You are on page 1of 32

1

แนวคำบรรยำยภำคทบทวน กฎหมำยอำญำ มำตรำ 1-58,107-208
เฉพำะประมวลกฎหมำยอำญำและคำพิพำกษำศำลฎีกำที่น่ำสนใจ
โดย อำจำรย์วันฉัตร ชุณหถนอม อำจำรย์ผู้บรรยำยวิชำควำมรู้ ภำคทบทวน ชั้นเนติบัณฑิต
โดยทุจริต มำตรำ 1 (1)
มำตรำ 1 ในประมวลกฎหมำยนี้
(1) “โดยทุจริต” หมำยควำมว่ำ เพื่อแสวงหำประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมำย
สำหรับตนเองหรือผู้อื่น
คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 22267/2555
กฎหมายมิได้กาหนดรูปแบบของการร้องทุกข์ว่า ต้องดาเนินการอย่างไร การที่โจทก์ร่วมแจ้ง
ต่อพนักงานสอบสวนว่า ประสงค์ให้ดาเนินคดีแก่จาเลย และพนักงานสอบสวนได้สอบปากคาโจทก์ร่วมไว้ จึง
ถือว่า เป็ น การร้ องทุ กข์แล้ ว แม้พนั ก งานสอบสวนไม่ได้บั นทึก การมอบคดีความผิ ด อันยอมความไว้ ก็ตาม
พนักงานสอบสวนก็มีอานาจสอบสวนและโจทก์มีอานาจฟ้อง
โจทก์ร่วมมอบเงินให้จาเลย ไว้ใช้จ่ายร่วมกันในครอบครัว การที่จาเลยอ้างว่า โจทก์ร่วมเป็น
ชาวต่างชาติ ไม่สามารถเปิดบัญชีได้ จาเลยจึงเปิดบัญชีและฝากเงินในชื่อของจาเลยเพียงคนเดียว ถือได้ว่า
จาเลยครอบครองเงินที่โจทก์ร่วม เป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย
เมื่อโจทก์ร่ว ม บอกให้จ าเลยคืนเงิน แต่จาเลยไม่ยอมคืนให้แก่โจทก์ร่วม การกระทาของ
จาเลย จึงเป็นการเบียดบังยักยอกเอาเงิน ซึ่งโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของรวม อยู่ด้วยไปเป็นของตน โดยทุจริต จาเลย
จึงมีความผิดฐานยักยอก หาใช่เป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่งเท่านั้นไม่
แต่เมื่อโจทก์ร่วมและจาเลยเป็นเจ้าของร่วมกันในเงินดังกล่าว โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิเพียงกึ่งหนึ่ง
ในเงินจานวนดังกล่าวเท่านั้น
คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 674/2554
ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จาเลยกับพวกอีก 2 คน ร่วมกันใช้กาลังประทุษร้ายผู้เสียหาย เพื่อมิให้
ผู้เสียหายขัดขืน เพื่อให้ความสะดวกแก่การลักเงินสด 1,100 บาท บัตรเอ.ที.เอ็ม. และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของ
ผู้เสียหายไป หรือการพาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์ ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ หรือให้พ้นจากการจับกุม
แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า จาเลยกับพวกเอาทรัพย์สิ นของผู้เสี ยหายไป เท่าที่คิดว่าพอกับ
ค่าจ้างที่ผู้เสียหาย เป็นหนี้พวกจาเลยอยู่เท่านั้น ไม่ได้เอาทรัพย์สินอื่นๆ ที่มีค่ามากไปด้วยก็ตาม แต่การกระทา
ของจาเลยกับพวกดังกล่าว เป็นการกระทาที่ไม่มีอานาจตามกฎหมาย

2

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เป็นการกระทาโดยมีเจตนาทุจริตแล้ว การกระทาของ
จาเลยกับพวก เป็นการร่วมกันปล้นทรัพย์ของผู้เสียหาย จาเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง
เคหสถำน มำตรำ 1 (3)
(4) “เคหสถำน” หมำยควำมว่ำ ที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อำศัย เช่น เรือน โรง เรือ หรือแพ ซึ่งคน
อยู่อำศัย และให้หมำยควำมรวมถึงบริเวณของที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อำศัยนั้นด้วย จะมีรั้วล้อมหรือไม่ก็ตำม
คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 4958/2556
อาคารที่พั กสายตรวจตาบลดอนมนต์ สร้า งจากเงิ นบริจ าคของประชาชน บนที่ ดิ น ของ
องค์การบริหารส่วนตาบลดอนมนต์ แม้โจทก์จะร่วมบริจาคเงินในการก่อสร้างด้วย แต่วัตถุประสงค์ที่ก่อสร้าง ก็
เพื่อใช้เป็นที่พัก ของเจ้าพนักงานตารวจ ที่เป็นสายตรวจ และอานวยความสะดวกแก่ประชาชน ที่มาแจ้งความ
ร้องทุกข์ ย่อมแสดงว่า ประชาชน ประสงค์ให้ใช้เป็นสถานที่ราชการ ที่สามารถเข้ามาติดต่อกับเจ้าพนักงาน
ตารวจได้
ทั้งอาคารดังกล่าว ได้ขอเลขที่บ้านโดยระบุว่า เป็นที่ทาการสถานีตารวจชุมชน และการไฟฟ้า
ส่วนภูมิภาค ได้เรียกเก็บค่ากระแสไฟฟ้าจากหัวหน้าสถานีตารวจชุมชนตาบลดอนมนต์ จึงบ่งชี้ว่า ประชาชนที่
ร่วมกันก่อสร้าง ได้มอบอาคารดังกล่าว ให้เป็นสถานที่ราชการตารวจโดยปริยายแล้ว อาคารดังกล่าวจึงไม่ใช่ที่
รโหฐาน อันเป็นที่ส่วนตัวของโจทก์ ที่จะมีอานาจจัดการหวงห้ามได้
สาหรับห้องพักที่เกิดเหตุ ที่โจทก์กั้นเป็นสัดส่วนนั้น เป็นส่วนหนึ่ง ของอาคารที่พักสายตรวจ
ตาบลดอนมนต์ นอกจากโจทก์ จ ะใช้ เป็ น ที่พั ก อาศั ยแล้ ว เจ้ า พนั ก งานตารวจสายตรวจอื่ น ก็ ส ามารถใช้
ประโยชน์จากห้องดังกล่าวได้ แม้โจทก์จะเก็บสิ่งของส่วนตัวไว้และใส่กุญแจ ก็ไม่ใช่ห้องพักส่วนตัว ที่โจทก์จะมี
สิทธิหวงกันไว้ผู้เดียวได้ ห้องพักที่เกิดเหตุจึงไม่ใช่ที่รโหฐาน
คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 2137/2554
ผู้เสียหายใช้บ้านพักอาศัยส่วนหนึ่ง เปิดเป็นร้านซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ในเวลาที่ผู้เสียหายเปิด
บริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ บริเวณดังกล่าวย่อมเป็นสาธารณสถาน ซึ่งประชาชนทั่วไป รวมทั้งจาเลยที่ 1 มี
ความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้ แต่เมื่อผู้เสียหายปิดร้านหรือหมดเวลา ให้บริการในแต่ละวันแล้ว บริเวณดังกล่าว
จึงจะเป็นเคหสถานที่ใช้อยู่อาศัย
ดังนั้น เมื่อขณะเกิดเหตุ ผู้เสียหายยังเปิดให้บริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ การที่จาเลยที่ 1
เข้าไปในร้านดังกล่าว จึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกเคหสถาน
อำวุธ มำตรำ 1 (5)

3

(5) “อำวุธ” หมำยควำมรวมถึงสิ่งซึ่งไม่เป็นอำวุธโดยสภำพ แต่ซึ่งได้ใช้หรือเจตนำจะใช้
ประทุษร้ำยร่ำงกำยถึงอันตรำยสำหัสอย่ำงอำวุธ
คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 2030/2554
ตาม ป.อ. มาตรา 1 (5) อาวุธ หมายความรวมถึงสิ่งซึ่งไม่เป็นอาวุธโดยสภาพ แต่ซึ่งได้ใช้หรือ
เจตนาจะใช้ประทุษร้ายร่างกายถึงอันตรายสาหัส อย่างอาวุธ ผู้ถูกกล่าวหานากระป๋องสเปรย์พริกไทยเข้าไปใน
บริเวณศาลชั้นต้น
สาหรับสเปรย์พริกไทยได้ความว่า ผลิตขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการใช้ฉีดพ่น เพื่อยับยั้งบุคคล
หรือสัตว์ร้าย มิให้เข้าใกล้หรือทาอันตรายผู้อื่น ผู้ที่ถูกฉีดพ่นสารในกระป๋องสเปรย์ใส่ จะมีอาการสาลักจาม
ระคายเคืองหรือแสบตา หลังจากนั้นไม่นาน ก็สามารถหายเป็นปกติได้
เห็นได้ว่าการผลิตสเปรย์พริกไทยดังกล่าว มิได้ผลิตขึ้นเพื่อทาร้ายผู้ใด จึงไม่เป็นอาวุธโดย
สภาพ ทั้งไม่อาจใช้ป ระทุษร้ ายร่างกายถึงอันตรายสาหั ส อย่างอาวุธ สเปรย์พริกไทยจึงไม่เป็นอาวุธ ตาม
ความหมายของบทกฎหมาย
ใช้กำลังประทุษร้ำย มำตรำ 1(6)
(6) “ใช้กำลังประทุษร้ำย” หมำยควำมว่ำ ทำกำรประทุษร้ำยแก่กำยหรือจิตใจของบุคคล
ไม่ว่ำจะทำด้วยใช้แรงกำยภำพหรือ ด้วยวิธีอื่นใด และให้หมำยควำมรวมถึงกำรกระทำใดๆ ซึ่งเป็นเหตุให้
บุคคลหนึ่งบุคคลใดอยู่ในภำวะที่ไม่สำมำรถขัดขืนได้ ไม่ว่ำจะโดยใช้ยำทำให้มึนเมำ สะกดจิต หรือใช้วิธีอื่น
ใดอันคล้ำยคลึงกัน

คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 4977/2556
การที่จาเลยจับนมผู้เสียหาย โดยไม่ปรากฏว่า ผู้เสียหายได้อนุญาต ยินยอมนั้น เป็นการใช้
กาลังประทุษร้าย เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคสองแล้ว
ควำมผิดเกิดนอกรำชอำณำจักรที่ต้องรับโทษในรำชอำณำจักร มำตรำ 7
มำตรำ 8 ผู้ใดกระทำควำมผิดนอกรำชอำณำจักร และ
(ก) ผู้กระทำควำมผิดนั้นเป็นคนไทย และรัฐบำลแห่งประเทศที่ควำมผิดได้เกิดขึ้น หรือ
ผู้เสียหำยได้ร้องขอให้ลงโทษ หรือ

4 (ข) ผู้กระทำควำมผิดนั้นเป็นคนต่ำงด้ำว และรัฐบำลไทยหรือคนไทยเป็นผู้เสียหำย และ ผู้เสียหำยได้ร้องขอให้ลงโทษ ถ้ำควำมผิดนั้นเป็นควำมผิดดังระบุไว้ต่อไปนี้ จะต้องรับโทษภำยในรำชอำณำจักร คือ (4) ควำมผิดต่อชีวิต ตำมที่บัญญัติไว้ในมำตรำ ๒๘๘ ถึงมำตรำ ๒๙๐ คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 6516/2537 ความผิดเกิดขึ้นในทะเลหลวง นอกราชอาณาจักรไทย ศาลไทยจะลงโทษผู้กระทาผิดที่เป็นคน ไทยในข้อหาความผิดต่อชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 8(4) ได้ต่อเมื่อ ผู้เสียหายได้ร้องขอให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 8(ก) แต่คดีนี้ไม่ปรากฏแน่ชัดว่า ผู้ตายซึ่งถือว่าเป็นผู้เสียหาย เป็นใครบ้าง และไม่ปรากฏว่า จะมี ผู้ใดซึ่งสามารถจัดการแทนผู้ตายได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5(2)ได้ดาเนินการ ร้องขอให้ศาลไทยลงโทษ ที่ปรากฏว่า ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ขอให้ลงโทษ ก็เฉพาะผู้เสียหายทั้งสี่ที่ถูกปล้นทรัพย์และ พยายามฆ่าเท่านั้น ฉะนั้น จึงลงโทษจาเลยฐานฆ่าผู้อื่นไม่ได้ คงลงโทษได้เฉพาะข้อหาปล้นทรัพย์และพยายาม ฆ่าผู้เสียหายทั้งสี่ ซึ่งผู้เสียหายทั้งสี่ได้ร้องทุกข์ขอให้ลงโทษจาเลยแล้วเท่านั้น กำรลงโทษกรณีมีคำพิพำกษำของศำลต่ำงประเทศ มำตรำ 10 มำตรำ 10 ผู้ใดกระทำกำรนอกรำชอำณำจักรซึ่งเป็นควำมผิดตำมมำตรำต่ำงๆ ที่ระบุไว้ ในมำตรำ 7 (2) และ (3) มำตรำ 8 และมำตรำ 9 ห้ำมมิให้ลงโทษผู้นั้นในรำชอำณำจักรเพรำะกำรกระทำ นั้นอีก ถ้ำ (1) ได้มีคำพิพำกษำของศำลในต่ำงประเทศอันถึงที่สุดให้ปล่อยตัวผู้นั้น หรือ (2) ศำลในต่ำงประเทศพิพำกษำให้ลงโทษ และผู้นั้นได้พ้นโทษแล้ว ถ้ ำ ผู้ ต้ อ งค ำพิ พ ำกษำได้ รั บ โทษส ำหรั บ กำรกระท ำนั้ น ตำมค ำพิ พ ำกษำของศำลใ น ต่ำงประเทศมำแล้ว แต่ ยังไม่พ้น โทษ ศำลจะลงโทษน้อยกว่ำที่กฎหมำยกำหนดไว้สำหรั บควำมผิดนั้น เพียงใดก็ได้ หรือจะไม่ลงโทษเลยก็ได้ ทั้งนี้โดยคำนึงถึงโทษที่ผู้นั้นได้รับมำแล้ว คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 4901/2555 .

มาตรา 10 ต้องเป็นการลงโทษ เพราะ การกระทาเดียวกัน คือ เมื่อลงโทษข้อหาใดในต่างประเทศแล้ว จะลงโทษข้อหาเดียวกัน ซ้าในราชอาณาจักร อีกไม่ได้ โทษริบทรัพย์ มำตรำ 32 มำตรำ 32 ทรัพย์สินใดที่กฎหมำยบัญญัติไว้ว่ำ ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นควำมผิด ให้ริบเสีย ทั้งสิ้น ไม่ว่ำเป็นของผู้กระทำควำมผิด และมีผู้ถูกลงโทษตำมคำพิพำกษำหรือไม่ คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 1344/2555 กระเป๋าและเงินสดที่เหลือ 2.อ.อ.5 ศาลในต่า งประเทศ พิพ ากษาให้ ล งโทษจ าเลย ข้อ หาค้ าประเวณี แต่ คดีนี้ จาเลยกระท า ความผิดข้อหา เป็น ธุร ะจั ดหาซึ่งบุ คคลใด เพื่อการอนาจาร และเพื่อให้ บุคคลนั้น กระทาการค้าประเวณี เป็นคนละข้อหากันและการกระทาต่างกัน การห้ามมิให้ลงโทษจาเลยในราชอาณาจักรตาม ป. มาตรา 32 บัญญัติให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าเป็นของผู้กระทาความผิดและมีผู้ถูกลงโทษตามคาพิพากษาหรือไม่ .บ.ร.252 มาตรา 102 และมิใช่ทรัพย์สินที่ผู้ใด ทาหรือมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยกระทาความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และ 33 (2) จึง ไม่อาจริบได้ คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 3937/2554 โจทก์มิได้นาสืบถึงรายการการใช้โทรศัพท์ ระหว่างสายลับกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่า โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ ยานพาหนะหรือวัตถุอื่นใด ซึ่ง จาเลยได้ใช้ในการกระทาความผิด ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครอง เพื่อจาหน่ายตามที่โจทก์ฟ้องโดยตรง และ ไม่ใช่ทรัพย์สินที่จาเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทาความผิดหรือได้มาโดยได้กระทาความผิด ซึ่งหมายถึง ความผิดตามฐานที่โจทก์ฟ้องเท่านั้น จึงไม่อาจริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางตาม พ.ยาเสพติดให้โทษ ฯ มาตรา 102 และ ป.อ. มาตรา 33 ทั้งโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าว ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ผู้ ใดทาหรือมีไว้เป็นความผิด อันจะต้องริบเสียทั้งสิ้นตาม ป.ศ.400 บาท ของกลาง ไม่ได้ใช้สาหรับซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีน และไม่ได้มาจากการจาหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง ในคดีนี้ จึงมิใช่เครื่องมือ เครื่องใช้ หรือวัตถุอื่นซึ่งได้ ใช้ในการกระทาความผิด ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.อ. มาตรา 32 คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 2171/2554 เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่า อาวุธปืนของกลางที่ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนประจาอาวุธ ปืนของเจ้าพนักงานประทับไว้ จึงเป็นทรัพย์สิน ที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดทาหรือมีไว้เป็นความผิดที่ ป.

6 ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นสั่งจาหน่ายคดีเฉพาะจาเลยที่ 1 ผู้ถูกฟ้องว่า กระทาความผิดเกี่ยวกับ อาวุธปืนกระบอกนี้ เนื่องจากจาเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายแล้วก็ตาม ก็ต้องอยู่ในบังคับแห่ง ป. 33 คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 52/2516 บทบัญญัติในเรื่องริบทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นกรณีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 หรือ มาตรา 33 นั้ น มุ่งถึงตัว ทรัพย์ เป็นส าคัญ จะต่างกันก็แต่ว่า ตามมาตรา 32 ศาลจะต้องริบเสียทั้งสิ้น ส่ว น มาตรา 33 ให้อยู่ในดุลพินิจของศาล เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 33วรรคท้ายเท่านั้น ที่จะสั่งริบไม่ได้ ดังนั้น ในคดีที่โจทก์ฟ้องว่าจาเลยกับพวก มีปืนและสายไฟฟ้าติดตัว ร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยใช้ สายไฟฟ้ารัดคอเจ้าทรัพย์ แม้ศาลจะวินิจฉัยว่า จาเลยมิได้กระทาผิดก็ดี แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า สายไฟฟ้าของกลางเป็นทรัพย์สิน ซึ่งใช้ในการกระทาผิดแล้ว ก็ ย่อมริบได้ เพราะอยู่ในดุลพินิจของศาล ตามมาตรา 33(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 1/2516 คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 94/2513 การที่ผู้ตายบุกรุกขึ้นไปบนเรือนจาเลยและเงื้อมีดเข้าไปที่จาเลยนั่งอยู่ แม้จะไม่ทราบสาเหตุที่ ผู้ตายทาเช่นนั้น แต่ลักษณะท่าทางของผู้ตาย ที่เงื้อมีดเข้าไปหาจาเลย แสดงว่าผู้ตายเข้าไปจะแทงจาเลย ซึ่ง เป็นภยันตรายจากการประทุษร้าย อันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง จาเลยจึงเข้าต่อสู้ แย่ง มีดจากผู้ตายมาได้ และในสถานการณ์เช่นนั้น จาเลยย่อมไม่มีเวลาคิดว่าจะควรใช้มีดนั้นหรือไม่เพียงใด ทั้งใน ขณะเดียวกันนั้น ผู้ตายก็ได้ทาการต่อสู้แย่งมีดคืน อันตรายหาได้หมดไปไม่ จาเลยจึงใช้มีดนั้น แทงผู้ตายไป ทันที รวมสองครั้ง ในขณะที่มีการต่อสู้กันอยู่ การกระทาของจาเลยเท่าที่ได้ทาไปนั้น เป็นการป้องกันตัว พอสมควรแก่เหตุ จาเลยไม่มี ความผิด มีดของกลางเป็นมีดของผู้ตาย นามาใช้ในการกระทาผิด ให้ริบ .อ.อ. มาตรา 32. มาตรา 32 ที่ ศาลจะต้องสั่งให้ริบเสียทั้งสิ้น(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 2/2554) คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 8815/2553 เมื่ออาวุธปืนของกลาง เป็นอาวุธปืนของผู้อื่น ที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายอยู่แล้ว การที่จาเลยพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไป โดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีและพาติดตัว ความผิดจึงอยู่ที่การไม่ได้รับใบอนุญาต หาทาให้ซองกระสุนปืนและเครื่องกระสุนปืนของ กลางที่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนผิดกฎหมายไม่ กรณีจึงไม่ใช่เป็นทรัพย์สินที่ มีไว้ เป็นความผิดอันจะพึงต้องริบ และไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทาความผิดตาม ป.

.7 คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 111/2504 จาเลยยิงขณะผู้เสียหายยกมีดจะฟันจาเลย มีดนั้นขนาดใหญ่ ถ้าฟันได้อาจเป็นอันตรายถึงแก่ ชีวิต จาเลยยิงนัดเดียว ดังนี้ เป็นการป้องกันชีวิตจาเลยพอสมควรแก่เหตุ ไม่เป็นความผิด โจทก์ฟ้องว่า จาเลยพยายามฆ่าคน โดยใช้ปืนยิง ขอให้ลงโทษเฉพาะฐานพยายามฆ่าและ ขอให้สั่งริบปืน ทางพิจารณาได้ความว่า จาเลยป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุ ไม่มีความผิด แต่ปืนที่ไม่มีเครื่องหมายของเจ้าพนักงานอนุญาตให้มีได้นั้น เป็นของร้ายอยู่ในตัว ผู้ใดมีไว้ เป็นความผิด จึงเป็นของที่ต้องริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 1/2504) ดูหมิ่นเจ้ำพนักงำน มำตรำ 136 มำตรำ 136 ผู้ใดดูหมิ่นเจ้ำพนักงำนซึ่งกระทำกำรตำมหน้ำที่ หรือเพรำะได้กระทำกำร ตำมหน้ำที่ ต้องระวำงโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบำท หรือทั้งจำทั้งปรับ คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 8016/2556 ภายหลั งจากร้ อยตารวจโท ส.ใช้ไม่ได้” อันเป็นเพียงคากล่าวที่ไม่ สุภาพและไม่ควรเท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นที่พอจะให้เข้าใจว่าจาเลยมีความมุ่งหมายที่จะด่า ดูถูกเหยียดหยามหรือสม ประมาทให้ร้อยตารวจโท ส. กับพวกทราบว่า ได้เคยถูกจับและเสียค่าปรับใน ข้อหาเดียวกันมาแล้วก่อนหน้าถูกจับ 1 วัน หลังจากนั้นจาเลยแจ้งให้บิดาเสียภาษีประจาปีรถยนต์แล้ว ยังไม่ได้ รับเอกสารมาจากบิดา แต่ร้อยตารวจโท ส. กับพวกไม่ได้ให้ความสาคัญสนใจกับคาชี้แจงของจาเลยเท่าที่ควร อาจทาให้จาเลยรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมและเกิดความน้อยใจ จึงกล่าวในเชิงเป็นการ ตาหนิการปฏิบัติหน้าที่ของร้อยตารวจโท ส. กับพวกยังคงออกใบสั่งแจ้งข้อกล่าวหาแก่จาเลย โดยไม่ปรากฏว่าร้อย ตารวจโท ส. กับพวกอับอาย การกระทาของจาเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 136 แจ้งควำมเท็จ มำตรำ 137 มำตรำ 137 ผู้ใดแจ้งข้อควำมอันเป็นเท็จแก่เจ้ำพนักงำน ซึ่งอำจทำให้ผู้อื่นหรือประชำชน เสียหำย ต้องระวำงโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบำท หรือทั้งจำทั้งปรับ คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 19287/2555 . กับพวกเรียกรถยนต์ที่จาเลยขับ เพื่อขอตรวจ เมื่อพบว่า รถยนต์ขาดต่อภาษีประจาปี จาเลยแจ้งให้ร้อยตารวจโท ส.. กับพวกว่า “ตารวจแม่ง. กับพวกได้ชี้แจงทาความเข้าใจให้จาเลยทราบถึงเหตุที่ต้องออกใบสั่งแจ้งข้อกล่าวแก่จาเลย จาเลย ในภาวะเช่นนั้นย่อมรู้สึกว่าร้อยตารวจโท ส.

มาตรา 137. 174 วรรคสอง ประกอบมาตรา 173 นอกจากนี้ จาเลยยังมีเจตนายังมีเจตนาแจ้งความ เพื่อให้โจทก์ร่วม ถูกดูหมิ่นเกลียดชังและ เสียชื่อเสียง จึงเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมอีกด้วย คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 8739/2552 จ าเลยซื้ออาคารชุ ดอุรุ พ งษ์คอนโด ในระหว่างสมรสกับโจทก์ อาคารชุดดัง กล่ าวจึงเป็ น สินสมรส ซึ่งตาม ป.8 จาเลยเป็นเพียงผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท แทนโจทก์ การที่จาเลยรู้อยู่แล้วว่า โฉนด ที่ดินพิพาท อยู่ในความครอบครองของโจทก์ มิได้สูญหาย แต่กลับไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่า โฉนด ที่ดิน พิพาทสู ญหาย แล้ วน าบัน ทึกคาแจ้ งความ ไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน แล้ วโอนขายที่ดินพิพาท ให้ บุคคลภายนอก เป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จตาม ป.พ.อ. เพื่อเป็นหลักฐาน หากจะมีข้อความบางส่วนเป็นเท็จ หรือผิดความจริงไปบ้าง ก็ยังไม่เป็นเหตุที่จะทาให้ร้อยตารวจโท อ.พ. มาตรา 137 คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 8611/2553 การที่จาเลยยืนยันข้อเท็จจริงว่า จาเลยเห็นโจทก์ร่วม หยิบเอาเศษสร้อยคอทองคาของจาเลย ไปและได้ไปแจ้งความแก่พนักงานสอบสวน ให้ดาเนินคดีโจทก์ร่วม ในข้อหาลักทรัพย์ ซึ่งเป็นข้อความอันเป็น เท็จ โดยจาเลยรู้ดีว่า มิได้มีการกระทาผิดในข้อหาลักทรัพย์ เกิดขึ้น แต่กลับไปแจ้ง ความแก่พนักงานสอบสวน ดังกล่าวว่า ได้มีการกระทาผิดข้อหาลักทรัพย์ อันเป็นเท็จ เพื่อให้พนักงานสอบสวนเชื่อว่า ได้มีความผิดข้อหา ลักทรัพย์เกิดขึ้น เพื่อให้โจทก์ร่วมได้รับโทษ การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ตาม ป. มาตรา 137 คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 3252/2543 จาเลยแจ้งความต่อร้อยตารวจโท อ.อ. มาตรา 1476 (1) และมาตรา 1480 วรรคหนึ่ง สามีและภริยาต้องจัดการสินสมรส ร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งในกรณีจานองอสังหาริมทรัพย์ หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ทานิติ กรรม ไปแต่เพียงฝ่ายเดียว หรือโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง คู่สมรสอาจฟ้องให้ศาลเพิก ถอนนิติกรรมนั้นได้ การที่จาเลยให้ถ้อยคาแก่เจ้าพนักงานที่ดินว่าเป็นโสด ไม่เคยมีคู่สมรส ไม่ว่าจะชอบหรือมิ ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการแจ้งความอันเป็นเท็จ อันเป็นความผิดตาม ป. ต้องทาการสอบสวน เนื่องจากไม่เป็นคา ร้องทุกข์ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2 (7) เมื่อจาเลยไม่มีเจตนาจะมอบเรื่องให้พนักงานสอบสวน ดาเนินคดีแก่โจทก์ การแจ้งความของ จาเลย จึงย่อมไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ อันจะเป็นเหตุให้โจทก์มีอานาจฟ้องคดี เพื่อเอาผิดต่อจาเลย ในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานได้ .อ.

อ้างว่ามีอาชญากรรมเกิดขึ้นประจา แต่อย่างใด และจาเลยไม่มีท่าทาง เป็นพิรุธ คงเพียงแต่นั่งโทรศัพท์อยู่เท่านั้น การที่สิบตารวจโท ก. อ้างว่าเกิดความสงสัยในตัวจาเลย จึงขอตรวจค้น โดยไม่มีเหตุผลสนับสนุนว่า เพราะเหตุใดจึงเกิดความสงสัยในตัวจาเลย จึงเป็นข้อสงสัยที่อยู่บนพื้นฐานของ ความรู้สึกเพียงอย่างเดียว ถือไม่ได้ว่า มีเหตุอันควรสงสัยตาม ป.9 แต่ ค าว่ า "ใส่ ค วาม" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326ไม่ ไ ด้ นิ ย ามศั พ ท์ ไ ว้ ว่ า มี ความหมายว่าอย่างไร แต่ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานอธิบายว่า หมายถึงพูดหาเหตุร้าย กล่าวหา เรื่องร้ายให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย โจทก์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจาเลย ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จาเลยที่จะ กล่าวหาเรื่องร้ายประจานโจทก์ ด้วยถ้อยคาหมิ่นประมาทโจทก์ เมื่อจาเลยแจ้งความเพื่อเป็นหลักฐานเท่านั้น มิได้มีเจตนาให้เจ้าพนักงานดาเนินคดีแก่โจทก์ จึงเห็นได้ว่า จาเลยมุ่งประสงค์ให้โจทก์ถูกดูหมิ่นเกลียดชังและทาลายชื่อเสียงของโจทก์ การกระทาของจาเลย จึงเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 492/2509 การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 นั้น ไม่ ว่าจะไปแจ้งเองหรือตอบคาถาม ที่เจ้าพนักงานเรียกไปสอบสวน เป็นพยาน ก็เป็นการแจ้งต่อเจ้าพนักงานตาม ความหมายแห่งมาตรานี้ทั้งนั้น ต่อสู้ขัดขวำงเจ้ำพนักงำน มำตรำ 138 มำตรำ 138 ผู้ ใ ดต่ อสู้ หรื อขั ด ขวำงเจ้ ำ พนัก งำนหรื อ ผู้ ซึ่ ง ต้อ งช่ ว ยเจ้ ำ พนั กงำนตำม กฎหมำยในกำรปฏิบัติกำรตำมหน้ำที่ ต้องระวำงโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบำท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ ถ้ำกำรต่อสู้หรือขัดขวำงนั้น ได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ำยหรือขู่เข็ญว่ำจะใช้กำลัง ประทุษร้ำย ผู้กระทำต้องระวำงโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบำท หรือทั้งจำทั้งปรับ คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 8722/2555 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า บริเวณที่เกิดเหตุอยู่บนถนนสุทธาวาส ไม่ใช่หลังซอยโรงถ่านตามที่ สิบตารวจโท ก.อ. และสิบตารวจตรี พ. และสิบตารวจตรี พ.วิ. มาตรา 93 ที่จะทาการตรวจค้นได้ การ ตรวจค้นตัวจาเลย จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จาเลยซึ่งถูกกระทา โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงมีสิทธิโต้แย้งและตอบโต้ เพื่อป้องกันสิทธิ ของตน ตลอดจนเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคาสั่งใด ๆ อันสืบเนื่องจากการปฏิบัติที่ไม่ชอบดังกล่าวได้ การกระทา ของจาเลยจึงไม่เป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง .

อ้างว่าเพื่อให้ช่วยดูแลความเรียบร้อยนั้น ส. เพียงต้องการให้ผู้ร่วมงาน เกรงใจผู้ตาย ซึ่งมีตาแหน่ง เป็นหัวหน้าสถานีตารวจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อยเท่านั้น การกระทาของจาเลยที่ยิงผู้ตาย จึงไม่ใช่การฆ่าเจ้า พนักงาน ซึ่งกระทาการตามหน้าที่ คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 4950/2540 ในขณะเข้าตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาลักลอบเล่นการพนัน เจ้าพนักงานตารวจไม่มีหมาย ค้นและหมายจับ แต่เห็นว่า การเล่นการพนันเป็นการกระทาผิดซึ่งหน้า หากไม่เข้าตรวจค้นและจับกุมทันที ตามที่พลเมืองดีแจ้ง ผู้ต้องหาอาจหลบหนีไปได้ เป็นกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่ง จึงตรวจค้นในเวลากลางคืนได้ โดยไม่ ต้องมีหมายค้นตาม ป.มาตรา 92 (2) ประกอบด้วยมาตรา 96 (2) การกระทาของเจ้าพนักงานตารวจ เป็น การตรวจค้นและจับกุมผู้เล่นการพนัน โดยชอบด้วยกฎหมาย การที่จาเลยที่ 1 ขัดขวางการจับกุม โดยใช้มือ ดึงผู้เล่นการพนัน ให้ออกไป จึงมีความผิดตาม ป. แม้ ส.วิ.จึงมีอานาจตรวจค้นและจับจาเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78(1)(2). ไม่มีหมายจับ แต่ได้แสดงตัวว่า เป็นเจ้าพนักงานตารวจ ให้จาเลยทราบ แล้ว สิบตารวจเอก พ.10 คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 11720/2554 วันเกิดเหตุ ผู้ตายได้ไปร่วมงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ของ ส.93 การที่จาเลยใช้มือกดอาวุธปืน ไม่ให้สิบตารวจเอก พ. เบิกความว่า เชิญผู้ตายไป ร่วมงาน ในฐานะผู้ตายเป็นหัวหน้าสถานีตารวจ เพื่อให้ช่วยดูแลความเรียบร้อย ก็เป็นการเชิญไปร่วมงานใน ฐานะส่วนตัว ไม่ใช่ผู้ตายไปปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบภายในงาน ตามอานาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานตารวจ ส่วนที่ ส.อ.มาตรา 138 วรรคหนึ่ง คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 9212/2539 ก่อนเกิดเหตุ สิบตารวจเอก พ.ดึงออกมาจากเอวจาเลย เพื่อยึดเป็นของ กลาง จึ งเป็ น การขั ดขวางเจ้ าพนั กงานในการปฏิบั ติการตามหน้ าที่โ ดยใช้กาลั งประทุษร้า ยตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 148/2513 .อ. พบเห็นจาเลยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่า จะกระทาความผิด โดยมีเครื่องมืออาวุธหรือวัตถุอย่างอื่น อันสามารถอาจใช้ในการกระทาผิด และพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นความผิดซึ่งหน้า แม้สิบตารวจเอกพ.

11 เจ้าพนักงานตารวจเข้าตรวจค้นตัวจาเลย ในที่เปลี่ยว โดยไม่ได้แต่งเครื่องแบบตารวจหรือ แสดงหลักฐานให้เห็นได้ว่า ตนเป็นเจ้าพนักงานตารวจทาการตามหน้าที่ ทั้งนี้ต่างฝ่ายไม่รู้จักกันมาก่อน จาเลย ไม่มีทางรู้ได้ว่า เป็นเจ้าพนักงานตารวจ เช่ น นี้ แม้ จ าเลยจะได้ ทาการต่อ สู้ ชกต่ อ ย ขั ดขวางมิใ ห้ เจ้ า พนั กงานต ารวจ ค้ นเอาเงิ น ทรัพย์สินใด ๆ ของจาเลยไปก็ตาม จาเลยก็หามีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานผู้กระทาการตามหน้าที่ ดังฟ้องโจทก์ไม่ คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 1318/2506 การที่จาเลยดับไฟฟ้า ขณะเจ้าพนักงานเข้าจับกุ มจาเลยกับพวกเล่นการพนัน เพราะจาเลย กลัวถูกจับนั้น แม้จะทาให้เจ้าพนักงานเกิดความไม่สะดวก เพราะมืดก็ตาม การกระทาของจาเลยยังถือไม่ได้ว่า จาเลยมีเจตนาขัดขวางเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59. มาตรา 143 แล้ว คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 537/2523 เรียกทรัพย์ว่า จะนาไปให้ผู้พิพากษาตัดสินยกฟ้อง แม้ผู้เรียกไม่ตั้งใจ จะเอาทรัพย์ที่เรียก ไป ให้เจ้าพนักงานนั้นเลย ก็เป็นการกระทา ที่ครบองค์ประกอบความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 แล้ว ให้สินบนเจ้ำพนักงำน มำตรำ 144 .138 เป็นคนกลำงเรียกสินบน มำตรำ 143 มำตรำ 143 ผู้ใดเรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือ ผู้อื่น เป็นกำรตอบแทนในกำรที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้ำพนักงำน สมำชิกสภำนิติบัญญัติแห่งรัฐ สมำชิก สภำจังหวัดหรือสมำชิกสภำเทศบำล โดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมำยหรือโดยอิทธิพลของตนให้กระทำกำร หรือไม่กระทำกำรในหน้ำที่อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลใด ต้องระวำงโทษจำคุกไม่เกินห้ำปี หรือปรับ ไม่เกินหนึ่งหมื่นบำท หรือทั้งจำทั้งปรับ คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 661/2554 จ าเลยเรี ย กและรั บ เงิน จากผู้ เ สี ยหายทั้งสอง เพื่อเป็นการตอบแทนในการที่จ ะจูงใจเจ้ า พนั กงานในตาแหน่ ง พนั ก งานอั ย การ โดยวิ ธี อัน ทุ จริ ตผิ ด กฎหมาย เพื่ อให้ กระท าการในหน้า ที่ โดยการ ช่วยเหลือในทางคดี ให้สั่งไม่ฟ้องคดีแก่บุคคลที่ถูกดาเนินคดีอาญา แม้พนักงานอัยการจะมิได้เป็นเจ้าของสานวนในคดีนั้น และจาเลยยังมิได้ให้เงินก็ตาม ก็ถือว่า พนักงานอัยการนั้น เป็นเจ้าพนักงานที่จาเลยจะจูงใจให้กระทาการในหน้าที่ อันเป็นคุณแก่บุคคลที่จาเลยจะให้ ช่วยเหลือแล้ว การกระทาของจาเลย ครบองค์ประกอบแห่งความผิดตาม ป.อ.

ได้ร่วมกับจาเลย นาสินบนไปให้แก่เจ้า พนักงาน เพื่อจูงใจให้กระทาการอันมิชอบด้วยหน้าที่ ส. และสามีมิได้กระทาความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ และทางราชการมิได้ยึดทรัพย์สิน ของ ส. การที่ ส. ไปดาเนินการให้ผู้บังคับบัญชา กระทาการอันมิชอบด้วย หน้าที่ เมื่อพันตารวจตรี ต. มาตรา 144 คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 4212/2550 ส. ผู้บังคับบัญชาของดาบตารวจ ช. มาตรา 167 มี ค วามหมายว่ า ต้ อ งเป็ น พนั ก งาน สอบสวนผู้รับผิดชอบในคดีนั้นเท่านั้น ดังนั้น การให้เงินแก่เจ้าพนักงานตารวจ ซึ่งไม่ได้เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในคดีนั้น เพื่อให้ ช่ว ยเหลื อ ไม่ดาเนิ น คดี จึ งมิใช่เป็ น การให้ ทรัพย์สิ นหรือประโยชน์อื่นใดแก่พนักงานสอบสวนตาม ความหมายของบทบัญญัติดังกล่าว จึงไม่มีความผิดตามมาตรานี้ คงมีความผิดตามมาตรา 144 เท่านั้น คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 1262/2547 .000 บาท แก่จาเลย สืบเนื่องมาจากการหลอกลวงของจาเลย ด้วยข้อความอัน เป็นเท็จ มิใช่ ส. หรือสามีกระทาความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ แล้ว ส.อ. ย่อมเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย มีสิทธิที่จะร้องทุกข์ ให้ดาเนินคดีแก่จาเลยฐานฉ้อโกงได้ คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 8181/2547 ค าว่ า "พนั ก งานสอบสวน" ตาม ป. และวางแผนจับกุม โดยตอบตกลงและนัดหมายให้นาเงินมอบให้ และจับกุมได้ พร้อมเงิน ของกลาง จึงถือได้ว่าจาเลยทั้งสอง ได้ขอให้ทรัพย์สินแก่ดาบตารวจ ช. กับพวก โดยเปลี่ยนข้อหา จากเดิมข้อหาร่วมกันมีแมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจาหน่ายและจาหน่าย เป็นข้อหาร่วมกันมีเมท แอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเสนอให้เงิ น 70. เพื่อขอให้ช่วยเหลือ พ.12 มำตรำ 144 ผู้ใดให้ ขอให้หรือรับว่ำจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้ำพนักงำน สมำชิกสภำนิติบัญญัติแห่งรัฐ สมำชิกสภำจังหวัดหรือสมำชิกสภำเทศบำล เพื่อจูงใจให้กระทำกำร ไม่ กระทำกำร หรือประวิงกำรกระทำอันมิชอบด้วยหน้ำที่ ต้องระวำงโทษจำคุกไม่เกินห้ำปี หรือปรับไม่เกิน หนึ่งหมื่นบำท หรือทั้งจำทั้งปรับ คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 3096/2552 จาเลยทั้งสองไปติดต่อกับดาบตารวจ ช.อ. และพันตารวจตรี ต. มอบเงิน 305. เพื่อจูงใจให้ กระทาการอันมิชอบด้วยหน้าที่อันเป็นความผิดตาม ป. หรือสามี พ้นจากความผิด จึงถือไม่ได้ว่า ส. ทราบความประสงค์ของจาเลยทั้งสอง จากดาบตารวจ ช. มอบเงินแก่จาเลย เพื่อให้สินบนแก่ เจ้าพนักงาน เพื่อให้ ส.000 บาท ย่อมเป็นการกระทา ที่มุ่ง ประสงค์ขอให้ทรัพย์สิน เพื่อจูงใจให้ดาบตารวจ ช.

เพื่อจูงใจมิให้จับกุมจาเลยกับพวก ในข้อหา มีกัญชาไว้ในความครอบครอง การกระทาของจาเลย ย่อมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144. แม้จ่าสิบตารวจ ป.มายังที่เกิดเหตุ เพื่อจะจับกุมผู้กระทาความผิดฐานมี กัญชาไว้ในความครอบครอง จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าพนักงานตามกฎหมาย เมื่อจาเลยได้ให้เงินจานวนหนึ่งแก่จ่าสิบตารวจป.รับราชการเป็นตารวจ ซึ่งมีหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ราชการ โดยได้รับการแต่งตั้ง ตามกฎหมาย ย่อมเป็นเจ้าพนักงาน แม้ขณะเกิดเหตุ จะถูกส่งตัวไปช่วยราชการกองอานวยการรักษาความ มั่นคงภายใน มีตาแหน่งหน้าที่เป็นหั วหน้าชุดคุ้มครองตาบลปากหมัน มีห น้าที่คุ้มครองหมู่บ้านและตาบล ป้องกันการกระทาอันเป็น คอมมิว นิสต์และก่อการร้าย ก็เป็นเพียงหน้าที่เฉพาะ ตามคาสั่งแต่งตั้งของทาง ราชการ แต่โ ดยทั่ ว ไป จ่ า สิ บ ต ารวจ ป.ยั งมีอ านาจสื บ สวนคดีอ าญาได้ ตามประมวลกฎหมายวิ ธี พิจารณาความอาญา มาตรา 17 การที่จ่าสิบตารวจ ป.ยังมิได้แสดงตัวเป็นเจ้าพนักงาน หรือแสดงความประสงค์ที่จะเข้าทาการตรวจค้นหรือ จับกุมจาเลยกับพวก หรือมิได้แต่งเครื่องแบบก็ตาม แสดงตนเป็นเจ้ำพนักงำน มำตรำ 145 มำตรำ 145 ผู้ใดแสดงตนเป็นเจ้ำพนักงำน และกระทำกำรเป็นเจ้ำพนักงำน โดยตนเอง มิได้เป็นเจ้ำพนักงำนที่มีอำนำจกระทำกำรนั้น ต้องระวำงโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพัน บำท หรือทั้งจำทั้งปรับ คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 7631/2549 จาเลยแสดงตนโดยบอกแก่ผู้เสียหายทั้งสาม ซึ่งเป็ นนักเรียนว่า จาเลยเป็นสารวัตรนักเรียน และจาเลยได้ตรวจร่างกายผู้เสียหายทั้งสาม โดยอ้างว่า เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าผู้เสียหายทั้งสามติดยาเสพติดให้ โทษและผ่านการร่วมเพศมาก่อนหรือไม่ ทั้งให้ผู้เสียหายทั้งสามนั่งรถไปกับจาเลย โดยอ้างว่าจะไปส่งโรงเรียน แล้วกลับพาไปกระทาอนาจาร .13 การที่เจ้าพนักงานตารวจผู้จับกุมผู้กระทาผิด มีหน้าที่ต้องเบิกความต่อศาลตามความสัจจริง ในระหว่างเป็นพยานในคดีที่ผู้กระทาความผิดถูกฟ้อง เป็นหน้าที่อย่างเดียวกับประชาชนทั่วไป หาใช่เป็นหน้าที่ โดยตรงอันสืบเนื่องมาจากที่เป็นเจ้าพนักงานผู้จับกุมผู้กระทาความผิดไม่ หน้าที่ที่ต้องเบิกความตามความสัจจริง จึงไม่เป็นการกระทาการในหน้าที่ของเจ้ าพนักงาน โดยเฉพาะ แม้จาเลยจะให้และรับว่าจะให้เงินแก่ร้อยตารวจโท ท. กับพวก เพื่อจูงใจเจ้าพนักงานดังกล่าว เบิก ความผิดไปจากความจริง ก็ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 2390/2527 จ่าสิบตารวจ ป.

944 บาท . บอก ทั้งจาเลยได้เรียกเงินจานวน 2.256 บาท ค่าธรรมเนียมอื่นรวมทั้งค่าอากรแสตมป์และค่า พยานอีก 300 บาทเศษ เงิน ส่วนที่เหลือจาเลยยึดไว้ ปรากฏตามฟ้องว่ามีจานวน 5. บอกผู้เสียหายว่า จาเลยเป็นเจ้าพนักงานตารวจ จาเลยได้ยินคาพูดของ ถ.000บาท จากผู้เสียหาย มิฉะนั้น จะจับผู้เสียหาย พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ ว่า จาเลยได้แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทาการเป็นเจ้าพนักงานแล้ว ส่วนการเรียกรับเงินครั้งที่สอง แม้จาเลยไม่ได้บอกหรืออ้างว่า เป็นเจ้าพนักงานตารวจ แต่ จาเลยเคยไปหาผู้เสียหายและมีพฤติการณ์แสดงให้ผู้เสียหายเชื่อว่า จาเลยเป็นเจ้าพนักงานตารวจจริง ทั้ง ผู้เสียหายเคยให้เงินแก่จาเลย เพื่อมิให้ถูกจับมาก่อน การที่จาเลยไปเรียกเงินจากผู้เสียหายอีก โดยขู่ว่าหากไม่ให้จะจับผู้เสียหาย จนผู้เสียหายยอม ให้เงินจานวน 2.000 บาท แก่จาเลยเช่นนี้ ถือได้ว่าจาเลยได้แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทาการเป็นเจ้า พนักงานโดยจาเลยมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอานาจกระทาการนั้น และมีความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145 และ 337 เจ้ำพนักงำนยักยอก มำตรำ 147 มำตรำ 147 ผู้ใดเป็นเจ้ำพนักงำน มีหน้ำที่ซื้อ ทำ จัดกำรหรือรักษำทรัพย์ใด เบียดบัง ทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอำทรัพย์นั้นเสีย ต้องระวำง โทษจำคุกตั้งแต่ห้ำปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพัน บำทถึงสี่หมื่นบำท คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 3410/2525 จาเลยเป็ นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่รับจดและต่อทะเบียนยานพาหนะ เก็บรักษาเงินค่าภาษี ยานพาหนะและค่าแผ่นป้ายหมายเลขทะเบียนยานพาหนะ ได้รับเงินที่ผู้มาต่อทะเบียน มอบให้ด้วยความสมัคร ใจ เป็นค่าบริการ การกระทาของจาเลยไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 เพราะเงิน ดังกล่าวไม่ใช่ใช่เป็นทรัพย์ที่จาเลยมีหน้าที่ซื้อ ทาจัดการหรือรักษา ทั้งไม่ใช่เป็นเงินของทางราชการหรือของ รัฐบาลด้วย คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 1272/2506 ข้อเท็จจริงได้ความว่า จาเลยที่ 1 หักเงินไว้จากฝ่ายผู้ขายที่ดิน 7.14 ซึ่งตาแหน่งสารวัตรนักเรียน เป็นตาแหน่งของเจ้าพนักงาน สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ การ กระทาของจาเลยจึงเป็นการแสดงตน เป็นเจ้าพนักงานและกระทาการเป็นเจ้าพนักงาน คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 5096/2540 ครั้งแรก จาเลยและ ถ. ไปบ้านผู้เสียหาย ถ.200 บาท เป็นค่าธรรมเนียม ในการซื้อขายที่ดิน 1. แต่ก็นิ่งเฉยและมิได้ปฏิเสธ เท่ากับจาเลย ต้องการให้ผู้เสียหาย เชื่อหรือเข้าใจตามที่ ถ.

15 ฉะนั้น เงินส่วนที่เหลือ ย่อมไม่ใช่เป็นเงินของทางราชการหรือของรัฐบาล แต่เป็นของผู้ขาย ที่ดิน จึงไม่เป็นทรัพย์ตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ทั้งการที่จาเลยเรียกเก็บค่าธรรมเนียม (แม้จะเกินกว่าที่กฎหมายกาหนด) ก็ดี การทานิติกรรม ซื้อขายที่ดินก็ดี ก็ไม่ใช่เป็นการกระทาหรือเบียดบังต่อทรัพย์ที่จาเลยมีหน้าที่ซื้อ ทา จัดการหรือรักษา เจ้ำพนักงำนใช้อำนำจในตำแหน่งโดยมิชอบ มำตรำ 148 มำตรำ 148 ผู้ใดเป็นเจ้ำพนักงำน ใช้อำนำจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจ เพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหำมำให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวำงโทษ จำคุกตั้งแต่ห้ำปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบำทถึงสี่หมื่นบำท หรือประหำรชีวิต คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 2573/2553 จาเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตารวจกองปราบปราม ขู่ให้โจทก์ร่วมนาเงินมามอบให้ โดยอ้างว่า เพื่อลบชื่อโจทก์ร่วม ออกจากบัญชีผู้ค้ายาเสพติดของสานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพ ติด และเพื่อที่จะไม่จับกุมโจทก์ร่วม จึงเป็นความผิดต่อตาแหน่งหน้าที่ราชการ ฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อานาจ ในตาแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจและจูงใจ เพื่อให้โจทก์ร่วมมอบให้ซึ่งทรัพย์สินแก่ตนเอง แต่การที่โจทก์ร่วมนาเงินไปมอบให้แก่จาเลย ก็เพื่อที่จะให้เจ้าพนักงานจับกุม แสดงว่า โจทก์ ร่วมไม่ได้กลัวคาขู่ของจาเลย ยังถือไม่ได้ว่า จาเลยข่มขืนใจโจทก์ร่วม จนโจทก์ร่วมยอมเช่นว่านั้น การกระทา ของจาเลยเป็นเพียงความผิดฐานพยายามกรรโชก คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 2389/2547 แม้ว่าจาเลยจะเป็นเจ้าพนักงานที่ดิน มีหน้าที่ในการดาเนินการเรื่องการจดทะเบียนสิทธิและ นิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน แต่การที่จาเลยแนะนาผู้ เสียหายว่า ต้องดาเนินการร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกก่อน และ รับติดต่อทนายความ เพื่อดาเนินการร้องขอจัดการมรดกนั้น หาใช่เป็นการใช้อานาจในตาแหน่งโดยมิชอบหรือ เป็นการปฏิบัติการหรือละเว้นการปฏิบั ติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 และ มาตรา 157 ไม่ คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 1389/2506 จาเลยเป็นตารวจประจาอยู่ในกรุงเทพฯ พากันไปแกล้งจับผู้เสียหาย ที่จังหวัดนครนายก หา ว่า เล่ นสลากกิน รวบขอค้นบ้ าน แล้วงัดลิ้ นชักโต๊ะ หยิบเอาเงินและปืนไป เพื่อประโยชน์แก่ตน ดังนี้ เป็น ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 แล้ว .

16 แม้จาเลยจะหยิบเอาเงินและปืนนั้น ไปเองก็ดี แต่เมื่อเป็นเพราะเหตุที่จาเลยเป็นเจ้าพนักงาน ผู้เสียหายจึงไม่กล้าแย่งคืน หรือเพราะผู้เสียหายอาจจะเข้าใจว่า จาเลยเอาไปเป็นวัตถุพยาน ดังนั้น จึงถือได้ว่า ผู้เสียหายได้มอบให้แก่จาเลยตามความหมายของมาตรานี้แล้ว และเมื่อจาเลยมีความผิดตามมาตรา 148 แล้ว ก็ไม่จาต้องวินิจฉัยถึงมาตรา 157 อันเป็น บทลงโทษทั่วไปซึ่งมีอัตราโทษน้อยกว่าอีก (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 16/2506 เฉพาะที่เกี่ยวกับมาตรา 148) คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 154/2503 กานันจับผู้ต้องหาเรื่องลักทรัพย์และได้ปล่อยตัวผู้ต้องหาไป ไม่นาส่งต่อพนั กงานสอบสวน โดยได้รับเงินจากผู้ต้องหาทั้ง 2 คนละ 250 บาท ดังนี้ ย่อมได้ชื่อว่า จาเลยงดเว้นไม่กระทาการตามหน้าที่อัน เป็นการมิชอบ การกระทาของจาเลยจึงเป็นผิดตามมาตรา 149 การกระทาที่จะเป็นผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 จะต้องเป็นเรื่องที่จาเลยใช้ อานาจ โดยมิชอบ และใช้อานาจนั้น ข่มขืนใจ ให้เขามอบให้หรือหาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด แก่ ตนเองหรือผู้อื่น โดยมิใช่เรื่องเรียกทรัพย์ เพื่อกระทาการหรือไม่กระทาการอย่างใด ในตาแหน่ง เป็นการตอบ แทน เช่น จาเลยแกล้งจับเขา มาข่มขู่ขืนใจ เรียกเอาเงินทองเขา โดยไม่ปรากฏว่า เกิดการกระทาผิดขึ้น คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 798/2502 จาเลยเป็นพลตารวจ ประจาสถานีตารวจ มีหน้าที่จับกุมผู้กระทาผิด เพื่อส่งเจ้าพนักงาน ดาเนินคดี จาเลยได้แกล้งจับกุมผู้เสียหายหาว่า เล่นการพนันไม่รับอนุญาต และบังคับให้ขึ้นรถรับจ้างไปกับ จาเลย ในระหว่างทาง จ าเลยได้พูดข่มขืนใจผู้ เสี ยหาย เพื่อให้ มอบเงินให้แก่จาเลย ถ้าไม่ให้ เงิน จาเลยจะเอาตัวส่งสถานีตารวจ แล้วจาเลยได้ค้นลักเงินของผู้เสียหาย ไป 120 บาท ดังนี้ การกระทาของจาเลย เป็นการละเมิดกฎหมายหลายบท คือ มาตรา 148.310.334ประมวลกฎหมายอาญา การข่มขืนใจ เพียงเพื่อให้มอบให้ แม้แต่ยังมิได้มอบทรัพย์สิน ให้แก่กัน ก็เป็นความผิดสาเร็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 แล้ว เจ้ำพนักงำนใช้อำนำจในตำแหน่งโดยมิชอบ มำตรำ 149 มำตรำ 149 ผู้ใดเป็นเจ้ำพนักงำน สมำชิกสภำนิติบัญญัติแห่งรัฐ สมำชิกสภำจังหวัด หรือ สมำชิกสภำเทศบำล เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิ ชอบ เพื่อกระทำกำรหรือไม่กระทำกำรอย่ำงใดในตำแหน่งไม่ว่ำกำรนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้ำที่ ต้อง ระวำงโทษจำคุกตั้งแต่ห้ำปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบำทถึงสี่หมื่นบำท หรือ ประหำรชีวิต .

อ.500 บาท จาก ส. เพื่อจะไม่จับกุมตามหน้าที่ การกระทาของจาเลย จึงเป็นความผิดตาม ป.17 คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 1524/2551 จาเลยเป็นเจ้าพนักงานตารวจ มีหน้าที่สืบสวนจับกุมผู้กระทาความผิดอาญา ได้พบเห็น ส.800 บาท ไว้ แล้ว นิ่งเฉยเสีย แสดงโดยชัดแจ้งว่า จาเลยมีเจตนาเรียกหรือรับเอาเงิน ส่วนที่เกินไว้ สาหรับตนเองโดยมิชอบ เพื่อกระทาการในตาแหน่ง จึงเป็น ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 6263/2531 จาเลยที่ 2 เป็นตารวจ ได้จับกุมผู้เสียหาย ในข้อหาเล่นการพนันสลากกินรวบ จาเลยที่ 1 แม้ เป็นตารวจประจาสถานีเดียวกัน แต่ไม่ได้ร่วมจับกุมและมิใช่พนักงานสอบสวน ได้เรียกเงินจากผู้เสียหายกับ พวก นาไปให้จาเลยที่ 2 เพื่อให้ปล่อยผู้เสียหายไป และจาเลยที่ 2 ได้รับเงินจากฝ่ายผู้เสียหายแล้ว ได้ปล่อยตัว ผู้เสียหายไป ไม่ดาเนินคดีตามกฎหมาย อันเป็นการกระทาโดยมิชอบต่อหน้าที่ แต่จาเลยที่ 1 ไม่มีอานาจหน้าที่เกี่ยวกับคดีที่จาเลยที่ 2 จับกุมผู้เสียหายมาโดยตรง จึงเป็น เรื่องปฏิบัตินอกหน้าที่ ถือได้ว่า เป็นเพียงการสนับสนุนการกระทาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ของจาเลยที่ 2 เท่านั้น คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 3155/2531 จาเลยทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานตารวจ มีอานาจสืบสวนจับกุมผู้กระทาผิด ได้จับกุมผู้กระทาผิด ฐานเล่นการพนันสลากกินรวบ พร้อมของกลางแล้ว ไม่นาส่งสถานีตารวจทันที กลับพาไปที่ป้ายรถโดยสาร . กับพวก เล่นการพนันชนไก่ อันเป็นความผิดอาญา จาเลยมีหน้าที่ต้องทาการจับกุมผู้กระทาความผิด แต่กลับ ไม่ทาการจับกุม และเรียกรับเงินจานวน 1. มาตรา 149 คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 1532/2543 จาเลยเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้ าที่รับคาขอต่าง ๆ เกี่ยวกับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ที่ดินทุกประเภท รวมทั้งงานในด้านเกี่ยวกับการเงินและบัญชี โดยมีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้อง การกรอก ข้อความในเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องของหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน แล้วนาเสนอผู้บังคับบัญชาตามลาดับชั้น ทั้งได้ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวมาก่อนเกิดเหตุนานประมาณ 7 ปี จาเลยย่อมทราบและคานวณ ค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนที่ดินในพื้นที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบ เป็นอย่างดี การที่จาเลยเรีย กหรือรั บเงินจานวน 7.

18 ประจาทางในหมู่บ้าน โดยไม่มีเหตุผลและความจาเป็นและให้ผู้ถูกจับกุมโทรศัพท์ ติดต่อกั บบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มาตกลงกันที่ ป้ายรถโดยสารประจาทาง และรออยู่เป็นเวลานาน เมื่อพาผู้ถูกจับไปสถานีตารวจ จาเลยเข้าไปแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ตารวจเท่านั้น ไม่มอบบันทึกการ จับกุมและของกลางให้ ทั้งไม่นาตัวผู้ต้องหาเข้าไปด้วย แสดงว่าเป็นเพียงแผนการของจาเลย ให้ผู้ต้องหากลัวและหาทางตกลงกับจาเลย จาเลยไม่มี เจตนาที่จะมอบผู้ต้องหาให้แก่พนักงานสอบสวนจริงจัง พฤติการณ์ของจาเลยถือได้ว่า เป็นการเรียกทรัพย์สินจากผู้ต้องหาแล้ว เพียงแต่ ยังไม่ได้ กาหนดจ านวนเงิน และฝ่ ายผู้ ต้องหา ยั งไม่ได้ตอบตกลงเท่านั้ น การกระทาของจาเลยเป็นความผิ ดตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 เจ้ำพนักงำนมีหน้ำที่ซื้อทรัพย์ใช้อำนำจในตำแหน่งโดยทุจริต มำตรำ 151 มำตรำ 151 ผู้ใดเป็นเจ้ำพนักงำน มีหน้ำที่ซื้อ ทำ จัดกำรหรือรักษำทรัพย์ใดๆ ใช้อำนำจ ในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นกำรเสียหำยแก่รัฐ เทศบำล สุขำภิบำลหรือเจ้ำของทรัพย์นั้น ต้องระวำงโทษ จำคุกตั้งแต่ห้ำปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบำทถึงสี่หมื่นบำท คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 4828/2533 จาเลยรับราชการเป็นนายช่างโยธา 5 ตาแหน่งหัวหน้าหน่วยจราจรสงเคราะห์ประจาเขตการ ทางสงขลา กรมทางหลวง ในการปฏิบัติหน้าที่ จาเลยมีอานาจสั่งอนุญาตให้เบิกจ่ายน้ามันและอนุญาตให้ใช้ รถยนต์ในเขตการทางสงขลาด้วย การที่จาเลยได้สั่งให้ใช้รถของราชการและสั่งอนุญาตให้เบิกจ่ายน้ามันของราชการ สาหรับรถ ดังกล่าว ขนเสาซีเมนต์ป้ายจราจรจากแขวงการทางสงขลา ไปยังจุดติดตั้ง ในกิจการส่วนตัว จึงเป็นการใช้ อานาจในตาแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่กรมทางหลวง ย่อมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 151 เจ้ำพนักงำนปฎิบัติหน้ำที่โดยมิชอบ มำตรำ 157 มำตรำ 157 ผู้ใดเป็นเจ้ำพนักงำน ปฏิบัติหรือละเว้นกำรปฏิบัติหน้ำที่โดยมิชอบ เพื่อให้ เกิดควำมเสียหำยแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นกำรปฏิบัติหน้ำที่โดยทุจริต ต้องระวำงโทษจำคุก ตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบำทถึงสองหมื่นบำท หรือทั้งจำทั้งปรับ คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 3130/2556 .

มาตรา 162 (1) ส่วนจาเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ได้รับแต่งตั้ง เป็นคณะกรรมการควบคุมงานและกรรมการตรวจการ จ้าง มีหน้าที่รับผิดชอบในการตรวจและควบคุมงาน ให้เป็นไปตามแบบรูปรายการละเอียดและข้อกาหนดใน สัญญาจ้าง แต่ละโครงการ เมื่องานในแต่ละโครงการ ทาไม่เสร็จ ครบถ้วนตามสัญญา จาเลยที่ 2 ถึงที่ 8 กลับลงลายมือ ชื่อในใบควบคุมงานและเอกสารการตรวจการจ้าง เป็นเท็จว่า มีการทางานถูกต้องครบถ้วนตามสัญญา การ กระทาดังกล่าวเป็นความผิดตาม ป.บ.อ.อ. มาตรา 157 แต่เมื่อจาเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่ทาเอกสารหรือกรอกข้อความในเอกสาร จึงไม่มี ความผิด ตาม ป.5582/2554 ขณะเกิดเหตุจาเลยที่ 1 ดารงตาแหน่งประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตาบล ผู้เสียหาย มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตาม ป.ร. ตาม พ. มาตรา 157 และมาตรา 162 (1) คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 9368/2552 จาเลยที่ 1 รั บราชการ ตาแหน่ งหั วหน้าส่ว นโยธา องค์การบริห ารส่ ว นตาบลหั ว ล า ช่ว ย ราชการองค์การบริหารส่วนตาบลซับจาปา ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ควบคุมงาน จาเลยที่ 2 เป็นกานันตาบลซับ จาปา และเป็นกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตาบลซับจาปา ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการตรวจ การจ้าง จาเลยทั้งสอง จึงมีหน้าที่ตรวจผลการปฏิบัติและตรวจรับงานตามสัญญาจ้าง โดยจาเลยทั้งสองทราบแต่แรกแล้วว่า งานจ้างเหมาก่อสร้างถนนตามสัญญา มีความยาว 1. มาตรา 157 และ 200 วรรคแรก คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 5575 .อ.อ.19 จาเลยเป็นพนักงานสอบสวน แก้ไขข้อความในสานวนการสอบสวน จากเดิมที่มีความเห็นสั่ง ฟ้องผู้ต้องหา เป็นสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา หลังจากเสนอสานวนการสอบสวน ให้ผู้บังคับบัญชาตามลาดับชั้น ลงชื่อ แล้ว เพื่อช่วยผู้ต้องหา มิให้ต้องโทษ จึงเป็นความผิดตาม ป.อ.024 เมตร .สภาตาบลและองค์การบริหารส่วนตาบลฯ มีคาสั่งอนุมัติให้จ่ายเงินตามฎีกาเบิกเงินในโครงการ โดยไม่มีการวางท่อระบายน้าตามสัญญา และไม่มีการแก้ไขสัญญาให้ถูกต้อง ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย ตาม ป.350 เมตร การที่จาเลยที่ 1 ไม่ออกไปตรวจสอบการก่อสร้าง ทาให้เกิดความเสียหาย เพราะหากจาเลยที่ 1 ไปตรวจย่อมทราบได้ว่า ถนนที่ก่อสร้างเสร็จ มีความยาวเพียงประมาณ 1.วิ.

อ.อ. มาตรา 157 ส่ ว นจ าเลยที่ 2 มิ ได้เป็ น เจ้าพนักงานผู้ มีห น้ าที่ไม่ อาจเป็นตัว การในการกระท าความผิ ด ร่วมกับจาเลยที่ 1 แต่การที่จาเลยที่ 2 จัดทาบันทึกประจาวันและผลการปฏิบัติงานฉบับใหม่มาให้จาเลยที่ 1 ลง ชื่อย่อมลงโทษจาเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนจาเลยที่ 1 ในการกระทาผิดได้ คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 2389/2547 แม้ว่าจาเลยจะเป็นเจ้าพนักงานที่ดิน มีหน้าที่ในการดาเนินการเรื่องการจดทะเบียนสิทธิและ นิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน แต่การที่จาเลยแนะนาผู้เสียหายว่า ต้องดาเนินการร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกก่อนและ รับติดต่อทนายความเพื่อดาเนินการร้องขอจัดการมรดกนั้น หาใช่เป็นการใช้อานาจในตาแหน่งโดยมิชอบ หรือ เป็นการปฏิบัติการหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม ป.7837/2544 จาเลยเป็นเจ้าพนักงานตารวจ มีอานาจหน้าที่ในการจับกุมผู้กระทาผิด แต่จาเลยกลับเป็นผู้ ร่วมกระทาผิด ด้วยการร่วมเล่นการพนันไพ่รัมมี่ แล้วจาเลยไม่จับกุมผู้ร่วมเล่นไพ่รัมมี่ ยังถือไม่ได้ว่า เป็นการละ เว้ น การปฏิ บั ติ ห น้ า ที่โ ดยมิช อบ โดยมี เจตนาพิเ ศษ เพื่ อ ให้ เ กิ ด ความเสี ย หายแก่ ผู้ ร่ว มเล่ นการพนั น หรื อ สานักงานตารวจแห่งชาติ การกระทาดังกล่าวของจาเลยจึงไม่มีความผิด ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละ เว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 เจ้ำพนักงำนทำเอกสำรเท็จ มำตรำ 162 มำตรำ 162 ผู้ใดเป็นเจ้ำพนักงำน มีหน้ำที่ทำเอกสำร รับเอกสำรหรือกรอกข้อควำมลงใน เอกสำร กระทำกำรดังต่อไปนี้ในกำรปฏิบัติกำรตำมหน้ำที่ (1) รับรองเป็นหลักฐำนว่ำ ตนได้กระทำกำรอย่ำงใดขึ้นหรือว่ำกำรอย่ำงใดได้กระทำต่อ หน้ำตนอันเป็นควำมเท็จ .20 การที่จาเลยทั้งสองปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยทาหลักฐานเท็จด้วยเจตนาพิเศษที่ จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตาบลซับจาปาและเป็นการกระทาโดยทุจริต ทาให้องค์การ บริหารส่วนตาบลซับจาปาต้องจ่ายเงินค่าจ้างเกินไป และมีผู้ได้ประโยชน์ อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นค่าก่อสร้าง ที่เกินไปจากความจริง แม้ภายหลั งจาเลยที่ 2 จะนาเงินค่ารับจ้างส่วนที่รับเกินไป มาคืน ก็เนื่องมาจากองค์การ บริหารส่วนตาบลซับจาปา แจ้งเรียกเงินคืน จาเลยทั้งสองจึงมีความผิดตาม ป. มาตรา 148 และมาตรา 157 ไม่ คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 7836 .

มาตรา 157 แต่เมื่อจาเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่ทาเอกสารหรือกรอกข้อความในเอกสาร จึงไม่มีความผิด ตาม ป. มาตรา 162 (1) แจ้งควำมเท็จเกี่ยวกับควำมผิดทำงอำญำ มำตรำ 172 มำตรำ 172 ผู้ใดแจ้งข้อควำมอันเป็นเท็จเกี่ยวกับควำมผิดอำญำแก่พนักงำนอัยกำร ผู้ว่ำ คดี พนักงำนสอบสวนหรื อเจ้ ำ พนักงำนผู้มีอำนำจสืบสวนคดีอำญำ ซึ่งอำจทำให้ผู้อื่น หรื อประชำชน เสียหำย ต้องระวำงโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบำท หรือทั้งจำทั้งปรับ คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 1076/2551 การกระทาความผิดตาม ป.อ.สภาตาบลและองค์การบริหารส่วนตาบลฯ มีคาสั่ง อนุมัติให้จ่ายเงินตามฎีกาเบิกเงินในโครงการ โดยไม่มีการวางท่อระบายน้าตามสัญญาและไม่มีการแก้ไขสัญญา ให้ถูกต้อง ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย ตาม ป.บ.อ.ร.21 (2) รับรองเป็นหลักฐำนว่ำ ได้มีกำรแจ้งซึ่งข้อควำมอันมิได้มีกำรแจ้ง (3) ละเว้นไม่จดข้อควำมซึ่งตนมีหน้ำที่ต้องรับจด หรือจดเปลี่ยนแปลงข้อควำมเช่นว่ำนั้น หรือ (4) รับรองเป็นหลักฐำนซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสำรนั้น มุ่งพิสูจน์ควำมจริงอันเป็นควำมเท็จ ต้องระวำงโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบำท คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 5575 .อ.วิ.อ. ตาม พ.5582/2554 ขณะเกิดเหตุ จาเลยที่ 1 ดารงตาแหน่งประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตาบล ผู้เสียหาย มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตาม ป. มาตรา 172 และมาตรา 174 วรรคสอง เป็นความผิดสาเร็จ เมื่อพนักงานสอบสวน ได้ทราบข้อความที่จาเลยแจ้ง พนักงานสอบสวนจะทราบว่า ข้อความที่จาเลยแจ้ง เป็นความเท็จหรือไม่ คดีที่ผู้ต้องหาถูก ฟ้องว่า กระทาความผิด เนื่องจากการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จของจาเลยนั้น ศาลจะมีคาพิพากษาอย่างไร และ ถึงที่สุดแล้วหรือไม่นั้น มิใช่ข้อสาคัญที่จะฟังว่า จาเลยกระทาความผิดหรือไม่ คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 1706/2546 เมื่อมันสาปะหลังที่ขุดเป็นของโจทก์ที่ 1 ที่ปลูกในที่ดินเกิดเหตุ โดยจาเลยทั้งสองมิได้เป็นผู้ ปลูก การที่จาเลยที่ 1 ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่า โจทก์ทั้งสี่ลักทรัพย์มันสาปะหลัง ที่ตนปลูก จึงเป็น .

กับฮ. 174 คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 2249/2515 ก.ฆ่า ก. ร่วมกระทา ความผิดด้วย แต่จาเลยได้แจ้งแก่เจ้าพนักงานตารวจผู้ออกไปสืบสวนและให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า เห็น ท.22 การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ เกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวน ซึ่งทาให้โจทก์ทั้งสี่เสียหาย จาเลยที่ 1 ย่อมมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 หาใช่เป็นเรื่องขาดเจตนาไม่ ส่วนจาเลยที่ 2ไปให้การเป็นพยานต่อพนักงานสอบสวน ยืนยันว่า ตนร่วมปลูกมันสาปะหลัง กับจาเลยที่ 1 ซึ่งเป็นความเท็จ โดยไม่ปรากฏว่าจาเลยที่ 2 จะได้มีเจตนาร่วมกระทาผิดกับจาเลยที่ 1 การ กระทาของจาเลยที่ 2 คงเป็นเพียงความผิดฐานแจ้งความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 137 คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 1041/2542 โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของสถานที่ ที่จาเลยแจ้ง โจทก์ที่ 2เป็นกรรมการผู้จัดการผู้มีอานาจทาการ แทนโจทก์ที่ 1แม้จาเลยจะแจ้งถึงสถานที่ ไม่ได้ระบุถึงโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 แต่สถานที่ไม่มีสถานะเป็นบุคคล แม้จะมีบุคคลอื่น อยู่ในสถานที่นั้นอีกหลายคน แต่หากมี สิ่งของผิดกฎหมาย ซุกซ่อนอยู่จริงโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ครอบครองสถานที่ จะต้องรับผิดชอบ โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 จึงเป็นผู้เสียหายฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 3702/2526 ความสาคัญของคดีแจ้งความเท็จอยู่ที่ว่า จาเลยเห็นเหตุการณ์การกระทาผิดของผู้อื่นตามที่ ให้การต่อพนักงานสอบสวนหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ว่า ผู้อื่นกระทาผิดหรือไม่ เพราะแม้ผู้อื่นกระทาผิดจริง แต่ถ้าจาเลยไม่เห็นการกระทาผิด แล้วบังอาจให้การว่าเห็น ก็มี ความผิดฐานแจ้งความเท็จ ดังนั้น การที่จ าเลยให้ การเท็จว่าเห็ นเหตุการณ์ แล้ ว ขอถอนคาให้การ อ้างว่าที่ให้ การไว้ เพราะได้รับการเสี้ยมสอน จาเลยก็ยังมีความผิดฐานแจ้งความเท็จตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา172. ถูกคนร้ายฆ่าตาย จาเลยเห็น ส.ร่วมกับส. จึงเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนและ เจ้าพนักงานผู้มีอานาจสืบสวนคดีอาญา ตามมาตรา 172 เมื่อการกระทาของจาเลยต้องด้วยมาตรา 172 ที่บัญญัติเป็นความผิดไว้โดยเฉพาะแล้ว ย่อม ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 137 ซึ่งเป็นบทบัญญัติโดยทั่วไปอีก . ตาย โดยมิได้เห็น ท. ร่วมกันฆ่า ก.และฮ.

23 กรณีที่จาเลยแจ้งความกล่าวหา เป็นเรื่องมีคนร้ายฆ่านายกวงตาย ซึ่งได้มีการกระทาความผิด เกิดขึ้นจริง มิใช่แจ้งความกล่าวหาโดยมิได้มีการกระทาความผิดเกิดขึ้น จาเลยจึงไม่มีความผิดตามมาตรา 173 คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 225/2508 ร้อยตารวจตรีกมลกับพวก จับกุมจาเลยในข้อหาเล่นการพนันสลากกินรวบ และค้นตัวจาเลย ได้บัตรรับฝากรถจักรยานและกระดาษฟุลสแก๊ป มีเขียนเลข 2 ฉบับ จาเลยแจ้งว่า เป็นสลากกินรวบซื้อมาจาก โจทก์ ดังนี้ ถือว่าจาเลยกล่าวในฐานะผู้ต้องหาหรือเสมือนผู้ต้องหา จาเลยหามีความผิดฐานแจ้งความเท็จไม่ แจ้งควำมเท็จเกี่ยวกับควำมผิดทำงอำญำ มำตรำ 173 มำตรำ 173 ผู้ใดรู้ว่ำมิได้มีกำรกระทำควำมผิดเกิดขึ้น แจ้งข้อควำมแก่พนักงำนสอบสวน หรือเจ้ำพนักงำนผู้มีอำนำจสืบสวนคดีอำญำว่ำ ได้มีกำรกระทำควำมผิด ต้องระวำงโทษจำคุกไม่เกินสำมปี และปรับไม่เกินหกพันบำท คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 1424/2554 จาเลยทราบว่า ลายมือชื่อที่จาเลยอ้างว่าปลอม ความจริงเป็นลายมือชื่อของจาเลย ซึ่งลงชื่อ ไว้ มิใช่ลายมือชื่อปลอม การที่จาเลยแจ้งว่ามีการปลอมลายมือชื่อ จึงเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับ ความผิดทางอาญาแก่พนักงานสอบสวน โดยรู้อยู่แล้วว่า มิได้มีการกระทาความผิดเกิดขึ้น อันเป็นความผิดตาม ป.อ.อ. 174 วรรคสอง ประกอบมาตรา 173 . มาตรา 173 และเมื่อจาเลยเอาความเป็นเท็จ ฟ้องโจทก์ต่อศาลว่า กระทาความผิดอาญา การกระทาของ จาเลยจึงเป็นการฟ้องเท็จ อันเป็นความผิดตามมาตรา 175 อีกกระทงหนึ่ง ส่วนความผิดตามมาตรา 174 วรรค สอง ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าจาเลยแจ้งความเท็จเพื่อจะแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษ จาเลยมิได้ยืนยันว่าผู้ที่ ปลอมเอกสารคือโจทก์ โดยจาเลยแจ้งความเพียงว่าจาเลยสงสัยโจทก์ ยังไม่พอฟังว่า จาเลยมีเจตนาแกล้งให้ โจทก์ต้องรับโทษ ไม่อาจเป็นความผิดตามมาตรานี้ คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 8611/2553 การที่จาเลยยืนยันข้อเท็จจริงว่า จาเลยเห็นโจทก์ร่วม หยิบเอาเศษสร้อยคอทองคาของจาเลย ไปและได้แจ้งความแก่พนักงานสอบสวน ให้ดาเนินคดีโจทก์ร่วมในข้อหาลักทรัพย์ ซึ่งเป็นข้อความอันเป็นเท็จ โดยจาเลยรู้ ดีว่า มิได้มีการกระทาผิ ดในข้อหาลั กทรัพย์เกิดขึ้น แต่กลั บไปแจ้งความแก่พนักงานสอบสวน ดังกล่าว ว่าได้มีการกระทาผิดข้อหาลักทรัพย์ อันเป็นเท็จ เพื่อให้พนักงานสอบสวนเชื่อว่า ได้ มีความผิดข้อหา ลักทรัพย์เกิดขึ้น เพื่อให้โจทก์ร่วมได้รับโทษ การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ตาม ป. มาตรา 137.

174 ผู้แจ้งจะต้องมีเจตนาที่ จะให้เจ้าพนักงานสอบสวนดาเนินการสอบสวนเอาตัวผู้กระทาผิดมาลงโทษในทางอาญา แต่การที่จาเลยทาหนังสือร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของโจทก์นั้น เห็นได้ว่า จาเลยมีเจตนาให้ ผู้บังคับบัญชาดาเนินการทางวินัยแก่โจทก์ มิได้เจตนาที่จะให้ดาเนินการเอาความผิดแก่โจทก์ในคดีอาญาการ กระทาของจาเลย จึงไม่มีมูลเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173.24 นอกจากนี้ จาเลยยังมีเจตนายังมีเจตนาแจ้งความ เพื่อให้โจทก์ร่วมถูกดูหมิ่นเกลียดชังและ เสียชื่อเสียง จึงเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมอีกด้วย คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 7008/2548 การที่เจ้ าพนั กงานตารวจ 191 มีห น้าที่รับโทรศัพท์ เป็นหน้าที่เฉพาะตามที่ทางราชการ แต่งตั้งให้ปฏิบัติ แต่โดยทั่วไปแล้ว เจ้าพนักงานตารวจย่อมมีอานาจทาการสืบสวนคดีอาญาได้ ตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 17 การที่จาเลยโทรศัพท์แจ้งเจ้าพนักงานตารวจ 191 ว่ามีการวางระเบิดที่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาสุขสวัสดิ์ และสถานที่อื่นอีกหลายแห่ง โดยรู้อยู่ว่ามิได้มีการกระทาความผิดอาญา จึงเป็นการแจ้งความ แก่เจ้าพนักงานผู้มีอานาจสืบสวนคดีอาญามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 5966/2538 จาเลยที่3ทราบว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้กระทาผิดฐานฉ้อโกงและยักยอกทรัพย์ แต่กลับมาให้ การเป็นพยานด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ต่อพนักงานสอบสวน เพื่อช่วยเหลือจาเลยที่1 การกระทาของจาเลยที่3 จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา173 คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 1489/2530 ผู้กากับการตารวจภูธรจังหวัด ผู้บังคับการตารวจภูธรและผู้บัญชาการตารวจภูธร ต่างมีฐานะ เป็ น เจ้ าพนั กงานมีอานาจหน้ าที่ที่จ ะดาเนิ นการทางวินัยต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ อยู่ใต้บังคับบัญชา ฉะนั้น หาก ข้อความในหนังสือที่จาเลยร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของโจทก์ดังกล่าว เป็นเท็จ จาเลยย่อมมีความผิดฐานแจ้ง ความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137(อ้างคาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2411/2518) การที่จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173.174 .

181(1) คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 209/2506 จาเลยเกิดปากเสียงกับนายชิงชอง แล้วถูกนายชิงชองชกต่อยเอา แต่จาเลยกลับนาความไป แจ้งต่อพนักงานสอบสวนว่า มีนักเลง 3 คนกลุ้มรุมทาร้ายจาเลย โดยคนหนึ่งใช้ไม้ตีคนหนึ่งล๊อกคอ อีกคนหนึ่ง ล้วงเอาเงินในกระเป๋าเสื้อไป 300 บาท ซึ่งเป็นความเท็จ การกระทาของจาเลยเช่นนี้ ย่อมเป็นการแกล้งจะให้ นายชิงชอง ต้องรับโทษหนักขึ้น และเป็นการกล่าวหาว่า นายชิงชองกระทาผิดฐานปล้นทรัพย์ ตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 340 ซึ่งมีระวางโทษจาคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 10 ปี การกระทาของจาเลยจึงมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 174 ประกอบด้วยมาตรา 181(1) ทำลำยพยำนหลักฐำน มำตรำ 184 มำตรำ 184 ผู้ใดเพื่อจะช่วยผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษ หรือให้รับโทษน้อยลง ทำให้เสียหำย ทำลำย ซ่อนเร้น เอำไปเสีย หรือทำให้สูญหำยหรือไร้ประโยชน์ซึ่งพยำนหลักฐำนในกำรกระทำควำมผิด ต้องระวำงโทษจำคุกไม่เกินห้ำปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบำท หรือทั้งจำทั้งปรับ คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 20377/2555 .25 แจ้งควำมเท็จเกี่ยวกับควำมผิดทำงอำญำ มำตรำ 174 มำตรำ 174 ถ้ำกำรแจ้งข้อควำมตำมมำตรำ ๑๗๒ หรือมำตรำ ๑๗๓ เป็นกำรเพื่อจะแกล้ง ให้บุคคลใดต้องถูกบังคับตำมวิธีกำรเพื่อควำมปลอดภัย ผู้กระทำต้องระวำงโทษจำคุกไม่เกินสำมปี และ ปรับไม่เกินหกพันบำท ถ้ำกำรแจ้งตำมควำมในวรรคแรก เป็นกำรเพื่อจะแกล้งให้บุคคลใดต้องรับโทษหรือรับโทษ หนักขึ้น ผู้กระทำต้องระวำงโทษจำคุกไม่เกินห้ำปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบำท คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 589/2536 รูปคดีมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า จาเลยกับโจทก์ร่วมร่วมประเวณีกัน โดยสมัครใจ เมื่อจาเลยรู้อยู่ แล้วว่า โจทก์ร่วมมิได้ข่มขืนกระทาชาเราจาเลย แต่ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน ให้ดาเนินคดีแก่โจทก์ ร่วม โดยกล่าวหาว่า โจทก์ร่วมข่มขืนกระทาชาเราจาเลย การกระทาของจาเลยจึงเป็นการแจ้งข้อความอั นเป็น เท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวน เพื่อจะแกล้งให้โจทก์ร่วมต้องรับโทษตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 174 วรรคสอง.

อ.อ. ขั บ รถจั ก รยานยนต์ ไ ปและใช้ อ าวุ ธ ปื น ยิ ง ส . ใช้ในการกระทาความผิ ด โดยตรงและถือเป็นพยานหลักฐานสาคัญในคดีแล้ว รถจักรยานยนต์ของกลางที่ ช.มาตรา 184 ซึ่งเป็น กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป. ขับได้ ซึ่งต่อมาเจ้าพนักงานตารวจก็ได้ใช้เป็น พยานหลักฐานในการสืบสวนสอบสวนนาไปสู่การติดตามจับกุมตัว ช. ถึ ง แก่ ค วามตาย แล้ ว ขั บ รถจักรยานยนต์คันดังกล่าว หลบหนีไปนั้น นอกจากอาวุธปืนซึ่งเป็นทรัพย์ที่ ช. มาลงโทษได้ ดังนั้ น การที่จ าเลยช่ ว ยซ่อ นเร้ นรถจั กรยานยนต์ของกลางไว้ จึงเป็ นความผิ ด ตาม ป. มาตรา 184 คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 3964/2532 การกระทาที่จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 184 จะต้องเป็นการกระทา เพื่อจะช่วยผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษหรือให้รับโทษน้อยลง จาเลยดารงตาแหน่งป่าไม้อาเภอได้ร่วมกับพวกเผาไม้ท่อน 12 ท่อนซึ่งพนักงานสอบสวนได้ ยึดและรักษาไว้ เพื่อเป็นพยานหลักฐานในการกระทาความผิดตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ โดยไม้ดังกล่าว มีดวง ตราประจาตัวของจาเลยตีประทับที่หน้าตัดของไม้ทุกท่อนและกาลังอยู่ในระหว่างตรวจสอบว่า เป็นไม้ซึ่งได้ถูก ตัดมา โดยถูกต้องตามขั้นตอนและระเบียบกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นกรณีที่จาเลยกระทาไปด้วยเจตนา เพื่อช่วยให้ตนเอง พ้นจากความผิดที่ตนอาจได้รับ จึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 184 คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 786/2522 .อ.26 การที่ จ าเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่ ว มกั น เก็ บ กวาดเศษกระจก และเศษชิ้ น ส่ ว นของ รถจักรยานยนต์ คันที่ผู้ตายขับเฉี่ยวชนกับรถไถนาที่จาเลยที่ 1 ขับ ซึ่งตกอยู่ในที่เกิดเหตุ และจาเลยที่ 2 นา รถจักรยานยนต์คันที่ผู้ตายขับซึ่งล้มอยู่ในที่เกิดเหตุ ไปทิ้งลงในคลองชลประทาน เป็นการกระทาด้วยเจตนาอันเดียวกัน คือ เพื่อช่วยเหลือจาเลยที่ 1 มิให้ต้องรับโทษ และเป็น การกระทาในคราวเดียวกัน ต่อเนื่องกัน การกระทาของจาเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อ กฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันเพื่อจะช่วยเหลือผู้อื่น มิให้ต้องรับโทษ และฐานทาให้เสียหาย ทาลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทาให้สูญหายซึ่งพยานหลักฐานในการกระทาความผิดตาม ป. มาตรา 90 คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 5811/2550 การที่ ช. ใช้เป็นยานพาหนะขับไปยิง ส. และหลบหนี ก็เป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทาความผิดโดยตรงเช่นกัน และเป็นพยานหลักฐานสาคัญอีกส่วน หนึ่ง ซึ่งสามารถใช้พิสูจน์การกระทาความผิดของ ช. ได้ หากมีพยานบุคคล มาพบเห็นการกระทาความผิด ดังกล่าว และจดจาลักษณะของรถจักรยานยนต์ของกลางที่ ช.

อ. แล้วใช้บัตร เครดิตวีซ่าการ์ดดังกล่าวชาระค่าสินค้าแทนการชาระด้วยเงินสด อันเป็นความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของ ผู้อื่นชาระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชาระด้วยเงินสดโดยมิชอบตาม ป. ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ น. อั น เป็ น บั ต ร อิเล็กทรอนิกส์ และเอกสารตาม ป. มาตรา 1 (7) ซึ่งออกให้แก่ น. มาตรา 269/5 และ มาตรา 269/7 .อ.อ.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 6820/2552 การที่ จ าเลยเอาไปเสี ย ซึ่ ง เอกสารบั ต รเครดิ ต วี ซ่ า การ์ ด ของบริ ษั ท บ .อ. มาตรา 90 อันได้แ ก่ ความผิดฐานใช้โฉนดที่ดินซึ่งเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมตาม ป. แล้ว การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดตามบทบัญญัติมาตรา 188 การที่จาเลยเอาไปเสียซึ่งบัตรเครดิตวีซ่าการ์ดของบริษัท บ. มาตรา 188 มาตรา 252 ประกอบ มาตรา 251 และมาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 การกระทาทั้งหมดล้วนมีจุดประสงค์เพียงอย่างเดียวคือ การทาให้สามารถขายหรือขายฝาก ที่ดินพร้อมอาคารพิพาทของผู้เสียหายเท่านั้น การกระทาของจาเลยจึงเป็นการกระทากรรมเดียวแต่ผิดต่อ กฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโ ทษหนักที่ สุ ดลงโทษแก่จาเลยตาม ป.27 จาเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในความครอบครองเพื่อจาหน่าย เมื่อเจ้าพนักงานไปที่ บ้านจาเลยทั้งสองเพื่อตรวจค้นจับกุม จาเลยที่ 1 รับห่อเฮโรอีนจากจาเลยที่ 2 แล้วโยนทิ้งในทันที ดังนี้ เห็นได้ว่าจาเลยที่ 1 กระทาไป เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ตารวจ ยึดหลักฐานเกี่ยวกับความผิด ได้ที่ตน เป็นการกระทาด้วยเจตนา เพื่อช่วยตนเอง แม้จาเลยที่ 2 อาจจะได้รับประโยชน์จากการกระทา ดังกล่าวด้วย จาเลยที่ 1 ก็ไม่มีความผิดฐานทาให้เสียหายทาลายพยานหลักฐานในการกระทาความผิด เพื่อจะ ช่วยผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา184 ทำลำยเอกสำรของผู้อื่น มำตรำ 188 มำตรำ 188 ผู้ใดทำให้เสียหำย ทำลำย ซ่อนเร้น เอำไปเสีย หรือทำให้สูญหำยหรือไร้ ประโยชน์ ซึ่ ง พิ นั ย กรรมหรื อ เอกสำรใดของผู้ อื่ น ในประกำรที่ น่ ำ จะเกิ ด ควำมเสี ย หำยแก่ ผู้ อื่ น หรื อ ประชำชน ต้องระวำงโทษจำคุกไม่เกินห้ำปีและปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบำท คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 8490/2552 จาเลยกับพวกร่วมกันวางแผน โดยใช้โฉนดที่ดินพิพาทปลอม ที่มีรอยตราปลอมประทับอยู่ ไปแลกเอาโฉนดที่ดินพิพาทฉบับจริงของผู้เสียหายมา อันเป็นการเอาไปเสียซึ่งเอกสารและลักทรัพย์ โดยใช้กล อุบาย แล้ วนาโฉนดที่ดินพิพาทฉบับ จริง พร้อมหนังสือมอบอานาจปลอมของผู้เสี ยหาย ไปใช้แสดงต่อเจ้า พนักงานที่ดินสานักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี อันเป็นความผิดตาม ป. และบริษัท บ. ซึ่งออกให้แก่ น.

มาตรา 188 และเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสาร ปลอม ตาม ป. มาตรา 264 วรรคสอง และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคสอง และ มาตรา 83 ช่วยผู้กระควำมผิดมิให้ต้องรับโทษ มำตรำ 189 มำตรำ 189 ผู้ใดช่วยผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำควำมผิด หรือเป็นผู้ต้องหำว่ำกระทำควำมผิด อัน มิใ ช่ค วำมผิด ลหุโทษ เพื่อไม่ใ ห้ต้ องโทษ โดยให้พำนักแก่ผู้นั้น โดยซ่อนเร้ น หรื อโดยช่วยผู้นั้น ด้วย ประกำรใดเพื่อไม่ให้ถูกจับกุม ต้องระวำงโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบำท หรื อทั้งจำทั้ง ปรับ คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 20377/2555 การที่ จ าเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่ ว มกั น เก็ บ กวาดเศษกระจก และเศษชิ้ น ส่ ว นของ รถจักรยานยนต์ คันที่ผู้ตายขับเฉี่ยวชนกับรถไถนาที่จาเลยที่ 1 ขับ ซึ่งตกอยู่ในที่เกิดเหตุ และจาเลยที่ 2 นา รถจักรยานยนต์คันที่ผู้ตายขับ ซึ่งล้มอยู่ในที่เกิดเหตุ ไปทิ้งลงในคลองชลประทาน เป็นการกระทาด้วยเจตนาอันเดียวกัน คือ เพื่อช่วยเหลือจาเลยที่ 1 มิให้ต้องรับโทษ และเป็น การกระทาในคราวเดียวกัน ต่อเนื่องกัน การกระทาของจาเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อ กฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันเพื่อจะช่วยเหลือผู้อื่น มิให้ต้องรับโทษ และฐานทาให้เสียหาย ทาลาย . เมื่อจาเลยนาเช็ค ไปเรียกเก็บเงินและถอนเงินออกจากบัญชี จึงเป็นการครอบครองเงินของ ส. กลับนาเช็คดังกล่าว ไปเรียกเก็บเงินใน บัญชีของตนเองและถอนเงินไป ดังนี้ จาเลยในฐานะนายวงแชร์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงการเล่นแชร์ว่า เมื่อจาเลยได้เช็คจากลู กวงแชร์แล้ ว จะต้องนาเช็คไปมอบให้ ส. แต่จาเลยมิได้นาไปมอบให้ ส. จึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานยักยอกเงินตาม เช็ค คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 3063/2552 จาเลยกับพวกร่วมกันนาเอาโฉนดที่ดินของผู้เสียหายและแบบพิมพ์หนังสือมอบอานาจ ที่มี เพียงลายมือชื่อของผู้เสียหาย ลงไว้ในช่องผู้มอบอานาจไป โดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วนาไปกรอกข้อความว่า ผู้เสียหายมอบอานาจให้จาเลย ยื่นขอจดทะเบียนโอนที่ดินของผู้เสียหาย ให้แก่จาเลยโดยเสน่หา เป็นการกระทาความผิดฐานทาให้เสียหาย ทาลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทาให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารของผู้อื่น ตาม ป.อ.แล้วเบียดบังเอาเงินนั้นไป ส.28 คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 5883/2552 ส. ซึ่งเป็นลูกวงแชร์ประมูลแชร์ได้ จาเลยซึ่งเป็นนายวงแชร์ ได้รับเช็ คตามฟ้องจากลูกวงแชร์ ที่ยังประมูลไม่ได้เพื่อนาไปมอบให้แก่ ส. ซึ่งประมูลแชร์ได้ การที่ จาเลยรับเช็คตามฟ้อง จึงเป็นการรับไว้แทน ส.อ.

อ.ให้รู้ตัว เมื่อตารวจมาตามจับ จาเลย ก็ไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 .หลบหนี ศาลออกหมายจับ ท.มาตรา 184 ซึ่งเป็น กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป. และยั ง ได้ ค วามอี ก ว่ า จ าเลยถี บ รถจักรยานพา บ.จาเลยให้พานักและซ่อนเร้น ท. ถูกฟ้องว่าฆ่าผู้อื่น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ครั้นเมื่อศาลนัดฟังคาพิพากษาศาลอุทธรณ์ ท.29 ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทาให้สูญหายซึ่งพยานหลักฐานในการกระทาความผิดตาม ป. นั่งซ้อนท้าย ไปบ้าน จึงส่อให้เห็นเจตนาว่า ไม่ใช่เพื่อหลบหนีหรือเพื่อไม่ให้ถูกจับกุมอีกด้วย การกระทาของจาเลย จึงไม่เป็นความผิดตามบทมาตราดังกล่าว คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 1670/2522 ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 นั้น เจ้าพนักงานผู้ติดตามจับกุมผู้กระทา ผิด หาจาต้องแจ้งแก่ผู้ให้ที่พานักซ่อนเร้น ทราบว่า ผู้กระทาความผิดหรือผู้ต้องหาว่า กระทาความผิด ได้ กระทาความผิดฐานใด เพียงแต่แจ้งให้ทราบว่า บุคคลที่ตนให้ที่พานักซ่อนเร้น เป็นผู้กระทาผิดก็พอแล้ว คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 2448/2521 เจ้าพนักงานตารวจได้เข้าทาการจับกุมพวกลักลอบเล่นการพนันไฮโลว์ โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย จาเลยร้องบอกพวกที่เล่นการพนันดังกล่าวว่า "ตารวจ มา ตารวจมา" พวกที่เล่นการพนันบางคนหลบหนีการจับกุมของเจ้าพนักงานไปได้ พฤติการณ์ของจาเลย ที่ร้องบอกพวกที่เล่นการพนันดังกล่าว ก็ด้วยมีเจตนา ที่จะให้ผู้เล่นการ พนัน รู้ตัว เพื่อจะหลบหนีไป การกระทาของจาเลยจึงเข้าลักษณะของการช่วยด้วยประการใดๆ แก่ผู้กระทา ความผิด เพื่อไม่ให้ถูกจับกุม ดังบัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 207/2517 ท. มาตรา 90 คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 2449/2522 ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 บัญญัติถึงการกระทาเพื่อช่วยเหลือมิให้ ผู้กระทาความผิด ต้องรับโทษ โดยมิให้ถูกจับกุม เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จาเลยถีบรถจักรยานให้ บ. และบอก ท. ซึ่งเป็นผู้กระทาผิดนั่งซ้อนท้ายพาออก จากที่ เ กิ ด เหตุ ไ ป ในขณะที่ ยั ง ไม่ มี ผู้ มี อ านาจจั บ กุ ม คนใด จะจั บ กุ ม บ.อ.

30 เพราะตราบใดที่ยังไม่มีคาพิพากษาศาลสูง เปลี่ยนแปลงคาพิพากษาศาลชั้นต้น ก็ต้องถือ ว่า ท. ไม่ใช่ผู้กระทาผิด ในข้อหาฆ่าผู้อื่น และการที่ศาลออกหมายจับนั้น ก็เพื่อให้ได้ตัว มาฟังคาพิพากษาศาล อุทธรณ์ ไม่ใช่เพราะกระทาผิดฐานหลบหนีไม่ไปศาล คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 1671/2512 ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 บัญญัติถึงการกระทาเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งเป็นผู้กระทาความผิด หรือเป็นผู้ต้องหาว่ากระทาความผิด ไม่ให้ต้องรับโทษหรือไม่ให้ถูกจับกุม เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า ผู้ที่จาเลยได้ช่วยเหลือ ได้ถูกจับกุมในข้อหานั้นไปก่อนแล้ว การกระทา ของจาเลยจึงไม่ต้องด้วยความผิดตามมาตรานี้ หลบหนีจำกที่คุมขัง มำตรำ 190 มำตรำ 190 ผู้ใดหลบหนีไประหว่ำงที่ถูกคุมขังตำมอำนำจของศำล ของพนักงำนอัยกำร ของพนักงำนสอบสวน หรือของเจ้ำพนักงำนผู้มีอำนำจสืบสวนคดีอำญำ ต้องระวำงโทษจำคุกไม่เกินสำมปี หรือปรับไม่เกินหกพันบำท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้ำควำมผิดดังกล่ำวมำในวรรคแรกได้กระทำโดยแหกที่คุมขัง โดยใช้กำลังประทุษร้ำยหรือ โดยขู่เข็ญว่ำจะใช้กำลังประทุษร้ำย หรือโดยร่วมกระทำควำมผิดด้วยกันตั้งแต่สำมคนขึ้นไป ผู้กระทำต้อง ระวำงโทษจำคุกไม่เกินห้ำปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบำท หรือทั้งจำทั้งปรับ คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 1761/2522 ตารวจบอกให้จาเลยไปสถานีตารวจโดยลาพัง เพราะรู้จักจาเลยดี ยังไม่ถูกจับและควบคุม ยัง ไม่มีการหลบหนีตามมาตรา190 คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 3598/2531 แม้การที่พนักงานสอบสวนจะรับตัวผู้ต้องหา ควบคุมไว้ โดยมิได้ยื่นคาร้องต่อศาล ขอหมาย ขัง อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87 ก็ตาม แต่การควบคุมนั้น ก็ ยังคงเป็นการควบคุมตามอานาจของพนักงานสอบสวนอยู่ ดัง นั้ น จ าเลยซึ่ งเป็ น เจ้ า พนั ก งานต ารวจ มีห น้ าที่ ค วบคุ ม ดู แลผู้ ต้ องขั ง ตามอ านาจของ พนักงานสอบสวน ได้ปล่อยตัวผู้ต้องขังไป จึงเป็นการกระทาให้ผู้ที่อยู่ในระหว่า งคุมขังนั้น หลุดพ้นจากการคุม ขัง จาเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 204 ควำมผิดต่อตำแหน่งหน้ำที่ในกำรยุติธรรม มำตรำ 200 .

อ.31 มำตรำ 200 ผู้ใดเป็นเจ้ำพนักงำนในตำแหน่งพนักงำนอัยกำร ผู้ว่ำคดี พนักงำนสอบสวน หรือเจ้ำ พนักงำนผู้มีอำนำจสืบสวนคดีอำญำหรือจัดกำรให้เป็นไปตำมหมำยอำญำ กระทำกำรหรื อไม่ กระทำกำรอย่ำงใดๆ ในตำแหน่งอันเป็นกำรมิชอบ เพื่อจะช่วยบุคคลหนึ่งบุคคลใดมิให้ต้องโทษ หรือให้รับ โทษน้อยลง ต้องระวำงโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบำทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบำท คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 3130/2556 คณะกรรมการป้ องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่ งชาติ หาได้มีอานาจที่จะตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ในความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม รายงานการสอบสวนของคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ก็มิได้ชี้มูลความผิดฐานนี้ การที่อนุ กรรมการไต่ส วนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่ งชาติ ด าเนิ น การไต่ ส วนในความผิ ด ฐานนี้ ม าด้ ว ย จึ ง เป็ น การสอบสวนที่ ไม่ ช อบ และแม้ ก ารสอบสวนของ คณะกรรมการสื บสวนข้อเท็จ จริ งซึ่งผู้ บังคับการตารวจภูธ รจังหวัดกาแพงเพชรแต่งตั้ง จะพบการกระทา ความผิดฐานนี้ ก็มิใช่การสอบสวนโดยพนักงานสอบสวน ที่มีอานาจสอบสวน เมื่อพนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้ง ข้อหานี้ให้จาเลยทราบ โจทก์จึงไม่มีอานาจฟ้องจาเลยในความผิดฐานดังกล่าว จาเลยเป็นพนักงานสอบสวน แก้ไขข้อความในสานวนการสอบสวน จากเดิมที่มีความเห็นสั่ง ฟ้องผู้ต้องหา เป็นสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา หลังจากเสนอสานวนการสอบสวน ให้ผู้บังคับบัญชาตามลาดับชั้น ลงชื่อ แล้วเพื่อช่วยผู้ต้องหา มิให้ต้องโทษ จึงเป็นความผิดตาม ป. มาตรา 157 และ 200 วรรคแรก คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 929/2537 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 139 บัญญัติให้พนักงานสอบสวนบันทึก การสอบสวนตามหลักทั่วไปในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อันว่าด้วยการสอบสวนและให้เอา บันทึกเอกสารอื่นซึ่งได้มา อีกทั้งบันทึกและเอกสารทั้งหลายซึ่งเจ้าพนักงานอื่นผู้สอบสวนคดีเดียวกันนั้น ส่งมา รวมเข้าสานวนไว้จาเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวน จะอ้างว่าได้ ทาบันทึกคาให้การของผู้ต้องหาและผู้ กล่าวหาใหม่แล้ว ของเดิมไม่สาคัญ หรือผู้ให้ถ้อยคาไม่ประสงค์จะใช้ของเดิม จึงไม่นาเข้ารวมสานวนไว้ หาได้ ไม่ การที่จาเลยที่ 1 เอาไปเสียซึ่งคาให้การฉบับเดิมของผู้ต้องหาและผู้กล่าวหา ซึ่งจาเลยที่ 1 มี หน้าที่ปกครองดูแลรักษาไว้ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 158 นั้น ก็โดยเจตนาเพื่อ ช่ว ยเหลื อผู้ ต้องหา มิให้ ต้องโทษ ซึ่งเป็ น การกระทาการในตาแหน่งพนักงานสอบสวนโดยมิช อบ อันเป็น .

200 วรรคแรกด้ว ย การกระทาของจาเลยที่ 1 จึงเป็น ความผิดกรรมเดียวกัน คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 4436/2531 การที่จาเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตารวจ มีอานาจสืบสวนสอบสวนคดีอาญา ได้รับแจ้งความ จาก ช.200 ทั้งยังร่วมกันขนย้ายศพนายชาญผู้ตาย ไปทิ้ง เพื่อปิดบังการตายอันเป็นความผิดตาม มาตรา 199 นอกจากนี้ ยังร่วมกันโกยเลือดนายชาญไปทิ้งที่อื่น อันเป็นความผิดฐานทาลายพยานหลักฐานในการ กระทาผิดตามมาตรา 184 เช่นนี้ แม้การกระทาของจาเลยทั้งสามจะเป็นการกระทาหลายอย่าง แต่ก็ด้วยเจตนาอัน เดียวกัน คือเพื่อช่วยเหลือมิให้ผู้กระทาผิดต้องรับโทษและเป็นการกระทาต่อเนื่องกัน การกระทาของจาเลยทั้ง สามจึงเป็นกรรมเดียวกัน แต่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ขอให้โชคดีและสำเร็จเป็นเนติบัณฑิตไทยที่ดีมีจริยธรรมและมีคุณธรรมทำงกฎหมำยทุกท่ำน อำจำรย์ วันฉัตร ชุณหถนอม 14 กันยำยน 2557 .32 ความผิ ด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157. ว่า มีคนร้ ายลั กเรื อและเครื่ องยนต์ของผู้ เสียหายไป แต่ไม่ยอมลงรับแจ้งความในประจาวัน เป็น หลักฐาน และเมื่อจับคนร้ายที่ลักทรัพย์ดังกล่าวแล้ว จาเลยกลับปล่อยตัวคนร้ายไปเสีย ถือได้ว่าจาเลยได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบั ติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และยังเป็นการกระทาการในตาแหน่งหน้าที่อันเป็นการมิ ชอบ เพื่อจะช่วยคนร้ายมิให้ต้องโทษตามมาตรา 200 วรรคแรก การกระทาของจาเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อ กฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามมาตรา 157ซึ่งเป็นบทหนัก คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 1202/2520 การที่จาเลยทั้งสาม ซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน มีอานาจสืบสวนสอบสวนและจับกุมผู้กระทาผิด ได้ ทราบแล้วว่า นายเซ่งเป็นคนยิงนายชาญตาย แต่ไม่ทาการจับกุม อันเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน ละเว้น การปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157.