0% found this document useful (0 votes)
791 views206 pages

5 Nervous System

Copyright
© © All Rights Reserved
We take content rights seriously. If you suspect this is your content, claim it here.
Available Formats
Download as PDF, TXT or read online on Scribd
0% found this document useful (0 votes)
791 views206 pages

5 Nervous System

Copyright
© © All Rights Reserved
We take content rights seriously. If you suspect this is your content, claim it here.
Available Formats
Download as PDF, TXT or read online on Scribd

ระบบประสาทและอวัยวะรับความรู ส้ ึ ก

อ.ชลิดา สิงคิรัตน์
o การตอบสนองของสิง่ มีชวี ิต
o การตอบสนองของสิง่ มีชวี ิตเซลล์เดียว
• พารามีเซียม (Paramecium)

• ไม่มีระบบประสาท
• พารามีเซียมมี เส้นใยประสานงาน (co-ordinating fiber) เชื่อมระหว่าง
โคนซิเลีย
• หากตัดเส้นใยนี้พบว่า พารามีเซียมไม่สามารถควบคุมการโบกพัดของซิเลียได้
o การตอบสนองของสัตว์ไม่มกี ระดูกสันหลัง
• ไฮดรา

ร่างแหประสาท (nerve net)


o การตอบสนองของสัตว์ไม่มกี ระดูกสันหลัง
• ไฮดรา
• ร่างแหประสาท(nerve net) มี
ลักษณะเชื่อมกันเป็นร่างแห กระจาย
รอบตัว

• การเคลื่อนที่ของกระแสประสาท
ไม่มีทิศทางที่แน่นอน

• บริเวณปากและเทนทาเคิล
(tentacle) มีเส้นประสาทอยู่มาก
ทาให้ตอบสนองได้ดี
o การตอบสนองของสัตว์ไม่มกี ระดูกสันหลัง
• พลานาเรีย

ปมประสาท – บริเวณที่พบกลุ่มของตัวเซลล์(cell body) ของเซลล์ประสาท


o เซลล์ประสาท (Nerve cell) / Neuron
• หน่วยทางานของระบบประสาท(functional unit of nervous system)
o การตอบสนองของสัตว์ไม่มกี ระดูกสันหลัง
• พลานาเรีย
• มีปมประสาท 2 ปม อยู่ที่ส่วนหัว เรียกว่า ปมประสาท
(cerebral ganglion, ganglia(พหูพจน์)) ทาหน้าที่เป็นสมอง
• เส้นประสาทแยกออกทั้งสองข้างลาตัว เรียกว่า เส้นประสาทด้านข้าง
(lateral nerve cords)
• เส้นประสาทขวางระหว่างเส้นประสาทด้านข้าง (lateral nerve
cords) 2 เส้น จะเรียกว่า เส้นประสาทตามขวาง (transverse
nerve cords)
o การตอบสนองของสัตว์ไม่มกี ระดูกสันหลัง
• ไส้เดือนดิน

• ระบบประสาทซับซ้อนมากขึ้น
ประกอบไปด้วยปมประสาทเหนือ
คอหอย (supra-pharyngeal
ganglion) หรือสมอง
• มีปมประสาทตามปล้องของลาตัว และมีเส้นประสาทเชื่อมต่อปมประสาท
ที่มีอยู่ตามปล้อง – เส้นประสาทด้านท้อง (ventral nerve cord)
o การตอบสนองของสัตว์ไม่มกี ระดูกสันหลัง
• แมลง

• สมอง
• ปมประสาท
• เส้นประสาท

• ระบบประสาทประกอบด้วยสมอง (ปมประสาทเหนือหลอดอาหาร) ซึ่งเชื่อม


กับปมประสาทใต้หลอดอาหาร
• และเชื่อมต่อกับปมประสาทที่อก ปมประสาทท้อง โดยมีเส้นประสาทด้านท้อง
เชื่อมต่อ เส้นประสาทด้านท้อง (ventral nerve cord)
o การตอบสนองของสัตว์ไม่มกี ระดูกสันหลัง
• ดาวทะเล
• ระบบประสาทเป็นแบบ
วงแหวน(nerve ring)
อยู่รอบปากแล้วมีแขนง
แยกออกไปตามส่วน
ต่างๆ ตามแนวรัศมี
o การตอบสนองของสัตว์ไม่มกี ระดูกสันหลัง
o การตอบสนองของสัตว์มกี ระดูกสันหลัง
o เซลล์ในระบบประสาท แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1. เซลล์ประสาท (Nerve cell) / Neuron – รับส่งกระแสประสาท
2. Neuroglia หรือ glia cell – ท้าหน้าที่อ่นื ๆ ค้้าจุน ส่งอาหาร ท้าลายเชื้อโรค
o เซลล์ประสาท (Nerve cell) / Neuron
• หน่วยทางานของระบบประสาท(functional unit of nervous system)
o เซลล์ประสาท (Nerve cell) / Neuron
o เซลล์ประสาท (Nerve cell) / Neuron
o เซลล์ประสาท (Nerve cell) / Neuron
o เซลล์ประสาท (Nerve cell) / Neuron
 ตัวเซลล์ (soma or cell body)
• ควบคุมการทางานของเซลล์
• รับข้อมูลจาก dendrite และส่งคาสั่งต่อไปยัง axon
• พบ นิสส์ บอดี (Nissl Body), ไมโทคอนเดรีย (Mitochondria),
กอลจิ บอดี (Golgi Body)
o เซลล์ประสาท (Nerve cell) / Neuron
• เส้นใยประสาท(nerve fiber) : เดนไดร์ต (dendrite)

• Dendrite [Dendron กรีก = ต้นไม้]


• เป็นเส้นใยทีน่ ากระแสประสาทเข้าสู่ตัวเซลล์
• มักมีแขนงสั้นๆ จานวนมาก
o เซลล์ประสาท (Nerve cell) / Neuron
• เส้นใยประสาท(nerve fiber) : แอกซอน (axon)

• Axon ส่งกระแสประสาทออกจากตัวเซลล์
• มักจะพบเซลล์ละ 1 เส้นใย มีความยาวมากกว่าเดนไดร์ต
o เซลล์ประสาท (Nerve cell) / Neuron
• เยื่อไมอีลนิ (Myelin sheath)

• Schwann cell ทาหน้าที่สร้างปลอกไมอีลิน (Myelin sheath) หุ้ม


axon บริเวณ PNS
• Oligodendrocyte ทาหน้าที่สร้างปลอกไมอีลิน (Myelin sheath)
หุ้ม axon บริเวณ CNS
o เซลล์ประสาท (Nerve cell) / Neuron
• เยื่อไมอีลนิ (Myelin sheath)
o Neuroglia หรือ glia cell
o เซลล์ประสาท (Nerve cell) / Neuron
• เยื่อไมอีลนิ (Myelin sheath)
o เซลล์ประสาท (Nerve cell) / Neuron
• โนดออฟเรนวียร์ (node of Ranvier)

• เป็นส่วนของ axon บริเวณรอยต่อระหว่างเซลล์ชวันน์ (Schwann cell)


• ไม่มีเยื่อไมอีลินหุ้ม
o Types of neuron
• แบ่งตามลักษณะรูปร่าง ได้ 3 ประเภท คือ
1. เซลล์ประสาทขัว้ เดียว (Unipolar neuron )
2. เซลล์ประสาทสองขัว้ (Bipolar neuron)
3. เซลล์ประสาทหลายขัว้ ( Multipolar neuron )
o Types of neuron
• แบ่งตามลักษณะรูปร่าง ได้ 3 ประเภท คือ
2. เซลล์ประสาทสองขั้ว
1. เซลล์ประสาทขั้วเดียว (Bipolar neuron)
(Unipolar neuron )

3. เซลล์ประสาทหลายขั้ว
( Multipolar neuron )
o Types of neuron
1. เซลล์ประสาทขัว้ เดียว (Unipolar neuron)
• มีเส้นใยประสาทแยกออกมาจากตัวเซลล์เพียง
1 เส้นใย คือ axon
• ได้แก่ เซลล์ประสาทที่หลั่งฮอร์โมน
(neurosecretory cell)
• ทาหน้าที่สร้างฮอร์โมนประสาท
(neurohormone)

ฮอร์โมนประสาท = สารเคมีสร้างจากเซลล์ประสาท ปล่อยที่เลือด ไปมีผลที่อวัยวะเป้าหมาย


o Types of neuron
1. เซลล์ประสาทขัว้ เดียว (Unipolar neuron )
• เซลล์ประสาทขั้วเดียวเทียม
(pseudounipolar neuron) มีเส้นใย
ประสาทแยกออกจากตัวเซลล์เส้นเดียวแล้ว
แตกออกเป็น 2 เส้นใย

• เป็น sensory neuron เช่น เซลล์ในปม


ประสาทรากบนของไขสันหลัง
(dorsal root ganglion)
o เส้นประสาทไขสันหลัง

ปมประสาทรากบน
ของไขสันหลัง
o ไขสันหลัง (spinal cord)

ปมประสาทรากบน
ของไขสันหลัง
o Types of neuron
เซลล์ประสาทขั้วเดียวเทียม
(pseudounipolar neuron)
o Types of neuron
2. เซลล์ประสาทสองขัว้ (Bipolar neuron)
• มีเส้นใยประสาทแยกออกมาจากตัว
เซลล์ 2 เส้นใยคือ axon และ
dendrite
• พบที่เซลล์ประสาทที่บริเวณเรตินา
เซลล์รับกลิ่น เซลล์รับเสียง
o Types of neuron
2. เซลล์ประสาทสองขัว้ (Bipolar neuron)
o Types of neuron
2. เซลล์ประสาทสองขัว้ (Bipolar neuron)
o Types of neuron
3. เซลล์ประสาทหลายขัว้ ( Multipolar neuron )
• มีเส้นใยประสาทแยกออกมาจากตัว
เซลล์หลายเส้นใย
• เส้นใยประกอบด้วย axon 1 เส้น
และ dendrite จานวนมาก
• พบที่เซลล์ประสาทประสานงาน และ
เซลล์ประสาทสั่งการ
o Types of neuron
• แบ่งตามหน้าที่ ได้ 3 ประเภท คือ
o Types of neuron
• แบ่งตามหน้าที่ ได้ 3 ประเภท คือ
o Types of neuron
• แบ่งตามหน้าที่ ได้ 3 ประเภท คือ
1. เซลล์ประสาทรับความรู้สึก (sensory neuron)
2. เซลล์ประสาทประสานงาน (association neuron or
interneuron)
3. เซลล์ประสาทสั่งการ (motor neuron)
o Types of neuron
• แบ่งตามหน้าที่ ได้ 3 ประเภท คือ
1. เซลล์ประสาทรับความรู้สกึ (sensory neuron)
• รับข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
ภายในและภายนอกจากตัวรับ
(receptor) แล้วส่งต่อให้ระบบ
ประสาทส่วนกลาง (CNS)

• ส่วนใหญ่เป็นเซลล์ประสาทขั้ว
เดียวเทียมรับความรู้สึก
o Types of neuron
• แบ่งตามหน้าที่ ได้ 3 ประเภท คือ
2. เซลล์ประสาทประสานงาน (association neuron or
interneuron)
• ประมวลผลและประสานงาน
ระหว่าง sensory neuron กับ
motor neuron

• เป็นเซลล์ประสาทหลายขั้ว
o Types of neuron
• แบ่งตามหน้าที่ ได้ 3 ประเภท คือ
3. เซลล์ประสาทสัง่ การ (motor neuron)

• นาคาสั่งจาก CNS ออกไปยัง


หน่วยตอบสนอง (Effector)

• เป็นเซลล์ประสาทหลายขั้ว
o Neuroglia หรือ glia cell
• Supporting cell
• แทรกอยู่ระหว่างเซลล์
ประสาทไม่ให้มีช่องว่าง

• ไม่มีบทบาทในการส่ง
สัญญาณประสาท

• ทาหน้าที่ค้าจุน ให้อาหาร
หรือสนับสนุนให้เซลล์
ประสาททางานอย่างมี
ประสิทธิภาพ
o Neuroglia หรือ glia cell
o Neuroglia หรือ glia cell

 Astrocytes
• มีขนาดใหญ่ที่สุด ลักษณะคล้ายรูปดาว
• ทาหน้าที่ค้าจุนโครงสร้าง
• อยู่ติดกับหลอดเลือดฝอย ควบคุมการซึมผ่านเข้าออกของสารต่างๆ จาก
เส้นเลือดสู่เนื้อเยื่อประสาท (blood–brain barrier)
 blood–brain barrier
o Neuroglia หรือ glia cell
• oligodendrocytes • Schwann cell
• เป็นเซลล์ขนาดเล็กมีแขนงขนาดสั้น • เป็นเซลล์ที่ทาหน้าที่สร้าง myelin
• สร้าง myelin sheath ห่อหุ้ม axon sheath ห่อหุ้ม axon ที่พบใน
ที่พบใน CNS PNS
• 1 เซลล์ สร้าง myelin sheath • สร้าง myelin sheath ห่อหุ้ม
ห่อหุ้ม axon ได้มากกว่า 1 บริเวณ axon ได้ 1 บริเวณ
o Neuroglia หรือ glia cell
o Neuroglia หรือ glia cell
• microglia
• ขนาดเล็กที่สุด
• เปลี่ยนแปลงมาจาก macrophage
• ทาหน้าทีก่ าจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในระบบประสาทส่วนกลาง

• ห
o Neuroglia หรือ glia cell
 Ependymal cell
• พบในระบบประสาทส่วนกลางที่มีรูปร่างเป็น cuboidal epithelial cell
• บุอยู่รอบช่องในสมอง (ventricle) และcentral canal ของไขสันหลัง
• มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการสร้างน้าหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลัง
(cerebrospinal fluid : CSF)
o การเกิดกระแสประสาท
o การเกิดกระแสประสาท

• ฮอดจ์กิน (A.L. Hodgkin) และฮักซ์เลย์ (A.F. Huxley)


• เครื่องมือ ที่เรียกว่า ไมโครอิเล็กโทรด (microelectrode)
o การเกิดกระแสประสาท

• ไมโครอิเล็กโทรด (microelectrode) ลักษณะเป็น หลอดแก้วที่ดึงให้


ยาว ปลายเรียวเป็นท่อเล็กๆ ต่อกับมาตรวัดความต่างศักย์ (voltmeter)
จากนั้นเสียบปลายไมโครอิเล็กโทรดเข้าไปในแอกซอนของหมึก และให้ปลาย
อีกข้างหนึ่งอยู่ด้านนอก
o การเกิดกระแสประสาท
• ศักย์เยือ่ เซลล์ (membrane potential)
• ความแตกต่างของประจุไฟฟ้าด้านใน
และด้านนอกเยื่อเซลล์ ทาให้เกิดความ
ต่างระดับของกระแสไฟฟ้า เรียกว่า
ศักย์เยื่อเซลล์ (membrane
potential)

• ศักย์เยื่อเซลล์ระยะพัก (resting
membrane potential)
มีค่าประมาณ -70 mV
o การเกิดกระแสประสาท

• ความแตกต่างของความเข้มข้นของประจุ
– ภายใน: มี K+, An ion (A-; ส่วนใหญ่มีขนาดโมเลกุลใหญ่) มาก
โปรตีนและกรดนิวคลีอิก(ประจุลบ) ไม่สามารถผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ได้
– ภายนอก: มี Na+, Cl- มาก
o การเกิดกระแสประสาท

• เยื่อเซลล์ยอมให้ K+ ผ่านเข้าออกเซลล์ดีกว่า Na+


o การเกิดกระแสประสาท
• โซเดียมโพแทสเซียมปัม๊ (sodium – potassium pump)
o การเกิดกระแสประสาท
• โซเดียมโพแทสเซียมปัม๊ (sodium – potassium pump)

• โซเดียมโพแทสเซียมปั๊ม
(sodium – potassium
pump) ทาหน้าที่รักษาความ
เข้มข้นของไอออน

• โดยส่ง Na+ ออกนอกเซลล์


และดึง K+ กลับเข้ามาในเซลล์
ในอัตราส่วน 3 Na+ : 2K+
o การเกิดกระแสประสาท
• โซเดียมโพแทสเซียมปัม๊ (sodium – potassium pump)
o การเกิดกระแสประสาท
• การเปลีย่ นแปลงศักย์เยือ่ เซลล์
• เกิดใน excitable cell : เซลล์ที่สามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้า
• การเปลี่ยนแปลงศักย์ไฟฟ้ามี 2 แบบ
• Graded potentials: เปลี่ยนแปรตามความแรงของ
ตัวกระตุ้น (เปลืย่ นในระดับน้อยๆ)
• action potentials: เปลี่ยนแบบ All-or-none
o Graded potentials
o การเกิดกระแสประสาท
• การเปลีย่ นแปลงศักย์เยือ่ เซลล์
1. กระตุ้นให้ Na+ channels เปิด
Na+ ไหลเข้าสูเ่ ซลล์
ศักย์เยือ่ เซลล์เป็นลบน้อยลง
เรียกว่า Depolarization

Na+ voltage-gated channels


o การเกิดกระแสประสาท
• การเปลีย่ นแปลงศักย์เยือ่ เซลล์
2. กระตุ้นให้ K+ channels เปิด
K+ ไหลออกนอกเซลล์
ศักย์เยือ่ เซลล์เป็นลบมากขึ้น
เรียกว่า Hyperpolarization

K+ voltage-gated channels
o การเกิดกระแสประสาท
• การเปลีย่ นแปลงศักย์เยือ่ เซลล์
1. กระตุ้นให้ Na+ channels
เปิด Na+ ไหลเข้าสูเ่ ซลล์
ศักย์เยือ่ เซลล์เป็นลบน้อยลง
เรียกว่า Depolarization

2. กระตุ้นให้ K+ channels
เปิด K+ ไหลออกนอกเซลล์
ศักย์เยือ่ เซลล์เป็นลบมากขึ้น
เรียกว่า Hyperpolarization
o การเกิดกระแสประสาท
• หากเซลล์ถูกกระตุ้นให้เกิด depolarization สูง จนทาให้ศักย์ไฟฟ้าขึ้นมาถึงระดับ
threshold ซึ่งในเซลล์ประสาทของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีค่าเท่ากับ -55 mV
• เกิดศักย์ทางาน action potential ทาให้เปลี่ยนศักย์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว
เกิดกระแสประสาท (nerve impulse)
o action potentials: เปลี่ยนแบบ All-or-none
o threshold

• ระดับ threshold เป็นค่าศักย์เยื่อเซลล์ที่เมื่อเซลล์ถูกกระตุ้นถึงระดับ


เท่ากับหรือมากกว่า Threshold จะเกิด Action Potential
• เซลล์ประสาทแต่ละชนิดมีค่า Threshold ที่ต่างกัน
o action potentials: เปลี่ยนแบบ All-or-none

• แรงกระตุ้นที่มีค่าต่ากว่า Threshold จะไม่สามารถทาให้เกิด AP


• แรงกระตุน้ ที่มีค่าเท่ากับ Threshold ทาให้เกิด เกิด AP
• แรงกระตุ้นที่มีค่ามากกว่า Threshold ทาให้เกิดเกิด AP ได้ แต่การ
ตอบสนองไม่เพิ่มมากกว่าที่กระตุ้นเท่ากับ Threshold
o Action Potential
• เป็นสัญญาณไฟฟ้า
• ทาหน้าที่เป็นสัญญาณประสาท สื่อสารข้อมูลจากเซลล์ประสาทไปสู่เซลล์
ต่อๆไป เพื่อไปยังอวัยวะเป้าหมาย
o การเกิดกระแสประสาท
• Action potential
o การเกิดกระแสประสาท
• Action potential
• K+ channels ปิด
• Na+ channels ปิด
• ศักย์เยือ่ เซลล์อยูใ่ นระยะพัก
• K+ channels ปิด
• Na+ channels เปิด Na+ ไหลเข้าสู่เซลล์
• ศักย์เยือ่ เซลล์เป็นลบน้อยลง (เป็นบวก)
• K+ channels เปิด K+ ไหลออกนอกเซลล์
• Na+ channels ปิด
• ศักย์เยือ่ เซลล์กลับสู่สภาพเดิม(เป็นลบ)
• K+ channels ปิด (ปิดอย่างช้าๆ)
• Na+ channels ปิด
• ศักย์เยือ่ เซลล์เป็นลบมากกว่าสภาพปกติ (hyperpolarization)
o ระยะดือ้ (refractory period)
o ระยะดือ้ (refractory period)
• คือ ช่วงเวลาที่เซลล์ประสาทไม่ตอบสนองต่อการกระตุ้น แม้ว่าจะมีแรง
กระตุ้นมากกว่าค่า Threshold
• เกิดขึ้นเมื่อเซลล์ประสาทถูกกระตุ้นบริเวณเดิมติดๆกัน โดยการกระตุ้นครั้งที่ 2
จะไม่มีผลตอบการตอบสนอง
• เนื่องจากการกระตุ้นครั้งแรกทาให้เซลล์ประสาทยังอยู่ในสภาพที่ไม่พร้อมต่อ
การเปลี่ยนแปลงประจุไฟฟ้า
o ระยะดือ้ (refractory period)
• ระยะดื้อ (refractory period)
• ระยะดื้อสมบูรณ์
(absolute
refractory
period)

• ระยะดื้อสัมพัทธ์
(relative
refractory
period)
o ระยะดื้อ (refractory period)
• ระยะดื้อสมบูรณ์ (absolute refractory period)
• เป็นระยะที่ Na+ channel เปิด Na+ ไหลเข้าสู่เซลล์
• ไม่สามารถเกิด Action potential ครั้งที่ 2 แม้ว่าจะให้แรง
กระตุ้นเท่าไหร่ก็ตาม

• ระยะดื้อสัมพัทธ์(relative refractory period)


• สามารถเกิด Action potential ครั้งที่ 2 ได้ ถ้ากระตุ้นด้วย
แรงที่มากกว่า Threshold มากๆ
o ระยะดื้อ (refractory period)
o ระยะดื้อ (refractory period)
o การท้างานของเซลล์ประสาท
o การส่งกระแสประสาท

   
o การส่งกระแสประสาท


o การส่งกระแสประสาท

  
o การส่งกระแสประสาท

   

 Action Potential เกิดเนื่องจาก Na+ ไหลเข้าสู่ภายในเซลล์ที่ตาแหน่งที่


 ของเส้นใย axon
o การส่งกระแสประสาท

   

 Na+ ที่ไหลเข้า ทาให้เกิด Depolarization Na+ จะเหนี่ยวนาให้เกิด Action


potential ในบริเวณข้างเคียง 
 บริเวณที่ มีการไหลออกของ K+ เข้าสู่ระยะ Repolarization
o การส่งกระแสประสาท

   

 บริเวณที่ ถูกเหนี่ยวนาให้เกิด Action potential


 บริเวณที่ มีการไหลออกของ K+ เข้าสู่ระยะ Repolarization
 บริเวณที่ กลับเข้าสู่ระยะพักของเซลล์
o การส่งกระแสประสาท
o การส่งกระแสประสาท
o การส่งกระแสประสาท
o การส่งกระแสประสาท
o การส่งกระแสประสาท
1. การส่งกระแสประสาทแบบต่อเนือ่ ง (continuous conduction)

• Action potential จะเคลื่อนไป


ตามแอกซอน

• เกิดใน unmyelinated axon

• ส่งกระแสประสาทได้ช้ากว่าแบบ
กระโดด
o การส่งกระแสประสาท
2. การส่งกระแสประสาทแบบกระโดด
(saltatory conduction)
• การส่งกระแสประสาทจะเกิดเฉพาะ
บริเวณ node of Ranvier
• เกิดใน myelinated axon
• ส่งกระแสประสาทได้เร็วกว่า
แบบต่อเนื่อง
o การท้างานของเซลล์ประสาท
• ความเร็วในการส่งกระแสประสาท
1. เยื่อไมอีลิน axon ที่มีเยื่อไมอีลินจะเคลื่อนที่เร็วกว่าเซลล์ประสาทที่ไม่
มีเยื่อไมอีลิน
2. Node of Ranvier ห่างมากกระแสประสาทจะเคลื่อนที่เร็ว
3. เส้นผ่านศูนย์กลาง ถ้ามีขนาดใหญ่จะเคลื่อนที่เร็ว เนื่องจาก
ความต้านทานการเคลื่อนที่ของไอออน แปรผกผันกับ พื้นที่ภาคตัดขวาง
ของเส้นใยประสาท
o การท้างานของเซลล์ประสาท
• การส่งกระแสประสาททีซ่ แิ นปส์ (synaptic transmission)
o การท้างานของเซลล์ประสาท
• การส่งกระแสประสาททีไ่ ซแนปส์ (synaptic transmission)

• เซลล์ที่ส่งกระแสประสาทเรียกว่า Presynaptic cell


• เซลล์ท่รี ับกระแสประสาทเรียกว่า Postsynaptic cell
o การท้างานของเซลล์ประสาท
• การส่งกระแสประสาททีไ่ ซแนปส์ (synaptic transmission)

• การส่งกระแสประสาทที่ไซแนปส์ มี 2 แบบ
1. ไซแนปส์ไฟฟ้า (electrical synapse)
2. ไซแนปส์เคมี (chemical synapse)
o การท้างานของเซลล์ประสาท
• 1. ไซแนปส์ไฟฟ้า (electrical synapse)
• Action potential สามารถผ่าน
จาก Presynaptic cell ไปยัง
Postsynaptic cell
• ผ่านทางช่องไซแนปส์ที่มีขนาด
เล็กมา เรียกว่า Gap junction
• ถ่ายทอดสัญญาณได้เร็ว ไม่ต้อง
อาศัยสารสื่อประสาท
• พบค่อนข้างน้อย
o การท้างานของเซลล์ประสาท
• 1. ไซแนปส์ไฟฟ้า (electrical synapse)
o การท้างานของเซลล์ประสาท
• ไซแนปส์เคมี
(chemical
synapse)
o การท้างานของเซลล์ประสาท
• ซิแนปส์เคมี (chemical synapse)
o การท้างานของเซลล์ประสาท
• ไซแนปส์เคมี (chemical synapse)
• พบได้มากกว่า electrical synapse
• ช่องระหว่าง เซลล์ประสาท 2 เซลล์
เรียกว่า synaptic cleft
• Action potential จะกระตุ้นให้
Ca2+ เข้ามาในเซลล์ ทาให้ synaptic
vesicle ไปรวมกับเยื่อเซลล์แล้ว
ปล่อยสารสื่อประสาท
(neurotransmitter) ออกมา
• Neurotransmitter ไปจับกับตัวรับ
ที่ ion channels
o การท้างานของเซลล์ประสาท
• ไซแนปส์เคมี (chemical synapse)
สารสื่อประสาท
(neurotransmitter)
• สร้างและเก็บไว้ที่เซลล์ประสาท
• สารที่หลั่งออกมาเพื่อเป็นตัวกลาง
ในการถ่ายทอดกระแสประสาท
ผ่านรอยต่อระหว่างเซลล์
(Synaptic cleft)
• สารสื่อประสาท เช่น แอซิติลโคลีน
(acetylcholine) , นอร์เอพิเนฟริน
(norepinephrine) ,เอนดอร์ฟิน
(endorphin), โดปามีน (dopamine)
o การท้างานของเซลล์ประสาท
• ซิแนปส์เคมี (chemical synapse)
o การท้างานของเซลล์ประสาท
• ไซแนปส์เคมี (chemical synapse)
• มี 2 กรณี
• excitatory postsynaptic potential; EPSP
กระตุ้นประตู Na+ เปิด เกิด depolarization

• inhibitory postsynaptic potential; IPSP


กระตุ้นประตู K+ เปิด เกิด hyperpolarization

• ขึ้นอยู่กับชนิดของสารสื่อประสาทและ receptor
o การท้างานของเซลล์ประสาท
• สารที่มผี ลต่อการถ่ายทอดกระแสประสาททีไ่ ซแนปส์
สารเคมี ผลต่อการถ่ายทอดกระแสประสาท
ยับยัง้ การปล่อยสารสื่อประสาท กระแสประสาทถูกส่งไปที่
ยาระงับประสาท
สมองน้อยลง มีอาการสงบ

สารนิโคติน กระตุน้ ให้ปล่อยสารสื่อประสาทออกมามาก ทาให้เกิดการ


คาเฟอีน แอมเฟตามีน กระตุน้ ประสาทตลอดเวลา มีอาการตื่นตัวและหัวใจเต้นเร็ว
o การท้างานของเซลล์ประสาท
• ความเร็วในการส่งกระแสประสาท
1. เยื่อไมอีลิน axon ที่มีเยื่อไมอีลินจะเคลื่อนที่เร็วกว่าเซลล์ประสาทที่ไม่
มีเยื่อไมอีลิน
2. Node of Ranvier ห่างมากกระแสประสาทจะเคลื่อนที่เร็ว
3. เส้นผ่านศูนย์กลาง ถ้ามีขนาดใหญ่จะเคลื่อนที่เร็ว
4. จานวนไซแนปส์ จานวนไซแนปส์มากจะส่งกระแสประสาทได้ชา้
o ศูนย์ควบคุมระบบประสาทของคน
• มีระบบประสาททีพ่ ฒ ั นามาก
ประกอบด้วย
1. ระบบประสาทส่วนกลาง (Central
nervous system; CNS)
ได้แก่ สมองและไขสันหลัง (brain and spinal
cord)
2. ระบบประสาทรอบนอก (peripheral
nervous system; PNS)
ได้แก่ เส้นประสาทสมอง(cranial nerve) และ
เส้นประสาทไขสันหลัง(spinal nerve)
o ระบบประสาทส่วนกลาง (Central nervous system;
CNS)
• สมองและไขสันหลัง
o ศูนย์ควบคุมระบบประสาท

• สมองและไขสันหลัง เจริญมาจาก นิวรัลทิวป์ (neural tube)


• ในระยะเอ็มบริโอ สมองของสัตว์มีกระดูกสันหลังมีลกั ษณะเป็นหลอด
กลวง เรียกว่า นิวรัลทิวป์ (neural tube) ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน
คือ สมองส่วนหน้า สมองส่วนกลาง และสมองส่วนหลัง
o ศูนย์ควบคุมระบบประสาท
• สมอง(brain) • CSF (cerebrospinal
Protection:
fluid) : ระหว่างเยื่อหุ้มสมอง
• Bone
ชั้นกลางและชั้นใน เป็นที่อยู่
• เยื่อหุ้มสมอง (Meninges) 3 ชั้น:
ของน้าเลี้ยงสมองและไขสัน
– dura mater (outer)
หลัง(cerebrospinal fluid
– arachnoid mater (middle)
; CSF)
– pia mater (inner)
o ศูนย์ควบคุมระบบประสาท
• สมอง (brain)
• สมองของคนมีน้าหนักประมาณ 1.4 กิโลกรัม
• แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ
1. สมองส่วนหน้า (Forebrain)
2. สมองส่วนกลาง (Midbrain)
3. สมองส่วนท้าย (Hindbrain)
o ศูนย์ควบคุมระบบประสาท
• สมอง (brain)
• ด้านนอกเป็นเนื้อสีเทา
(gray matter) มีตัวเซลล์
ประสาทและ แอกซอนที่ไม่มี
เยื่อไมอีลิน

• ด้านในเป็นเนื้อสีขาว
(white matter)
ประกอบด้วยใยประสาทที่มี
เยื่อไมอีลิน
o ศูนย์ควบคุมระบบประสาท
• สมอง (brain)
o ศูนย์ควบคุมระบบประสาท
• สมอง (brain)
o ศูนย์ควบคุมระบบประสาท
• สมอง (brain)
o ศูนย์ควบคุมระบบประสาท
• สมอง (brain)
o ศูนย์ควบคุมระบบประสาท
1. สมองส่วนหน้า (Forebrain) ประกอบด้วย
• ซีรีบรัม (cerebrum)
• ไฮโปทาลามัส (hypothalamus)
• ทาลามัส (thalamus)
• อัลแฟกทอรีบัลบ์ (olfactory bulb)
2. สมองส่วนกลาง (Midbrain)
3. สมองส่วนหลัง (Hindbrain) ประกอบด้วย
• เซรีเบลลัม (cerebellum)
• พอนส์ (pons)
• เมดัลลาออบลองกาตา (medulla oblongata)
o สมอง (brain)
① สมองส่วนหน้า (Forebrain)
ประกอบด้วย
• ซีรีบรัม (cerebrum)
• ไฮโปทาลามัส (hypothalamus)
• ทาลามัส (thalamus)
• อัลแฟกทอรีบัลบ์ (olfactory bulb)
o สมอง (brain)
① สมองส่วนหน้า (Forebrain)
 ซีรีบรัม (cerebrum)
• Cerebral cortex แบ่งออกเป็น 4 lobe
• Frontal lobe
• Parietal lobe
• Temporal lobe
• Occipital lobe
o สมอง (brain)
① สมองส่วนหน้า (Forebrain)
 cerebral cortex : ระหว่างพู frontal lobe และ parietal lobe

Somato-
motor sensory
cortex cortex
ควบคุมการ รับข้อมูล
ท้างานของ เกี่ยวกับการ
กล้ามเนื้อ สัมผัส ความ
โครงร่าง เจ็บปวด
o สมอง (brain)
o สมอง (brain)
① สมองส่วนหน้า (Forebrain)
 ซี รีบรัม (cerebrum)
• Frontal lobe
• ส่วนหน้าสุดบริเวณหน้าผาก
• ควบคุมเกี่ยวกับการพูด
• ทาหน้าที่เกี่ยวกับ ความจา ความคิด
เชาวน์ปัญญา
• ควบคุมความฉลาดระดับสูง ได้แก่
สมาธิ การวางแผน การตัดสินใจ
• ศูนย์ควบคุมการทางานของ
กล้ามเนื้อลาย (motor area)
o สมอง (brain)
① สมองส่วนหน้า (Forebrain)
 ซี รีบรัม (cerebrum)
• Parietal lobe
• อยู่ด้านหลังตอนบนของศีรษะ
• ศูนย์ควบคุมการรับความรู้สึก
(sensory area)
• ความเข้าใจและการใช้คาพูด
o สมอง (brain)
① สมองส่วนหน้า (Forebrain)
 ซี รีบรัม (cerebrum)
• Temporal lobe
• อยู่ด้านข้างของศีรษะ ใต้
กระดูกขมับ
• ทาหน้าที่เกี่ยวกับ การดม
กลิ่น การได้ยิน การจดจา
การรับรู้ภาษา
o สมอง (brain)
① สมองส่วนหน้า (Forebrain)
 ซี รีบรัม (cerebrum)
• Occipital lobe
• อยู่ส่วนท้ายของศีรษะ
อยู่ชิดกับกระดูกท้ายทอย
• ทาหน้าที่เกี่ยวกับ การ
มองเห็น
o สมอง (brain)
① สมองส่วนหน้า (Forebrain)
 ไฮโปทาลามัส (hypothalamus)
• เป็นสมองส่วนที่เป็นทางติดต่อ
กับเซรีบรัมกับก้านสมอง
• อยูใ่ ต้ทาลามัส และค่อนไป
ทางด้านหน้าติดกับต่อมใต้
สมอง (pituitary gland)
o สมอง (brain)
① สมองส่วนหน้า (Forebrain)
 ไฮโปทาลามัส (hypothalamus)
หน้าที่ของไฮโพทาลามัส
• ศูนย์ควบคุมการเต้นของหัวใจ ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิ
• ศูนย์ควบคุมสมดุลน้าและเกลือแร่
• ศูนย์ควบคุมการนอนหลับ ความหิว ความอิ่ม ความกระหาย
• ศูนย์ควบคุมอารมณ์และความรู้สึกต่างๆ
• สร้างฮอร์โมนประสาท(neurohormone) ส่งไปควบคุมการหลั่ง
ฮอร์โมนของต่อมใต้สมองส่วนหน้า
o สมอง (brain)
① สมองส่วนหน้า (Forebrain)
 ทาลามัส (thalamus)
• อยู่ใต้ซีรีบรัม
• ทาหน้าที่ เป็นศูนย์รวมกระแสประสาท
ผ่านเข้าออก และแยกกระแสประสาท
ไปยังสมองส่วนต่างๆ
o สมอง (brain)
① สมองส่วนหน้า (Forebrain)
 อัลแฟกทอรีบัลบ์ (olfactory bulb)
• ทาหน้าที่ดมกลิ่น
• เจริญดีในกลุ่มปลาและสัตว์สะเทินน้า
สะเทินบก
• ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอัลแฟกทอรีบัลบ์จะ
ไม่ค่อยเจริญ
o สมอง (brain)
② สมองส่วนกลาง (Midbrain)
• ทาหน้าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของ
ลูกตาและม่านตา (pupil reflex)
• เจริญดีในสัตว์พวกปลา กบ ทา
หน้าที่เป็นศูนย์กลางการ
มองเห็น(optic lobe)
o สมอง (brain)
③ สมองส่วนหลัง (Hindbrain)
o สมอง (brain)
③ สมองส่วนหลัง (Hindbrain)
 เซรีเบลลัม (cerebellum)
• ประกอบด้วย เนื้อเยื่อ 2 ชั้น
- ชั้นนอกมีสีเทา
- ชั้นในมีสขี าวแตกกิ่งก้านสาขาคล้ายกิ่งไม้
• ทาหน้าที่ประสานการเคลื่อนไหวของร่างกาย
ควบคุมการทรงตัวของร่างกาย
o สมอง (brain)
③ สมองส่วนหลัง (Hindbrain)
 พอนส์ (pons)

• เป็นทางผ่านของกระเเสประสาท
ระหว่างสมองส่วนซีรีบรัมเเละ
ซีรเี บลลัม
• ทาหน้าที่ควบคุมการเคี้ยว การหลั่ง
น้าลาย การเคลื่อนไหวของใบหน้า
ควบคุมการหายใจ
o สมอง (brain)
③ สมองส่วนหลัง (Hindbrain)
 เมดัลลาออบลองกาตา
(medulla oblongata)
• เป็นสมองส่วนที่ต่อจากพอนส์ ตอน
ปลายติดกับไขสันหลัง
• ทาหน้าที่ควบคุมการทางานของระบบ
ประสาทอัตโนวัติ
• เป็นทางผ่านของกระเเสประสาท
ระหว่างสมองกับไขสันหลัง
• ควบคุมการเต้นของหัวใจ ศูนย์ควบคุม
การหายใจ ความดันเลือด การกลืน
การจาม การสะอึก การอาเจียน
o ไขสันหลัง (spinal cord)
• อยู่ภายในกระดูกสันหลังตั้งแต่กระดูกสันหลังบริเวณคอข้อแรกถึง
กระดูกสันหลังบริเวณเอวข้อที่ 2
• สมองและไขสันหลังจัดอยู่ในระบบประสาทส่วนกลาง (central
nervous system; CNS)
o ไขสันหลัง (spinal cord)
o ไขสันหลัง (spinal cord)
o ไขสันหลัง (spinal cord)
o ระบบประสาทรอบนอก (peripheral nervous
system; PNS)
o เส้นประสาทสมอง (cranial nerve)
• เส้นประสาทสมองของมนุษย์มีจานวน 12 คู่
• จัดอยู่ในระบบประสาทรอบนอก (peripheral nervous system; PNS)
o ชนิดของเส้นประสาท
1. Sensory nerve
2. Motor nerve
3. Mixed nerve
o เส้นประสาทสมอง (cranial nerve)
① ⑦



③ ⑩

⑤ ⑦


o เส้นประสาทสมอง (cranial nerve)
name Nerve type function
I Olfactory sensory ดมกลิ่น
II Optic sensory มองเห็น
III Oculomotor motor การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อลูกตา
IV Trochlear motor การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อลูกตา
V Trigeminal mixed รับความรู้สึกบริเวณใบหน้า และการบดเคี้ยว
VI Abducens motor การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อลูกตา
VII Facial mixed ควบคุมการเคลื่อนไหวของใบหน้า หลับตา ลืมตา
ยิ้ม ยิงฟัน และรับรสอาหาร
VIII Vestibulocochlear sensory การได้ยินเสียง รับรู้การทรงตัว
IX Glossopharyngeal mixed ควบคุมการกลืนอาหาร การรับรสอาหาร
X Vagus mixed รับความรู้สึกและสั่งการบริเวณช่องอกและช่องท้อง
XI accessory motor ยักไหล่ เคลื่อนไหวคอ ศีรษะ
XII Hypoglossal motor เคลื่อนไหวลิ้น แลบลิ้น กระดกลิ้น
o เส้นประสาทไขสันหลัง (spinal nerve)
• ปลายของไขสันหลังจะพบ เส้นประสาทไขสันหลัง (spinal nerve)
มีจานวน 31 คู่
• จัดอยู่ในระบบประสาทรอบนอก (peripheral nervous system;
PNS)
o เส้นประสาทไขสันหลัง (spinal nerve)
• เส้นประสาทที่แยกออกจากไขสันหลังมีทั้งหมด 31 คู่
• แบ่งออกเป็นทั้งหมด 5 บริเวณดังนี้
• เส้นประสาทบริเวณคอ (cervical nerve) 8 คู่
• เส้นประสาทบริเวณอก (thoracal nerve) 12 คู่
• เส้นประสาทบริเวณเอว (lumbar nerve) 5 คู่
• เส้นประสาทบริเวณกระเบนเหน็บ (sacral nerve) 5คู่
• เส้นประสาทบริเวณก้นกบ (coccygeal nerve) 1 คู่
• เป็นเส้นประสาทผสม (mixed nerve)
o เส้นประสาทไขสันหลัง

ปมประสาทรากบน
ของไขสันหลัง
o เส้นประสาทไขสันหลัง
• การทางานของเส้นประสาทไขสันหลัง
o เส้นประสาทไขสันหลัง
o เส้นประสาทไขสันหลัง
• การทางานของเส้นประสาทไขสันหลัง
o การท้างานของระบบประสาท
ระบบประสาท

ระบบประสาทส่วนกลาง ระบบประสาทรอบนอก
Central nervous system Peripheral nervous system

สมอง ไขสันหลัง ส่วนทีร่ บั ความรูส้ กึ ส่วนทีส่ งั่ การ

ระบบประสาทโซมาติก ระบบประสาทอัตโนวัติ
(somatic nervous system) (autonomic nervous system)

ระบบประสาทซิมพาเทติก ระบบประสาทพาราซิมพาเทติก
(Sympathetic nervous system) (Parasympathetic nervous system)
o การท้างานของระบบประสาท
 ระบบประสาทโซมาติก(somatic nervous system)
 ระบบประสาทอัตโนวัติ (autonomic nervous system)
o การท้างานของระบบประสาท
 ระบบประสาทโซมาติก(somatic nervous system)
 ระบบประสาทอัตโนวัติ (autonomic nervous system)
o การท้างานของระบบประสาท
 ระบบประสาทโซมาติก (somatic nervous system; SNS)
• Reflex action:
o การท้างานของระบบประสาท
 ระบบประสาทโซมาติก (somatic nervous system; SNS)
• Reflex action:
o การท้างานของระบบประสาท
 ระบบประสาทโซมาติก: การตอบสนองแบบรีเฟล็กซ์
o การท้างานของระบบประสาท
 ระบบประสาทโซมาติก: การตอบสนองแบบรีเฟล็กซ์
รีเฟล็กซ์แอกชัน(reflex action) คือ การสนองตอบสิ่งเร้าอย่าง
ฉับพลันของหน่วยปฏิบัติงานจากการสั่งการของไขสันหลัง โดยไม่ต้อง
อาศัยคาสั่งจากสมอง
o การท้างานของระบบประสาท
 ระบบประสาทโซมาติก: การตอบสนองแบบรีเฟล็กซ์
วงจรรีเฟล็กซ์ (reflex arc)
ประกอบด้วย
1. หน่วยรับความรู้สึก (อวัยวะ
รับสัมผัส)
2. เซลล์ประสาทรับความรู้สึก
3. เซลล์ประสาทประสานงาน
(อาจพบหรือไม่พบก็ได้)
4. เซลล์ประสาทสั่งการ
5. หน่วยปฏิบัติงาน (กล้ามเนื้อ
ลาย)
o การท้างานของระบบประสาท
 ระบบประสาทโซมาติก: การตอบสนองแบบรีเฟล็กซ์
วงจรรีเฟล็กซ์ (reflex arc)
ประกอบด้วย
1. หน่วยรับความรู้สึก (อวัยวะ
รับสัมผัส)
2. เซลล์ประสาทรับความรู้สึก
3. เซลล์ประสาทประสานงาน
(อาจพบหรือไม่พบก็ได้)
4. เซลล์ประสาทสั่งการ
5. หน่วยปฏิบัติงาน (กล้ามเนื้อ
ลาย)
o การท้างานของระบบประสาท
 ระบบประสาทอัตโนวัติ (autonomic nervous system)
o การท้างานของระบบประสาท
 ระบบประสาทอัตโนวัติ (autonomic nervous system)
o การท้างานของระบบประสาท
 ระบบประสาทอัตโนวัติ (autonomic nervous system)
• ระบบประสาทซิมพาเทติก
(Sympathetic nervous
system)

• ระบบประสาทพาราซิมพาเทติก
(Parasympathetic nervous
system)
o การท้างานของระบบประสาท
 ระบบประสาทอัตโนวัติ (autonomic nervous system)
 Sympathetic division
• มาจากไขสันหลังส่วนอกและ
เอว
• Ganglion เห็นได้ชัดเจนอยู่ใกล้
กับไขสันหลัง
• Preganglionic neuron หลั่ง
Acetylcholine
• Postganglionic neuron หลั่ง
Norepinephrine
• เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงาน
o การทางานของระบบประสาท
 ระบบประสาทอัตโนวัติ (autonomic nervous system)
 Parasympathetic division
• มาจากสมองส่วนหลัง และไขสันหลังใต้
กระเบนเหน็บ (sacrum)
• Ganglion เห็นได้ไม่ชัดเจน มักอยู่ใกล้กับ
อวัยวะเป้าหมาย
• Preganglionic neuron หลั่ง
Acetylcholine
• Postganglionic neuronหลั่ง
Acetylcholine
• เกี่ยวข้องกับการรักษาพลังงาน
เปรียบเทียบ Parasympathetic division Sympathetic division
ศูนย์กลางการสั่งงาน สมองส่วนหลัง และไขสันหลังใต้ ไขสันหลังส่วนอกและเอว
กระเบนเหน็บ (sacrum)
จานวน motor neuron 2 2
Preganglionic neuron ยาว สั้น
Postganglionic neuron สั้น ยาว
Ganglion เห็นได้ไม่ชัดเจน มักอยู่ใกล้กับ เห็นได้ชัดเจน อยู่ใกล้กับไขสันหลัง
อวัยวะเป้าหมาย
สารสื่อประสาทที่ Acetylcholine Acetylcholine
Preganglionic neuron
หลั่ง
สารสื่อประสาทที่ Acetylcholine Norepinephrine
Postganglionic neuron
หลั่ง
การทากิจกรรม การรักษาพลังงาน การใช้พลังงาน
o การท้างานของระบบประสาท
 ระบบประสาทอัตโนวัติ (autonomic nervous system)
o อวัยวะรับความรูส้ กึ
ประกอบด้วย
 นัยน์ตากับการมองเห็น
 หูกับการได้ยิน
 จมูกกับการดมกลิ่น
 ลิ้นกับการรับรส
 ผิวหนังกับการรับความรู้สึก
o นัยน์ตากับการมองเห็น

• Sclera: เนื้อเยื่อเกี่ยวพันชั้นนอกสุดของลูกตา ส่วนหน้าสุดมีลักษณะโปร่งใส


และนูน เรียกว่า กระจกตา(cornea) ทาหน้าที่รับและให้แสงผ่านเข้าสู่
ภายในกระจกตา
o นัยน์ตากับการมองเห็น

• Choroid: ชั้นเนื้อเยื่อที่มีรงควัตถุ(melanin) มีเส้นเลือดมาหล่อเลี้ยง


ทาหน้าที่ป้องกันไม่ให้แสงทะลุผ่านชั้นเรตินาไปที่หลังตาโดยตรง
• Iris: ม่านตา ควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าตา มีรงควัตถุทาให้เกิดสีของตา
• Pupil: รูม่านตา ช่องให้แสงผ่าน ควบคุมโดย ANS
• Lens: เลนส์ตา
o Iris: ม่านตา - Pupil: รูม่านตา
o นัยน์ตากับการมองเห็น
o นัยน์ตากับการมองเห็น
o นัยน์ตากับการมองเห็น
ปริมาณ Circular Radial
แสง ม่านตา รูม่านตา muscle muscle ควบคุมโดย
ใน นอก
แสงมาก หรี่ แคบ หด คลาย parasympathetic
แสงน้อย ขยาย กว้าง คลาย หด sympathetic
o นัยน์ตากับการมองเห็น

• Retina: ชั้นที่มีเซลล์รับแสง แบ่งได้ 2 ชนิด Photoreceptor


• 1. เซลล์รูปแท่ง(rod cell)
• 2. เซลล์รูปกรวย(cone cell)
• บริเวณ optic disc จะไม่มีเซลล์รับแสง เนื่องจากมีเส้นประสาทอยู่
o นัยน์ตากับการมองเห็น
• Retina: ชั้นที่มีเซลล์รับแสง
แบ่งได้ 2 ชนิด
1. เซลล์รูปแท่ง(rod cell) (125
ล้านเซลล์) ไม่สามารถแยกความ
แตกต่างของสีได้ ไวต่อการรับแสง
สว่างในที่ที่มีแสงน้อย

2. เซลล์รูปกรวย(cone cell) (6
ล้านเซลล์) สามารถแยกความ
แตกต่างของสีต่างๆได้ จะแยกสีได้
ต่อเมื่อมีแสงสว่างมาก
o นัยน์ตากับการมองเห็น
o นัยน์ตากับการมองเห็น
• การเกิดภาพ
o นัยน์ตากับการมองเห็น • จุดบอด (blind spot) เป็น
• ตาแหน่งรับภาพทีเ่ รตินา บริเวณที่มองไม่เห็นภาพ ไม่
มีเซลล์รูปแท่งและเซลล์รูป
กรวย มีแต่แอกซอนของ
เส้นประสาทตา (optic
nerve)

• โฟเวีย (fovea) เป็นแอ่งรูป


กรวย เป็นจุดที่มีเซลล์รูป
กรวยอยู่หนาแน่นกว่า
บริเวณอื่น จึงเกิดเป็นภาพได้
ชัดเจนที่สุด
o นัยน์ตากับการมองเห็น • อาศัยการทางานของกล้ามเนื้อยึด
• การเปลีย่ นแปลงของเลนส์ตา เลนส์ (ciliary muscle) และ เอ็น
ยึดเลนส์(suspensory ligament)
• วัตถุอยู่ใกล้
– กล้ามเนื้อหดตัว ดึงให้ขอบของชั้น
choroid เข้ามาใกล้เลนส์
– เอ็นยึดเลนส์หย่อน ทาให้เลนส์โป่ง
ออก
• วัตถุอยู่ไกล
– กล้ามเนื้อคลายตัว ขอบของชั้น
choroid ขยายออก
– เอ็นยึดเลนส์ตึง ทาให้เลนส์แบนลง
o นัยน์ตากับการมองเห็น
ciliary suspensory
ระยะ เลนส์ ภาพ
muscle ligament
ใกล้ หดตัว หย่อน โป่งออก

ไกล คลายตัว ตึง แบน


o นัยน์ตากับการมองเห็น
เซลล์รูปแท่ง (rod cell)
• กลไกการมองเห็น
• สารสีม่วงแดง (rhodopsin) ฝังอยู่บน
เยื่อหุ้มเซลล์รูปแท่ง
• rhodopsin = โปรตีนออพซิน (opsin)
+ สารเรตินอล(retinol)
• มีความไวต่อแสง
• แสงกระตุ้นให้โมเลกุลเรตินอลเปลี่ยนไป
จนไม่สามารถจับกับออพซิน เกิด
กระแสประสาทไปที่สมอง แปลเป็น
ภาพ
• ถ้าไม่มีแสงออพซินและเรตินอลจะรวมตัว
กันเป็นโรดอพซินใหม่
o นัยน์ตากับการมองเห็น
• กลไกการมองเห็น
เซลล์รูปกรวย (cone cell)
• แบ่งตามความไวต่อช่วงความยาวคลื่นแสง
ได้ 3 ชนิด
• เซลล์รูปกรวยไวต่อแสงสีน้าเงิน
• เซลล์รูปกรวยไวต่อแสงสีแดง
• เซลล์รูปกรวยไวต่อแสงสีเขียว
• การกระตุ้นเซลล์รูปกรวยแต่ละชนิดพร้อม
กัน ด้วยความเข้มของแสงสีต่างกัน ทาให้เกิด
การผสมสีต่างๆ
o นัยน์ตากับการมองเห็น
 ความผิดปกติของสายตา
• สายตาสัน้ (myopia) • สายตายาว (hyperopia)
o นัยน์ตากับการมองเห็น
 ความผิดปกติของสายตา
• สายตาสั้น (myopia)
• สายตาสั้น (myopia) ภาวะที่
กระบอกตายาวกว่าปกติ เมื่อมี
การหักเหโดยดวงตาแล้วแสงนั้น
ตกก่อนถึงจอประสาทตา
• * การแก้ไข โดยการใส่แว่นตาที่
ประกอบด้วยเลนส์เว้า ช่วย
กระจายแสง เพื่อยืดความยาว
ของโฟกัสออกให้มาตกที่
บริเวณเรตินาพอดี
o นัยน์ตากับการมองเห็น
 ความผิดปกติของสายตา
• สายตายาว (hyperopia) • สายตายาว(hyperopia)
คือ ภาวะที่กระบอกตาสั้น
กว่าปกติ ทาให้แสงที่หักเห
ตกเลยจอประสาทตา
• * การแก้ไข ทาได้โดยการใส่
แว่นตาที่ประกอบด้วยเลนส์
นูน ช่วยรวมแสง เพื่อให้แสง
มาตกที่บริเวณเรตินาพอดี
o นัยน์ตากับการมองเห็น
 ความผิดปกติของสายตา • สายตาเอียง(astigmatism) คือ
• สายตาเอียง (astigmatism) สภาวะเกิดจากการที่ผิวกระจกตา
หรือ เลนส์ ไม่สม่าเสมอทาให้โค้งไม่
เท่ากัน แสงจากวัตถุผ่านกระจกตาทา
ให้เกิดการหักเหและให้ภาพไม่เป็นจุด
ชัด
• * การแก้ไข โดยการใช้เลนส์
ทรงกระบอกหรือทั้งเลนส์
ทรงกระบอกและทรงกลม เพื่อให้
แสงในแต่ละระนาบมาโฟกัสที่จุด
เดียวกัน
o นัยน์ตากับการมองเห็น
 ความผิดปกติของสายตา
• ตาบอดสี (Color Blindness)
o หูกับการได้ยนิ

❀ หูชั้นนอก
• ประกอบด้วยใบหู และรูหู
• โครงสร้างของใบหูเป็นกระดูกอ่อน
ทาหน้าที่รับและรวบรวมคลื่นเสียง
ให้ผ่านช่องหูชั้นนอก

• เยื่อแก้วหู (eardrum หรือ tympanic membrane)


• เป็นเยื่อบางๆ กั้นอยู่ระหว่างหูชั้นนอกกับหูชั้นกลาง
• สามารถสั่นเมื่อได้รับคลื่นเสียงและส่งแรงสั่นสะเทือนเข้าไปในหูชั้น
กลาง
o หูกับการได้ยนิ

❀ หูชั้นกลาง
• มีลักษณะเป็นโพรง
• มีทอ่ ติดต่อกับคอหอยเรียกว่า
ท่อยูสเตเชียน(eustachian
tube) ทาหน้าที่ปรับความดัน
ระหว่างหูชั้นกลางและอากาศ
ภายนอก
o หูกับการได้ยนิ
❀ หูชั้นกลาง
• ประกอบด้วย กระดูกค้อน
(malleus) กระดูกทั่ง (incus)
และกระดูกโกลน (stapes)
• กระดูกทั้ง 3 ชิ้นจะยึดติดกัน เมื่อ
เกิดการสั่นสะเทือนจากเยื่อแก้วหู
ถ่ายทอดมายังกระดูกทั้งสาม ทาให้
เกิดการขยายความสั่นสะเทือนของ
คลื่นเสียงให้มากขึ้น
o หูกับการได้ยนิ
❀ หูชั้นใน : การได้ยนิ เสียง
o หูกับการได้ยนิ
❀ หูชั้นใน : การได้ยนิ เสียง
• Cochlea: ส่วนของหู
ชั้นในที่ทาหน้าที่เกี่ยวกับ
การได้ยิน
• สัญญาณเสียงทาให้เกิด
การสั่นของของเหลว
ภายใน cochlea เกิดการ
เปลี่ยนสัญญาณเสียงให้
เป็นกระแสประสาท
• ส่งกระแสประสาทไปยัง
เส้นประสาทสมองคู่ที่ 8
Mechanoreceptor
o หูกับการทรงตัว
❀ หูชั้นใน : การทรงตัว

• semicircular canal: ลักษณะเป็นหลอดครึ่งวงกลม 3 หลอดวางตั้งฉากกัน


• ภายในมีของเหลว(endolymph) บรรจุอยู่
• Ampulla: บริเวณโคนที่มีลักษณะโป่ง เซลล์ขนทาหน้าที่รับความรู้สึกทาให้เกิด
กระแสประสาทส่งไปตาม sensory neuron
o จมูกกับการดมกลิน่
• ตัวรับกลิ่น (Olfactory receptor)

• เป็น chemoreceptor ตอบสนองต่อ


สารเคมี
• สารเคมีที่มาสัมผัส ทาให้เกิดการส่ง
สัญญาณไปตามเส้นประสาทสมองคู่ที่ 1
ซึ่งทาหน้าที่รับกลิ่น
• ไปยังสมองส่วน olfactory bulb
o ลิ้นกับการรับรส
• ตัวรับรส (Gustatory receptor)
o ลิ้นกับการรับรส
• ตัวรับรส (Gustatory receptor)
o ลิ้นกับการรับรส
• ตัวรับรส (Gustatory receptor)

• เป็น chemoreceptor
• ปุ่มลิ้น(papilla) มีตุ่มรับรส(taste
bud) ทาหน้าที่รับรส
• ตัวรับรสจะตอบสนองต่อสารเคมีต่าง
ชนิดด้วยรูปแบบที่ต่างกัน
o ลิ้นกับการรับรส
• ตัวรับรส (Gustatory receptor)
• ทาให้เกิดการรับรู้รสต่าง ๆ จากนั้นจึงส่ง
สัญญาณผ่านเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7
และ 9
• รสพื้นฐาน: หวาน เค็ม เปรี้ยว ขม
และอูมามิ
o ผิวหนังกับการรับความรูส้ กึ
ผิวหนังมีหน่วยรับความรู้สึก ซึ่งเป็น
dendrite ของ sensory neuron
• Mechanoreceptor
– รับสัมผัส (touch receptor)
– รับแรงกด (pressure
receptor)
• Pain receptor
– Nociceptor
• Thermoreceptor
– Heat receptor
– Cold receptor

You might also like