสารแก่ ผ้ นู าเพื่ อ ใช้ เ ป็ นฐานในการคิดวิ เ คราะห์
สถานการณ์ด้าน เศรษฐกิจ สังคม การเมือง ของประเทศอันจะนาไปสูก่ ารเท่าทันสถานการณ์
2. ผู้นาได้ รับการพัฒนาศักยภาพในด้ านการคิดวิเคราะห์ปัญหาของสังคมและจะนามาซึ่งการเข้ าไปมี
บทบาทในการเปลี่ยนแปลงชุมชนและสังคม
3. เกิดกลไกในลักษณะของเครื อข่ายของประชาชนระหว่างในเมือง และในชนบทร่วมมือกันในการ
ติดตามตรวจสอบ นโยบายของรัฐที่สง่ ผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชน

กาหนดการ
วันที่1 (อังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2554)
08.00-08.30 น.

ลงทะเบียน/รับอาหารว่าง

08.30-09.00 น.

เปิ ดการฝึ กอบรม โดย นางชลิดา ทาเจริญศักดิ์ นายกสมาคมเพื่อการพัฒนา
สิทธิมนุษยชนและสิทธิผ้ หู ญิง

09.30-12.00 น.

ดุลอานาจทางสังคม โดย รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้ อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

12.00-13.00 น.

รับประทานอาหาร

13.30-16.00 น.

เครื่องมือในการวิเคราะห์สังคม โดย อาจารย์ปฐมฤกษ์ เกตุทตั
คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
(อาหารว่างรับประทานในห้ องประชุม)

16.00-16.30 น.
16.30-19.30

รับประทานอาหารว่าง
วิเคราะห์ สถานการณการเมือง-สังคมไทย
โดย คุณก่ อเขตต์ จันทเลิศลักษณ์ ผู้ช่วยผู้อานวยการสานักข่าว สถานีโทรทัศน์
ไทยพีบีเอส
รศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
คุณสมชาย หอมละออ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้ นหาความจริง

19.00-19.30 น.

รับประทานอาหารเย็น

19.30-20.30 น.

สันทนาการ สร้ างความสัมพันธ์ ณ ห้ องประชุมชัน้ 3 โรงแรมอันดา

วันที่ 2 (พุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2554)
07.30-08.00 น.

รับประทานอาหารเช้ า

08.00-09.00 น.

เดินทางจากที่พกั ถึง นิด้า (รับประทานอาหารว่างที่ โรงแรมอันดา)

09.00-12.00 น.

โครงสร้ างสังคมไทย โดย รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

12.00-13.00 น.

รับประทานอาหาร

13.00-16.00 น.

พัฒนาการทุนนิยมโลก-ไทย โดย รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์
วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต

16.00-17.00 น.

เดินทางกลับที่พกั (โรงแรมอันดา )

17.00-18.00 น.

รับประทานอาหาร

18.00-21.00 น.

พัฒนาการพรรคการเมืองในไทย โดยผศ.ทวี สุรฤทธิกุล
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (ห้ องประชุมชัน้ 3โรงแรมอันดา)

วันที่ 3 (พฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ.2554 )
07.30-08.00 น.

รับประทานอาหารเช้ า

08.00-09.00 น.

เดินทางจากที่พกั ถึง นิด้า (รับประทานอาหารว่างที่ โรงแรม)

09.00-12.00 น.

สถานการณ์ สังคมไทย:นโยบายประชานิยม โดย อาจารย์ ววิ ัฒน์ ศัลยกาธร
ประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง

12.00-13.00 น.

รับประทานอาหาร

13.00-15.00 น.

สรุปเนื ้อหาการฝึ กอบรม

15.00- 16.00 น.

มอบใบประกาศและปิ ดการฝึ กอบรม โดย ดร.พิชาย รั ต นดิล ก ณ ภูเ ก็ ต
คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้ อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

รายละเอียดผู้เข้ าร่ วมอบรม
 รวม ๖๕ คน

เป็ นผู้หญิงจานวน ๔๒ คน ชาย จานวน ๒๓ คน

๑. แกนนาจากภาคอีสาน

จานวน ๑๓ คน

๒. แกนนาจากภาคใต้

จานวน ๑๑ คน

๓. แกนนาจากกรุงเทพมหานคร

จานวน ๑๓ คน

๔. แกนนาจากอรัญประเทศ

จานวน ๕ คน

๕. แกนนาจากภาคเหนือ
๖. เจ้ าหน้ าที่องค์กรพัฒนาเอกชน

จานวน ๕ คน
จานวน ๑๕ คน

 ผู้เข้ าร่วมการฝึ กอบรมประกอบด้ วย
๑. ภาครัฐ (กานัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน รองนายกเทศมนตรี )

จานวน ๙ คน

๒. แกนนาองค์กรชาวบ้ าน
(อสส. กรรมการชุมชน กรรมการเครือข่ายฯ แกนนากิจกรรมของชุมชน ฯลฯ) จานวน ๓๖ คน
๓. องค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs)

จานวน ๑๕

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful