Slide Respiratory System 2
Slide Respiratory System 2
รายวิชาชีววิทยา ม.5
“Respiratory
“Respiratory Trachea
RBC
SYSTEM”
SYSTEM”
ระบบ Heart Lungs
โดยกระบวนการดังกล่าวจะมีการใช้แก๊สออกชิ เจน
O2
O2
(02) และมีแก๊สคาร์บอนไดออกไชด์ (CO2) เกิดขึ้นซึ่งต้อง
ก้าจัดออกจากร่างกาย ทั้งนี้หากร่างกายได้รับ O2
CO2 ไม่เพียงพอเซลล์จะมีพลังงานไม่เพียงพอ
CO2
ในการท้ากิจกรรมต่าง ๆ มนุษย์จึงต้องมีการ
แลกเปลี่ยนแก๊ส (gas exchange) เพื่อน้า 02 จากสิ่งแวดล้อม
เข้าสู่ร่างกาย และก้าจัด CO2ออกสู่สิ่งแวดล้อมผ่านทางระบบ
หายใจ (respiratory system) โดยท้างานร่วมกับระบบ
การหายใจภายใน หมุนเวียนเลือดในการล้าเสียงแก๊สไปยังเซลล์ต่าง ๆ
3
ระบบหายใจ (Respiratory system)
1. ระบบการแลกเปลี่ยนแก๊สในสัตว์
การหายใจ (respiration)
1. External respiration : คือการน้าอากาศภายนอกเข้าสู่อวัยวะหายใจ
เกิดการแลกเปลี่ยน O2 เข้า น้า CO2 ออก ระหว่างอวัยวะหายใจกับหลอดเลือดฝอยล้าเลียงแก๊ส
2. Internal respiration : คือการน้า O2 เข้าไปในเซลล์เพื่อใช้ในการหายใจ
ระดับเซลล์ Cellular respiration สร้างพลังงานเก็บไว้ในรูป ATP (เก็บไว้ใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ)
และ ปล่อย CO2 ออกมาจากเซลล์
4
ระบบหายใจ (Respiratory system) โครงสร้างที่ใช้ในการหายใจ ต้องมีคุณสมบัติ
- บาง : ให้อากาศแพร์ได้ง่าย สะดวก
โครงสร้างแลกเปลี่ยนแก๊สของสัตว์ - พื้นที่ผิวมาก : surface area ในการแพร่มาก
- ชุ่มชื้น : แก๊สละลายน้้าก่อนแพร่
โครงสร้าง ลักษณะ/ความส้าคัญ
ไม่มีระบบหมุนเวียนเลือด
1. เยื่อหุ้มเซลล์ พวก Unicellular organism (สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว)
(plasma membrane) เช่น... Protozoa (พารามีเชียม, อะมีบา, โพรโทซัวอื่นๆ)
O2 แลกเปลี่ยนแก๊สกับสิ่งแวดล้อมได้โดยตรงผ่านเยื่อหุ้มเซลล์
(Plasma membrane)
**เพราะเซลล์สัมผัสน้้าทุกส่วน
Amoeba
CO2 Paramecium
5
ระบบหายใจ (Respiratory system)
โครงสร้าง ลักษณะ/ความส้าคัญ
ไม่มีระบบหมุนเวียนเลือด
2. ผิวล้าตัว - ไม่มีระบบเลือดล้าเลียง จึงแลกเปลี่ยนแก๊สผ่านผิวล้าตัว
(เซลล์โดยตรง) (เซลล์โดยตรง)
Porifera : ฟองน้้า
Planaria
Cnidaria : ไฮดรา ปะการัง แมงกะพรุน
Platyhelminthes : หนอนตัวแบน พลานาเรีย
Nematoda : หนอนตัวกลม
การแลกเปลี่ยนทางผิวลาตัว
Echinodermata :
ดาวทะเล ปลิงทะเล
6
ระบบหายใจ (Respiratory system)
โครงสร้าง ลักษณะ/ความส้าคัญ
มีระบบเลือด : ใช้เลือดล้าเลียงแก๊สยกเว้นพวกแมลง--ไม่ใช้เลือดล้าเลียงแก๊ส--
3. ผิวหนัง มีระบบเลือดแล้ว
(Skin) แลกเปลี่ยนแก๊สผ่านผิวหนัง และล้าเลียงผ่านเลือด
- ไส้เดือนดิน
- Amphibian (สัตว์ครึง่ น้า้ ครึง่ บก)
* ใช้ได้ทั้งปอด + ผิวหนัง
- แต่บางชนิดปอดเล็กมาก
โครงสร้าง ลักษณะ/ความส้าคัญ
มีระบบเลือด : ใช้เลือดล้าเลียงแก๊ส //ยกเว้นพวกแมลง*// ไม่ใช้เลือดล้าเลียงแก๊ส
4. ระบบท่อลม - มีระบบเลือดแล้ว แต่ไม่ใช้เลือดล้าเลียงแก๊ส เลือดจึงมีสีใส (เป็นส่วนมาก) ระบบท่อลมจะ
(Tracheal System) เชื่อมต่อถึงเซลล์โดยตรงแลกเปลี่ยนแก๊สกับเซลล์โดยตรงไม่ผ่านระบบเลือด (จะมีเซลล์ปลายสุดของ
Insects ท่อลมฝอยเชื่อมกันทุกเซลล์)
“แมลง”
โดยอากาศผ่านจาก
รูหายใจ Spiracle ---> ท่อลม Trachea
---> ท่อลมฝอยTracheole Cell (Tracheoblast) ---> Cell
เช่น Insect : แมลงทุกระยะชีวิต + ตะขาบ กิ้งกือ
ส้าหรับแมลงที่บินได้จะมีอวัยวะส้ารองอากาศเวลาบิน : Air sacs
8
ระบบหายใจ (Respiratory system)
โครงสร้าง ลักษณะ/ความส้าคัญ
มีระบบเลือด : ใช้เลือดล้าเลียงแก๊ส
5. เหงือก (Gills) - สัตว์น้าประสบปัญหาคือ ในน้้ามีปริมาณ O2 น้อยกว่าในอากาศ โครงสร้างในการหายใจจึง
ต้องยื่นเพิ่มพื้นผิวแลกเปลี่ยนแก๊สให้มาก และ มีการไหลเวียนของน้้าสวนทางกับเลือด เพื่อเพิ่ม
ประสิทธิภาพการล้าเลียงแก๊สได้ดีขึ้น เรียกว่า “Counter current exchange”
- ใช้เลือดล้าเลียงแก๊สสัตว์น้าเป็นส่วนใหญ่
- Gills มี 2 ประเภท
1. External gills : ดาวทะเล ไส้เดือนทะเล
เหงือกภายนอก
ซาลาแมนเดอร์ ลูกอ๊อด เหงือกภายใน
2. Internal gills : ปลา หมึก กุ้ง ปู หอยน้้า
salamander
10
ระบบหายใจ (Respiratory system)
ระบบการแลกเปลี่ยนแก๊ส : เหงือก
การท้างานของเหงือกปลา
มีการไหลเวียนของน้้าที่พัดพาเอา 02 ปริมาณสูง
เข้ามาส่วนทางกับเลือดที่มี 02 น้อย สวนเข้าหากันเพื่อท้าให้ 02
ในน้้าแพร่เข้าสู่เลือดจากความต่างของปริมาณ 02 ให้มากที่สุด
เรียกว่า Counter current exchange
11
ระบบหายใจ (Respiratory system)
มีการไหลเวียนของน้้าที่พัดพาเอา 02 ปริมาณสูง เข้ามาส่วนทางกับเลือดที่มี
การท้างานของเหงือกปลา 02 น้อย สวนเข้าหากันเพื่อท้าให้ 02 ในน้้าแพร่เข้าสู่เลือดจากความต่างของปริมาณ 02
ให้มากที่สุด เรียกว่า Counter current exchange
แต่ถ้าแบบเลือดกับน้้าไหลทางเดียวกัน (Concurrent)
เลือดที่มี 02 ต่้า ไหลมาพร้อมกับ น้้า 02 สูง
ท้าให้ 02 จากน้้าไหลเข้าสู่เลือดไวเกินไป
จนสมดุลคือเลือดไม่รับ 02 อีกแล้ว
(ประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนแก๊ส ต่้า)
12
ระบบหายใจ (Respiratory system)
โครงสร้าง ลักษณะ/ความส้าคัญ
มีระบบเลือด : ใช้เลือดล้าเลียงแก๊ส
6. เหงือกแผง - แลกเปลี่ยนแก๊สผ่านแผงเหงือก (book gill)
(Book gills) - ที่อยู่บริเวณท้อง ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมีน้าไหลผ่าน
- แผงเหงือกจะมีการหลักการท้างานเหมือนเหงือกปกติ
- แต่เหงือกจะมีการซ้อนกันหลายๆชั้นเป็นแผ่น พบในแมงดาทะเล
เหงือก (Gills) ของกุ้งและปู
- มีหงือกอยู่ในช่องเหงือก (gill chamber) ที่มีเปลือกหุ้ม ลักษณะเป็นแผ่นแบนพับซ้อนไปมา
การแลกเปลี่ยนแก๊สจะเกิดขึ้นขณะที่น้าไหลผ่านช่องเหงือก
13
ระบบหายใจ (Respiratory system)
โครงสร้าง ลักษณะ/ความส้าคัญ
มีระบบเลือด : ใช้เลือดล้าเลียงแก๊ส
7. ปอด (Lungs) - เป็นโครงสร้างการหายใจของสัตว์บก มีการใช้โครงสร้างแลกเปลี่ยนแก๊สภายใน เรียกว่า ถุงลมปอด (Alveolus)
ใช้ถุงลมปอด (Alveoli) อากาศจะไหลผ่านถุงลมปอดเป็น Two way พบในสัตว์บก
- หอยบก (ทาก หอยทาก) - แมงมุม แมงป่อง : ปอดจะเรียงตัวเป็นแผงเรียกว่า Book lung
- Lung fish : ปลาปอด - Amphibian : ส่วนมากจะใช้ปอด + ผิวหนังร่วมด้วย
- Reptile *สัตว์เลื้อยคลาน - Mammal *สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้้านม
**ถุงลมของนก**
(Air sacs) ไม่ได้ท้า
หน้าที่แลกเปลี่ยนแก๊ส
โครงสร้าง ลักษณะ/ความส้าคัญ
มีระบบเลือด : ใช้เลือดล้าเลียงแก๊ส
8. เหงือกแผง/ - Book lungs จัดเป็นระบบท่อลมที่ modified เป็นแผ่นเนื้อเยื่อบางๆ
ปอดแผง - ทับซ้อนกันหลายๆชั้นเหมือนหนังสือ
(Book lungs) - อากาศเข้าทางรู Spiracle O2 ถูกล้าเลียงโดย Hemocyanin เป็นรงควัตถุใน hemolymph (เลือด
จะออกสีน้าเงินเขียว)
ผ่านเข้าไปยัง book lungs
15
ระบบหายใจ (Respiratory system)
โครงสร้าง ลักษณะ/ความส้าคัญ
มีระบบเลือด : ใช้เลือดล้าเลียงแก๊ส
โครงสร้างเหงือกของสิ่งมีชีวิตอื่น - หอยสองฝา แลกเปลี่ยนแก๊ส
ผ่านเหงือก (gill) ซึ่งมี 1 หรือ
2 คู่ ลักษณะเป็นซี่เล็ก ๆ ใน
ช่องแมนเทิล (Mantle cavity)
หอยสองฝา (bivalve)
หมึก แลกเปลี่ยนแก๊ส
ผ่านไดบรานเชีย
(dibranchia : gill)
ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อน้้าไหล
ผ่านเข้าไปในตัวหมึก
16
ระบบหายใจ (Respiratory system)
โครงสร้าง ลักษณะ/ความส้าคัญ
มีระบบเลือด : ใช้เลือดล้าเลียงแก๊ส
โครงสร้างเหงือกของสิ่งมีชีวิตอื่น ปลิงทะเล : Respiratory tree (ใช้
การหายใจเข้าทาง Cloaca (ท่อรวม))
Mollusk (หอยบก) :
Polychetes (ไส้เดือนทะเล /
Mantle cavity และ แม่เพรียง) : Parapodia ดาวทะเล :
Pneumonate lung (ปอด) (ท้าหน้าที่คล้าย External gills) ใช้ external gills และ tube feet
17
ระบบหายใจ (Respiratory system)
Volume B
ภายนอก อากาศจึงไหลเข้าไปในปอด โดยไม่ต้องใช้แรงดัน
กลไก ลดความดันปอด โดย เพิ่มปริมาตรช่องอก
Area B
พบใน สัตว์ที่หายใจโดยใช้ปอดทั่วไป Area B
2. Positive pressure respiration
- คือรับอากาศเข้ามาแล้วมีการใช้แรงดัน อัดดันอากาศเข้าสู่ปอด
- พบใน พวก Amphibian (กบ เขียด ปาด คางคก) และสัตว์เลื้อยคลานบางชนิด เช่น เต่า
19
ระบบหายใจ (Respiratory system)
Nostril
Lungs
Mouth
อากาศเข้าทางรูจมูก
: ปากปิด
Trachea
Bronchi
Bronchiole
22
ระบบหายใจของมนุษย์
1) ส่วนน้าอากาศ (Conducting zone)
สรุปความส้าคัญของ Respiratory tract
น้าอากาศไปสู่ส่วนที่แลกเปลี่ยนแก๊ส บริเวณเหล่านี้ไม่มีการแลกเปลี่ยนแก๊ส
ประกอบด้วย
- Nostril : รูจมูก
- Nasal cavity : ช่องจมูก มีขนจมูกโบกพัดและกรองอนุภาค
จากอากาศและมีเมือก มีเซลล์ที่มี cilia
- Pharynx : คอหอยเป็นทางผ่านทั้งอากาศ และอาหาร
- Larynx : กล่องเสียง มีฝาปิดกล่องเสียง (Epiglottis) ปิดไว้ป้องกันไม่ให้อาหาร
หลุดเข้าไปในท่อลม //สร้างเสียง (Voice formation) มีโครงสร้างกระดูกอ่อน
- Trachea : ท่อลม มีโครงสร้างกระดูกอ่อนเป็นระยะๆ รูปเกือกม้าเพื่อป้องกัน
ไม่ให้หลอดลมแฟบ
- Bronchi : หลอดลม / ขั้วปอด ต่อเข้าไปในปอด 2 ข้าง
- Bronchiole : หลอดลมฝอย แตกแขนงเล็กลงเรื่อย ๆ จนถึง Terminal Bronchiole
บริเวณ bronchioles จะไม่มีกระดูกอ่อน
23
ระบบหายใจของมนุษย์
1) ส่วนน้าอากาศ (Conducting zone)
24
ระบบหายใจ (Respiratory system)
เป็นส่วนที่ต่อจาก terminal bronchiole ไม่มีกระดูกอ่อน บริเวณนี้มี
2) ส่วนแลกเปลี่ยนแก๊ส (Respiratory zone) หลอดเลือดฝอยจ้านวนมาก และไม่มีกระดูกอ่อน โป่งพองออกเป็นถุงลม
Respiratory bronchiole
ประกอบด้วย
1) Respiratory bronchiole
2) Alveoli : Alveolar duct Alveolar sacs
*Alveolus มี Macrophage
(Dust cell) เป็นเซลล์เม็ด
เลือดขาวคอยจับกินเชื้อโรค
และสิ่งแปลกปลอม
25
ระบบหายใจ (Respiratory system)
- เยื่อบุผิวของ Respiratory zone จะบางมากมีเพียงเนื้อเยื่อ Epithelium บางๆ 1 ชั้น และมี Elastic fiber เพื่อความยืดหยุ่น
- ผนังของ Alveolus จะชิดติดกับผนังหลอดเลือดฝอย ท้าให้มีการแลกเปลี่ยนแก๊สได้โดยตรง
- Alveolus มี 2 ชนิดเซลล์ คือ Pneumocyte (Alveolar cell)
Pneumocyte type I : เซลล์บุถุงลม คลุมถุงลมบางๆ ใช้แลกเปลี่ยนแก๊ส**
Pneumocyte type II : สร้างของเหลวไขมันเป็นสารลดแรงตึงผิว (Pulmonary surfactant)
ในถุงลมปอด ท้าให้ถุงลมคงสภาพ ไม่ให้ถุงลมปอดยุบตัวลง (ภาวะปอดแฟบ : Atelectasis)
- Alveolus มี Macrophage (Dust cell) เป็นเม็ดเลือดขาวคอยกินเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม
26
ระบบหายใจ (Respiratory system)
2. ส่วนแลกเปลี่ยนแก๊ส (Respiratory zone)
เปรียบเทียบการแตกแขนงของหลอดลม หลอดลมฝอย และถุงลมปอด
โรคเกี่ยวกับความผิดปกติของ Alveoli
1. ถุงลมโป่งพอง (Emphysema) 2. มะเร็งปอด [Lung cancer]
- ถุงลมมันไม่ได้โป่งพองออก แต่เกิดจากเนื้อเยื่อถุงลม มันทะลุ - เนื้อเยื่อในปอดผิดปกติ มีการแบ่งเซลล์มากเกินไปจนเป็นเนื้องอก
ถึงกันจนรวมกันเป็นถุงใหญ่ ๆ ถุงเดียว จึงท้าให้พื้นที่ผิวจึงลดลงมาก สาเหตุ : ได้รับสารก่อมะเร็ง
ผิวเรียบคล้ายลูกโป่ง อาการ : ไอเรื้อรัง แน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย
สาเหตุ : สูดควันบ่อย (บุหรี่ / มลภาวะต่างๆทางอากาศ]
อาการ : เหนื่อยง่าย หอบ อาจท้าให้หายใจล้มเหลว = ตาย 3. ปอดบวม [Pneumonia]
- เนื้อเยื่อปอดอักเสบ อาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย/ไวรัส
- Alveolus มีของเหลวมากขึ้น พื้นที่ผิวลดลง
ถุงลมปกติ ถุงลมโป่งพอง
28
ระบบหายใจ (Respiratory system)
4. วัณโรค (Tuberculosis)
ติดเชื้อแบคทีเรีย Mycobacterium tuberculosis อักเสบที่ปอด
ติดต่อได้จากละอองเสมหะ ไอ จาม
5. หอบหืด (Asthma)
- อักเสบเรื้อรังที่หลอดลมไวต่อการกระตุ้นท้าให้หลอดลมตีบกว่าปกติ หายใจล้าบาก
6. หลอดลมอักเสบ (Bronchitis)
- เยื่อบุหลอดลมอักเสบ มีเสมหะ หายใจไม่สะดวก
29
ระบบหายใจ (Respiratory system)
กล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ
- กล้ามเนื้อหายใจเข้าอาศัยการท้างานของกล้ามเนื้อดังต่อไปนี้
1) กล้ามเนื้อกระบังลม (Diaphragm)
2) กล้ามเนื้อยึดซี่โครงแถบนอก (External intercostal muscle)
กล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการหายใจออก
- การหายใจออกปกติจะใช้กล้ามเนื้อ
1) กล้ามเนื้อกระบังลม
(Diaphragm)
2) กล้ามเนื้อยึดซี่โครงแถบนอก
(External intercostal muscle)
- แต่การหายใจออกแรงๆจะใช้กล้ามเนื้อ
1) กล้ามเนื้อกระบังลม (Diaphragm)
2) กล้ามเนื้อยึดซี่โครงแถบนอก (External intercostal muscle)
3) กล้ามเนื้อยึดซี่โครงแถบใน (Internal intercostal muscle)
4) กล้ามเนื้อหน้าท้อง (Abdominal muscle)
32
ระบบหายใจ (Respiratory system) ในการหายใจปกติ ส่วนการหายใจออกจะเกิดต่อเนื่องจากการ
เมื่อกล้ามเนื้อกะบังลมหดตัว กะบังลมจะ หายใจเข้ า กล้ า มเนื้ อ กะบั ง ลมคลายตั ว
กลไกการหายใจเข้า – ออกของคน เคลื่อนต่้าลง ขณะที่กล้ามเนื้อระหว่างกระดูก กะบังลมจะโค้งขึ้นในขณะเดียวกันกล้ามเนื้อ
ซี่โครงแถบนอกหดตัวท้าให้กระดูกซี่โครงยก ระหว่างกระดูกซี่โครงแถบนอกคลายตัวท้า
สู งขึ้น ปริมาตรในช่องอกเพิ่มขึ้น ความดัน ให้กระดูกซี่โครงลดต่้าลง ปริมาตรในช่อง
อากาศภายในปอดลดลง อากาศภายนอกจะ อกลดลง ความดั น อากาศในปอดเพิ่ม ขึ้ น
เคลื่อนเข้าสู่ปอด ---> ท้าให้เกิดการหายใจเข้า และมากกว่ า ความดั น อากาศภายนอก
อากาศจะเคลื่อนออกจากปอดสู่ภายนอก
---> ท้าให้เกิดการหายใจออก
33
ระบบหายใจ (Respiratory system)
การหายใจตามธรรมชาติไม่ การหายใจที่สามารถปรับให้เหมาะสมกับ
สามารถบังคับได้ มีศูนย์ควบคุม พฤติกรรมต่าง ๆ เป็นการท้างานร่วมกันของ
อยู่ที่สมองส่วนเมดัลลาออบลอง สมองส่วนเซรีบรัม (Cerebrum)
กาตา (Medulla oblongata) ไฮโพทาลามัส (Hypothalamus)
และพอนส์ (Pons) และเซรีเบลลัม (Cerebrellum)
34
ระบบหายใจ (Respiratory system)
1.1 ระบบประสาทอัตโนวัติ [Autonomic Nervous system]
: เป็นการหายใจปกติ เราควบคุมไม่ได้ อยู่นอกอ้านาจจิตใจ (Involuntary)
ควบคุมโดย Respiratory center คือ
1 สมองส่วน Medulla oblongata : ควบคุมกล้ามเนื้อ
ท้าให้หายใจเข้า - ออกปกติ + เพิ่มการหายใจเมื่อร่างกาย
2 สมองส่วน Pons : ควบคุมจังหวะ ปริมาตร
และอัตราการหายใจ
Medulla + Pons ควบคุมโดยสารเคมีกระตุ้น
- ใช้ chemoreceptor ที่ Carotid artery + Aorta และ Medulla
- กระตุ้นโดย C02 H+ 02 (รับรู้ pH ที่เปลี่ยนแปลงไป)
- ตัวกระตุ้นหลักคือ C02 และ H' ส่งผลให้การหายใจจะเร็ว + แรงขึ้น
Hypothalamus ก็จะสามารถควบคุมการหายใจได้ในภาวะที่เกี่ยวข้องกับ ความเจ็บ และอารมณ์
35
ระบบหายใจ (Respiratory system)
1.2 ระบบค้าสั่งใต้อ้านาจจิตใจ (Voluntary control)
- เป็นการหายใจที่เราสั่งได้ เช่น กลั้นหายใจ
หายใจเวลาร้องเพลง สูดลมหายใจแรงๆ การว่ายน้้า
- แต่บังคับได้ไม่นาน
เพราะจะเกิดการเปลี่ยนแปลงความดันย่อยของแก๊สในเลือด
- ควบคุมโดย สมองส่วน Cerebral cortex
สั่งการผ่าน medulla + pons อีกที
36
ระบบหายใจ (Respiratory system)
การรักษาดุลยภาพของกรด-เบสของเลือดโดยระบบหายใจ
ความเป็นกรด-เบสของเลือดเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่ออัตราการหายใจของมนุษย์ เมื่อร่างกายท้ากิจกรรมต่าง ๆ จะมี C02 เกิดขึ้นและ
มีไฮโดรเจนไอออนสะสมในเลือดตลอดเวลา ส่งผลให้ความเป็น กรด-เบสของเลือดเปลี่ยนแปลงไป ท้าให้มีผลต่อการท้างานของเซลล์ได้
ร่างกายมีการควบคุมความเป็นกรด - เบสในเลือดโดยการหายใจออกเพื่อขับ CO2 ซึ่งเป็นการรักษาดุลยภาพของร่างกาย
อัตราการหายใจเพิ่มขึ้น
สมองสั่งให้
ความเข้มข้นของ CO2 สูงกว่าปกติ เพิ่มอัตราการหายใจ
ค่า PH ในเลือดลดลง (กรด) ถ้ามีปริมาณ C02 หรือ ไฮโดรเจนไอออนที่สะสมใน
เลือดมากจะส่งผลให้เลือดมีความเป็นกรดเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่ง
ความเข้มข้นของ CO2 ลดลง สัญญาณไปกระตุ้นศูนย์ควบคุมการหายใจที่สมอง ส่งผลให้
ความเข้มข้นของ CO2 ปกติ
มีอัตราการหายใจเพิ่มขึ้นเพื่อขับ C02 ออกจากปอดเร็วขึ้น
ความเข้มข้นของ CO2 เพิ่มขึ้น
ท้าให้ความเป็นกรด - เบสในเลือดเข้าสู่ภาวะสมดุล
สมองสั่งให้
ความเข้มข้นของ CO2 ต่้ากว่าปกติ ลดอัตราการหายใจ เช่น การหายใจเร็วและลึกหลังการออกก้าลังกายอย่างหนัก
ค่า PH ในเลือดเพิ่มขึ้น (เบส)
อัตราการหายใจลดลง
37
ระบบหายใจ (Respiratory system) ศูนย์ควบคุมการหายใจ (Breathing control)
Internal respiration
กลไกการแลกเปลี่ยนแก๊ส และการขนส่ง
การแลกเปลี่ยนแก๊สบริเวณถุงลมปอด
- แก๊ส O2 แพร่จากถุงลมเข้าสู่หลอดเลือดฝอย
- แก๊ส CO2 แพร่จากหลอดเลือดฝอยเข้าสู่ถุงลมปอด
3
ระบบหายใจ (Respiratory system)
การแลกเปลี่ยนแก๊สบริเวณเนื้อเยื่อ
- แก๊ส O2 แพร่จากหลอดเลือดฝอยเข้าสู่เซลล์
- แก๊ส CO2 แพร่จากเซลล์เข้าสู่หลอดเลือดฝอย
3
ระบบหายใจ (Respiratory system)
ภาพรวมระบบหายใจ