บทที่ 2 Atomic Bonding
บทที่ 2 Atomic Bonding
Bonding
ผศ.ดร.ภาคภ ูมิ จาร ุภ ูมิ
สาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงใหม่
วัสด ุวิศวกรรม
ENGCC303 1. โครงสร้างของอะตอม
➢ อิเล็กตรอนในอะตอม
➢ เลขควอนตัม
➢ ตารางธาตุ
➢ โมเลกุล
Jens Martensson
2. พันธะทางเคมีของวัสดุ
➢ พันธะปฐมภูมิของอะตอม
➢ พันธะทุติยภูมิของอะตอม
➢ พันธะผสม
2
โครงสร้างของอะตอม
• วัส ดุ ท้ งั หลายล้วนประกอบด้ว ยอะตอมของธาตุ ท้ ัง สิ้ น
และอะตอมเป็ นหน่ ว ยเล็ ก ๆที่ ป ระกอบกั น ขึ้ นเป็ น
โครงสร้างที่สาคัญของวัสดุวศิ วกรรม
Jens Martensson
โปรตรอน 1.673x10-24 +1.602x10-19
นิวตรอน 1.675x10-24 0
อิเล็กตรอน 9.109x10-28 -1.602x10-19
วิวัฒนาการของแบบจาลองอะตอม [Link]
อะตอมนั้นมีขนาดจิ๋วแค่ไหน [Link]
3
โครงสร้างของอะตอม
• เลขอะตอม (atomic number: Z)
จานวนโปรตรอนในนิวเคลียส หรือจานวนอิเล็กตรอนทั้งหมดที่อยู่รอบนิวเคลียสของธาตุ เช่น อะตอม
ของธาตุโซเดียมจะมีจานวนโปรตรอน 11 จานวนอิเล็กตรอน 11 ธาตุโซเดียมจึงมีเลขอะตอมเป็น 11
• เลขมวล (mass number: A)
Jens Martensson
จานวนโปรตรอนรวมกับจานวนนิวตรอนที่มีอยู่ในนิวเคลียสของธาตุ
• เลขนิวตรอน (neutron number: N)
จานวนอนุภาคนิวตรอนที่มีอยู่ในนิวเคลียสของธาตุ ซึ่งทราบได้จากผลต่างของเลขมวลกับเลขอะตอม
(N=A – Z)
A
Z
X 22
11
Na 4
โครงสร้างของอะตอม
Jens Martensson
A
Z
X 22
11
Na 5
โครงสร้างของอะตอม
• ไอโซโทป (isotope)
อะตอมของธาตุเดียวกันที่มีเลขมวลต่างกันว่า โดยอะตอมของธาตุเดียวกันที่เป็นกลางทางไฟฟ้า จะมีจานวน
โปรตอนและอิเล็กตรอนเท่ากัน แต่จานวนของนิวตรอนอาจมีได้หลายค่า ทาให้อะตอมของธาตุเดียวกันมีมวลต่างกัน
Jens Martensson
H 2H 3H
Jens Martensson
ในการหามวลอะตอมที่แน่นอนของธาตุ มีการกาหนดให้คาร์บอนซึ่งเป็นธาตุที่พบมากในธรรมชาติ มีมวล
อะตอมเท่ากับ 12 amu (atomic mass unit) โดยที่ 1 amu มีค่าเท่ากับ 1/12 เท่าของมวลอะตอมคาร์บอน มวล
อะตอมของธาตุต่าง ๆ อาจบอกเป็นหน่วยมวลอะตอมต่อปริมาณ 1 โมล (g/mole) ของธาตุนั้น โดยที่ปริมาณ 1
โมล ประกอบด้วย 6.02 1023 อะตอม เช่น ธาตุเหล็ก 1 โมล จะประกอบไปด้วย 6.02 1024 อะตอม ซึ่งมีมวล
55.847 กรัมหรือ 55.847 amu เป็นต้น
7
ตารางธาตุ
ตารางธาตุ (Periodic table) เป็นการจัดเรียงลาดับค่าเลขอะตอมจากน้อยไปหามาก โดยเรียกแถวใน
แนวนอนว่า คาบ (Period) ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 7 คาบ และในแนวตั้งเรียกว่า หมู่ (group) มีอยู่ด้วยกัน 2 หมู่ คือ หมู่ A
และหมู่ Bโดยหมู่ A จะมี 8 หมู่ย่อยและหมู่ B มี 8 หมู่ย่อย ในหมู่ VIIIB จะมี 3 หมู่ย่อย ซึ่งรวมทั้งหมด เป็น 10 หมู่
ย่อย ซึ่งเรียกกันว่า ธาตุแทรนซิชัน (transitions)
Jens Martensson
หมู่ธาตุ (group) คือ ธาตุที่เรียงอยู่ในช่องแนวดิ่ง มี 8 หมู่ ตั้งแต่หมู่ IA ถึง VIIIA ระหว่างหมู่ IIA กับ
IIIA จะมีธาตุอีกกลุ่มหนึ่งเรียกว่า ธาตุแทรนซิชัน ซึ่งมีตั้งแต่ IB ถึง VIIIB
คาบของธาตุ (period) คือ ธาตุที่อยู่ในช่องแนวเดียวกัน มีตั้งแต่คาบที่ 1 ถึง คาบที่ 7
ลักษณะของธาตุในหมู่เดียวกัน จะมีวาเลนซ์อิเล็กตรอนเท่ากับเลขที่ของหมู่และธาตุในหมู่เดียวกันจะมีจานวน
ระดับพลังงานไม่เท่ากัน โดยมีจานวนระดับพลังงานเพิ่มขึ้นจากบนลงล่าง
การแบ่งธาตุต่าง ๆ ในตารางธาตุจะแบ่งออกเป็น โลหะ (metal), ธาตุอโลหะ (non–metal) และธาตุ
กึ่งโลหะ (semimetals หรือ metalloid หรือ intermediate)
8
Jens Martensson
9
ตารางธาตุ
การจัดเรียงตัวของอิเล็กตรอนในอะตอม
การเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนรอบนิวเคลียส จะมีระดับพลังงานเฉพาะซึ่งจะเป็นไปตามกฎของกลศาสตร์
ควอนตัม นั่นคือ การโคจรของอิเล็กตรอนจะโคจรที่ระดับที่แน่นอน ดังนั้น หากต้องการให้อิเล็กตรอนโคจรห่างออก
จากนิ วเคลี ย ส จะต้ องมี ก ารให้ พ ลัง งานกระตุ้ น ซึ่ง ค่ า ของพลั งงานจะต้ อ งมี ค่า อย่ า งน้ อ ยเท่ า กั บ พลั ง งานที่ ดึ ง ดู ด
อิเล็กตรอนไว้ และหากปล่อยให้อิเล็กตรอนเคลื่อนตัวกลับสู่วงโคจรปกติ จะมีการคายพลังงานออกมา ซึ่งเรียกพลังงาน
Jens Martensson
นี้ว่า โฟตอน (photon) โดย โฟตอนที่ถูกคายออกมานี้จะเป็นการแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้า
10
[Link]
การจัดเรียงตัวของอิเล็กตรอนในอะตอม
พลังงานที่ใช้ในการเปลี่ยนแปลงระดับของอิเล็กตรอน (∆E) จะมีความสาพันธ์กับความถี่ของโฟตอน
ตามสมการของแพลงค์คือ
Jens Martensson
เมื่อ h = Planck’s constant (6.63 x 10-34 Joule-sec)
= ความถี่ของโฟตอน (nm)
c = ความเร็วของแสง (3.00 x 108 m/sec)
= ความยาวคลื่นแสง
Jens Martensson
วิธีทา
จาก
12
การจัดเรียงตัวของอิเล็กตรอนในอะตอม
ตัวอย่าง 2 จงคานวณหาพลังงานโฟตอนที่มีความยาวคลื่นแสง 1.7 nm
โดยกาหนดให้ 1 eV = 1.6 x 10-19 J, h = 6.63 x 10-34 J.s, 1 nm = 10-9 m
Jens Martensson
วิธีทา
จาก
13
เลขควอนตัมของอิเล็กตรอนของอะตอม
ในทาง modern atomic theory ได้กาหนดให้การเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนรอบนิวเคลียสจะมี ระดับพลังงานที่
เฉพาะและถูกกาหนดให้ด้วยค่าเลขควอนตัม (quantum number) 4 ค่าซึ่งจะทาให้อิเล็กตรอนแต่ละตัวมีพลังงานไม่
เหมือนกันเลย และถ้าอิเล็กตรอนอยู่กันคนละระดับพลังงาน จะมีพลังงานที่แตกต่างกัน โดยเลขควอนตัมแบ่งได้เป็น
Jens Martensson
1. Principle quantum number: (n) เป็นค่าที่แสดงถึงพลังงานหลักของอิเล็กตรอน โดย n มีค่า
ตั้งแต่ 1-7 ซึ่งเป็นเลขจานวนเต็มและเป็นบวก เช่น n=1 คือชั้น K-shell และ n=2 คือชั้น L-shell
2. Subsidiary quantum number: (l) เป็นค่าที่แสดงถึงระดับพลังงานย่อย โดยอาจใช้เป็น
สัญลักษณ์ของ s, p, d และ f แทนได้ ซึ่งอาจใช้แทนว่า ออร์บิทลั (Orbital) เช่น s-orbital
3. Magnetic quantum number: (ml) เป็นค่าแสดงถึงการจัดตัวของ atomic orbital ซึ่งแทนค่าได้
ด้วย +1, 0, -1
4. Spin quantum number: (ms) เป็นค่าที่แสดงทิศทางการหมุนรอบแกนตัวเองของอิเล็กตรอน
ซึ่งเป็นการหมุนตาม และทวนเข็มนาฬิกา มีค่าเป็น +1/2 และ 1/2
เลขควอนตัมของอิเล็กตรอนของอะตอม
Shell number, n Maximum number of Maximum number of
(principal quantum electrons in each electrons in orbital
number) shell (2n2)
2(12) = 2 s2
Jens Martensson
1
2 2(22) = 8 s2p6
3 2(32) = 18 s2p6d10
4 2(42) = 32 s2p6d10f14
5 2(52) = 50 s2p6d10f14……
6 2(62) = 72 s2p6……
7 2(72) = 98 s2……
เลขควอนตัมของอิเล็กตรอนของอะตอม
n l Quantum [Link]. of
Ml ms
Number Letter Number Letter states electrons
1 K 0 s 0 1/2 1 – 1s 2
2 L 0 s 0 1/2 1 – 2s 8
Jens Martensson
1 p -1, 0, 1 1/2 3 –2p
3 M 0 s 0 1/2 1 – 3s
1 p -1, 0, 1 1/2 3 – 3p 18
2 d -2, -1, 0, 1, 2 1/2 5 – 3d
4 N 0 s 0 1/2 1 – 4s
1 p -1, 0, 1 1/2 3 – 4p 32
2 d -2, -1, 0, 1, 2 1/2 5 – 4d
3 f -3, -2, -1, 0, 1, 2, 3 1/2 7 – 4f
เลขควอนตัมของอิเล็กตรอนของอะตอม
Jens Martensson
n มีค่าตั้งแต่ 1-7 ซึ่งเป็นเลขจานวนเต็มและ
เป็นบวก เช่น n=1 คือชั้น K-shell และ n=2
คือชั้น L-shell
เลขควอนตัมของอิเล็กตรอนของอะตอม
Jens Martensson
การจัดตัวของอิเล็กตรอนในธาตุต่างๆ
การจัดตัวของอิเล็กตรอนในอะตอมของธาตุเป็นการอธิบายถึงแนวทางที่อิเล็กตรอนจะจัดเรียงตัวอย่างไรใน
ออร์บิทลั ของอะตอม โดยแสดงได้โดยใช้ตัวเลขเขียนข้างหน้าแสดง shell number ตามด้วยตัวอักษร s, p, d, f
บอกถึงออร์บิทัล ส่วนตัวเลขที่อยู่ด้านบนมุมขวาแสดงถึงจานวนอิเล็กตรอนที่จะมีได้ เช่น
1s2 2s2 2p6 3s2 3p6 4s2 3d10 4p6 5s2 4p6 5s2 4d10 5p6 6s2 4f14 5d10 6p6 7s2….
Jens Martensson
[Link]
การจัดตัวของอิเล็กตรอนในธาตุต่างๆ
Jens Martensson
การจัดตัวของอิเล็กตรอนในธาตุต่างๆ
เวเลนซ์ (valence) เวเลนซ์ของอะตอมเป็นค่าที่แสดงความสามารถของอะตอมที่จะเกิดปฏิกิริยาเคมี หรือรวมตัวทาง
เคมีกับธาตุอื่น ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นจานวนอิเล็กตรอนวงนอกสุด หรืออิเล็กตรอนที่อยู่ใน sp ของ shell เดียวกันเช่น
Mg 1s2 2s2 2p6 3s2 เวเลนซ์ = 2
12
Al 1s2 2s2 2p6 3s2 3p1 เวเลนซ์ = 3
13
Jens Martensson
Ge 1s2 2s2 2p6 3s2 3p6 4s2 3d10 4p2 เวเลนซ์ = 4
32
ธาตุโลหะจะมีเลขอิเล็กโทรเนกาติวิตีต่ากว่าอโลหะ ซึ่งเมื่อทาปฏิกิริยากัน
ธาตุที่เป็นตัวให้อิเล็กตรอนจะมีประจุบวกเรียงกว่า แคตไอออน (cation) ในทางตรงกันข้าม
ธาตุที่เป็นตัวรับอิเล็กตรอนจะมีประจุลบ เรียกว่า แอนไอออน (anion)
การจัดตัวของอิเล็กตรอนในธาตุต่างๆ
โลหะ อโลหะ
1. จะมีจานวนอิเล็กตรอนวงนอกสุด 2-3 ตัว 1. จะมีจานวนอิเล็กตรอนวงนอกสุด 4 ตัว
โดยทั่วไปมี 3e หรือน้อยกว่า หรือมากกว่า
Jens Martensson
2. จะเป็นตัวเสียอิเล็กตรอนแล้วเกิดเป็น 2. จะเป็นตัวรับอิเล็กตรอนแล้วเกิดเป็น
แคตไออน แอนไออน
3. จะมีค่าอิเล็กโทรเนกาติวิตีต่า 3. จะมีค่าอิเล็กโทรเนกาติวิตีสูง
4. จะมีเลข oxidation เป็นบวก 4. จะมีเลข oxidation เป็นลบ
พันธะอะตอม และพันธะโมเลกุล
การเกิดพันธะเคมีระหว่างอะตอมของธาตุเป็นสิ่งที่ช่วยทาให้พลังงานศักย์ของอะตอมลดลง
หรือทาให้อะตอมนั้นเสถียรมากขึ้น หรืออะตอมของธาตุที่เป็นอิสระจะมีพลังงานศักย์สูงกว่าอะตอมที่
เกิดพันธะเคมีกัน โดยแบ่งพันธะเคมีออกได้เป็น 2 พวกคือ
1. พันธะที่มีความแข็งแรง (Primary หรือ Strong bonds) ได้แก่
Jens Martensson
1.1 พันธะไอออนิก (Ionic bonds)
1.2 พันธะโคเวเลนต์ (Covalent bonds)
1.3 พันธะโลหะ (Metallic bonds)
Jens Martensson
1.1 พันธะไอออนิก (Ionic bonds)
1.2 พันธะโคเวเลนต์ (Covalent bonds)
1.3 พันธะโลหะ (Metallic bonds)
Jens Martensson
แรงดึงดูดทางไฟฟ้า อะตอมที่มีอิเล็กตรอนระดับพลังงานนอกสุดน้อยกว่า จะเป็นฝ่ายให้อิเล็กตรอนแล้ว
เกิดไอออนบวก ส่วนอะตอมที่มีระดับพลังงานนอกสุดสูงกว่าจะเป็นฝ่ายรับและกลายเป็นไออนลบ
[Link] [Link]
พันธะอะตอม และพันธะโมเลกุล
พันธะไอออนิก (Ionic bonds)
ของแข็งไอออนิก พลังงานของพันธะไอออนิก จุดหลอมเหลว
KJ/mol Kcal/mol (oC)
Jens Martensson
LiCl 829 198 613
NaCl 766 183 801
KCl 686 164 776
RbCl 670 160 715
CsCl 649 155 646
MgO 3932 940 2800
CaO 3583 846 2580
SrO 3311 791 2430
BaO 3127 747 1923
พันธะอะตอม และพันธะโมเลกุล
พันธะโคเวเลนต์ (Covalent bonds)
พันธะโคเวเลนต์ เป็นพันธะที่เกิดจากการใช้อิเล็กตรอนข้างนอก (outer electron) ร่วมกัน
ระหว่างอะตอมของธาตุซึ่งอาจเป็น s หรือ p อิเล็กตรอน โดยพันธะโคเวเลนต์มี 3 ชนิดคือ
Jens Martensson
พันธะอะตอม และพันธะโมเลกุล
พันธะโคเวเลนต์ (Covalent bonds)
Jens Martensson
เช่น F2, H2 และ CH4
F + F F F F F
H + H H H H H
พันธะอะตอม และพันธะโมเลกุล
พันธะโคเวเลนต์ (Covalent bonds)
Jens Martensson
O + O O O O O
พันธะอะตอม และพันธะโมเลกุล
พันธะโคเวเลนต์ (Covalent bonds)
Jens Martensson
N + N N N N N
พันธะอะตอม และพันธะโมเลกุล
พันธะโลหะ (Metallic bonds)
พันธะโลหะ เป็นพันธะที่เกิดขึ้นกับโลหะที่เป็นของแข็งซึ่งจะเห็นว่าอะตอมของโลหะนั้นอัดกัน
(packed) แน่นมาก อะตอมก็จะอยู่ใกล้กัน เช่นการจัดตัวของอะตอมทองแดงที่เป็นผลึก
Jens Martensson
[Link]
[Link]
[Link]
พันธะอะตอม และพันธะโมเลกุล
การเกิดพันธะเคมีระหว่างอะตอมของธาตุเป็นสิ่งที่ช่วยทาให้พลังงานศักย์ของอะตอมลดลง
หรือทาให้อะตอมนั้นเสถียรมากขึ้น หรืออะตอมของธาตุที่เป็นอิสระจะมีพลังงานศักย์สูงกว่าอะตอมที่
เกิดพันธะเคมีกัน โดยแบ่งพันธะเคมีออกได้เป็น 2 พวกคือ
1. พันธะที่มีความแข็งแรง (Primary หรือ Strong bonds) ได้แก่
Jens Martensson
1.1 พันธะไอออนิก (Ionic bonds)
1.2 พันธะโคเวเลนต์ (Covalent bonds)
1.3 พันธะโลหะ (Metallic bonds)
Jens Martensson
ลบที่เกิดขึ้นกับอะตอมหรือโมเลกุล
1. Fluctuation dipole bond เป็นพันธะที่อ่อนมากซึ่งเกิดจากแรงดึงดูดระหว่างอะตอมทีม่ ี
การกระจายของประจุอิเล็กตรอนที่ไม่เท่ากันทาให้เกิดขั้วไฟฟ้าขึ้น เช่นแรงดึงดูดที่เกิดขึ้นกับแก๊สเฉื่อย
(noble gases)
พันธะอะตอม และพันธะโมเลกุล
พันธะทุติยภูมิ (Secondary bonds)
Jens Martensson
ขั้วเช่น H2O, H2 และ CO2 เป็นต้น
พันธะอะตอม และพันธะโมเลกุล
พันธะผสม
การเกิดพันธะระหว่างอะตอม หรือไอออน หรือโมเลกุลมักจะเกิดขึ้นได้หลายชนิดคือมีทั้งพันธะ
ปฐมภูมิ (primary bonding) และพันธะทุติยภูมิ (secondary bonding)
Jens Martensson
1. พันธะไอออนิก – โคเวเลนต์
2. พันธะโลหะ – โคเวเลนต์
3. พันธะโลหะ – ไอออนิก
4. พันธะโลหะ – ไอออนิก - โคเวเลนต์
Atomic
Bonding
ผศ.ดร.ภาคภ ูมิ จาร ุภ ูมิ
สาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงใหม่