100% found this document useful (1 vote)
233 views54 pages

Active Learning

Copyright
© © All Rights Reserved
We take content rights seriously. If you suspect this is your content, claim it here.
Available Formats
Download as PDF, TXT or read online on Scribd
100% found this document useful (1 vote)
233 views54 pages

Active Learning

Copyright
© © All Rights Reserved
We take content rights seriously. If you suspect this is your content, claim it here.
Available Formats
Download as PDF, TXT or read online on Scribd

สอนอย่างไรให้ถูกใจผู้เรียน

ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ
Active Learning :
การจัดเรียนรู้เชิงรุก : การเรียนรู้เชิงลึก
ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ
คณะศึกษาศาสตร์ มศว
Active Learning ทุกกิจกรรมสร้างปฏิสัมพันธ์กับบทเรียน

Active Learning คืออะไร ใครก็รู้ ต้องมีครู ที่มีใจ ช่วยไขขาน


ฝึกฝนศิษย์ ให้รู้คิด จินตนาการ ได้สื่อสาร ทางานเป็น เน้นกิจกรรม
ฝึกสังเกต วิเคราะห์ แก้ปัญหา ใช้ภาษา พูด - ฟัง ตั้งคาถาม
ใช้สมอง ซีกซ้าย-ขวา บูรณาการ สร้างผลงาน การเรียนรู้ คู่ความดี
กิจกรรม ย้ารู้ลึก หลายลีลา อภิปราย ค้นคว้าไป ในทุกที่
ใช้สื่อ-เสียง ภาพ- สายตา และไอที ผู้เรียนมี ปฏิสัมพันธ์ กันเป็นทีม
ได้แลกเปลี่ยน ประสบการณ์ สานความคิด ได้ผลผลิต กระบวนการ งานถ้วนถี่
ทั้งเดี่ยว-กลุ่ม แสนสนุก ถูกวิธี ปลูกความดี มีคุณธรรม นาสังคม
(ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ)
แนวการบรรยาย
เป็นการบรรยายเชิงปฏิบัติการโดยใช้ active Learning
เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจและเกิดทักษะในการจัดการ
เรียนรู้แบบ active Learning
เนื้อหา มุ่งให้เห็นความสาคัญของ active learning
กิจกรรม ตัวอย่าง ประสบการณ์ที่เป็นจริง
และการประยุกต์ใช้ active Learning ในการจัดการเรียนรู้
ทาไมต้อง Active Learning
ท่านคิดว่า “ความรู้”กับ”ความคิด” อะไรสาคัญกว่า
กัน
ท่านคิดว่าสิ่งที่เรารู้กับสิ่งที่เราไม่รู้ อะไรมีมากกว่ากัน
ท่านมั่นใจไหมหรือมั่นใจได้อย่างไรว่า สิ่งที่ท่านรู้มัน
ถูกต้อง
ทาไมต้อง Active Learning
คนเราเรียนรู้ได้จาก...
การอ่าน 10%
การฟัง 20% และที่มากไปกว่านี้
การเห็น 30% ???
การฟังและการเห็น 50% ได้คิด ค้น แสวงหา
การพูดและอภิปราย 70% สร้างสรรค์ ด้วยตัวเอง
การลงมือทา 80%
การสอนซึ่งกันและกัน 95%
“What I hear, I forget!”
“What I see, I remember!”

“What I do, I understand!” Teach less


่ ได้
่ ยน
(Xuncius)
Learn more
“สิงที ิ จะลืม”
่ ได้
“สิงที ่ เห็น จะจำ”
่ ได้
“สิงที ่ ทำ จะเข้ำใจ”
ทาไมต้อง Active Learning
“I never teach my students. I only attempt to provide
the conditions in which they can learn.”
Albert Einstein

“Education is not preparation for life. Education is life


itself.” John Dewey

“Great Teacher Don’t Teach” Ben Johnson

“Good Teacher is not only one who can teach but let
students teach themselves. John Dewey
ทาไมต้อง Active Learning
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ มาตราที่ 24
1. จัดเนื้อหาสาระ และกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของ
ผู้เรียน โดยคานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล
2. ฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ การแก้ปัญหา
3. จัดการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกปฏิบัติ อ่าน ทาได้ คิดเป็น
4. ผสมผสานความรู้สาระต่างๆอย่างสมดุล ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม ค่านิยม
5.จัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อ อานวยความสะดวกให้ผู้เรียนเกิดการ
เรียนรู้ ใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้
6. จัดการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา ร่วมมือกับผู้ปกครองชุมชน เพื่อพัฒนาผู้เรียน
ทาไมต้อง Active Learning
สมองกับการเรียนรู้
สมองกับการเรียนรู้
โครงสร้ างของสมอง
ซีกซ้าย ซีกขวา
ภาษา ความคิดสร้างสรรค์
สัญลักษณ์ จินตนาการ
ศิลปะ
การคิดวิเคราะห์
คิดสังเคราะห์
การจัดระบบ วางแผน
การเคลื่อนไหว จังหวะ
การเป็ นเหตุผล จิตใต้สานึก
การคานวณ ชอบตืน่ เต้น สนุกสนาน
วิทยาศาสตร์ ขี้เล่น ใช้อารมณ์
เห็นรายละเอียด มองภาพรวม
ทาพร้อมกันหลายอย่าง
.
จานวนเซลสมอง และปริมาณการติดต่ อสื่ อสารของ
เซลสมองเป็ นปัจจัยสาคัญของการพัฒนาสติปัญญา
การจัดการเรียนรู้ตามธรรมชาติ
และความแตกต่างระหว่างบุคคล

การจัดการเรียนรู้ในโลกยุคใหม่
ยุคแห่งสมอง
The Brain New World
Frontal lobe Parietal lobe
เหตุผลการแก้ปญั หา ประสาทสัมผัส
บุคลิกภาพ อารมณ์
Occipital lobe
การมองเห็น

Temporal lobe Cerebellum


ภาษา การฟัง พูด การทรงตัว การ
ประสานงานของ
ร่างกาย
ทฤษฎีพหุปัญญา(Multiples Intelligences Theory)

1. ภาษา (Verbal/Linguistic Intelligences)


2. เหตุผล/คณิตศาสตร์ (Logical/Mathematical )
3. ศิลปะ/ช่าง/ มิตสิ มั พันธ์ (Visual/Spatial )
4. ดนตรี/จังหวะ(Musical/Rhythmic Intelligences)
5. การเคลื่อนไหวร่างกาย/กีฬา (Bodily/Kinesthetic)
6. เข้าใจในธรรมชาติ(Naturalistic Intelligences )
7. มนุษยสัมพันธ์ (Interpersonal Intelligences )
8. การเข้าใจตน การคิด (Intrapersonal)
Animal school
จุดมุง่ หมาย : เพื่อสามารถดารงชีวิตในป่า
วิชา วิ่ง ปีนป่าย บิน ว่ายน้า
ผูเ้ รียน ห้อยโหน
ม้า
ลิง
ช้าง
นก
เป็ด
หลักการสอนโดยใช้สมองเป็นฐาน
1.สมองมีหลายส่วน ทางานต่างกัน
2.สมองมีกระบวนการทางานไปพร้อมๆกัน แต่ละส่วนมีการ
ประสานงานกัน จึงสามารถจัดกิจกรรมหลากหลายได้ในขณะเดียวกัน
3.สมองเป็นกระบวนการทางสังคม จะมีการพัฒนาการได้ร่วมกับ
สมองส่วนอื่น
4.ข้อมูลความรู้ถูกเก็บไว้ในหลายๆส่วนของสมองและถูกดึงมาใช้จาก
ความจาที่หลากหลายรูปแบบโดยทางเส้นประสาท
5.สมองสามารถรับรู้ทั้งในภาพรวมและรายละเอียดปลีกย่อยได้
หลักการสอนโดยใช้สมองเป็นฐาน
6. การเรียนรู้/ความรู้เกิดจากความรู้ภายใน(tacit)และการรับรู้
(Implicit)จากภายนอก
7. ความหมายของความรู้มีความสาคัญกว่าข้อมูลความรู้
8. การเรียนรู้เกิดได้จากทุกส่วนของร่างกาย ตั้งแต่การเคลื่อนไหว
ร่างกาย การใช้ประสาทสัมผัส และการจดจา
9. ความจามี 2 แบบคือการอ่านท่องจากับจาแบบสามัญสานึก
10. สมองมีการพัฒนา ครูต้องพัฒนาการเรียนการสอนในชั้นเรียน
เพื่อพัฒนาสมองและการเรียนรู้
มีตวั F กี่ตวั ?
FINISHED FILES ARE THE RESULT
OF YEARS OF SCIENTIFIC STUDY
COMBINED WITH THE
EXPERIENCE OF YEARS...
คณุอาน่ ได้ ไหม
ฉนัไม่อายกจะเชอื่เลยว่า ฉนัเข้าใจสงิ่ที่ฉนักาลงัอาน่อู่ยนี้
มนัเปน็ปฎกราากรณ์ของสอมงของม์ษุยน ผลการศกึาษ วจิยัจากม
วหายิทัาลยแบมคิร์จด พบว่า มนัไม่สคาญัเลยว่าตวัอรัษกเยีรงถูก
ตอ้งหรอืไม่ มนัสคาญัแค่ว่า ตวัอษักร ตวัแรกและตวัอษกัรตวัสดุ
ทาย้ของคานนั้อู่ยในตนาแห่งที่ ถกูตอ้ง ที่เลืหอนนั้มนัจะมวั่ซวั่อ่า
ยงไร คณุก็อาน่มนัได้อู่ยดี ที่เปน็อาย่งนี้เราพะสอมงของมษุน์ยนนั้
ไม่ได้อาน่ตวัอษกัรทกุตวัซกัหอน่ย แต่อาน่เปน็คาเตม็ๆคา
รูปใคร
เส้นไหนยาวกว่ากัน
สมองซีกขวา
มองภาพรวม คิดจินตนาการ สร้างสรรค์
พูดเป็ นคาๆ พูดไม่ เต็มประโยค
 โต๊ ะรกๆ ชอบขีดเขียนขยุกขยิก
 ใช้ อารมณ์ เป็ นฐานทุกเรื่อง
 ชอบตืน่ เต้ น สนุกสนาน กล้ าเสี่ ยง
 ไม่ ชอบอยู่นิ่งๆ ชอบเอามือเท้ าไปแหย่ เพือ่ น
 จาหน้ าคน ภาพ สถานที่ได้ แม่ น จาชื่อไม่ ได้ ขีล้ มื
 ชอบสั งคม คนหมู่มาก
 มักพูดนอกเรื่อง ชอบต่ อเติมคาพูดให้ สนุกสนาน
 สื่ อสารด้ วยสี หน้ า ออกท่ าทาง
 ถนัดดนตรี กีฬา ศิลปะ
สมองซีกขวา
มองภาพรวม คิดจินตนาการ สร้างสรรค์
พูดเป็ นคาๆ พูดไม่ เต็มประโยค
 โต๊ ะรกๆ ชอบขีดเขียนขยุกขยิก
 ใช้ อารมณ์ เป็ นฐานทุกเรื่อง
 ชอบตืน่ เต้ น สนุกสนาน กล้ าเสี่ ยง
 ไม่ ชอบอยู่นิ่งๆ ชอบเอามือเท้ าไปแหย่ เพือ่ น
 จาหน้ าคน ภาพ สถานที่ได้ แม่ น จาชื่อไม่ ได้ ขีล้ มื
 ชอบสั งคม คนหมู่มาก
 มักพูดนอกเรื่อง ชอบต่ อเติมคาพูดให้ สนุกสนาน
 สื่ อสารด้ วยสี หน้ า ออกท่ าทาง
 ถนัดดนตรี กีฬา ศิลปะ
ี มีการทางาน 4 แบบมากน ้อยต่างกัน
สมองมี 2 ซก

•คิดเชิงปรัชญา นักวิชาการคิด •คิดสร้างสรรค์ จินตนาการ


ลุ่มลึก คิดซับซ้อน นักปราชญ์
คิดประดิษฐ์ ทดลอง ศิลปะ
นักบวช นักค้นคว้า วิจัย ทดลอง
ชอบความจริงชัดเจน มีเหตุผล
กล้าเสี่ยง คิดแตกต่าง ใช้อารมณ์

•คิดเป็นระบบบริหาร จัดการ •นักมนุษยนิยม ชอบสนทนา คน


วางแผน ใข้อมูล เหตุผล หลักการ หมู่มาก มีมนุษยสัมพันธ์ เอื้ออาทร
เป็นระเบียบ ต้องเรียบร้อย ตรง ชอบสังคมสงเคราะห์ เป็นผู้นา
เวลา ต้องชัดเจน มั่นคงปลอดภัย ชอบบริการ
แบบการเรียนรู้ของผู้เรียนมีหลากหลาย
1. เรียนรู้ด้วยการดู ซักถาม พูดคุย จินตนาการ
2. เรียนรู้จากการฟัง คิด การอ่าน การจดจาข้อมูล
3. เรียนรู้จากการลงมือทา
4. เรียนรู้จากการคิดค้น ทดลอง พิสูจน์ การคิดแปลก
แตกต่าง ชอบค้นหาและค้นพบความรู้ด้วยตนเอง
การสอนแบบ 4 Mat
• ผู้เรียน คิดค้น • ผู้เรียน อยากรู้สงสัย
สร้าง ผลงานและ สังเกต เฝ้ามอง
เผยแพร่ สนทนา ซักถาม
If. • ผู้สอน คือผู้กระตุ้น
• ผู้สอน ร่วม Then Why
เรียนรู้ผู้ประเมิน ผู้ยั่วยุ

• ผู้เรียน ผู้แสดง How What


• ผู้เรียน ฟัง จด จา
ปฏิบัติ ฝึกฝน คิดวิเคราะห์
• ผู้สอน คือโค้ช/ ผู้ ไตร่ตรอง
กากับ ผู้ชี้แนะ • ผู้สอน สอน บอก
การสอนแบบ 4 Mat
If.Then Why
นร.คิดค้น สร้างผลงานเสียบกิง่ จาก ครูนาต้นเฟื่ องฟ้ า สารพัดสีท่ีผ่าน
ต้นไม้จริงแล้วนาเสนอความรู ้ ครูคือผู ้ การตัดแต่งอย่างสวยงามให้นกั เรียนดู
ร่วมเรียนรู ้

How What
ให้นกั เรียนฝึ กฝนปฏิบตั ิการเสียบ
่กิงตามขัน้ ตอน ครูให้คาแนะนา ครูอธิบายและสาธิตเรือ่ งการ
เสียบกิง่
ความรู้และการเรียนรู้
1. Tacit Knowledge ความรู้แบบฝังตัว เป็นความรู้ที่ถ่ายทอดปลูกฝังกัน
มาในครอบครัวหรือในชุมขน เป็นความรู้เพื่อการทามาหากิน เรียกว่า
ความรู้แบบกินได้ เป็นการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติจริงในงานมายาวนาน
จนเกิดการฝังติดตัว เป็นลูกมือมาก่อน ผู้ให้ความรู้คือผู้ปฏิบัติจริง
2. Implicit Knowledge ผู้ให้ความรู้คือครูไม่ใช่ผู้ปฏิบัติจริง เมื่อเรียนรู้
แล้วสามารถแสดงออกมาได้ แต่อาจไม่สามารถไปทามาหากินได้จริง
เป็นการเรียนรู้ในโรงเรียนที่เป็นแบบแยกส่วนมากกว่าความรู้ในตัวคน
เราอาจจะสามารถจัดการพาสุนัขไปทุ่งหญ้าได้ แต่เราไม่
สามารถบังคับให้มันกินหญ้าได้ฉันใด
ก็เปรียบเสมือน
ครูที่มีฝีมือในการสอน อาจสามารถจัดการทาให้เด็ก
ผู้เรียนฏิบัติตามที่ครูสั่งได้ แต่ผู้เรียนหาได้กระหายอยาก
เรียนรู้ เกิดการเรียนรู้ และประทับใจกับสิ่งที่เรียนรู้ไม่
การจัดการเรียนรู้ในอดีต การปรับเปลี่ยนการจัดการเรียนรู้
• ผู้สอนเป็นผู้สั่งสอนและ • ผู้สอนเป็นผู้อานวยความสะดวกที่
ผู้เชี่ยวชาญ ปรึกษาและผู้ชี้แนะ
• ผู้เรียนอ่านและฟังจากสิ่งที่ • ผู้เรียนสืบเสาะความรู้ได้อย่างอิสระ
ผู้สอนพูด (อินเตอร์เน็ต)
• สอนเป็นกลุ่มใหญ่ • เน้นการทางานของแต่ละคนเป็นกลุ่ม
เล็กๆ และการมีปฏิสัมพันธ์ในกลุ่มใหญ่
• เน้นที่ความรู้และข้อเท็จจริง • เน้นไปที่การประยุกต์ใช้ความรู้
• สอนในห้องเรียน • ผู้เรียนเรียนรู้ทางออนไลน์นอกห้องเรียน
การปรับเปลี่ยนการจัดการเรียนรู้จาก Passive ไปยัง Active Learning

Passive Learning Active Learning

 ครูเป็นผู้นาการเรียนรู้  ผู้เรียนนาตนเอง (ผ่านกิจกรรมต่างๆ)


 ครูผู้สั่งสอน/การบรรยาย  ครูผู้อานวยความสะดวกและชี้แนะ
 ครูคือผู้รู้ที่มีอานาจ  ครูกับผู้เรียนร่วมมือกันพัฒนาความรู้
 ครูเป็นศูนย์กลาง  ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
การจัดการเรียนรูท้ ่เี ปลี่ยนไป
20th Century 21st Century
Curriculum Projects
Time-slotted On-Demand
One-size-fit-all Personalized
Competitive Collaborative
Classroom Global Community
Text-based Web-Based
Summative tests Formal Evaluation
Learning Learning for Life
การปรับเปลี่ยนบทบาทของผู้เรียน
Passive Learner Active Learner
• ความจา ข้อเท็จจริง • การคิด/แก้ปัญหา •การตรวจสอบการ
• การจดบันทึก • การค้นพบ เรียนรู้ของตนเอง
• การซึมซับความรู้ต่างๆ • การสร้างความรู้ • มีอภิปัญญา/การรู้คิด
• การสารอกข้อมูล (ผู้เรียนได้รับ • การสะท้อนกลับของข้อมูล (คิดและพูดเกี่ยวกับการ
ข้อมูลมากเกินไปเกินจะรับได้) • การร่วมแรงร่วมใจกัน เรียนรู้ได้)
• กิจกรรมที่ใช้ระดับการคิดขั้น • การตอบสนอง • กิจกรรมที่ใช้ทักษะการ
พื้นฐาน (การเรียนรู้แบบผิวเผิน) • การมีส่วนร่วม คิดระดับสูง
• ทาไปงั้นๆ • การสร้างความสัมพันธ์ •การเรียนรู้เชิงลึก
• การรื้อโครงสร้างใหม่ •มีปฏิสัมพันธ์กับบทเรียน
จากการเรียนรู้แบบผิวเผินสู่การเรียนรู้เชิงลึก
1. เราจะทาให้ผู้เรียนคิด ใช้เหตุผลและมีวิธีการใส่ใจกับสื่อและบทเรียน
ต่างๆในการเรียนรู้ได้อย่างไร
2. เราจะทาให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อและบทเรียนต่างๆได้อย่างไร(คิด
เชิงลึก)
3. เราจะทาให้ผู้เรียนแสดงประสบการณ์ของตนโดยใช้สื่อต่างๆอย่างไร
(การสะท้อนความคิด)
4. เราจะทาให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้โดยเปลี่ยนประสบการณ์
จากสื่อและบทเรียนต่างๆมาป็นแนวคิดหรือชิ้นงานได้อย่างไร
กิจกรรมสร้างปฏิสัมพันธ์กับสื่อและบทเรียน
นาเสนอสั้นๆ 1 นาทีกิจกรรมหลากหลาย
ฟังและสรุปประเด็นสาคัญ
วาดภาพและบรรยาย สะท้อนความคิดที่ได้จากบทเรียน
การลาดับเนื้อเรื่อง ผลัดกันกันพูด
เลือกข้อความเด่น เขียนบทเพลง/กวี
สร้างแผนภูมิ เขียนและแจกให้เพื่อน
สร้าง Infogram ขยายการอ่าน
เขียนบรรยายความรู้สึกสั้นๆ วาดตัวละคร/สถานที่และแนะนา
รูปแบบการสอนแบบ Active Learning
 ครูกระตุน้ เร้าความสนใจ นักเรียนตัง้ ใจฟัง
 ทากิจกรรม
 อภิปราย
 เปลี่ยนประสบการณ์เป็ นแนวคิด/ผลงานสร้างสรรค์
การออกแบบกิจกรรมactive Learning

• If.Then • Why
ผูเ้ รียนเขียน
และเล่า ผูส
้ อนสนทนา
ความรูส ึ และ
้ ก เกีย
่ วก ับการ
ความคิดเห็น เสย ี ดินแดน
เกีย ่ วก ับการ และให้ดว ู ด
ิ โิ อ
เสย ี ดินแดน

ผูเ้ รียนทา ผูเ้ รียนอ่าน


กิจกรรม วิเคราะห์
และสรุป อภิปราย
ในใบงาน และบ ันทึก

• How • What
การเสียดินแดน
ใบงาน 1 : ให้ดูวิดิโอ และจับประเด็นสาคัญ ตั้งคาถามที่
สนใจอยากรู้ คนละ 4 ประเด็น เช่น
1. ไทยเสียดินแดนครั้งใดมากที่สุด เป็นการเสียดินแดน
ส่วนใด จานวนเท่าไหร่ ในรัชสมัยใด
2. เหตุการณ์ รศ.112 คืออะไร
3. ประเด็นอื่นๆ
4. ประเด็นอื่นๆ
ใบงาน 3 กิจกรรมกลุ่ม:เรียงลาดับเหตุการณ์
แบ่งกลุ่ม
สมาชิกในกลุ่มจับสลากข้อความคนละเท่าๆกัน
แต่ละคนอ่านเหตุการณ์ในข้อความในสลาก ช่วยกันอภิปราย
และเรียงลาด้บเหตุการณ์
ทบทวนตรวจสอบ เมื่อแน่ใจ ตรวจสอบความถูกต้องจากใบ
ความรู้
ใบงาน 4 กิจกรรมรายบุคคล
1. เขียนความรู้สึกของตนเองเมื่อได้เรียนรู้จาก
บทเรียนไม่เกิน 5 บรรทัด
2. แล้วผลัดกันนาเสนอให้เพื่อนสมาชิกในกลุ่ม
ฟังและบอก คนละ 1 นาที
สรุป
ให้ทุกกลุ่มช่วยกันเขียนแผนภูมิความคิด
เกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ
การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)
การบ้าน
ให้ออกแบบกิจกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก
(Active Learning) ในรายวิชาของคุณเอง
รูปแบบ วิธีสอนหลากหลาย
1.การสอนแบบ CCPR (critical creative productive responsibility)
2. การเรียนรู้จากปัญหา (Problem-Based Learning : PBL)
3.การเรียนรู้เป็นรายบุคคล (Individual Study)
4.การเรียนรู้แบบสรรคนิยม (Constructivism)
5.การเรียนรู้จากการทางาน (Work – Based Learning)
6.การเรียนรู้ที่ เน้นการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ (Research – Based Learning)
7.การเรียนรู้ที่ใช้วิธีสร้างผลงานจากการตกผลึกทางปัญญา (Crystal – Based
Approach)
8.การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning)
เป็ นครูน้นั เป็ นได้ แต่เป็ นยาก
เพียงมีปาก ก็ใช่ว่า จะสอนได้
ต้องรูจ้ ริง และรักศิษย์ อย่างจริงใจ
อาชีพครู เป็ นผูใ้ ห้ ใช่ผูร้ บั

You might also like