100% found this document useful (2 votes)
2K views134 pages

Revit

Revit

Uploaded by

Win
Copyright
© © All Rights Reserved
We take content rights seriously. If you suspect this is your content, claim it here.
Available Formats
Download as PDF, TXT or read online on Scribd
100% found this document useful (2 votes)
2K views134 pages

Revit

Revit

Uploaded by

Win
Copyright
© © All Rights Reserved
We take content rights seriously. If you suspect this is your content, claim it here.
Available Formats
Download as PDF, TXT or read online on Scribd

e

ur
ct
หนังสือ

te
hi
การใชโปรแกรม

c
Ar
AUTODESK REVIT ARCHITECTURE
it
ev
R
sk
de
to
Au

ผูชวยศาสตราจารย ดร. วชิระ แสงรัศมี


คณะสถาปตยกรรมศาสตร
สอื
นัง

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
า่ งห
อย
ตวั
iii

คำนำ
การออกแบบและเขียนแบบก่อสร้างในปัจจุบันได้หันมาใช้ระบบการออกแบบและจาลองอาคาร

e
3 มิติพร้อมข้อมูลอาคารที่เรียกว่า BIM (Building Information Modeling) โดยโปรแกรม Autodesk

ur
Revit เป็น โปรแกรมหนึ่งที่นิ ยมใช้ ในวงการออกแบบและเขียนแบบอาคารทั้ง 2 และ 3 มิติที่มีข้อมูล

ct
สารสนเทศอาคารและการทางานร่วมกันระหว่าง สถาปนิก วิศวกรโครงสร้าง วิศวกรสุขาภิบาล วิศวกร

te
ไฟฟ้า และวิศวกรเครื่องกล ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และถูกต้อง ช่วยประหยัดเวลาในการทางาน
หนั ง สื อ เล่ ม นี้ มี เ นื้ อ หาการใช้ โ ปรแกรม Autodesk Revit ในงานออกแบบและเขี ย นแบบ

hi
สถาปัตยกรรมและวิศวกรรมโครงสร้างขั้นพื้นฐาน โดยมีรายละเอียดของคาสั่งในการทางานออกแบบและ

c
เขีย นแบบอาคาร โดยแยกเนื้ อหาเป็ นบทตามหมวดของชิ้นส่วนอาคารและหมวดของคาสั่งหลัก โดย

Ar
อธิบายการใช้คาสั่งต่างๆ และการทางานตามลาดับ
ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อวงการออกแบบสถาปัตยกรรมและ

it
เขียนแบบก่อสร้าง ev
R
sk

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วชิระ แสงรัศมี


de

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
to

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั
iv

สำรบัญ
คานา i
สารบัญ ii

e
ur
บทที่ 1 แนะนำกำรใช้โปรแกรม Autodesk Revit 1
1.1 ความเป็นมาของ BIM (Building Information Modeling) 2

ct
1.2 ความเป็นมาของโปรแกรม Autodesk Revit 2
1.3 ระบบปฏิบัติการในคอมพิวเตอร์ที่ต้องการ 2

te
1.4 การติดตั้งโปรแกรม Autodesk Revit 3

hi
1.5 ส่วนประกอบของหน้าจอ Autodesk Revit 4
1.6 การเริ่มทางานสถาปัตยกรรมใน Project 4

c
1.6.1. Quick Access Toolbar: เครื่องมือที่ใช้งานได้ทันที 5

Ar
1.6.2 แถบเครื่องมือในการทางานของโปรแกรม (Ribbon Tabs) 6
1.6.3 Option Bar: แถบกาหนดรายละเอียดและทางเลือกของแต่ละคาสั่ง 7
1.6.4 Project Browser: หน้าต่างแสดงชื่อมุมมองและข้อมูลของโครงการ 7

it
1.6.5 Drawing Area: พื้นทางานและแสดงผลการทางาน ev 9
1.6.6. Properties: เป็นหน้าต่างแสดงรายละเอียดของวัตถุ 10
1.6.7 View Control Bar: แถบเครื่องมือและคาสั่งควบคุมการแสดงผล 12
R
1.6.8 Status Bar แสดงสถานะของคาสั่งในการทางาน 13
1.7 การใช้เม้าส์ควบคุมการแสดงภาพ 13
sk

1.8 การควบคุมมุมมองด้วย View Cube 13


1.9 การเลือกชิ้นงานโดยใช้เม้าส์ (Selection) 14
de

1.10 การกาหนดตัวช่วยค้นหาตาแหน่งบนวัตถุ (Snap) 15


1.11 การกาหนดลักษณะการแสดงผลตามหมวดชิ้นงาน (Object Styles) 15
1.12 เส้นบอกระยะชั่วคราว (Temporary Dimension) 16
to

1.13 การกรองวัตถุเพื่อเลือกวัตถุในหมวดที่ต้องการ (Filter) 16


1.14 การกาหนดแนวตัดการเขียนแบบแปลนพื้นอาคาร (View Range) 17
Au

1.15 การกาหนดการมองเห็นภาพซ้อนภาพ (Underlay) 17


1.16 การตั้งหน่วยการวัด (Units) 18
1.17 การเปิดไฟล์ต้นแบบใช้งาน (Open) 18
1.18 การบันทึกเป็นไฟล์ต้นแบบ (Template) 20
สอื

1.19 การเขียนเส้นที่เป็นองค์ประกอบรูปร่าง (Elements) 20


นัง

1.20 แถบเครื่องมือและคาสั่งแก้ไขวัตถุ (Modify) 24


า่ งห

บทที่ 2 เส้นอ้ำงอิงระดับพื้นและเส้นอ้ำงอิงตำแหน่งเสำ (Levels and Grids) 31


2.1 เส้นอ้างอิงระดับชั้น (Level) 32
อย

2.1.1 แถบเครื่องมือและคาสั่งในการเขียนเส้นอ้างอิงระดับชั้น (Level) 32


2.1.2 ความสัมพันธ์ของคาสั่งเส้นอ้างอิงระดับชั้น (Level) 33
2.1.3 การแก้ไขชื่อเส้นอ้างอิงระดับชั้น 34
ตวั

2.1.4 การแก้ไขชื่อและการปรับระยะความสูงเส้นอ้างอิงระดับชั้น 35
2.1.5 การเขียนเส้นอ้างอิงระดับชั้นเพิ่ม 36
2.1.6 การเปิด-ปิดการแสดงสัญลักษณ์เส้นอ้างอิงระดับชั้น 37
v

2.1.7 การย้ายเส้นอ้างอิงระดับชั้นทุกเส้นพร้อมกัน 37
2.1.8 การย้ายเส้นอ้างอิงระดับชั้นเฉพาะบางเส้น 38
2.1.9 การปรับเปลีย่ นสมบัติเส้นอ้างอิงระดับชั้น 39
2.2 เส้นอ้างอิงตาแหน่งเสา (Grids) 40
2.2.1 ความสัมพันธ์ของคาสั่งเส้นอ้างอิงตาแหน่งเสา (Grids) 40

e
2.2.2 แถบเครื่องมือและคาสั่งในการเขียนเส้นอ้างอิงตาแหน่งเสา (Grid) 40

ur
2.2.3 การเขียนเส้นอ้างอิงตาแหน่งเสา 41
2.2.4 การแก้ไขตัวอักษรและจุดปลายเส้นอ้างอิงตาแหน่งเสา 43

ct
te
บทที่ 3 ผนัง (Walls) 45
3.1 ผนังสถาปัตยกรรม (Walls: Architecture) 46

hi
3.1.1 แถบเครื่องมือและคาสั่งในการเขียนผนัง (Wall) 46
3.1.2 ความสัมพันธ์ของคาสั่งผนัง (Walls) 47

c
3.1.3 สมบัติของผนัง (Wall Properties) 48

Ar
3.1.4 ชนิดของผนัง (Type Properties) 48
3.1.5 วัสดุประกอบ (Edit Assembly) 49
3.2 การสร้างผนังในงานสถาปัตยกรรม 49

it
3.2.1 การตั้งมุมมองสองหน้าจอในการทางาน ev 49
3.2.2 ลาดับขั้นตอนในการใช้คาสัง่ เขียนผนัง 51
3.2.3 การกาหนดชนิดของผนัง 52
R
3.2.4 การเขียนผนังตามระยะ 53
3.2.5 การคัดลอกผนังตามระยะห่าง 55
sk

3.2.6 การตัดและเชื่อมผนังให้บรรจบกัน (Trim/Extend to Conner) 56


3.2.7 การเขียนผนังโดยใช้เม้าส์กาหนดตาแหน่ง 57
de

3.2.8 การคัดลอกผนังแบบผลิกกลับด้าน (Mirror) 58


3.2.9 การลบเส้นผนัง 58
3.3 การสร้างวัสดุประกอบผนัง 59
to

3.4 แถบเครื่องมือและคาสั่งแก้ไขเส้นโครงร่างผนัง (Edit Profile) 62


3.4.1 การเจาะช่องเปิดผนังด้วยคาสั่ง Edit Profile 63
Au

3.4.2 การย้ายเส้นขอบผนังไปสัมผัสเส้นขอบวัตถุอื่น 65
3.4.3 การแบ่งผนังและการเปลี่ยนสีผิวผนังใหม่ 66
3.4.4 คาสั่งในการเข้ามุมวัสดุผนัง (Wall Join) 67
3.5 ปูนปัน้ บนผนัง 68
สอื

3.5.1 ความสัมพันธ์คาสั่งปูนปั้นบนผนัง (Wall: Sweep) 69


นัง

3.5.2 การใส่ปูนปั้นและการแก้ไขปูนปั้น 70
3.6 การเซาะร่องผนัง 71
า่ งห

3.6.1 ความสัมพันธ์ของคาสั่งเซาะร่องผนัง (Wall: Reveal) 71


3.6.2 การเซาะร่องผนัง 73
อย

3.6.3 การสร้างรูปหน้าตัดของปูนปั้น (Sweep Profile) 74

บทที่ 4 ผนังเบำหรือผนังกระจก (Curtain Walls) 77


ตวั

4.1 แถบเครื่องมือและคาสั่งในการเขียนผนังกระจก (Curtain Walls) 78


4.1.1 ความสัมพันธ์ของคาสั่งผนังกระจก (Curtain Walls) 79
4.1.2 สมบัติของผนังกระจก (Curtain Wall Properties) 80
vi

4.1.3 ชนิดของผนังกระจก (Type Properties) 80


4.1.4 Family ที่เกี่ยวข้องกับผนังกระจก (Curtain Walls) 80
4.2 การสร้างและแก้ไขผนังกระจกแบบต่างๆ 81
4.2.1 การเขียนผนังกระจกทีม่ ีกรอบ (Store Front) 81
4.2.2 การแก้ไขโดยการปรับแผ่นผนังบานกระจกเอียง 82

e
4.2.3 การแก้ไขโดยการลบกรอบบานและแนวเส้นกระจก 83

ur
4.2.4 การแก้ไขโดยการเปลี่ยนบานกระจกเป็นวัสดุทึบ 85
4.2.5 การแก้ไขโดยการเปลี่ยนผนังทึบเป็นผนังกระจก 86

ct
4.2.6 การใส่ผนังบานกระจกในผนังทึบ 87

te
4.2.7 การเลือกทางานและการมองเห็นเฉพาะวัตถุที่เลือก 88
4.2.8 การยกเลิกทางานเฉพาะวัตถุที่เลือก 89

hi
4.2.9 คาสั่งในการแบ่งเส้นแนวกระจกเอง 89
4.2.10 คาสั่งในการใส่กรอบกระจก (Million) 92

c
4.2.11 คาสั่งกรอบมุมผนังกระจก (Corner Mullions) 94

Ar
4.2.12 คาสั่งการสลับการเชื่อมต่อกรอบกระจก 96
4.3 การประยุกต์ใช้ผนังกระจก 97

it
บทที่ 5 เสำ (Columns) ev 101
5.1 แถบเครื่องมือและคาสั่งในการสร้างเสา 102
5.1.1 แถบเครื่องมือและคาสั่งในการสร้างเสา 102
R
5.1.2 ความสัมพันธ์ของคาสั่งสร้างเสา (Columns) 103
5.1.3 สมบัติของเสา (Column Properties) 103
sk

5.1.4 ชนิดของเสา (Type Properties) 104


5.2 การสร้างและแก้ไขเสาโครงสร้าง (Structural Column) 104
de

5.3 เสาสถาปัตยกรรม (Column: Architectural) 106


5.4 การสร้างเสาเอียง (Sloped Column) 109
to

บทที่ 6 พื้น (Floors) 113


6.1 แถบเครื่องมือและคาสั่งเขียนพื้น 114
Au

6.1.1 ความสัมพันธ์ของคาสั่งพื้น (Floors) 115


6.1.2 สมบัติของพื้น (Floor Properties) 116
6.1.3 ชนิดของพื้น (Type Properties) 116
6.1.4 วัสดุประกอบพื้น (Edit Assembly) 116
สอื

6.2 การแก้ไขพื้น (Floor Modify) 117


นัง

6.3 การเขียนและแก้ไขพื้นอาคาร 117


6.3.1 การเขียนพื้นอาคารกรณียังไม่มผี นัง 117
า่ งห

6.3.2 การแก้ไขเส้นพื้นอาคาร 118


6.3.3 การเขียนพื้นกรณีมผี นัง 120
อย

6.3.4 การเจาะช่องเปิดบนพื้นอาคารกรณีแก้ไขพื้น 121


6.3.5 การคัดลอกพื้นไปชั้นต่างๆ 122
6.3.6 การเจาะช่องเปิดพื้นหลายชั้นพร้อมกัน 124
ตวั

6.3.7 การเขียนพื้นเอียงตามระดับ (Slope Floors) 125


6.3.8 การแบ่งเส้นขอบพื้นอาคาร 127
6.3.9 การย้ายเส้นขอบพื้นอาคาร 127
vii

บทที่ 7 ประตู หน้ำต่ำง (Doors and Windows) 129


7.1 แถบเครื่องมือและคาสั่งประตู (Doors) 130
7.1.1 ความสัมพันธ์ของคาสั่งประตู (Doors) 130
7.1.2 การใส่ประตู (Place Door) 131
7.1.3 การใส่ประตูโดยการใช้ไฟล์จาก Family 132

e
7.1.4 แถบเครื่องมือและคาสั่งในการแก้ไขประตู 133

ur
7.1.5 การแก้ไขประตู 133
7.2 แถบเครื่องมือและคาสั่งหน้าต่าง (Windows) 134

ct
7.2.1 ความสัมพันธ์ของคาสั่งหน้าต่าง (Windows) 134

te
7.2.2 การใส่หน้าต่างโดยการใช้ไฟล์จาก Family 135
7.3 สร้างและแก้ไขประตูใน Family 136

hi
บทที่ 8 หลังคำ (Roofs) 145

c
8.1 คาสั่งหลังคา (Roofs) 146

Ar
8.2 ความสัมพันธ์ของคาสั่งหลังคา (Roofs) 147
8.3 การสร้างและแก้ไขหลังคา (Roof by Footprint) 148
8.3.1 การเขียนหลังคา (Roof by Footprint) 148

it
8.3.2 การแก้ไขมุมกล้องที่มุมมองแปลนหลังคา ev 150
8.3.3 การแก้ไขบางส่วนของหลังคาปั้นหยาเป็นแบบหน้าจั่ว 151
8.3.4 การกาหนดมุมเอียงของเส้นประกอบหลังคา 153
R
8.3.5 การสร้างหลังคาทรงประยุกต์ 154
8.4 ชายคาของอาคาร 157
sk

8.4.1 ความสัมพันธ์ของคาสั่งการเขียนชายคา 157


8.4.2 การเขียนและแก้ไขชายคา (Fascia) 158
de

8.5 รางน้าชายคา 160


8.5.1 ความสัมพันธ์ของคาสั่งในการเขียนรางน้า 160
8.5.2 การสร้างและแก้ไขรางน้า 161
to

บทที่ 9 บันได (Stairs) 163


Au

9.1 คาสั่งในการเขียนบันได (Stairs) 164


9.2 ความสัมพันธ์ของคาสั่งบันได้ 165
9.2.1 สมบัติของบันได (Stair Properties) 165
9.2.2 ชนิดของบันได (Type Properties) 166
สอื

9.3 การเขียนบันไดแบบตรง 166


นัง

9.4 การเขียนบันไดรูปตัวยู (U) 168


9.5 คาสั่งแก้ไขส่วนประกอบบันได 169
า่ งห

9.5.1 การแก้ไขโครงสร้างและวัสดุพื้นบันได 171


9.5.2 การแก้ไขราวกันตกบันได 171
อย

9.5.3 การย้ายตาแหน่งบันได 172


9.5.4 การแก้ไขรูปร่างของชานพักบันได 173
9.5.5 การสลับทางขึ้น-ลงของบันได 175
ตวั

9.5.6 การเพิ่มขั้นบันได 176


9.5.7 การปรับจานวนขั้นลูกและลูกนอนทั้งสองฝั่งของบันได 178
9.6 การคัดลอกบันไดไปวางชั้นต่างๆ 179
viii

9.7 การสร้างบันไดเวียน 180

บทที่ 10 ทำงลำดและรำวกันตก (Ramps and Railings) 183


10.1 แถบเครื่องมือและคาสั่งการเขียนทางลาด 184
10.1 ความสัมพันธ์ของคาสั่งทางลาด (Ramps) 185

e
10.1.2 การเขียนและแก้ไขทางลาด (Ramp) 186

ur
10.2 แถบเครื่องมือและคาสั่งราวกันตก (RAILINGS) 190
10.2.1 ความสัมพันธ์ของคาสั่งในการเขียนราวกันตก (Railing) 191

ct
10.2.2 สมบัติของราวกันตก (Railing Properties) 192

te
10.2.3 ชนิดของราวกันตก (Type Properties) 192
10.3 การเขียนและการแก้ไขราวกันตก 193

hi
10.3.1. การเขียนราวกันตก 193
10.3.2. การแก้ไขเส้นราวกันตก 194

c
10.3.3. การเปลี่ยนรูปแบบของราวกันตก 195

Ar
บทที่ 11 ฝ้ำเพดำน (Ceilings) 197
11.1 คาสั่งในการเขียนฝ้าเพดาน (Ceiling) 198

it
11.2 ความสัมพันธ์ของคาสั่งฝ้าเพดาน (Ceilings) ev 198
11.2.1 สมบัติของผ้าเพดาน (Ceiling Properties) 199
11.2.2 ชนิดของฝ้าเพดาน (Type Properties) 199
R
11.2.3 วัสดุประกอบฝ้าเพดาน (Edit Assembly) 200
11.3 การเขียนและแก้ไขฝ้าเพดาน 200
sk

11.3.1 การเขียนฝ้าเพดานแบบอัตโนมัติ (Automatic Ceiling) 200


11.3.2 การแก้ไขฝ้าเพดานโดยการเจาะช่อง 202
de

11.3.3 การเขียนเส้นขอบฝ้าเพดานต่างระดับ (Sketch Ceiling) 203


11.3.4 การปรับแนวเส้นขอบฝ้าเพดาน 204
11.3.5 การเปลี่ยนชนิดของฝ้าเพดานและความสูง 205
to

11.3.6 การใส่หลอดไฟแสงสว่างบนฝ้าเพดาน 206


Au

บทที่ 12 ชิ้นงำนสำเร็จรูปต่ำงๆ (Components) 207


12.1 แถบเครื่องมือและคาสั่งของชิ้นส่วนสาเร็จรูป (Components) 208
12.2 ความสัมพันธ์ของการใช้คาสัง่ ชิ้นส่วนประกอบอาคาร (Components) 209
12.3 การวางและการแก้ไขชิ้นส่วนประกอบอาคาร 210
สอื

12.3.1 การวางเส้นกั้นจอดรถยนต์ 210


นัง

12.3.2 การวางรถยนต์ 211


12.3.3 การวางสุขภัณฑ์ห้องน้า 212
า่ งห

12.3.4 การนาไฟล์ SketchUp มาทาเป็นชิ้นส่วนประกอบอาคาร (Component) 213


อย

บทที่ 13 โครงสร้ำงอำคำร (Structure) 215


13.1 แถบเครื่องมือและคาสั่งเกี่ยวกับโครงสร้างอาคาร (Structure) 216
13.2 ความสัมพันธ์ของคาสั่งในการเขียนโครงสร้างอาคาร (Structure) 218
ตวั

13.3 การเตรียมแบบโครงสร้างอาคาร กรณีมีแบบสถาปัตยกรรมอยูด่ ้วย 219


13.3.1 การเตรียมแบบมุมมองโครงสร้างอาคาร กรณีมีแบบสถาปัตยกรรมอยูด่ ้วย 219
13.3.2 การคัดลอกและปิดเปิด Layers ของแบบมุมมอง 3D View 221
ix

13.4 การสร้างและแก้ไขแบบโครงสร้าง 223


13.4.1 การสร้างฐานรากโครงสร้าง 223
13.4.2 การเขียนเสาอาคาร 225
13.4.3 การเขียนคานโครงสร้างชั้นล่าง 228
13.4.4 การสร้างคานโครงสร้างชัน้ สอง 230

e
13.4.5 การเขียนคานหลังคา 231

ur
13.4.6 การสร้างคานยื่นและคานต่างระดับ 232
13.4.7 การคัดลอกคานโครงสร้างที่เหมือนกันไปยังชั้นต่างๆ 233

ct
13.5 การสร้างโครงสร้างหลังคา 234

te
13.5.1 การกาหนดขนาดและการเขียนจันทันหลังคา 234
13.5.2 การกาหนดขนาดและการเขียนระแนงหลังคา 236

hi
13.6 โครงสร้างพื้นอาคาร 238
13.6.1 การเขียนโครงสร้างพื้นห้องน้า 238

c
13.6.2 การสร้างโครงสร้างพื้นวางบนดิน 239

Ar
13.7 การสร้างและแก้ไขโครงสร้างเหล็ก 241
13.7.1 คาสั่งในการแก้ไขโครงสร้างเหล็ก 241
13.7.2 ความสัมพันธ์ของคาสั่งโครงสร้างเหล็ก (Structural Steel Column) 242

it
13.7.3 การสร้างโครงสร้างเสา คานเหล็ก ev 242
13.7.4 การสร้างโครงถักหลังคา (Truss) 244
R
บทที่ 14 คำอธิบำยประกอบ (Annotate) 249
14.1 แถบเครื่องมือและคาสั่งการเขียนเส้นบอกขนาด 250
sk

14.2 ความสัมพันธ์ของคาสั่งการเขียนเส้นบอกขนาด (Annotate) 251


14.3 การเขียนและแก้ไขเส้นบอกขนาด 252
de

14.3.1 สัญลักษณ์เส้นบอกขนาด (Type of Tick Marks) 252


14.3.2 การเขียนเส้นบอกขนาดเฉียงต่อเนื่อง 253
14.3.3 การเขียนเส้นบอกขนาดแบบต่อเนื่อง 254
to

14.3.4 การแก้ไขเส้นบอกขนาดและตั้งค่าสัญลักษณ์จดุ ศูนย์กลาง 255


14.4 แถบเครื่องมือและคาสั่งในการใส่สญ ั ลักษณ์ (Symbols) 255
Au

14.4.1 การใส่สญ ั ลักษณ์ประกอบแบบ (Symbols) 256


14.4.2 ตัวอย่างสัญลักษณ์ประกอบแบบต่างๆ 256
14.5 สัญลักษณ์ประกอบแบบ (Tags) 256
14.5.1 แถบเครื่องมือและคาสั่งที่เกี่ยวข้องกับสัญลักษณ์ประกอบแบบ (Tags) 256
สอื

14.5.2 การใส่สญ ั ลักษณ์ประตู-หน้าต่าง 256


นัง

14.5.3 การใส่ป้ายประกอบหมายเลขขั้นบันไดอัตโนมัติ 257


14.6 การเขียนข้อความ 2 มิติ 258
า่ งห

14.6.1 แถบเครื่องมือและคาสั่งการเขียนข้อความ 2 มิติ 258


14.6.2 การเขียนข้อความ (Text) 258
อย

14.6.3 การแก้ไขข้อความ 259


14.6.4 การเขียนและแก้ไขเส้นชี้อธิบายงานในมุมมอง 3 มิติ 259
14.7 การเขียนแบบขยาย 260
ตวั

14.8 การเทสีและแก้ไขสีห้อง (Color Fill Rooms) 262


14.8.1 การใส่ชื่อห้องและแสดงสีของห้อง (Separate Room and Color Fill) 262
14.8.2 การแก้ไขสีพื้นของห้อง (Edit Scheme) 265
x

14.9 การเขียนรายละเอียดต่างๆ เพิ่มเติมในแบบ 2 มิติ 266


14.9.1 แถบเครื่องมือและคาสั่งเกีย่ วกับการเขียนรายละเอียด 2 มิติ 266
14.9.2 การเขียนเส้น 2 มิติเพิ่มเติม ด้วย Detail Line 267
14.9.3 การใส่ลวดลาย 2 มิติในแบบ 268
14.10 การใส่สัญลักษณ์ประตู-หน้าต่าง 270

e
ur
บทที่ 15 พื้นที่ตั้งอำคำร (Model Site) 271
15.1 แถบเครื่องมือและคาสั่งเกี่ยวกับพื้นที่ดิน (Model Site) 272

ct
15.2 การสร้างเส้นขอบเขตที่ดิน (Property Line) 274

te
15.3 การสร้างพื้นผิวดิน (Toposurface) 275
15.4 องค์ประกอบพื้นที่ดิน (Site Component) 276

hi
15.4.1 แถบเครื่องมือและคาสั่งที่เกี่ยวกับองค์ประกอบพื้นที่ดิน 276
15.4.2 การใส่องค์ประกอบพื้นที่ดนิ (Site Component) 277

c
15.5 การใส่เส้นแสดงช่องจอดรถ (Parking Component) 277

Ar
15.6 การสร้างพื้นราบบนพื้นที่เอียง (Building Pad) 279
15.7 การแบ่งพื้นที่หลัก (Sub Region) 280
15.8 การกาหนดทิศเหนือของพื้นที่ดิน (True North) 282

it
บทที่ 16 ผิววัสดุและภำพเสมือนจริง (Materials and Renders)
ev 285
16.1 แถบเครื่องมือและคาสั่งในการเลือกผิววัสดุ 286
R
16.2 ผิววัสดุ (Materials) 287
16.2.1 การเข้าสูห่ น้าต่างวัสดุ 287
sk

16.2.2 หน้าต่าง Material Browser และแถบรายการวัสดุ 287


16.2.3 ตัวอย่างการตั้งค่าวัสดุ 289
de

16.2.4 การกาหนดและตั้งค่าผิวกระจกสีเขียว 290


16.2.5 การตั้งค่าผิวหญ้า 292
16.2.6 การตั้งค่าผิวอิฐ 294
to

16.3 การเทสี (Paint) และการแบ่งผิว (Split Face) บนผิววัสดุ 296


16.3.1 การเทสีผนังอาคาร 296
Au

16.3.2 การแบ่งผิววัสดุให้มีผิวที่แตกต่างกัน 297


16.4 การแสดงภาพในลักษณะต่างๆ (Visual Styles) 299
16.5 การแสดงภาพกราฟิกแบบต่างๆ (Graphic Display Options) 300
16.6 การตั้งค่าการโคจรของดวงอาทิตย์ (Sun Setting) 303
สอื

16.7 การกาหนดการแสดงภาพเสมือนจริง (Render) 305


นัง

16.8 การบันทึกไฟล์ภาพของแบบแปลน รูปด้าน รูปตัด และอื่นๆ 308


16.9 การคัดลอกมุมมองและการสร้างรูปตัด 3 มิติ 309
า่ งห

16.9.1 การคัดลอกมุมมอง 309


16.9.2 การสร้างรูปตัด 3 มิติ 310
อย

16.9.3 การซ่อนเส้นกรอบ 310


16.9.4 การยกเลิกการซ่อนเส้นกรอบ 311
16.10 การกาหนดรูปด้านแสดงภาพลายเส้นและพื้นหลัง 312
ตวั
xi

บทที่ 17 กำรจัดกำรมุมมองและหน้ำกระดำษ (Views and Sheets) 313


17.1 การจัดการมุมมอง (Views) 314
17.2 การกาหนดและสลับหน้าต่างการทางาน 317
17.3 การสลับทางานที่มีไฟล์หลายไฟล์ Switch Windows 318
17.4 การปรับเส้นบางเส้นหนา (Thin Line) 319

e
17.5 การแสดงและไม่แสดงวัตถุ (Visibility/Graphics) 320

ur
17.6 การแยกชิ้นส่วนอาคาร (Displace Elements) 321
17.7 การเขียนและแก้ไขรูปตัด (Section View) 323

ct
17.7.1 การสร้างรูปตัด (Section View) 323

te
17.7.2 การแก้ไขเส้นแนวตัด 324
17.7.3 การตัดแบ่งเส้นแนวตัด 324

hi
17.7.4 การสร้างรูปตัดผนัง 325
17.8 การสร้างแบบขยายแปลนบันได 326

c
17.9 การสร้างแบบขยายห้องน้า 328

Ar
17.10 การเพิ่มมุมมองและการเขียนแบบขยายประตู-หน้าต่าง 330
17.12 การถอดปริมาณ ประตู-หน้าต่าง (Schedules /Quantities) 334
17.13 การตั้งค่าและจัดหน้ากระดาษ 335

it
17.13.1 การเพิ่มแผ่นกระดาษ (Sheet) ev 335
17.13.2 การแก้ไขต้นแบบกระดาษ (Modifying Sheet Template) 337
17.13.3 การเตรียมแบบงานก่อนนาเข้า 339
R
17.13.4 การนาแบบงานมาวางบนกระดาษ 340
17.13.5 การเข้าไปแก้ไขแบบขณะที่ทางานอยู่บนกระดาษ (Sheets) 341
sk

17.13.6 การนารูปด้านเข้ามาในหน้ากระดาษ (Sheet) 342


17.14 การตั้งค่าและการพิมพ์งาน 343
de

17.14.1 การพิมพ์งานเป็นไฟล์ PDF 343


17.14.2 การพิมพ์งานตามขนาดที่ตั้งค่า 343
17.14.3 การขยายกรอบมุมมองกล้อง 344
to

17.15 การกาหนดการแสดงเฉพาะบางส่วนของอาคาร (Scope Box) 345


17.16 การสร้างมุมมองกล้อง (Camera) 347
Au

บรรณำนุกรม 351
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั
บทที่ 1 แนะนําการใชโปรแกรม Autodesk Revit Architecture
2

1.1 ความเปนมาของ BIM (Building Information Modeling)


BIM (Building Information Modeling) เปนระบบการทํางานออกแบบ เขียนแบบ และกอสรางอาคาร โดย
การสรางแบบและจําลองอาคารทัง้ 2 มิติและ 3 มิติ โดยผสมผสานกับฐานขอมูลหรือสารสนเทศ (Information) ในการ
บริหารและจัดการอยางเปนระบบที่สามารถทํางานผสานกับสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวของ
BIM เปนแนวคิดที่ถูกนําเสนอโดย Charies M. Eastman ในวารสารเอไอเอ (AIA Jounal) ในป ค.ศ.1975 (พ.ศ.

e
2518) โดยใชชื่อวา “Building Description System” และตอมาในป ค.ศ.1986 (พ.ศ.2529) Robert Aish ไดเปลี่ยนมาใช

ur
คําวา “Building Information Modeling” จนถึงปจจุบัน BIM ไดรบั ความนิยมมากขึ้นตามลําดับ (สมาคมสถาปนิกสยามใน
พระบรมราชูปถัมภ. 2558 : 11 )

ct
CAD (Computer Aided Design) เปนเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอรที่ชวยในการออกแบบและเขียนแบบดวยระบบ

te
2 มิติและ3 มิติ โดยสวนใหญจะใชขอมูลกราฟก ซึ่งไมมีฐานขอมูล เมื่อมีการแปลงเปลีย่ นแบบตองแกไขขอมูลทุกแผนของงาน
แตกตางจาก BIM (Building Information Modeling) มีฐานขอมูลกลาง เมื่อมีการเปลีย่ นแปลงขอมูลที่มีความสัมพันธกันอีก

hi
ขอมูลก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปดวย
หลักการทํางานของระบบ BIM เปนการสรางแบบจําลองอาคารที่เปน 2 มิติและ 3 มิติบนความสัมพันธของตัวแปร

c
(Parameters) มีฐานขอมูลใชโปรแกรมคอมพิวเตอรชวยในการจําลองอาคารและสามารถเรียกฐานขอมูลหรือแสดงผลแบบ

Ar
อาคารไดตลอด หากมีการแกไขหรือเปลี่ยนแปลงฐานขอมูลกลางก็จะเปลีย่ นแปลงตามไปดวย
โปรแกรมประเภท BIM นิยมใชกันในประเทศและตางประเทศ เชน โปรแกรม Autodesk Revit โดยบริษัท

it
Autodesk โปรแกรม ArchiCAD โดยบริษัท Graphicsoft โปรแกรม Vectorworks และ ALLplan Archtecture โดยบริษัท
Nemetschek เปนตน
1.2 ความเปนมาของโปรแกรม Autodesk Revit
ev
R
Autodesk Revit Architecture เปนซอฟทแวร (Software) สําหรับออกแบบทางสถาปตยกรรมทั้งลักษณะ 2 มิติ
และ 3 มิติ ที่มีรูปแบบของการพัฒนาซอฟทแวรในแนวคิด Building Information Modeling (BIM) โดยมีการทํางานแบบ
Building Information Base Technology ทําใหการออกแบบอาคารในงานสถาปตยกรรมสามารถทํางานในลักษณะของ
sk

พาราเมตริก (Parametric) สามารถสรางและปรับแกไขวัตถุตางๆ ไดสะดวก รวดเร็ว และแมนยํา ตลอดจนการวิเคราะหขอมูล


ตางๆ ของชิ้นงานไดอยางมีประสิทธิภาพ
de

Autodesk Revit Architecture พัฒ นาตั้ งแต ป ค.ศ.1997 โดยบริ ษัท Charles Rive Software (ตอมาใชชื่อ ว า
Revit Technology Corporation) ตอมา ป ค.ศ.2002 บริษัท Autodesk Inc. ไดซื้อกิจการและไดออกผลิตภัณฑและเปลี่ยน
to

ชื่อเปน Autodesk Revit V.4.5 และพัฒนาตอมา จนป 2007 ไดเปลี่ยนชื่อเปน Revit Architecture 2008 ไดแบงผลิตภัณฑ
ออกเปน 3 ชุด คือ Revit Architecture (งานสถาปต ยกรรม), Revit Structure (งานโครงสราง), Revit MEP (งานระบบ
Au

ไฟฟา ระบบปรับอากาศและระบบสุขาภิบาล) และพัฒนาเรื่อยมาเปน Revit Architecture 2019


1.3 ระบบปฏิบัติการในคอมพิวเตอรที่ตองการ
ระบบปฏิบัติการขั้นต่ําทีส่ ามารถใชโปรแกรม Autodesk Revit Architecture แสดงดังตารางที่ 1.1
สอื

ตารางที่ 1.1 ระบบปฏิบตั ิการขั้นต่ําที่สามารถใชโปรแกรม Autodesk Revit Architecture


นัง

ระบบปฏิบตั ิการ (Operating System) Microsoft Windows 8.1 64-bit ขึ้นไป แนะนําใหใชรุนปจจุบันใน
เวลานั้นหรือรุนใหมเทาที่เปนไปได
า่ งห

การประมวลผลกลาง (CPU Type) Intel Pentium, Xeon หรือ AMD แนะนําใหใช CPU เร็วสุดตามงบ
หนวยความจํา (Memory) 4 GB RAM (อยางนอย)
อย

ความละเอียดของหนาจอ (Video Display) 1280 x 1024 with true color


การดจอ (Video Adapter) Display adapter capable of 24-bit color
Advanced Graphics: DirectX® 11
ตวั

แนะนําใหใชการดจอแยกที่มีหนวยความจําอยางนอย 2 GB
พื้นที่ของดิสกในการติดตั้ง อยางนอย (Disk Space) 5 GB free disk space
การเชื่อมตอ (Connectivity) เชื่อมตอ Internet ได
บทที่ 1 แนะนําการใชโปรแกรม Autodesk Revit
3

1.4 การติดตั้งโปรแกรม Autodesk Revit


การติดตั้งโปรแกรมมีขั้นตอนแสดงดังภาพที่ 1.1 เมื่อดับเบิลคลิกไฟลโปรแกรม Autodesk Revit

e
ur
ct
te
c hi
Ar
คลิกเลือก Install คลิกเลือก Install

it
ev
R
sk
de

เมื่อติดตั้งเสร็จ คลิก Finish ดับเบิลคลิกเปดโปรแกรม Autodesk Revit


to
Au
สอื
นัง
า่ งห

คลิกเลือก I agree เพื่อยอมรับเงื่อนไข หนาตางแรกของโปรแกรม Autodesk Revit


ภาพที่ 1.1 การติดตั้งโปรแกรม
อย
ตวั
บทที่ 1 แนะนําการใชโปรแกรม Autodesk Revit Architecture
4

1.5 สวนประกอบของหนาจอ Autodesk Revit


เมื่อเขาโปรแกรม Autodesk Revit จะแสดงหนาตางใหเลือกทํางานแบงออกเปน 4 กลุมหลัก (ภาพที่ 1.2) คือ
1. Projects: ทํางานเกี่ยวกับการออกแบบและเขียนแบบ โดยแบงคําสั่งยอยเปน การเปดไฟลงาน (Open)
การทํางานใหม (New) การทํางานใหมโดยใชไฟลตนแบบตางๆ (Templates)

e
2. Families: เปนการทํางานเกี่ยวกับตนแบบวัตถุ (Family) ที่สรางไวเรียกใชงานใน Project โดยแบงยอยเปน

ur
การเปดไฟลงาน (Open) การทํางานใหม (New) และการสรางรูปทรงอาคารใหม (New Conceptual Mass)
3. Resources: เปนแหลงเก็บขอมูลและใหขอมูลเกีย่ วกับโปรแกรม Autodesk Revit ทีค่ อยชวยเหลือและสอน

ct
การใชโปรแกรม
4. Intro Center: การใหขอมูลและใหการชวยเหลือในรูปแบบสมาชิก

te
4

hi
1 3

c
Ar
it
2
ev
R
sk
de

ภาพที่ 1.2 หนาจอแรกเมื่อเขาโปรแกรม


to

ลักษณะหนาจอในการทํางานของโปรแกรม Autodesk Revit แบงเปน 3 แบบ (ภาพที่ 1.3) คือ


Au
สอื

1. Project 2. Family 3. Conceptual Mass


นัง

สําหรับใชออกแบบและเขียนแบบ สําหรับสรางและแกไขชิ้นสวนประกอบ สําหรับสรางและแกไขรูปทรงอาคาร 3 มิติ


า่ งห

อาคารตนแบบ จากแนวความคิด
ภาพที่ 1.3 ลักษณะหนาจอในการทํางานของโปรแกรม Autodesk Revit
อย

1.6 การเริ่มทํางานสถาปตยกรรมใน Project


เมื่อคลิก เขาทํางานสถาปตยกรรม มีสวนประกอบหลัก 6 สวน (ภาพที่ 1.4) ดังนี้
ตวั

1. Quick Access Toolbar แถบเครื่องมือที่ใชไดทันที


2. Project Browser หนาตางแสดงขอมูลและมุมมองตางๆ ของโครงการ
3. Drawing Area พื้นที่เขียนงานและแสดงผลการทํางาน
บทที่ 1 แนะนําการใชโปรแกรม Autodesk Revit
9

ƒ ถาลากออกจากหนาตางจะเปนการขยายหนาตางใหใหญขึ้น

x การแกไขขอมูลใน Project Browser


การแกไขขอมูลใน Project Browser เชน การเพิ่มมุมมองดวยการคัดลอก (Duplicate View) การลบมุมมอง
(Delete) เปนตน แสดงดังภาพที่ 1.10

e
ur
o ขยับเมาสไปยังหนาหรือรายการทีต่ องการแกไข เชน ตองการคัดลอก
แปลนชั้น 1 (Floor Plan: Level 1) คลิกที่ Level 1 แลวคลิกเมาส

ct
ปุมขวาจะขึ้นหนาตางคําสั่งใหเลือก

te
o หากตองการคัดลอกกระดาษแผน Level 1 เพิ่ม ใหคลิกเลือก
Duplicate View > Duplicate ก็จะไดแผนกระดาษ Level 1

hi
Copy1 เพิ่มขึ้นมา แลวสามารถเปลี่ยนชื่อได (Rename)

c
Ar
ภาพที่ 1.10 แถบคําสั่ง Project Browsers: Level

it
1.6.5 Drawing Area: พื้นที่ทํางานและแสดงผลการทํางาน
ev
Drawing area เปนพื้นที่เขียนและแสดงงานเปลี่ยนไปตามการเลือกมุมมอง เชน Floor Plans (มุมมองแปลนพื้น)
R
Elevations (มุมมองรูปดาน) 3D views (มุมมอง 3 มิติ) และอืน่ ๆ ที่อยูใน Project Browser (ภาพที่ 1.11)
sk
de
to
Au

Site First Floor Plan


สอื
นัง
า่ งห
อย

Ceiling Plan Elevation View


ภาพที่ 1.11 รายการมุมมองตางๆ ใน Project Browse
ตวั
บทที่ 1 แนะนําการใชโปรแกรม Autodesk Revit Architecture
12

1.6.7 View Control Bar: แถบเครื่องมือและคําสั่งควบคุมการแสดงผล


การควบคุมการแสดงผลของมุมมองตางๆ มีแถบเครื่องมือและคําสั่ง ดังนี้ (ภาพที่ 1.14)

แถบเครื่องมือและคําสั่งควบคุมการแสดงผล

e
Scale สเกลของชิ้นงาน

ur
หากตองการกําหนดสเกลเองใหเลือก Customs

ct
Detail Level กําหนดลักษณะรายละเอียดการแสดงผล
Coarse แสดงผลแบบคราวๆ เปนเสนโครงไมมีรายละเอียด

te
Medium แสดงผลแบบปานกลาง เห็นรายละเอียดแตไมมาก

hi
Fine แสดงผลแบบละเอียด
Visual Style กําหนดรูปแบบในการแสดงภาพ

c
Wireframe แสดงภาพเปนลายเสนดานหนาและหลัง

Ar
Hidden Line แสดงภาพเปนลายเสนดานหนาอยางเดียว
Shaded แสดงภาพเปนเฉดสี
Consistent Colors แสดงภาพเปนเฉดสีออน-เขม

it
Ray Trace แสดงภาพเสมือนจริง (ผิวสีของวัสดุ)
ev
กําหนดแสงจากดวงอาทิตย
Sun Settings.. กําหนดคาการโคจรของดวงอาทิตย
R
Sun Path Off ปดแสงจากดวงอาทิตย
Sun Path On เปดแสงจากดวงอาทิตย
sk

Shadow on/off กําหนดแสดง/ไมแสดงเงา


Render เรนเดอร (Render) แสดงสีภาพเสมือนจริง
de

Crop view เปด/ปด กรอบภาพ


Show Crop Region กําหนดขอบเขตกรอบภาพในการแสดงผล
Unlocked 3D View การบังคับมุมมอง 3 มิติ (ไมใหเปลีย่ นแปลง)
to
Au

Tempoary Hide/ Isolate การแยก/ซอนวัตถุชั่วคราว


Isolate Category แยกทํางานเฉพาะชิ้นงานในหมวดเดียวกัน
Hide Category ซอนชิ้นงานที่อยูในหมวดเดียวกัน
สอื

Isolate Element แยกทํางานเฉพาะวัตถุชิ้นที่เลือก


นัง

Hide Element ซอนชิ้นงานเฉพาะวัตถุชิ้นที่เลือก


Reveal Hidden Elements แสดงชิ้นงานที่ซอนไว
า่ งห

กําหนดสมบัติของมุมมองชั่วคราว
อย

Show Analytical Model แสดง/ไมแสดงการวิเคราะหโมเดล (Model)


Highlight Displacement Sets กําหนดการแสดงผลที่ใชคําสั่ง Displace
ตวั

Reveal Constraint เปด/ปด การบังคับวัตถุ


ภาพที่ 1.14 แถบเครื่องมือและคําสั่งในการแสดงผลของมุมมอง (View Control Bar)
บทที่ 1 แนะนําการใชโปรแกรม Autodesk Revit
13

1.6.8 Status Bar แสดงสถานะของคําสั่งในการทํางาน


Status bar เปนการแสดงสถานะของการใชคําสั่งระหวางการทํางาน แสดงดังภาพที่ 1.15

ภาพที่ 1.15 การแสดงสถานะของคําสั่งในการทํางาน

e
1.7 การใชเมาสควบคุมการแสดงภาพ

ur
การใชเมาสในการควบคุมการแสดงภาพในมุมมองตางๆ ทําไดดังนี้ (ภาพที่ 1.16)

ct
1. การหมุนมองภาพ 3 มิติ (Orbit)

te
hi
+
กด Shift + เมาสปุมขวา คางแลวบิด

c
2. การขยายภาพ (Zoom)

Ar
it
เลื่อนเมาสปุมกลางเขาออก ev
R
sk

3. การเลื่อนมุมมอง (Pan)
de

กดเมาสปุมกลางคางไวแลวเลื่อนตามทิศทางที่
to

ตองการ
ภาพที่ 1.16 การใชเมาสควบคุมมุมมอง
Au

การใชเมาสควบคุมการแสดงภาพแบบตางๆ แสดงดังภาพที่ 1.17 โดยคลิกเมาสปุมขวาขณะที่เมาสอยูในพื้นที่


Drawing area

Zoom In Region: ดูภาพเฉพาะสวนที่ลากครอบ


สอื
นัง

Zoom Out (2x): ดูภาพแบบขยายออก 2 เทา


Zoom to Fit: ดูภาพทั้งหมดใหพอดีหนาจอ
า่ งห

Previous Pan/Zoom: ดูภาพกอนหนานี้


Next Pan/Zoom: ดูภาพถัดไป
อย

ภาพที่ 1.17 แสดงการใชคําสั่ง Zoom


ตวั

1.8 การควบคุมมุมมองดวย View Cube


การแสดงภาพอาคารลักษณะ 3 มิติ สามารถควบคุมทิศทางไดจาก View cube (ภาพที่ 1.18) ที่จะชวยกําหนด
การแสดงภาพในมุมมองตางๆ (ภาพที่ 1.19)
บทที่ 1 แนะนําการใชโปรแกรม Autodesk Revit Architecture
14

สามารถใชคําสั่งนี้ไดจาก Quick access toolbar: Default 3D View และ

e
ur
ct
te
View Cube

c hi
ภาพที่ 1.18 คําสั่งและเครื่องมือ View Cube

Ar
it
ev
R
การมองดานบน
การมองดานหนาดานขวาและบน การมองดานหนา การมองดานขวา
sk

(ทิศใต) (ทิศตะวันออก)
de
to

ภาพที่ 1.19 การใช View Cube ในมุมมองตางๆ


Au

1.9 การเลือกชิ้นงานโดยใชเมาส (Selection)


การใชเมาสลากครอบชิ้นงาน ทําไดดังนี้ (ภาพที่ 1.20)
สอื

1. คลิกลากครอบจากซายมาขวา 2. คลิกลากครอบจากขวามาซาย
นัง
า่ งห
อย

เมื่อเสนกรอบครอบชิ้นงานนั้นจะถูกเลือก ถาถูกวัตถุ เมื่อเสนกรอบผานบางสวนของชิ้นงานนั้นถือวาชิ้นงานถูกเลือก


ตวั

นั้นถูกครอบทั้งหมด ทั้งหมด
ภาพที่ 1.20 การเลือกชิ้นงานโดยใชเมาสลากครอบ
บทที่ 1 แนะนําการใชโปรแกรม Autodesk Revit Architecture
18

e
ur
ct
te
ภาพที่ 1.27 การกําหนดการมองเห็นภาพซอนภาพ (Underlay)

hi
1.16 การตั้งหนวยการวัด (Units)

c
การกําหนดหนวยวัดระยะ ทําไดดงั นี้ (ภาพที่ 1.28)

Ar
1) คลิกที่ Manage TAB
2) คลิกคําสั่ง Project Units
2.1) ที่ชองดานลาง Format ตรงกับ Length คลิกเพื่อเขาไปกําหนดหนวยวัดความยาว

it
2.2) ที่ชองหลัง Units: คลิกเลือก Meters เพื่อกําหนดหนวยวัดเปนเมตร
ev
2.3) ที่ชองดานลาง Rounding: คลิกเลือก 2 Decimal Places เพื่อกําหนดทศนิยมสองตําแหนง (เชน 1.00)
2.4) คลิกที่ OK เพื่อเสร็จสิ้นการตั้ง Format
R
2.5) คลิกที่ OK เพื่อเสร็จสิ้นการตั้ง Project Units
sk
de
to
Au
สอื
นัง
า่ งห

ภาพที่ 1.28 การตั้งคาหนวยวัด (Units)


อย

1.17 การเปดไฟลตนแบบใชงาน (Open)


การเปดไฟลตนแบบที่ไดกาํ หนดรายละเอียดตางๆ แลว มีวิธีการเปด 2 วิธี คือ
ตวั

วิธีที่ 1 การเปดตอนเขาโปรแกรมครั้งแรก มีขั้นตอนดังนี้ (ภาพที่ 1.29)


บทที่ 1 แนะนําการใชโปรแกรม Autodesk Revit
27

11. การตัด ตอแบบเขามุม (Trim/Extend to Corner (TR)) แสดงดังภาพที่ 1.60


การตัดเสน การตอเสน เมือ่ มีเสนสองเสนที่ปลายเสนสามารถบรรจบกันได
1. คลิกคําสั่ง Trim/Extend to Corner (TR)
การตัดเสน

e
2. คลิกเสนแรก(สวนของเสนจะยังอยู)

ur
3. คลิกเสนทีส่ อง(สวนของเสนจะยังอยู)
การตอเสน

ct
. 4. คลิกเสนแรก
5. คลิกเสนทีส่ อง จะเห็นเสนสองเสนบรรจบกัน

te
hi
ภาพที่ 1.60 การใชคําสั่ง Trim/Extend to Corner

c
Ar
12. การตัด ตอ แบบหลายเสน Trim/Extend to Multiple Elements แสดงดังภาพที่ 1.61
1. คลิกคําสั่ง Trim/Extend to Multiple Elements
2. คลิกเสนอางอิง

it
ev 3. คลิกปลายเสนที่ตองการใหตอไปสัมผัส
4. คลิกปลายเสนที่ตองการใหตอไปสัมผัส
5. คลิกปลายเสนที่ตองการใหตอไปสัมผัส
R
ภาพที่ 1.61 การใชคําสั่ง Trim/Extend to Multiple Elements
sk

13. การปลดการบังคับและบังคับไมใหแกไขวัตถุ Unpin(UP) / Pin(PN) แสดงดังภาพที่ 1.62


de

1. คลิกเสนผนังที่ตองการบังคับไมใหมีการแกไข
2. คลิกใหแสดง Pin (PN) เพื่อใหวัตถุไมสามารถ
to

แกไขได
หากตองการไมบังคับการแกไข
Au

3. คลิกที่ผนังที่ตองการไมบังคับการแกไข
4. คลิกใหแสดง Unpin (UP)
5. คลิกผนังแลวลากยายตําแหนง
ภาพที่ 1.62 การใชคําสั่ง Unpin/Pin
สอื

14. การลบวัตถุ Delete (DE) แสดงดังภาพที่ 1.63


นัง

1. คลิกวัตถุที่ตองการ
า่ งห

2. คลิกคําสั่ง Delete (DE) หรือ กดปุม Del ที่คียบอรด


อย

ภาพที่ 1.63 การใชคําสั่ง Delete


ตวั
บทที่ 2 เสนอางอิงระดับพื้นและเสนอางอิงตําแหนงเสา (Levels and Grids)
31

บทที่

e
ur
2

ct
te
hi
เสนอางอิงระดับพื้น และ

c
Ar
เสนอางอิงตําแหนงเสา
it
(Levels and Grids) ev
R
เนื้อหาในบทนี้อธิบายเสนอางอิงระดับพื้น (Level) วิธีการใชคําสั่งเกี่ยวกับการเขียนและแกไขเสนอางอิงระดับพื้นใน
sk

ลักษณะตางๆ โดยเริ่มจากการเรียนรูคําสั่ง ความสัมพันธของการตั้งคา การกําหนดรายละเอียด ปฏิบัติการสรางและแกไขเสน


อางอิงระดับพื้น
de

อธิบายเสนอางอิงตําแหนงเสา (Grids) วิธีการใชคําสั่งเกี่ยวกับการเขียนและแกไขเสนอางอิงตําแหนงเสาในลักษณะ


ตางๆ โดยเริ่มจากการเรียนรูคําสั่ง ความสัมพันธของการตั้งคา การกําหนดรายละเอียด ปฏิบัติการสรางและแกไขเสนอางอิง
ตําแหนงเสา
to
Au

วัตถุประสงค
1. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการใชคําสั่ง ความสัมพันธของการตั้งคาเสนอางอิงระดับพื้น (Level)
สอื

2. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการเขียนและแกไขเสนอางอิงระดับพื้น (Level)
นัง

3. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการใชคําสั่ง ความสัมพันธของการตั้งคาเสนอางอิงตําแหนงเสา (Grids)


า่ งห

4. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการเขียนและแกไขเสนอางอิงตําแหนงเสา (Grids)
5. มีทักษะในการทํางานและสามารถประยุกตใชงานได
อย
ตวั
บทที่ 2 เสนอางอิงระดับพื้นและเสนอางอิงตําแหนงเสา (Levels and Grids)
32

2.1 เสนอางอิงระดับชั้น (Level)


Level เปนคําสั่งสําหรับสรางเสนอางอิงระดับชั้น ทําหนาที่กําหนดระยะความสูงของชั้นตางๆ
การสราง Level จะสรางที่รูปดานและแสดงในมุมมองรูปดาน (Elevation Views) และรูปตัด (Section Views) แสดง
ดังภาพที่ 2.1

e
ur
ct
te
c hi
Ar
it
ev
ภาพที่ 2.1 ตัวอยางเสนอางอิงระดับชั้น (Level) ที่อยูในรูปดาน
R
ชื่อของ Level จะสรางอัตโนมัติที่ Project Browser ในแปลนพื้นชั้นตางๆ (Floor Plans) และแปลนฝาเพดาน
(Ceiling Plans) เสนอางอิงระดับชั้น (Level) แสดงดังภาพที่ 2.2
sk
de
to
Au

ภาพที่ 2.2 ชื่อเสนอางอิงระดับชั้นที่สัมพันธกับชื่อแปลนพื้นและแปลนฝาเพดานใน Project Browsers: Level


สอื
นัง

2.1.1 แถบเครื่องมือและคําสั่งในการเขียนเสนอางอิงระดับชัน้ (Level)


า่ งห

แถบเครื่องมือและคําสั่งการเขียนเสนอางอิงระดับชั้น แสดงดังภาพที่ 2.3


อย
ตวั

ภาพที่ 2.3 แถบเครื่องมือในการเขียนเสนอางอิงระดับชั้น


บทที่ 2 เสนอางอิงระดับพื้นและเสนอางอิงตําแหนงเสา (Levels and Grids) 35

e
ur
ct
te
c hi
Ar
ภาพที่ 2.7 การแกไขชื่อเสนอางอิงระดับชั้น (ตอ)

it
2.1.4 การแกไขชื่อและการปรับระยะความสูงเสนอางอิงระดับชั้น ev
เสนอางอิงระดับชั้น แกไขไดดังนี้ (ภาพที่ 2.8) ที่ Project Browser: Elevation Views> ที่แบบมุมมองดานทิศ
East (ทิศตะวันออก)
R
1) คลิกที่เสนอางอิงระดับชั้น Level 2
2) คลิกที่ขอความ พิมพชื่อใหม เชน ระดับพื้นชั้น 1 แลวกดปุม Enter สังเกตชื่อระดับพื้นชั้น 1 จะไปปรากฏใน
sk

Floor Plan and Ceiling Plan ใน Project Browser


3) คลิกที่ตัวเลขระดับความสูง ปอนคา 1.00 แลวกดปุม Enter จะสังเกตเห็นเสนอางอิงระดับพื้นชั้น 1 ต่ําลง
de
to
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั

ภาพที่ 2.8 การแกไขชื่อและการปรับระยะความสูงเสนอางอิงระดับชั้น


บทที่ 2 เสนอางอิงระดับพื้นและเสนอางอิงตําแหนงเสา (Levels and Grids)
40

2.2 เสนอางอิงตําแหนงเสา (Grids)


Grid เปนคําสั่งสําหรับสรางเสนอางอิงตําแหนงเสา สามารถเขียนในมุมมองแปลนพื้น (Floor Plan Views) แสดง
ดังภาพที่ 2.14

e
ur
ct
te
c hi
ภาพที่ 2.14 ตัวอยางเสนอางอิงตําแหนงเสา (Grid)

Ar
2.2.1 ความสัมพันธของคําสั่งเสนอางอิงตําแหนงเสา (Grids)
การเขียนเสนอางอิงตําแหนงเสามีความสัมพันธของขอมูลตางๆ ดังภาพที่ 2.15

it
ev
R
sk
de
to
Au

ภาพที่ 2.15 ความสัมพันธของคําสั่งเสนอางอิงตําแหนงเสา (Grids)


สอื
นัง

2.2.2 แถบเครื่องมือและคําสั่งในการเขียนเสนอางอิงตําแหนงเสา (Grid)


แถบเครื่องมือและคําสั่งการเขียนเสนอางอิงตําแหนงเสา แสดงดังภาพที่ 2.16
า่ งห
อย
ตวั

ภาพที่ 2.16 แถบเครื่องมือในการเขียนเสนอางอิงตําแหนงเสา


บทที่ 2 เสนอางอิงระดับพื้นและเสนอางอิงตําแหนงเสา (Levels and Grids) 41

คําสั่งการเสนอางอิงตําแหนงเสา
Line สรางเสนตรง
Start-End-Radius Arc สรางเสนโคงจากจุดเริ่มตน จุดสุดทายและรัศมี
Center-Ends Arc สรางเสนโคงจากจุดศูนยกลางและจุดปลายสองดาน

e
Pick Line สรางเสนดวยการคัดลอกเสนอางอิงตามระยะที่กําหนด

ur
ct
สรางเสนอางอิงหลายเสนหรือหลายทิศทางในเสนเดียวของตําแหนงเสา

te
ภาพที่ 2.16 แถบเครื่องมือในการเขียนเสนอางอิงตําแหนงเสา (ตอ)

hi
สมบัติเสนอางอิงตําแหนงเสา (Grid Properties)

c
หนาตางแสดงรายละเอียดและการกําหนดคาตางๆ ของสมบัติของเสนอางอิงตําแหนงเสา แสดงดังภาพที่ 2.17

Ar
รูปแบบเสนอางอิงตําแหนงเสา

it
แกไขรูปแบบเสนอางอิงตําแหนงเสา
Extents
ev
- Scope Box: กําหนดการใช Scope box
R
Identity Data
- Name: ชื่อเสนอางอิงตําแหนงเสา
sk

Apply: ใชคําสั่งที่กําหนด
ภาพที่ 2.17 หนาตางสมบัติเสนอางอิงตําแหนงเสา (Grid Properties)
de

ชนิดของเสนอางอิงตําแหนงเสา (Type Properties)


หนาตางแสดงชนิดและรายละเอียดตางๆ ของเสนอางอิงตําแหนงเสา แสดงดังภาพที่ 2.18
to

Family: ประเภทของ Family


Au

Type: ชนิดของชิ้นงาน
Duplicate: คัดลอกชิ้นงาน
Rename: เปลี่ยนชื่อชิ้นงาน
Symbol: สัญลักษณตําแหนงเสา
สอื

Center Segment: ชวงกึ่งกลางเสน


นัง

End Segment Weight: น้ําหนักปลายเสน


End Segment Color: สีปลายเสน
า่ งห

End Segment Pattern: ลักษณะลายเสน


Plan View Symbols End 1 (Default): แสดงหรือไมแสดงที่ปลายเสน 1
Plan View Symbols End 2 (Default): แสดงหรือไมแสดงที่ปลายเสน 2
อย

Non-Plan View Symbols (Default): กําหนดสัญลักษณทไี่ มใชแปลน


ภาพที่ 2.18 หนาตางชนิดของเสนอางอิงตําแหนงเสา (Type Properties)
ตวั

2.2.3 การเขียนเสนอางอิงตําแหนงเสา
การเขียนเสนอางอิงตําแหนงเสา มีขั้นตอนดังนี้ (ภาพที่ 2.19)
1) ที่ Project Browser ดับเบิลคลิก Level 1 เพื่อเขียนเสนอางอิงตําแหนงเสาจากแปลนพืน้ ชั้น Level 1
บทที่ 2 เสนอางอิงระดับพื้นและเสนอางอิงตําแหนงเสา (Levels and Grids) 43

6.1) สรางเสนอางอิงเสนแรกของแนวนอน คลิกที่จุดเริ่มตน


6.2) คลิกจุดสุดทายของเสนอางอิงตําแหนงเสาแนวนอนเสนแรก
6.3) คลิกคําสั่ง Modify เพื่อแกไขตัวเลขอางอิงตําแหนงเสา
6.4) คลิกที่ตัวเลขหนึ่งครั้ง เพือ่ เลือกแกไข
6.5) คลิกที่ตัวเลขเปลี่ยนตัวเลขเปนตัวอักษร A เพื่อใหกําหนดตัวอักษรตามลําดับอัตโนมัติ แลวกดปุม Enter

e
ur
ct
te
c hi
Ar
it
ev
ภาพที่ 2.19 การเขียนเสนอางอิงตําแหนงเสา (ตอ)
R
7) ที่ Architecture TAB คลิกคําสั่ง Grid เพื่อกลับมาเขียนเสนอางอิงอีกครั้งหนึ่ง
8) คลิกคําสั่ง Pick Line เพื่อเขียนเสนอางอิงตําแหนงเสาเสนตอไป โดยการคัดลอกเสนอางอิงตามระยะที่กําหนด
sk

8.1) ที่ Option Bar ปอนคา 5.0 ดานหลัง Offset เพื่อกําหนดระยะหาง


8.2) ขยับเมาสมาตรงเสนอางอิงแรก สังเกตจะมีเสนสีฟาเกิดขึ้นตามระยะหางที่กําหนดไว ใหเสนสีฟาแสดง
de

ดานลางแลวกดคลิก ก็จะไดเสนอางอิง B
8.3) ขยับเมาสมาตรงเสนอางอิงที่เกิดขึ้น สังเกตเสนสีฟาเกิดขึ้นดานลางแลวใหกดคลิก ก็จะไดเสนอางอิง C
to

3.2.4 การแกไขตัวอักษรและจุดปลายเสนอางอิงตําแหนงเสา
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั

ภาพที่ 2.20 การแกไขตัวอักษรและจุดปลายเสนอางอิงตําแหนงเสา


บทที่ 3 ผนัง (Walls)
45

บทที่

e
ur
3

ct
te
hi
ผนัง

c
Ar
(Walls)
it
ev
เนื้ อ หาในบทนี้ อ ธิ บ ายชนิ ด ของผนั ง วิ ธี ก ารใช คํ า สั่ ง เกี่ ย วกั บ การเขี ย นและแก ไ ขผนั ง ทางสถาป ต ยกรรม
(Architectural Walls) ในลักษณะตางๆ โดยเริ่มจากการเรียนรูคําสั่ง ความสัมพันธของการตั้งคา การกําหนดรายละเอียดของ
R
วัสดุผนังทึบ วิธีการปรับแกไข การเจาะชองเปด การเขียนปูนปน การเซาะรองผนัง
sk

วัตถุประสงค
de

1. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการใชคําสั่ง ความสัมพันธของการตั้งคาและกําหนดรายละเอียดของผนังทึบ
2. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการเขียนผนังอาคารในรูปแบบตางๆ
to

3. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการสรางและแกไขปูนปน และการเซาะรองผนัง
Au

4. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการแกไขผนังในลักษณะตางๆ
5. มีทักษะในการทํางานและสามารถประยุกตใชงานได
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั
บทที่ 3 ผนัง (Walls)
46

3.1 ผนังสถาปตยกรรม (Walls: Architecture)


การเขียนผนังประกอบอาคารในแนวตั้ง แบงเปน 3 แบบ (ภาพที่ 3.1) คือ
1. Basic Wall คือ ผนังทึบภายในและภายนอกอาคารที่ประกอบดวยชั้นวัสดุตางๆ เชน ผนังกออิฐ ผนังกออิฐฉาบ
ปูนเรียบ เปนตน

e
2. Curtain Wall คือ ผนังโครงสรางเบาทีไ่ มรบั น้ําหนักที่ประกอบชัน้ วัสดุตางๆ เชน ผนังกระจก ผนังวัสดุประกอบ
โครงเครา เปนตน

ur
3. Stacked Wall คือ ผนังที่เปน Basic Wall โดยนํามาวางตอกันในแนวตั้ง เนื่องจากผนังนี้อาจมีวัสดุหรือขนาด
แตกตางกันระหวางดานลางและดานบน

ct
te
c hi
Ar
it
ev
R
sk
de
to
Au

1. Basic Walls (ผนังทึบ) 2. Curtain Walls (ผนังเบา) 3. Stacked Wall (ผนังผสม)


ภาพที่ 3.1 ชนิดของผนังแบบตางๆ
สอื
นัง

3.1.1 แถบเครื่องมือและคําสั่งในการเขียนผนัง (Wall)


แถบเครื่องมือและคําสั่งในการเขียนผนัง มีดังนี้ (ภาพที่ 3.2)
า่ งห
อย
ตวั

ภาพที่ 3.2 แถบเครื่องมือและคําสัง่ ในการเขียนผนัง


บทที่ 3 ผนัง (Walls)
47

Line สรางเสนตรง/เสนเฉียง

Rectangle สรางรูปสีเ่ หลีย่ ม

e
Inscribed Polygon สรางรูปหลายเหลีย่ มโดยกําหดนจุดมุมของเหลี่ยมอยูที่รศั มี

ur
ct
Circumscrib Polygon สรางรูปหลายเหลี่ยมโดยกําหนดจุดกึ่งกลางเสนของเสนดานอยูทรี่ ัศมี

te
Circle สรางรูปวงกลม

c hi
Ar
Start-End-Radius Arc สรางเสนโคงจากจุดเริ่มตน จุดสุดทายและรัศมี

it
ev
Center-Ends Arc สรางเสนโคงจากจุดศูนยกลางและจุดปลายสองดาน
R
Tangent End Arc สรางเสนโคงจากเสนขอบเดิมสองจุด
sk
de

Fillet Arc ปาดมุมโคงจากเสนตัดกัน


to

Pick Line สรางเสนดวยการคัดลอกเสนอางอิงที่มีอยู


Au

Pick Faces สรางผนังจากการคลิกเลือกแผนผิว


สอื
นัง

ภาพที่ 3.2 แถบเครื่องมือและคําสัง่ ในการเขียนผนัง (ตอ)


า่ งห

3.1.2 ความสัมพันธของคําสั่งผนัง (Walls)


การเขียนผนังจะมีความสัมพันธของขอมูลตางๆ ดังภาพที่ 3.3
อย
ตวั
บทที่ 3 ผนัง (Walls)
55

3.2.5 การคัดลอกผนังตามระยะหาง
เมื่อมีผนังเดิมอยูแลวตองการเขียนผนังที่ขนานกันตามระยะหาง ทําไดดังนี้ (ภาพที่ 3.11)
1) คลิกที่ Modify TAB
2) คลิกคําสั่ง Offset (คียลัด OF)
2.1) ที่ Option bar: ชองหลัง Offset ปอนคาระยะหาง 2.00 และ คลิก 5 Copy เพื่อคัดลอก

e
2.2) ขยับเมาสไปตรงเสนผนังที่ตองการคัดลอก สังเกตจะมีเสนปะสีฟาแสดงทิศทางการคัดลอก ขยับใหเสนปะ

ur
สีฟาแสดงทางดานซายแลวกดคลิก จะเกิดผนังขึ้น
3) การคัดลอกผนังแนวนอนตอ คลิกคําสั่ง Offset

ct
3.1) ที่ Option bar: ชองหลัง Offset ปอนคาระยะหาง 2.50 และ คลิก 5 Copy เพื่อคัดลอก

te
c hi
Ar
it
ev
R
sk
de
to
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย

ภาพที่ 3.11 การคัดลอกผนังตามระยะหาง


ตวั

3.2) ขยับเมาสไปตรงเสนผนังที่ตองการคัดลอก สังเกตจะมีเสนปะสีฟาแสดงทิศทางการคัดลอก ขยับใหเสนปะ


สีฟาแสดงทางดานซายแลวกดคลิก จะเกิดผนังขึ้น
บทที่ 3 ผนัง (Walls)
60

3) ที่หนาตาง Properties คลิกที่ Edit Type เพื่อคัดลอกผนังนี้ไปทําผนังกออิฐฉาบปูน


3.1) ที่หนาตาง Type Properties คลิกปุม Duplicate
3.2) พิมพชื่อใหม ผนังกออิฐฉาบปูนหนา 0.10 แลวคลิก OK
3.3) ที่ดานหลัง Structure คลิกที่ Edit เพื่อเขาไปเลือกวัสดุประกอบผนัง
3.4) ที่หนาตาง Edit Assembly คลิกที่ Preview เพื่อมองดูสัญลักษณผนังที่แปลน

e
3.5) คลิกที่ชอง Structure ในตารางแถว Function เพื่อกําหนดหนาที่ของวัสดุและความหนา (วัสดุเปนอิฐ)

ur
3.5.1) ในตารางแถว Thickness คลิกที่ชองวาง ปอนคาเปน 0.08
3.5.2) คลิกที่ชอง <By Category> ตารางแถว Material

ct
3.5.3) ที่หนาตาง Material Browser: คลิกที่ Graphics เพื่อกําหนดการมองเห็นเปนลายเสน

te
3.5.4) คลิกที่ None หลัง Pattern ของหมวด Cut Pattern เพื่อกําหนดลายเสนผนังเมื่อถูกตัดผาน
3.5.5) คลิกเลือก Masonry-Brick เพื่อกําหนดลายอิฐ

hi
3.5.6) คลิก OK เพื่อปดหนาตาง Fill Patterns
3.5.7) คลิก OK เพื่อปดหนาตาง Material Browser

c
Ar
it
ev
R
sk
de
to
Au

ภาพที่ 3.16 การกําหนดผนังกออิฐฉาบปูน (ตอ 1)

3.6) ที่หนาตาง Edit Assembly คลิกที่ Insert เพื่อเพิ่มชั้นวัสดุใหม (ปูนฉาบดานนอกหนา 0.01 m วัสดุ
ปูนฉาบไมตองกําหนดลาย)
สอื

3.6.1) คลิกที่ชอง Structure [1] ที่เพิ่มขึ้นมา แลวคลิกเลือก Finish 1[4] เพื่อกําหนดผิวดานนอกที่เปน


นัง

ปูนฉาบ
3.6.2) คลิกที่ชองวางดานหลังชื่อนี้ที่ตรงกับ Thickness ปอนคา 0.01 กําหนดความหนาของปูนฉาบ
า่ งห

3.6.3) คลิกที่ชอง Finish 1[4] แลวคลิกที่ปุม Up เพื่อยายชั้นของวัสดุนี้ไปอยูล ําดับที่ 1


3.7) ที่หนาตาง Edit Assembly คลิกที่ Insert เพื่อเพิ่มชั้นวัสดุใหม (ปูนฉาบดานในหนา 0.01 m วัสดุปูนฉาบ
อย

ไมตองกําหนดลาย)
3.7.1) คลิกที่ชอง Structure [1] ที่เพิ่มขึ้นมา แลวคลิกเลือก Finish 1[5] เพื่อกําหนดผิวปูนฉาบดานใน
3.7.2) คลิกที่ชองวางดานหลังชื่อนี้ที่ตรงกับ Thickness ปอนคา 0.01 กําหนดความหนาของปูนฉาบ
ตวั

3.7.3) คลิกที่ชอง Finish 1[5] แลวคลิกที่ปุม Down เพื่อยายชั้นนี้ไปอยูล ําดับสุดทาย


3.8) คลิก OK เพื่อปดหนาตาง Edit Assembly
3.9) คลิก OK เพื่อปดหนาตาง Type Properties
บทที่ 3 ผนัง (Walls)
63

Edit Profile แกไขขอบภายในและภายนอกของแผนผนัง

e
Wall Opening การเจาะชองเปดแผนผนังตรงและผนังโคง

ur
Reset Profile ยกเลิกการแกไข

ct
Attach Top/Base ยายเสนขอบผนังดานบน-ลางไปชนกับเสนขอบวัตถุที่เลือก

te
hi
Detach Top/Base ยอนกลับมายังจุดเดิมของผนัง
ภาพที่ 3.18 แถบเครื่องมือและคําสั่งในการแกไขเสนโครงรางผนัง

c
Ar
3.4.1 การเจาะชองเปดผนังดวยคําสั่ง Edit Profile
เมื่อมีแผนผนังที่ตองการเจาะชองเปดบริเวณกลางผนัง ทําไดดังนี้ (ภาพที่ 3.19)

it
1) การเจาะชองผนังที่มุมมองรูปดาน Project Browser: Elevation ดับเบิลคลิกที่ South เพื่อเลือกมุมมองดาน
ทิศใต
2) ที่ Modify (คียลัด MD)
ev
3) คลิกเสนผนังที่ตองการเจาะชองเปด
R
4) คลิกคําสั่ง Edit Profile เพื่อเขามาแกไขผนัง
sk
de
to
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย

ภาพที่ 3.19 การเจาะชองเปดผนัง


ตวั
บทที่ 3 ผนัง (Walls)
67

e
ur
ct
te
c hi
Ar
ภาพที่ 3.21 การแบงผนังและการเปลี่ยนสีผิวผนังใหม (ตอ)

it
3) การเปลี่ยนวัสดุผิวผนัง คลิกคําสั่ง Modify
3.1) คลิกเสนผนังที่ตองการเปลี่ยนวัสดุ
ev
R
3.2) ที่ Properties คลิกเลือกชนิดของผนังเปน Basic Wall-Generic-225 mm Masonry
sk

3.4.4 คําสั่งในการเขามุมวัสดุผนัง (Wall Join)


คําสั่งในการแกไขการปดมุมผนังจะอยูใน Option bar ที่มีรูปแบบใหเลือกดังนี้ (ภาพที่ 3.22)
de

Wall Join
คําสั่งในการปรับแกการเขามุมวัสดุผนัง
to

รูปแบบการเขามุมผนัง
การเลือกรูปแบบการเขามุม ลักษณะมุม ลักษณะมุม
Au

เขามุมแบบ Butt
เขามุมแบบ Miter
สอื

เขามุมแบบ Square off


นัง

การเชื่อมกันและการไมเชื่อมกันของผนัง
า่ งห

ภาพที่ 3.22 รูปแบบการเขามุมวัสดุผนัง (Wall Joins)


อย

การแกไขการเขามุมวัสดุผนัง ทําไดดังนี้ (ภาพที่ 3.23)


1) เมื่อมีผนังสองชิ้นเขามุมแลว ตองการเปลีย่ นรายละเอียดในการเขามุมของวัสดุ ใหคลิกคําสั่ง Modify
ตวั

2) คลิกคําสั่ง Wall Join


3) ขยับเมาสไปที่มมุ ผนัง คลิกที่มุมของผนังที่ตองการปรับแกไข
บทที่ 3 ผนัง (Walls)
68

4) ที่ Option bar คลิกเลือกรูปแบบของการเขามุมผนัง เชน Square off สังเกตรายละเอียดการเขามุมของวัสดุ


ภายในจะเปลี่ยนไป

e
ur
ct
te
c hi
Ar
it
ev
ภาพที่ 3.23 การแกไขวัสดุมมุ ผนัง (Wall Join)
R
sk

3.5 ปูนปนบนผนัง
การเขียนใสปูนปนบนผนังเปนการนํารูปทรงของ Sweep Profile (หนาตัดปูนปน) มาใชงานมีคําสั่งดังนี้
de

(ภาพที่ 3.24)
to

คําสั่งใสปูนปนบนผนัง
หากตองการแกไขหรือสรางรูปทรงปูนปน
Au

ใหมตองสรางใน Family : Sweep Profile

ใสปูนปนผนังแนวตั้ง ใสปูนปนผนังแนวนอน
สอื
นัง

ยกเลิกการใสปูนปนผนัง ใชเพิ่มหรือลบปูนปนผนัง
า่ งห

แกไขมุมและรอยตอปูนปน
อย

ภาพที่ 3.24 ปูนปน บนผนัง


ตวั
บทที่ 3 ผนัง (Walls)
75

3.3) คลิกที่ Fillet Arc เพื่อจะปาดมุมโคงที่เสน ที่ Option Bar แลว กําหนดคา Radius ระยะรัศมีปาดโคง
3.4) คลิกเลือกเสนแนวตัง้ และแนวนอน ที่ตองการจะปาดมุมโคง
4) คลิกที่ Save
4.1) พิมพชื่อที่ตองการ เชน Wall Sweep Profile_1
4.2) แลวคลิก OK

e
ur
ct
te
c hi
Ar
it
ev
R
sk
de
to
Au
สอื
นัง
า่ งห

ภาพที่ 3.34 การสรางหนาตัดของปูนปน (Sweep Profile) (ตอ 1)


อย

5) คลิกคําสั่ง Load into Project เพื่อนําขอมูลรูปหนาตัดปูนปนนีเ้ ขาไปใชงานใน Project


ตวั

6) คลิกคําสั่ง Default 3D View เพื่อดูมุมมองอาคาร 3 มิติ


บทที่ 4 ผนังเบาหรือผนังกระจก (Curtain Walls)
77

บทที่

e
ur
4

ct
te
hi
ผนังเบาหรือผนังกระจก

c
Ar
(Curtain Walls)
it
ev
R
เนื้อหาในบทนี้อธิบายผนังเบาหรือผนังกระจก (Curtain Walls) วิธีการใชคําสั่งเกี่ยวกับการเขียนและแกไขผนัง
กระจก (Curtain Walls) ในลักษณะตางๆ โดยเริ่มจากการเรียนรูคําสั่ง ความสัมพันธของการตั้งคา การกําหนดรายละเอียด
sk

ปฏิบัติการสรางและแกไขผนังกระจก (Curtain Walls) เชน การใสผนังกระจกในรูปแบบตางๆ การแบงเสนแนวกระจก และ


การเปลี่ยนกรอบกระจก เปนตน
de

วัตถุประสงค
to

1. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการใชคําสั่ง ความสัมพันธของการตั้งคาผนังกระจก (Curtain Walls)


Au

2. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการเขียนและแกไขผนังกระจก (Curtain Walls)


3. มีทักษะในการทํางานและสามารถประยุกตใชงานได
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั
บทที่ 4 ผนังเบาหรือผนังกระจก (Curtain Walls)
78

ผนังเบาหรือผนังกระจก (Curtain Walls) เปนเนื้อหาสวนหนึ่งของคําสั่งผนัง (Walls) ในบทที่ผานมา แตเนื่องจาก


รายละเอียดของคําสั่งผนังเบาหรือผนังกระจก (Curtain Walls) มีเนื้อหามากจึงขอแยกบทมาอธิบาย
คําสั่งในการเลือกชนิดผนังเบาหรือผนังกระจก (Curtain Walls) ในที่นี้ขอเรียกวา “ผนังกระจก” แบงเปน 3 ชนิด
หลักดังนี้ (ภาพที่ 4.1)

e
ur
ct
te
1. 2. 3.
ผนังกระจกแผนเดียว แผนผนังกระจกที่ถูกแบง แผนผนังกระจกพรอมกรอบบาน

hi
แนวบานกระจกเปนสวนๆ

c
ภาพที่ 4.1 คําสั่งในการเลือกชนิดของผนังเบาหรือผนังกระจก (Curtain Walls)

Ar
4.1 แถบเครื่องมือและคําสั่งในการเขียนผนังกระจก (Curtain Walls)

it
แถบเครื่องมือและคําสั่งในการเขียนผนังกระจก แสดงดังภาพที่ 4.2
ev
R
sk

แถบเครื่องมือในการเขียนผนังกระจก (Curtain Walls)


de

Line สรางเสนตรง
to

Rectangle สรางรูปสี่เหลี่ยม
Au

Inscribed Polygon สรางรูปหลายเหลี่ยมโดยจุดมุมของเหลี่ยมอยูที่รัศมี

Circumscrib Polygon สรางรูปหลายเหลี่ยมโดยจุดกึ่งกลางเสนของเสนดานอยูที่รัศมี


สอื
นัง

Circle สรางรูปวงกลม
า่ งห

Start-End-Radius Arc สรางเสนโคงจากจุดเริ่มตน จุดสุดทาย และรัศมี


อย

Center-Ends Arc สรางเสนโคงจากจุดศูนยกลางและจุดปลายสองดาน


ตวั

ภาพที่ 4.2 แถบเครื่องมือและคําสัง่ ผนังกระจก (Curtain Walls)


บทที่ 4 ผนังเบาหรือผนังกระจก (Curtain Walls) 83

e
ur
ct
te
c hi
Ar
it
ev
R
sk
de
to
Au

ภาพที่ 4.9 การแกไขโดยการปรับแผนผนังบานกระจกเอียง


สอื
นัง

4.2.3 การแกไขโดยการลบกรอบบานและแนวเสนกระจก
เมื่อมีผนังกระจกที่มีกรอบ (Storefront) แลวตองการลบกรอบบานและแนวเสนกระจกเพื่อใหบานกระจกกวางขึ้น
า่ งห

ทําไดดังนี้ (ภาพที่ 4.10)


1) คลิกที่เสนกรอบบานผนังกระจก ถาไมโดนใหขยับเมาสไปใกลกรอบบานเสนนั้น แลวกดปุม Tab ที่คียบอรด
เมื่อสังเกตเห็นเสนกรอบบานเปนสีฟาใหกดคลิก
อย

2) สังเกตจะมีรูปกุญแจล็อกอยู ใหคลิกเพื่อปลดล็อก
3) คลิกคําสั่ง Delete (หรือกดปุม Del ที่คียบอรด) เพื่อลบกรอบบาน
ตวั
บทที่ 4 ผนังเบาหรือผนังกระจก (Curtain Walls) 85

e
ur
ct
te
c hi
Ar
ภาพที่ 4.10 การแกไขโดยการลบกรอบบานและแนวเสนกระจก (ตอ)

it
4.2.4 การแกไขโดยการเปลี่ยนบานกระจกเปนวัสดุทึบ
ev
เมื่อมีผนังกระจกแลวตองการเปลีย่ นบานกระจกเปนบานแผนทึบ ทําไดดังนี้ (ภาพที่ 4.11)
R
sk
de
to
Au
สอื
นัง

ภาพที่ 4.11 การแกไขโดยการเปลีย่ นบานกระจกเปนวัสดุทึบ


า่ งห

1) คลิกที่บานกระจกที่ตองการเปลีย่ น ถาไมโดนใหขยับเมาสไปใกลเสนขอบบานนั้น แลวกดปุม Tab ไปเรื่อยๆ จะ


อย

เห็นวาเสนกรอบบานกระจกทั้งเปนสีฟาจึงกดคลิก
2) สังเกตจะมีรูปกุญแจล็อกอยู ใหคลิกเพื่อปลดล็อก
3) ที่ Properties คลิกที่สามเหลี่ยมดานหลังชื่อชนิดของผนังกระจก
ตวั

4) คลิกเลือกชนิดของวัสดุทึบ เชน Generic-225 mm Masonry


บทที่ 4 ผนังเบาหรือผนังกระจก (Curtain Walls)
92

1) เมื่อคลิกเสนแนวกระจกและไดทําการปลดกุญแจ (Unlock) แลว (เลือกเฉพาะเสนทีต่ องการลบหรือเพิ่มเสน


แบงกระจก ขยับเมาสไปที่เสนแลวกดปุม TAB เพื่อหาวัตถุทอี่ ยูบริเวณนั้น ถาเจอใหกดคลิก
2) คลิกคําสั่ง Add/Remove Segments
3) คลิกเสนปะสีฟา ในสวนที่ตองการเพิ่มเสนแบงกระจก
4) คลิกเสนปะสีฟา ในสวนที่ตองการเพิ่มเสนแบงกระจกตอไป

e
ur
ct
te
c hi
Ar
it
ev
R
ภาพที่ 4.17 การลบเสนแนวกระจกแนวตั้งและแนวนอน (ตอ)
sk

5) คลิกเสนสีฟา ในชองที่ตองการแบงเสนแบงกระจก
6) คลิกเสนสีฟา ในชองที่ตองการแบงเสนแบงกระจก
de

7) ถาขึ้นคําเตือนในการแบงเสน ใหคลิก OK
ถาตองการลบทั้งเสนแบงกระจกแนวนั้นให คลิกที่เสนแนวกระจกจะเปนสีฟา แลวกดปุม Del จะลบทั้งเสน
to

4.2.10 คําสั่งในการใสกรอบกระจก (Million)


Au

คําสั่งในการใสกรอบกระจกแนวตั้งและแนวนอนเอง มีดังนี้ (ภาพที่ 5.18)


สอื
นัง

ใสกรอบกระจก ใสกรอบกระจก ใสกรอบกระจก


า่ งห

ตามเสนแนวทั้งหมด ตามเสนแนวเฉพาะชอง ทั้งหมดของเสนแนว


อย
ตวั

ภาพที่ 4.18 รูปแบบการใสกรอบกระจก (Million)


บทที่ 4 ผนังเบาหรือผนังกระจก (Curtain Walls)
94

4.2.11 คําสั่งกรอบมุมผนังกระจก (Corner Mullions)


เมื่อเลือกกรอบกระจก (Mullion) ทีม่ ุมผนัง จะมีหนาตาง Properties ใหเลือกชนิดของกรอบมุม ภาพที่ 4.20

e
ur
ct
Quad Corner Mullion V Corner Mullion L Corner Mullion

te
c hi
Ar
Trapezoid Corner Mullion Circular Corner Mullion Rectangular Corner Mullion
ภาพที่ 4.20 รูปแบบกรอบมุมกระจก

it
การเปลี่ยนกรอบมุมผนังกระจก (Curtain Wall Corners)
ev
การเปลี่ยนรูปแบบกรอบกระจกบริเวณมุมผนัง มีขั้นตอนดังนี้ (ภาพที่ 4.21)
R
1) เริ่มแรกตองลบเสนกรอบมุมที่มีหลายชิ้นใหเหลือชิ้นเดียวกอน โดยคลิกที่เสนกรอบกระจก (Million) ตรงมุม
ถาไมโดนใหขยับเมาสไปใกลๆ แลวกดปุม Tab ที่คียบอรดไปเรื่อยๆ เมื่อเห็นเสนสีฟาขึ้นที่เสนกรอบกระจกที่
sk

ตองการเลือกจึงกดคลิก สังเกตเสนกรอบกระจกจะแสดงเปนสีฟา
1.1) คลิกเมาสปุมขวา เลือก Select Mullion
de

1.2) คลิกเลือก On Gridline เพื่อเลือกกรอบกระจกแนวเดียวกันทั้งหมด


1.3) คลิก Unpin เพื่อยกเลิกการล็อกกรอบกระจกทั้งหมด
1.4) คลิกคําสั่ง Delete หรือกดปุม Del ทีคียบอรด เพื่อลบกรอบกระจกแถวนั้นทั้งหมด
to
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั

ภาพที่ 4.21 การเปลี่ยนกรอบมุมผนังกระจก (Curtain Wall Corners)


บทที่ 4 ผนังเบาหรือผนังกระจก (Curtain Walls) 99

3.8) ที่ Horizontal Mullions ที่ชองหลัง Interior Type เลือก Rectangular Mullion: ชุดบานเกล็ด
0.10x0.01 มุม 30 เพื่อเขาไปเลือกแผนบานเกล็ดที่ตั้งคาไว
3.9) คลิกที่ OK เพื่อปดหนาตาง Type Properties

e
ur
ct
te
c hi
Ar
it
ev
ภาพที่ 4.25 การตั้งคาชุดบานเกล็ด
การใสกระจกบานเกล็ด
R
การนําชนิด (Type) (ชุดบานเกล็ด 0.10x0.01 มุม 30) มาใชงาน มีขั้นตอนดังนี้ (ภาพที่ 4.26)
4) คลิกที่บานกระจกที่ตองการเปลีย่ นเปนชุดบานเกล็ด หากคลิกเลือกไมโดน ใหขยับเมาสไปใกลๆ เสนขอบบาน
sk

แลวกดปุม TAB เพื่อเลื่อนการเลือกไปชิ้นขางๆ กดจนกวาจะเปนสีฟาที่บานกระจกที่ตองการแลวจึงกดคลิก


4.1) คลิกที่ Unpin เพื่อปลดล็อกบานกระจก
de

4.2) คลิกที่ชอง Properties Type


4.3) คลิกเลือก Curtain Wall: ชุดบานเกล็ด 0.10x0.01 มุม 30
to

4.4) คลิกที่ Apply ถาตองการทํากับบานกระจกแผนอื่นๆ ก็ใหทําเหมือนเดิม


Au
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั

ภาพที่ 4.26 การใสกระจกบานเกล็ด


บทที่ 5 เสา (Columns)
101

บทที่

e
ur
5

ct
te
hi
เสา

c
Ar
(Columns)
it
ev
เนื้อหาในบทนี้อธิบายวิธีการใชคําสั่งเกี่ยวกับการเขียนและแกไขเสารูปแบบตางๆ (Columns) ในลักษณะตางๆ โดย
เริ่มจากการเรียนรูคําสั่ง ความสัมพันธของการตั้งคา การกําหนดรายละเอียดเสาทางโครงสราง (Structural Column) เสาทาง
สถาปตยกรรม (Column: Architectural) และปฏิบัติการสรางและแกไขเสารูปแบบตางๆ (Columns)
R
sk

วัตถุประสงค
1. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการใชคําสั่ง ความสัมพันธของการตั้งคาเสาทางโครงสราง (Structural
de

Column) และเสาทางสถาปตยกรรม (Column: Architectural)


to

2. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการเขียนและแกไขเสาทางโครงสราง (Structural Column) และเสาทาง


สถาปตยกรรม (Column: Architectural)
Au

3. มีทักษะในการทํางานและสามารถประยุกตใชงานได
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั
บทที่ 5 เสา (Columns)
102

เสาในโปรแกรมแบงออกเปน 2 ชนิด คือ เสาโครงสราง (Structural Column) และเสาสถาปตยกรรม (Column:


Architecture) เสาทั้งสองสามารถอยูในตําแหนงเดียวกันแตทําหนาที่แตกตางกัน การเขียนเสาจะมีคาํ สั่งที่เหมือนกัน แสดง
ดังภาพที่ 5.1

e
1. 2.
เสาโครงสรางอาคาร

ur
เสาสถาปตยกรรมเปนเสาตกแตงใชหุมเสาโครงสราง

ct
te
hi
Folder : Structural Column

c
Folder : Column

Ar
ภาพที่ 5.1 เสาโครงสราง (Structural Column) และเสาสถาปตยกรรม (Column: Architecture)

it
5.1 แถบเครื่องมือและคําสั่งในการสรางเสา
ev
สรางเสาโครงสราง (Structural Column) และเสาสถาปตยกรรม (Column: Architecture) มีการใชคําสั่ง
เหมือนกัน
R
5.1.1 แถบเครื่องมือและคําสั่งในการสรางเสา
แถบเครื่องมือและคําสั่งเสา มีดังนี้ (ภาพที่ 5.2)
sk
de

แถบคําสั่งเสา (Columns) คําสั่งที่เกี่ยวของกับการสรางเสา


to

นําเสาจาก Family มาใชงาน


Rotate after placement: หมุนหลังจากวางเสาหรือไม
Au

ใสเสาแนวตั้ง Height : กําหนดความสูง เชน เทาเสนอางอิงระดับชั้น Level 2

1st Click ระดับตําแหนงแรก


ใสเสาเอียง 2nd Click ระดับตําแหนงที่สอง
สอื

3D snapping กําหนดยึดตําแหนง 3D
นัง
า่ งห

ใสเสาตามเสนอางอิงตําแหนงเสา (Grids) ใสเสาตามจุดอางอิงที่ตองการ

ใสสัญลักษณเสาโครงสราง
อย

ภาพที่ 5.2 แถบเครื่องมือและคําสัง่ ในการสรางเสา (Columns)


ตวั
บทที่ 5 เสา (Columns)
104

5.1.4 ชนิดของเสา (Type Properties)


หนาตางแสดงชนิดและรายละเอียดตางๆ ของเสา แสดงดังภาพที่ 5.5
Type Properties
Family : ประเภท Family

e
Type : ชนิด Type

ur
Load : นําเขาไฟล Family
Duplicate: คัดลอกขอมูล

ct
Rename : เปลี่ยนชื่อใหม
Type Parameters

te
Structural
Section Shape : รูปรางหนาตัด

hi
Dimensions

c
b : ระยะความกวาง/ยาว
Identity Data

Ar
Type Image : ภาพชนิดของวัตถุ
ภาพที่ 5.5 ชนิดของเสา (Type Properties)

it
5.2 การสรางและแกไขเสาโครงสราง (Structural Column) ev
การสรางเสาโครงสรางอาคารในกรณีที่มเี สนอางอิงตําแหนงเสาแลว (Grids) มีขั้นตอนดังนี้ (ภาพที่ 5.6)
1) คลิก Architecture TAB
R
2) คลิกรูปสามเหลี่ยมขางลาง Column
3) คลิกเลือก Structural Column เพื่อเลือกเขียนเสาโครงสราง
sk
de
to
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย

ภาพที่ 5.6 การสรางเสาโครงสราง (Structural Column)


4) กรณีที่ไมมีชนิดของเสาที่ตองการ ใหคลิกเลือก Load Family (ทําเฉพาะตอนแรกเทานั้น กรณีไมมีรูปแบบเสา
ตวั

ที่ตองการใน Properties)
5) เลือกโฟลเดอร (Folder) ที่เก็บชนิดของเสา..Autodesk/VRT2018/Libraries/US Metric/Structural
Columns/ คลิกเลือกชนิดของเสาคอนกรีต เชน คลิก Concrete แลวคลิกเลือกรูปแบบเสา เชน คลิก
บทที่ 5 เสา (Columns)
106

e
ur
ct
te
c hi
Ar
it
ev
R
sk
de
to
Au

ภาพที่ 5.6 การสรางเสาโครงสราง (Structural Column) (ตอ 2)


11) เลือกรูปแบบเสาตรง (Vertical Column) หรือเสนเอียง (Slanted Column) ใหคลิกที่ Vertical Column
12) เลือกรูปแบบการใสเสาแบบใสทีละตน (At Columns) หรือใสเสาทุกเสนตัดของเสนอางอิงตําแหนงเสา
สอื

(At Grids) เชน ใหใสทุกเสนอางอิงตําแหนงเสา คลิกที่ At Grids


นัง

12.1) คลิกเมาสคางลากเสนอางอิงตําแหนงเสาจากดานบนขวา
12.2) ลากมาดานลางซายปลอยเมาส จะเห็นเสนอางอิงตําแหนงเสาเปนสีฟา
า่ งห

12.3) คลิกเครื่องหมายถูก 3 เพื่อสิ้นสุดการเขียนเสา


* หากตองการลบเสาบางตนใหคลิกที่เสาแลวกดปุม Del ที่คียบอรด
อย

5.3 เสาสถาปตยกรรม (Column: Architectural)


เสาสถาปตยกรรมเปนเสาตกแตงที่หอหุมเสาโครงสราง หรือเสาเสริม ไมรับน้าํ หนัก สามารถใสตําแหนงเดียวกับ
ตวั

เสาโครงสรางได มีลักษณะหนาจอการทํางานและความสัมพันธของคําสั่งเหมือนเสาโครงสราง ดังแสดงในภาพที่ 5.7


บทที่ 5 เสา (Columns)
107

e
ur
ct
te
c hi
Ar
ภาพที่ 5.7 หนาจอการทํางานและความสัมพันธของเสาสถาปตยกรรม (Column: Architectural)

it
คําสั่งในการสรางเสาสถาปตยกรรม (Column: Architectural) มีคาํ สั่งเหมือนคําสั่งเสาโครงสราง
ev
การใสเสาสถาปตยกรรม (Architectural Column)
R
การใสเสาสถาปตยกรรมครอบเสาโครงสราง ที่มีขนาดที่ใหญกวาเสาโครงสราง ทําไดดังนี้ (ภาพที่ 5.8)
sk
de
to
Au
สอื
นัง
า่ งห

ภาพที่ 5.8 การใสเสาสถาปตยกรรม (Architectural Column)


อย

1) คลิก Architecture TAB


2) คลิกรูปสามเหลีย่ มขางลาง Column
ตวั

3) เลือก Column: Architectural เพื่อเลือกเขียนเสาสถาปตยกรรมครอบเสาโครงสราง


บทที่ 5 เสา (Columns)
110

3) คลิกที่ Architecture TAB


3.1) คลิก Column
3.2) คลิกที่ Slated Column เพื่อเขียนเสาเอียง
3.3) คลิกเลือก UC-Universal Columns เพื่อเลือกวัสดุเสา
3.4) ที่ Properties: Base Cut Style: คลิกเลือก Horizontal เพื่อตัดฐานเสาใหขนาดกับแนวนอน

e
Top Cut Style: คลิกเลือก Horizontal เพื่อตัดปลายเสาใหขนาดกับแนวนอน

ur
ct
te
c hi
Ar
it
ev
R
sk
de
to
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย

ภาพที่ 5.9 การสรางเสาเอียง (Slanted Column) (ตอ 1)


3.5) คลิกจุดวางฐานเสาเอียง
ตวั

3.6) คลิกจุดปลายเสาเอียง
บทที่ 6 พื้น (Floors)
113

บทที่

e
ur
6

ct
te
hi
พื้น

c
Ar
(Floors)
it
ev
เนื้อหาในบทนี้อธิบายชนิดของพื้น วิธีการใชคําสั่งเกี่ยวกับการเขียนและแกไขพื้นอาคารในลักษณะตางๆ โดยเริ่มจาก
การเรียนรูคําสั่ง ความสัมพันธของการตั้งคา การกําหนดรายละเอียดของวัสดุพื้นอาคาร วิธีการปรับแกไขระดับพื้น และการ
R
เจาะชองเปด ทายสุดเปนการปฏิบัติการสรางพื้นในลักษณะตางๆ
sk

วัตถุประสงค
de

1. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับชนิดของพื้น การใชคําสั่ง ความสัมพันธของการตั้งคาและกําหนดรายละเอียด


ของพื้น
2. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการเขียนพื้นอาคารในรูปแบบตางๆ การกําหนดวัสดุปูพื้น
to

3. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการแกไขพื้น การเจาะชองเปด การทําพื้นเอียง การแบงผิวพื้น


Au

4. มีทักษะในการทํางานและสามารถประยุกตใชงานได
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั
บทที่ 6 พื้น (Floors)
114

คําสั่งในการเขียนพื้นอาคาร (Floors) แบงเปน 2 ชนิดหลัก คือ สวนแรกเปนพื้นโครงสราง (Floor: Structure) และ


สวนที่สองเปนพื้นสถาปตยกรรม (Floor: Architectural) ดังภาพที่ 6.1 นอกจากนี้แลวยังมีคําสั่งในการสรางพื้นที่จากผิวของ
รูปทรง (Floor by Face) และการสรางขอบพื้น (Floor: Slab Edge)

e
ur
พื้นโครงสรางสําหรับงานวิศวกรรม พื้นสถาปตยกรรมสําหรับตกแตง

ct
te
c hi
สรางพื้นจากผิวของวัตถุ (Mass Floor) สรางขอบพื้นลาง เชน ขอบพื้นวางบนดิน

Ar
it
ev
ภาพที่ 6.1 แถบคําสั่งในหมวดพืน้ (Floors)
R
6.1 แถบเครื่องมือและคําสั่งเขียนพื้น
แถบเครื่องมือและคําสั่งเขียนพื้นมี 3 แบบ ดังนี้ (ภาพที่ 6.2)
sk
de

1. Boundary Line (สรางเสนโครงพื้นอาคาร)


to

2. Slope Arrow (กําหนดมุมเองของพื้นดวยลูกศร)


Au

3. Span Direction (กําหนดทิศทางหลักของพื้น)


สอื

Line เขียนเสนตรง
นัง

Rectangle เขียนรูปสี่เหลี่ยม
Inscribed Polygon เขียนรูปหลายเหลี่ยมโดยจุดมุมของเหลีย่ มอยูที่รัศมี
า่ งห

Circumscrib Polygon เขียนรูปหลายเหลี่ยมโดยจุดกึ่งกลางเสนของเสนดานอยูที่รัศมี


Circle เขียนรูปวงกลม
อย

Start-End-Radius Arc เขียนเสนโคงจากจุดเริ่มตน จุดสุดทาย และรัศมี


Center-Ends Arc เขียนเสนโคงจากจุดศูนยกลางและจุดปลายสองดาน
ตวั

Tangent End Arc เขียนเสนโคงจากเสนขอบเดิมสองจุด

ภาพที่ 6.2 แถบเครื่องมือและคําสัง่ เขียนพื้น


บทที่ 6 พื้น (Floors)
117

6.2 การแกไขพื้น (Floor Modify)


แถบเครื่องมือในการแกไขพื้น แสดงดังภาพที่ 6.7

e
ur
ct
แกไขเสนขอบพื้น

te
แกไขระดับความสูงของจุด เสนของพื้น

hi
เพิ่มจุดบนเสนขอบพื้น

c
Ar
เพิ่ม/แบงเสนบนพื้น

it
ยายคานไปเกาะติดกับเสนขอบพื้น ev
R
ภาพที่ 6.7 แถบคําสั่งในการแกไขพื้น (Floor Modify)
sk

6.3 การเขียนและแกไขพื้นอาคาร
6.3.1 การเขียนพื้นอาคารกรณียังไมมีผนัง
de

การสรางพื้นอาคาร มีขั้นตอนดังนี้ (ภาพที่ 6.8)


to
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั

ภาพที่ 6.8 การเขียนพื้นกรณียังไมมีผนัง


1) คลิกที่ Architecture TAB
2) คลิกคําสั่ง Floor (Structural Floor)
บทที่ 6 พื้น (Floors)
119

e
ur
ct
te
c hi
Ar
it
ev
R
sk
de
to
Au

ภาพที่ 6.9 การแกไขพื้นอาคาร (ตอ 1)


สอื

3) ที่ Boundary Line คลิกคําสั่ง Line เพื่อเขียนเสนเพิม่


นัง

4) เขียนเสนตัดตามแบบ (เสนที่เขียนอาจจะยาวหรือสั่นกวาก็ไดซึ่งจะตัดเสนใหชนกันตอไป)
5) คลิก Trim/ Extend to corner (TR) เปนคําสั่งในการตัดเสนใหชนกัน
า่ งห

5.1) คลิกเสนแรก
5.2) คลิกเสนที่ตองการใหมาชน
5.3) คลิกเสนตอไป
อย

5.4) คลิกเสนแรก
6) เมื่อแกไขเสร็จสิ้นให คลิกที่เครื่องหมายถูก 3
ตวั

หากมีปญหาใหตรวจสอบเสนวาบรรจบกันหรือทับซอนกันหรือไม หากตองการยกเลิกการเขียนใหคลิกที่
เครื่องหมายกากบาท 2
บทที่ 6 พื้น (Floors)
123

5) คลิกชั้นที่ตองการคัดลอกไป เชน คลิกระดับพื้นชั้น 1 ถึงระดับพื้นหลังคา (กดปุม Ctrl ที่คียบอรดพรอมคลิกระ


ดับชั้นตางๆ เพื่อเพิ่มการเลือกหลายชั้นแลวคลิกปุม OK ก็จะเห็นพื้นทั้งหมด)

e
ur
ct
กอน หลัง

te
c hi
Ar
it
ev
R
sk
de
to
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั

ภาพที่ 6.12 การคัดลอกพื้นไปยังชั้นตางๆ


บทที่ 6 พื้น (Floors)
124

6.3.6 การเจาะชองเปดพื้นหลายชั้นพรอมกัน
การเจาะชองดวยคําสั่ง Shaft สามารถใชเจาะชองเปดแนวตั้งไดไมวาจะเปนพื้น ฝาเพดาน และหลังคา เพื่อทํา
ชองเปดลิฟท บันได ชองเดินทอ เปนตน การเจาะชองเปดพื้นหลายชั้นนี้ มีขั้นตอนดังนี้ (ภาพที่ 6.13)

e
ur
ct
te
hi
กอนการเจาะ หลังการเจาะชอง Shaft

c
Ar
it
ev
R
sk
de
to
Au

ภาพที่ 6.13 การเจาะชองพื้นหลายชั้นพรอมกัน

1) เมื่อมีพื้นอาคารหลายชั้นตามแบบแลว คลิกเลือกทํางานที่แปลนพื้นชั้นลางหรือชั้นที่ตองการเจาะ เชน คลิกที่


ระดับพื้นชั้น 1 (หรือ Level 1)
สอื

2) คลิก Architecture TAB


นัง

3) คลิกคําสั่ง Shaft
4) กําหนดคาระดับฐานของการเจาะจากพื้นชั้นไหน (Base Constraint: ระดับพื้นชั้น 1) ถึงระดับพื้นชั้นไหน
า่ งห

(Top Constraint: ระดับพื้นหลังคา)


5) ที่ Boundary Line คลิกเลือก Line เพื่อเขียนเสน
อย

6) เขียนเสนขอบพื้นที่ตองการเจาะเปนชองเปด (เสนตองบรรจบกันและไมทับซอนกัน)
7) เมื่อเสร็จการเขียนแลว คลิกเครื่องหมายถูก 3
ตวั
บทที่ 6 พื้น (Floors)
125

e
ur
ct
te
c hi
Ar
ภาพที่ 6.13 การเจาะชองพื้นหลายชั้นพรอมกัน (ตอ)

it
ที่หนาจอ 3D View สามารถแกไขระดับและระยะการเจาะของชองเปดไดโดยคลิกที่เสนของของชองเปดแลวคลิกที่
ev
เมาสทลี่ ูกศรดานบน/ดานลางคางแลวลากไปวางตําแหนงที่ตองการ
6.3.7 การเขียนพื้นเอียงตามระดับ (Slope Floors)
R
การเขียนพื้นเอียงจากแปลนพื้นชั้นหนึ่งไปยังแปลนพื้นอีกชั้นหนึ่งมีขั้นตอนดังนี้ (ภาพที่ 6.14)
sk
de

กอนเขียนพื้นเอียง หลังเขียนพื้นเอียง
to
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั

ภาพที่ 6.14 การเขียนพื้นเอียงตามระดับชั้น (Slope Floors)


บทที่ 6 พื้น (Floors)
127

Level at tail : Default (ระดับพื้นชั้น 2 ที่ทํางานอยู)


Height offset at… : 0 (กําหนดใหสูงจากระดับพื้นชั้นนี)้
Level at Head : ระดับพื้นชั้น 1 (ใหเอียงชนกับพื้นชั้น 1)
Height offset at…: 0 (กําหนดใหสูงจากระดับพื้น 1)
8) เมื่อเสร็จแลว คลิกที่ปุมเครื่องหมายถูก 3

e
6.3.8 การแบงเสนขอบพื้นอาคาร

ur
เมื่อเขียนพื้นอาคารในแนวราบแลวสามารถแบงเสนขอบพื้น เพื่อทําการยายจุดและเสนตามแกน z มีขั้นตอนดังนี้
(ภาพที่ 6.15)

ct
1) คลิกที่เสนขอบพื้น

te
2) ที่ Modify: Shape Editing คลิกคําสั่ง Add Split Line เพื่อใชคําสั่งเพิ่มแบงเสนขอบพื้น
2.1) คลิกที่เสนขอบพื้น เพื่อกําหนดจุดตัดเริ่มตนแบง

hi
2.2) คลิกที่เสนขอบพื้น เพื่อกําหนดจุดตัดสุดทาย จะไดเสนแบงผิวพื้น
2.3) คลิกคําสั่ง Add Split Line เพื่อใชคําสั่งเพิ่มแบงเสนขอบพื้นอีกครั้งหนึ่ง

c
2.4) คลิกที่เสนขอบพื้น เพื่อกําหนดจุดตัดเริ่มตน

Ar
2.5) คลิกที่เสนขอบพื้น เพื่อกําหนดจุดตัดสุดทาย จะสังเกตเห็นไดวามีเสนแบงพื้นเปนสวนๆ

it
ev
R
sk
de
to
Au

ภาพที่ 6.15 การตัดแบงเสนขอบพื้น


สอื

6.3.9 การยายเสนขอบพื้นอาคาร
นัง

เมื่อมีพื้นอาคารและไดแบงเสนขอบพื้นอาคารเรียบรอยแลวสามารถปรับคาความสูงของจุดและของเสนแตละ
ตําแหนงมีขั้นตอนดังนี้ (ภาพที่ 6.16)
า่ งห
อย
ตวั

กอนเขียนการใชคําสั่งยายเสนและจุด หลังเขียนการใชคําสั่งยายเสนและจุด
ภาพที่ 6.16 การยายเสนและจุดขอบพื้นอาคาร
บทที่ 7 ประตู หนาตาง (Doors and Windows)
129

บทที่

e
ur
7

ct
te
hi
ประตู หนาตาง

c
Ar
(Doors and Windows)
it
ev
เนื้อหาในบทนี้อธิบายวิธีการใชคําสั่งเกี่ยวกับการเขียนประตู (Doors) และหนาตาง (Windows) ในลักษณะตางๆ
R
โดยเริ่มจากการเรียนรูคําสั่ง ความสัมพันธของการตั้งคา การกําหนดรายละเอียด ปฏิบัติการสรางและแกไขประตู (Doors)
และหนาตาง (Windows)
sk
de

วัตถุประสงค
1. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการใชคําสั่ง ความสัมพันธของการตั้งคาการเขียนประตู (Doors)
to

2. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการเขียนและแกไขการเขียนประตู (Doors)
Au

3. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการใชคําสั่ง ความสัมพันธของการตั้งคาการเขียนหนาตาง (Windows)


4. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการเขียนและแกไขหนาตาง (Windows)
5. มีทักษะในการทํางานและสามารถประยุกตใชงานได
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั
บทที่ 7 ประตู หนาตาง (Doors and Windows)
130

7.1 แถบเครื่องมือและคําสั่งประตู (Doors)


ประตู (Doors) ใชวางที่ผนังอาคาร โดยสามารถทํางานไดทั้งที่มุมมองแปลน มุมมองรูปดาน และมุมมอง 3 มิติ มี
แถบเครื่องมือและคําสั่งดังนี้ (ภาพที่ 7.1)

e
คําสั่งประตู แถบเครื่องมือ

ur
นําประตูจาก Family มาใชงาน

ct
สรางประตูขึ้นใหม

te
hi
การวางสัญลักษณหมายเลขประตู
ภาพที่ 7.1 แถบเครื่องมือและคําสัง่ ประตู (Doors)

c
Ar
7.1.1 ความสัมพันธของคําสั่งประตู (Doors)
การใชคําสั่งประตูมีความสัมพันธของขอมูลตางๆ ดังภาพที่ 7.2

it
ev
R
sk
de
to
Au
สอื
นัง
า่ งห

ภาพที่ 7.2 ความสัมพันธของคําสัง่ ประตู (Doors)


อย
ตวั
บทที่ 7 ประตู หนาตาง (Doors and Windows)
132

e
ur
ct
te
c hi
Ar
ภาพที่ 7.5 การใสประตู (Door)

it
7.1.3 การใสประตูโดยการใชไฟลจาก Family
ev
การนําประตูชนิดอื่นๆ โดยการใชไฟล Family มาใชงานมีขั้นตอนดังนี้ (ภาพที่ 7.6)
R
sk
de
to
Au
สอื
นัง

ภาพที่ 7.6 การใสประตูโดยการใชไฟลจาก Family


1) คลิกที่ Architecture TAB
า่ งห

2) คลิกแถบเครื่องมือ Door
3) คลิกที่ Load Family เพื่อไปนําไฟลรูปแบบประตูมาใช
อย

4) ที่หนาตาง Load Family เลือกรูปแบบประตูใน..Autodesk\RVT2018\Libraries\US Metric\Doors…


คลิกเลือกรูปแบบประตู แลวคลิกปุม Open
5) ตรวจสอบรูปแบบประตู และคาตางๆ ถาตองการใสหมายเลขประตูใหกําหนดคาที่ Mark หรือ Type Mark
ตวั

ที่อยูใน Properties นี้


6) ขยับเมาสไปที่ผนัง (การสลับทิศทางบานประตูซาย-ขวากดปุม Spacebar ที่คียบอรด) คลิกวางประตูใน
ตําแหนงที่ตองการ ประตูนี้สามารถยายตําแหนง (Move) และลบออกได (Del)
บทที่ 7 ประตู หนาตาง (Doors and Windows)
134

7.2 แถบเครื่องมือและคําสั่งหนาตาง (Windows)


หนาตาง (Windows) ใชวางที่ผนังอาคาร มีแถบเครื่องมือและคําสั่งดังนี้ (ภาพที่ 7.9)

คําสั่งหนาตาง แถบเครื่องมือ

e
ur
นําหนาตางจาก Family มาใชงาน

ct
สรางหนาตางขึ้นใหม

te
การวางสัญลักษณหมายเลขหนาตาง
ภาพที่ 7.9 แถบเครื่องมือและคําสัง่ หนาตาง (Windows)

hi
7.2.1 ความสัมพันธของคําสั่งหนาตาง (Windows)

c
การใชคําสั่งหนาตางมีความสัมพันธของขอมูลตางๆ ดังภาพที่ 7.10

Ar
it
ev
R
sk
de
to
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย

ภาพที่ 7.10 ความสัมพันธของคําสั่งหนาตาง (Window)


ตวั
บทที่ 7 ประตู หนาตาง (Doors and Windows)
136

7.3 การสรางและแกไขประตูใน Family


การสรางประตูบานเปดชนิดใหมขนาด 0.85x2.10 m. เขียนแปลน รูปดาน และรูป 3 มิติใน Family เพื่อนํามาใชใน
Project มีขั้นตอนดังนี้ (ภาพที่ 7.12)
1) เมื่อเขาโปรแกรม ที่ Families คลิกเลือก New (ถาเปดโปรแกรมอยูแลวให คลิกเลือกที่ File TAB > New >
Family)

e
2) ที่หนาตาง New Family เลือกที่จัดเก็บขอมูลที…่ RVT2018> Family Template> English> คลิกเลือก Metric

ur
Door เพื่อทํางานบน Family ของประตูที่มมี าให

ct
te
c hi
Ar
it
ev
R
sk
de
to
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย

ภาพที่ 7.12 การสรางประตูชนิดใหมใน Family


3) คลิกที่ Manage TAB> Project Units เพื่อกําหนดหนวยการวัดระยะ
ตวั

3.1) คลิกที่ชองหลัง Length เพื่อเขาไปปรับหนวยในการวัดระยะ


3.2) คลิกเลือก Meters ที่ชองหลัง Units: และคลิกเลือก 2 Decimal Place ที่ชองดานลาง Rounding
4) คลิกที่รูปกรอบสี่เหลี่ยมแลวลบทิ้งทั้งหมด
บทที่ 7 ประตู หนาตาง (Doors and Windows)
140

e
ur
ct
te
c hi
Ar
it
ev
R
sk
de
to
Au

ภาพที่ 7.12 การสรางประตูชนิดใหมใน Family (ตอ 4)


สอื

7.3) คลิกที่เครื่องหมายถูก เมื่อเสร็จการเขียนเสนรูปรางวงกบ


นัง

7.3.1) คลิกคําสั่ง Default 3D View เพื่อดูมุมมอง 3 มิติ


7.3.2) ที่หนาตาง Project Browser>Elevation (Elevation 1) : ดับเบิลคลิกที่ Exterior
า่ งห
อย
ตวั
บทที่ 8 หลังคา (Roofs)
145

บทที่

e
ur
8

ct
te
hi
หลังคา

c
Ar
(Roofs)
it
ev
เนื้อ หาในบทนี้อ ธิบ ายวิธี การใชคํ าสั่ งเกี่ย วกับการเขีย นและแกไ ขหลั งคา (Roofs) ชายคา (Fascia) และรางน้ํ า
(Gutter) ในลักษณะตางๆ โดยเริ่มจากการเรียนรูคําสั่ง ความสัมพันธของการตั้งคา การกําหนดรายละเอียด ปฏิบัติการสราง
R
และแกไข
sk

วัตถุประสงค
de

1. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการใชคําสั่ง ความสัมพันธของการตั้งคาหลังคา (Roofs)


2. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการเขียนและแกไขหลังคา (Roofs)
to

3. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการเขียนและแกไขชายคา (Fascia)
Au

4. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการเขียนและแกไขรางน้ํา (Gutter)
5. มีทักษะในการทํางานและสามารถประยุกตใชงานได
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั
บทที่ 8 หลังคา (Roofs)
146

8.1 คําสั่งหลังคา (Roofs)


การเขียนหลังคาในโปรแกรม แบงออกเปน 3 วิธีการหลักๆ (ภาพที่ 8.1)
1. 2. 3.

e
เขียนหลังคาดวยการเขียนเสนขอบ เขียนหลังคาโดยวิธีเขียนรูปทรงเปดจาก เขียนหลังคาโดยการเลือกผิวของ Mass ให

ur
รอบนอก ดานขางของอาคารเสนเดียว เปนแผนหลังคาตามสมบัติที่กําหนด

ct
te
hi
ภาพที่ 8.1 คําสั่งในการเขียนหลังคา

c
Ar
แถบเครื่องมือและคําสั่งเขียนหลังคาจากแปลน

it
แถบเครื่องมือและคําสั่งในการเขียนหลังคาจากแปลน แสดงดังภาพที่ 9.2

เขียนเสนขอบหลังคา
ev กําหนดทิศทางความชันของหลังคา
R
sk
de

Line สรางเสนตรง

Rectangle สรางรูปสี่เหลี่ยม
to

Inscribed Polygon สรางรูปหลายเหลี่ยมโดยจุดมุมของเหลี่ยมอยูที่รัศมี


Au

Circumscrib Polygon สรางรูปหลายเหลี่ยมโดยจุดกึ่งกลางเสนของเสนดานอยูที่รัศมี


Circle สรางรูปวงกลม
Start-End-Radius Arc สรางเสนโคงจากจุดเริ่มตน จุดสุดทาย และรัศมี
Center-Ends Arc สรางเสนโคงจากจุดศูนยกลางและจุดปลายสองดาน
สอื
นัง

Tangent End Arc สรางเสนโคงจากเสนขอบเดิมสองจุด


Fillet Arc ปาดมุมโคงจากเสนตัดกัน
า่ งห

Spline สรางเสนดัดโคง
Ellipe สรางเสนวงรี
อย

Partian Ellipe สรางเสนครึ่งวงรี


Pick Line สรางเสนดวยการคัดลอกเสนอางอิงที่มีอยู
Pick Walls สรางพื้นจากการคลิกเลือกผนังที่มีอยูแลว
ตวั

ภาพที่ 8.2 แถบเครื่องมือและคําสัง่ ในการเขียนหลังคาจากแปลน (Roof by Footprint)


บทที่ 8 หลังคา (Roofs)
149

e
ur
ct
te
c hi
Ar
it
ev
R
sk
de
to
Au

ภาพที่ 8.7 การเขียนหลังคา (Roof by Footprint)


สอื

4) ที่หนาตาง Properties เลือกวัสดุที่ตองการ เชน คลิกเลือก Basic roof Generic 125 mm


นัง

5) ที่หนาตาง Properties ที่ชองหลัง Slope คลิกปอนคามุมเอียงของหลังคา เชน 30


6) ที่ Boundary Line> คลิกคําสั่ง Line เขียนเสนของหลังคา
า่ งห

6.1) วาดเสนขอบหลังคาทัง้ หมด


6.2) หากมีเสนไมชนกันใหใชคําสั่ง Trim/Extension to corner แลวคลิกเสนที่ 1 และเสนที่ 2 แลวปลาย
ของเสนทั้งสองจะวิ่งชนกัน เสนนั้นตองไมขนานกัน
อย

6.3) คลิกที่เครื่องหมายถูก 3 เมื่อเสร็จ หากเครื่องไมสามารถคลิกถูกไดใหทําการตรวจสอบและแกไขเสนตอง


ชนกันและบรรจบกัน หามมีเสนทับกัน
ตวั
บทที่ 8 หลังคา (Roofs)
151

e
ur
ct
te
c hi
Ar
ภาพที่ 8.8 การแกไขมุมมองกลองที่มุมมองแปลนหลังคา (ตอ)

it
8.3.3 การแกไขบางสวนของหลังคาปนหยาเปนแบบหนาจั่ว
ev
เมื่อเขียนหลังคาปนหยาแลว ตองการแกไขดานขางของหลังคาเปนแบบหนาจั่ว ทําไดดังนี้ (ภาพที่ 8.9)
R
sk
de
to

หลังคาปนหยา หลังเปลีย่ นดานขางของหลังคาปนหยาเปนแบบหนาจั่ว


Au
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั

ภาพที่ 8.9 การแกไขดานขางของหลังคาปนหยาเปนแบบหนาจั่ว


บทที่ 8 หลังคา (Roofs)
153

e
ur
ct
te
c hi
Ar
ภาพที่ 8.9 การแกไขดานขางของหลังคาปนหยาเปนแบบหนาจั่ว (ตอ 3)

it
8.3.4 การกําหนดมุมเอียงของเสนประกอบหลังคา ev
การกําหนดมุมเอียงของเสนประกอบหลังคาจะเปนทําใหรูปทรงของหลังคาเปลี่ยนไป แสดงดังภาพที่ 8.10
R
sk
de
to
Au

การใสมมุ เอียง 4 เสน


สอื
นัง
า่ งห
อย

การใสมมุ เอียง 2 เสน


ภาพที่ 8.10 การกําหนดมุมเอียงของเสนประกอบหลังคา
ตวั
บทที่ 8 หลังคา (Roofs)
156

e
ur
ct
te
c hi
Ar
it
ev
R
sk
de
to
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย

ภาพที่ 8.11 การสรางหลังคาทรงประยุกต (ตอ 2)


ตวั

12) คลิกที่สามเหลีย่ มหลัง Join เลือก Join Geometry


13) คลิกเลือกหลังคาชิ้นลาง เพื่อนํามาเชื่อมกับชิ้นบน
14) คลิกเลือกหลังคาชิ้นบน เพื่อจะนํามาเชื่อมกับหลังคาชิ้นลาง
บทที่ 8 หลังคา (Roofs)
157

8.4 ชายคาของอาคาร
การเขียนชายคา (Fascia) ของอาคาร มีคําสั่งดังนี้ (ภาพที่ 8.12)

e
ur
ct
te
c hi
Ar
it
การใสชายคา ev ยกเลิก ชายคา
ภาพที่ 8.12 คําสั่งการเขียนชายคา (Fascia)
R
sk

8.4.1 ความสัมพันธของคําสั่งการเขียนชายคา
de

การเขียนชายคามีความสัมพันธของขอมูลตางๆ ดังภาพที่ 8.13


to
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย

ภาพที่ 8.13 ความสัมพันธของคําสั่งชายคา


ตวั
บทที่ 8 หลังคา (Roofs)
159

e
ur
ct
te
c hi
Ar
it
ev
R
sk
de
to
Au

ภาพที่ 8.16 การเขียนและแกไขชายคา (fascia)


3) คลิกที่เสนขอบหลังคาดานที่ตอ งการใส
4) คลิกที่เสนขอบหลังคาดานที่ตอ งการอีกดาน
สอื

การสรางรูปทรงชายคาที่ Profile นี้จะสรางใน Family แสดงดังภาพที่ 8.17


นัง
า่ งห
อย
ตวั

ภาพที่ 8.17 การสรางรูปทรงของชายคา (Profile) จาก Family


บทที่ 8 หลังคา (Roofs)
160

8.5 รางน้ําชายคา
การเขียนรางน้ําชายคามีคําสั่งดังนี้ (ภาพที่ 8.18)

e
ur
ct
การใสรางน้ํา เพิ่มและลบสวนของรางน้ํา

te
ภาพที่ 8.18 คําสั่งการเขียนรางน้ําชายคา (Gutter

hi
8.5.1 ความสัมพันธของคําสั่งในการเขียนรางน้ํา

c
การเขียนรางน้ําจะมีความสัมพันธของขอมูลตางๆ ดังภาพที่ 8.19

Ar
it
ev
R
sk
de

ภาพที่ 8.19 หนาตางความสัมพันธของคําสั่งในการเขียนรางน้ํา


to

สมบัติของรางน้ํา (Gutter Properties)


หนาตางแสดงรายละเอียดและการกําหนดคาตางๆ ของรางน้ํา แสดงดังภาพที่ 8.20
Au

แกไขชนิดของรางน้ํา
Constraints
Vertical Profile Of.: ระยะหางจากขอบอางอิงแนวตั้งเสนขอบหลังคา
สอื

Horizontal Profile .: ระยะหางจากขอบอางอิงแนวนอนเสนขอบหลังคา


นัง

Dimensions
Length: ระยะความยาว
า่ งห

Identity Data
Image: ภาพประกอบ
อย

Phasing
Phase Created: กําหนดชวงเวลาในการกอสราง
Phase Demolish: กําหนดชวงเวลาทุบทําลาย
ตวั

Profile
Angle มุมเอียง
ภาพที่ 8.20 หนาตางสมบัติของรางน้ํา (Gutter Properties)
บทที่ 9 บันได (Stairs)
163

บทที่

e
ur
9

ct
te
hi
บันได

c
Ar
(Stairs)
it
ev
เนื้อหาในบทนีอ้ ธิบายชนิดของบันได วิธีการใชคําสั่งเกี่ยวกับการเขียนและแกไขบันได โดยเริ่มจากการเรียนรูคําสั่งใน
R
การเขียนบันไดลักษณะตางๆ สวนประกอบของบันได การแกไ ขและปรับเปลี่ยนวัสดุประกอบบันได รวมถึงการคัดลอกบันได
ไปยังชั้นตางๆ
sk

วัตถุประสงค
de

1. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการใชคําสั่งและความสัมพันธของการกําหนดรายละเอียดในการเขียนบันได
to

2. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการเขียนบันไดรูปแบบตางๆ
3. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการแกไขบันได
Au

4. มีทักษะในการทํางานและสามารถประยุกตใชงานได
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั
บทที่ 9 บันได (Stairs)
164

9.1 คําสั่งในการเขียนบันได (Stairs)


คําสั่งในการเขียนบันไดลักษณะตางๆ แสดงดังภาพที่ 9.1

คําสั่งในการเขียนบันได แบงออกเปน 3 สวน คือ

e
1. Run

ur
2. Land
3. Support

ct
1. Run ใชเขียนบันไดในลักษณะตางๆ

te
hi
Straight บันไดตรง ตัว U ตัว L และอื่นๆ Full-step spiral บันไดเวียน

c
Ar
it
Center-End spiral บันไดเวียน L-Shape Winder บันไดรูปตัวแอลไมมีชานพัก
ev
R
U-Shape Winder บันไดรูปตัวยูไมมีชานพัก Create Shape เขียนบันไดรูปตัวยู (ไมมีชานพัก)
sk
de

2. Land ใชเขียนชานพักบันได
to
Au

3. Support ใชเลือกฐานรองรับบันได
สอื

คําสั่งในการวาดเสนประกอบดวย 3 สวน คือ


นัง

1. Boundary เสนขอบบันได
2. Riser ลูกตั้งบันได
า่ งห

3. Stair Path ทิศทางบันได


ภาพที่ 9.1 คําสั่งในการเขียนบันได (Stairs)
อย
ตวั
บทที่ 9 บันได (Stairs)
167

5) คลิกจุดเริ่มตนขั้นบันได (อางอิงที่จุดกึ่งกลางความกวางบันได)
5.1) คลิกระยะจุดเริ่มตนของชานพัก สังเกตขอความที่แสดง เชน 8 Risers Created 9 Remaining หมายความ
วา 8 Risers ไดสรางลูกตั้ง 8 ขั้น 9 Remaining หมายความวา เหลือขั้นลูกตั้งอีก 9 ขั้น
5.2) คลิกจุดสิ้นสุดชานพัก ซึ่งเปนระยะลูกตั้งขั้นตอไป
5.3) คลิกจุดสิ้นสุดทายของขั้นบันได (ควรตรวจสอบขอความที่แสดง เชน 9 Risers Created 0 Remaining โดย

e
ใหคา 0 Remaining ตองมีคาเปน 0 หมายถึง ลูกตั้งครบจํานวนที่ไดคํานวณไว)

ur
6) คลิกเครื่องหมายถูก3 เมื่อเสร็จสิ้น จะเห็นบันได ดังภาพที่ 9.6

ct
te
c hi
Ar
มุมมองแปลน มุมมอง 3 มิติ

it
ภาพที่ 9.6 บันไดแบบตรงจากมุมมองแปลนพื้นและ 3D View
ev
R
การสลับทางขึ้น-ลงของบันได
เมื่อเขียนบันไดแลวสามารถสลับทางขึ้น-ลงของบันได ไดดังนี้
1) คลิกที่เสนบันได
sk

2) ที่มุมมองแปลนพื้นจะเห็นลูกศรกําหนดทิศทางขึ้น-ลงบันได คลิกทีล่ ูกศรสีฟา บันไดก็จะเปลี่ยนทิศทางสลับทาง


ขึ้น-ลง
de
to
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย

ภาพที่ 9.7 การสลับทางขึ้น-ลง


ตวั
บทที่ 9 บันได (Stairs)
168

9.4 การเขียนบันไดรูปตัวยู (U)


คําสั่งการสรางบันไดบันไดรูปตัวยู (U) แสดงดังภาพที่ 9.8 และมีขึ้นตอนดังนี้

e
ur
ct
te
c hi
Ar
it
ev
R
sk
de

ภาพที่ 9.8 การเขียนบันไดแบบตัวยู (U)


to

1) คลิกที่ Architecture TAB


Au

2) คลิกคําสั่ง Stair
3) ที่ Straight คลิกคําสั่ง Run
3.1) ที่ Properties ตั้งคาสมบัติของบันได ที่ Base Level: คลิกเลือก Level 1 (ระดับอางอิงดานลางของบันได)
ที่ Top Level : คลิกเลือก Level 2
สอื

3.2) ที่ Option bar: Actual Run Width: ปอนคา 1.5 (กําหนดความกวางบันได)
นัง

3.3) คลิกจุดเริม่ ตนของบันได


3.4) คลิกจุดเริม่ ตนชานพัก สังเกตดานลางจะมีขอความแสดงใหทราบวาไดสรางไปแลวกี่ขนั้ เชน 10 Risers
า่ งห

Created, 10 Remaining (ยังเหลืออีก 10 ขั้น)


3.5) คลิกจุดสิ้นสุดชานพักและจุดลูกตั้งขั้นตอไป
3.6) คลิกจุดสุดทายของบันได ควรตรวจสอบใหคาแสดงเปน 0 Remaining
อย

3.7) การแกไขระยะหางระหวางบันได ทําไดโดยคลิกเสนขั้นบันไดและที่คาตัวเลขที่ตองการแกไข ปอนคาระยะ


เชน 0.10 แลวกดปุม Enter
ตวั

4) คลิกเครื่องหมายถูก 3 เมื่อสิ้นสุดการเขียนบันได
5) คลิกปุม 3D view เพื่อดูภาพ 3 มิติ
บทที่ 9 บันได (Stairs)
172

e
ur
ct
te
c hi
Ar
ภาพที่ 9.12 การแกไขราวกันตกบันได

it
รูปแบบและวัสดุของราวกันตก แสดงดังภาพที่ 9.13 ev
R
sk
de
to
Au

900 Pipe Glass Panel-Bottom Fill Railing 900mm Rectangular


ภาพที่ 9.13 รูปแบบและวัสดุราวกันตกแบบตางๆ
สอื
นัง

9.5.3 การยายตําแหนงบันได
เมื่อเขียนบันไดแลวสามารถยายไปวางยังตําแหนงตางๆ ได มีขั้นตอนและแสดงดังภาพที่ 9.14
า่ งห

1) คลิกเมาสลากครอบบันไดทั้งหมด (หากใชวิธีคลิกเลือกหลายชิ้นใหคลิกปุม Crtl คาง แลวคลิกเลือกวัตถุ)


2) คลิกคําสั่ง Move
3) คลิกจุดอางอิงเริ่มตน กอนยาย
อย

4) คลิกจุดที่จะนําไปวาง
ตวั
บทที่ 9 บันได (Stairs)
180

e
ur
ct
te
c hi
Ar
it
ev
R
sk

รูปดาน (Elevation View) รูป 3 มิติ (3D View)


de

ภาพที่ 9.19 การคัดลอกบันไดไปวางชั้นตางๆ (ตอ)


to
Au

9.7 การสรางบันไดเวียน
ใหสรางบันไดเวียนจากแปลนพื้นชัน้ หนึ่ง ถึงแปลนพื้นชั้นสอง โดยเจาะชองพื้นชั้นสองเพื่อวางบันได และกําหนดให
ตัวบันไดวัสดุเปนพื้นคอนกรีต และมีราวกันจับดวย มีขั้นตอนดังนี้ (ภาพที่ 9.20)
สอื

1) เมื่อมีพื้นชั้นหนึ่งและชั้นลอยสรางแลว คลิกที่ Architecture TAB


นัง

2) คลิกที่ Stair
3) ที่ Project Browser: Floor Plans> ดับเบิลคลิกที่ Level 1
า่ งห

4) ที่ Run : คลิกที่ Full-Step Spiral (บันไดเวียน)


5) ที่ Properties Type คลิกเลือก Cast-In-Place Stair (เลือกรูปแบบบันได)
อย

6) ที่ Option Bar: Location คลิกเลือก Run: Right (เขียนบันไดชิดดานขวา)


ตวั
บทที่ 9 บันได (Stairs)
182

e
ur
ct
te
c hi
Ar
it
ev
R
sk
de
to
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั

ภาพที่ 9.20 การสรางบันไดเวียน (ตอ)


บทที่ 10 ทางลาดและราวกันตก (Ramps and Railings)
183

บทที่

e
ur
10

ct
te
hi
ทางลาดและราวกันตก

c
Ar
(Ramps and Railings)
it
ev
R
เนื้อหาในบทนี้อธิบายวิธีการใชคําสั่งเกี่ยวกับการเขียนและแกไขทางลาด (Ramps) และราวกันตก (Railings) ใน
sk

ลักษณะตางๆ โดยเริ่มจากการเรียนรูคําสั่ง ความสัมพันธของการตั้งคา การกําหนดรายละเอียดของวัสดุ ประกอบ วิธีการสราง


และปรับแกไข ทายสุดเปนการปฏิบัติการสรางทางลาด (Ramps) และราวกันตก (Railings) ในลักษณะตางๆ
de

วัตถุประสงค
to

1. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับชนิด การใชคําสั่ง ความสัมพันธของการตั้งคาและกําหนดรายละเอียดของ


Au

ทางลาด (Ramps)
2. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการเขียนและแกไขทางลาด (Ramps) ของอาคารในรูปแบบตางๆ
3. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการเขียนและแกไขราวกันตก (Railings) ของพื้นอาคารในรูปแบบตางๆ
สอื

4. มีทักษะในการทํางานและสามารถประยุกตใชงานได
นัง
า่ งห
อย
ตวั
บทที่ 10 ทางลาดและราวกันตก (Ramps and Railings)
184

10.1 แถบเครื่องมือและคําสั่งการเขียนทางลาด
แถบเครื่องมือและคําสั่งในการเขียนทางลาดเปนการสรางพื้นอาคารที่มีความเอียง มีรายละเอียดดังนี้ (ภาพที่ 10.1)

e
ur
ct
te
c hi
Ar
it
คําสั่งการเขียนทางลาด ev
R
แถบเครื่องมือและคําสั่งในการเขียนทางลาด
Run เขียนเสนทางลาด
sk
de

Boundary การเขียนเสนขอบทางลาดดานซายและขวาเทานั้น
to
Au

Riser การเขียนเสนระยะหางระหวางทางลาด
สอื

Railing การกําหนดราวกันตก
นัง

ภาพที่ 10.1 แถบเครื่องมือและคําสั่งในการเขียนทางลาด (Ramp)


า่ งห
อย
ตวั
บทที่ 10 ทางลาดและราวกันตก (Ramps and Railings) 189

3. การเขียนราวกันตกทางลาดใหม
การลบราวกันตกและการเขียนราวกันตกทางลาดใหม ทําไดดังนี้ (ภาพที่ 10.7)
1) คลิกที่ Modify
2) คลิกที่ ราวบันได
3) คลิกที่ Delete หรือกดปุม Del ที่คียบอรด

e
ur
ct
te
c hi
Ar
it
ev
R
sk
de
to
Au
สอื
นัง

ภาพที่ 10.7 การลบและการเขียนราวกันตกทางลาดใหม


า่ งห

4) คลิกที่ Architecture Tab


5) คลิกที่ Railing
อย

6) เขียนเสนราวกันตกโดยใชคําสั่ง Pick Line


6.1) คลิกที่เสนขอบ
6.2) คลิกที่เสนขอบถัดไป
ตวั

6.3) คลิกที่เสนขอบถัดไป
6.4) คลิกที่เสนขอบถัดไป เสนทุกเสนตองบรรจบกันพอดี หามเสนทับกันดวย
7) คลิกเครื่องหมายถูก เมื่อสิ้นสุดการเขียนเสนราวกันตก
บทที่ 10 ทางลาดและราวกันตก (Ramps and Railings) 191

ชนิดและรูปแบบของราวกันตกที่โปรแกรมมีมาให แสดงดังภาพที่ 10.9

e
ur
Railing 1100 mm Glass Panel- Button Fill Railing 900 mm Pipe

ct
ภาพที่ 10.9 ชนิดและรูปแบบของราวกันตกแบบตางๆ

te
hi
10.2.1 ความสัมพันธของคําสั่งในการเขียนราวกันตก (Railing)
การใชคําสั่งราวกันตก (Railing) มีความสัมพันธของขอมูลตางๆ ดังภาพที่ 10.10

c
Ar
it
ev
R
sk
de
to
Au
สอื
นัง

ภาพที่ 10.10 ความสัมพันธของคําสั่งในการเขียนราวกันตก (Railing)


า่ งห
อย
ตวั
บทที่ 10 ทางลาดและราวกันตก (Ramps and Railings)
194

4.3) คลิกจุดแรกตอไป
4.4) คลิกจุดสองตอไป
4.5) คลิกจุดสามตอไป
4.6) คลิกจุดตอไป เมื่อสิ้นสุดการเขียนเสน กดปุม Esc ที่คียบอรด
4.7) คลิกเครื่องหมายถูก 3เมื่อสิ้นสุด

e
ur
10.3.2. การแกไขเสนราวกันตก
การแกไขเสนราวกันตกใหมีรูปรางเปลีย่ นไป ทําไดดังนี้ (ภาพที่ 10.14)

ct
1) คลิกที่เสนราวกันตก

te
2) คลิกคําสั่ง Edit Path

c hi
Ar
it
ev
R
sk
de
to
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั

ภาพที่ 10.14 การแกไขเสนราวกันตก


บทที่ 11 ฝาเพดาน (Ceilings)
197

บทที่

e
ur
11

ct
te
hi
ฝาเพดาน

c
Ar
(Ceilings)
it
ev
เนื้อหาในบทนี้อธิบายวิธีการใชคําสั่งเกี่ยวกับการเขียนและแกไขฝาเพดาน (Ceilings) ในลักษณะตางๆ โดยเริ่มจาก
การเรียนรูคําสั่ง ความสัมพันธของการตั้งคา การกําหนดรายละเอียด ปฏิบัติการสรางและแกไขฝาเพดาน
R
sk

วัตถุประสงค
1. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการใชคําสั่ง ความสัมพันธของการตั้งคาฝาเพดาน (Ceilings)
de

2. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการเขียนและแกไขฝาเพดาน (Ceilings)
3. มีทักษะในการทํางานและสามารถประยุกตใชงานได
to
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั
บทที่ 11 ฝาเพดาน (Ceilings)
198

ฝาเพดาน (Ceiling) เปนคําสั่งในการเขียนฝาเพดานอาคาร

11.1 คําสั่งในการเขียนฝาเพดาน (Ceiling)


แถบเครื่องมือและคําสั่งในการเขียนฝาเพดาน แสดงดังภาพที่ 11.1

e
ur
คําสั่งฝาเพดาน มีใหเลือก 2 แบบคือ

ct
1. การสรางฝาเพดานอัตโนมัติตามขอบเขตผนัง

te
เครื่องมือในการเขียนเสนขอบฝาเพดาน

hi
2. การเขียนเสนขอบฝาเพดานเอง

c
ภาพที่ 11.1 แถบเครื่องมือและคําสั่งฝาเพดาน

Ar
11.2 ความสัมพันธของคําสั่งฝาเพดาน (Ceilings)

it
การใชคําสั่งฝาเพดานจะมีความสัมพันธของขอมูลตางๆ ดังภาพที่ 11.2
ev
R
sk
de
to
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั

ภาพที่ 11.2 ความสัมพันธของคําสั่งฝาเพดาน (Ceilings)


บทที่ 11 ฝาเพดาน (Ceilings)
201

4) คลิกคําสั่ง Automatic Ceiling


5) ที่ Properties เลือกชนิดของฝาเพดาน เชน คลิกเลือก Compound Ceiling 600 x 1200 mm Grid
6) คลิกชองหลัง Height offset from… ปอนคาระยะความสูงจากพื้นถึงฝาเพดาน เชน 2.40 m
7) ขยับเมาสไปบริเวณกลางหองที่ตองการใสฝาเพดาน จะสังเกตเห็นเสนขอบฝาเพดานเปนสีแดง ใหคลิกบริเวณ
นั้นก็จะไดฝาเพดานภายในหอง

e
ur
ct
te
c hi
Ar
it
ev
R
sk
de
to
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย

ภาพที่ 11.6 การเขียนฝาเพดานแบบอัตโนมัติ (Automatic Ceiling) (ตอ)


ตวั
บทที่ 11 ฝาเพดาน (Ceilings)
204

e
ur
ct
te
c hi
Ar
it
ev
R
sk
de

ภาพที่ 11.8 การเขียนเสนขอบฝาเพดานตางระดับ (Sketch Ceiling) (ตอ)


to

11.3.4 การปรับแนวเสนขอบฝาเพดาน
Au

เมื่อเขียนฝาเพดานแลว ตองการจัดเรียงแนวเสนขอบฝาเพดาน ทําไดดังนี้ (ภาพที่ 11.9)


สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั

ภาพที่ 11.9 การปรับเสนขอบฝาเพดาน


บทที่ 11 ฝาเพดาน (Ceilings)
206

11.3.6 การใสหลอดไฟแสงสวางบนฝาเพดาน
เมื่อเขียนฝาเพดานแลว การใสหลอดไฟแสงสวางบนฝาเพดาน ทําไดดังนี้ (ภาพที่ 11.11)
1) ที่มุมมองแปลนฝาเพดาน (Ceiling Plans) คลิกที่ Architecture TAB
2) คลิกที่รูปสามเหลีย่ มดานลาง Component
3) คลิกเลือก Place Component เพื่อเลือกคําสั่งในการวางชิ้นสวนสําเร็จรูป

e
4) คลิกคําสั่ง Load Family เพื่อนําเขาหลอดไฟแสงสวาง (ชิ้นสวนสําเร็จรูป )

ur
5) เขาไปคนหาหลอดไฟแสงสวางที่ … Autodesk\RVT2018\Library\US Metric\Lighting\Architectural\
Internal……. คลิกที่ M-Downlight-Spot

ct
6) ตรวจสอบรูปแบบของหลอดไฟแสงสวาง หากตองการปรับคาปริมาณแสงสวางใหเขาไปแกไขที่ Edit Type

te
7) คลิกตําแหนงวางหลอดไฟ เชน วางหลอดไฟแสงสวาง 9 จุด

c hi
Ar
it
ev
R
sk
de
to
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั

ภาพที่ 11.11 การใสหลอดไฟแสงสวางบนฝาเพดาน (ตอ)


บทที่ 12 ชิ้นสวนประกอบอาคาร (Components)
207

บทที่

e
ur
12

ct
te
hi
ชิ้นงานสําเร็จรูปตางๆ

c
Ar
(Components)
it
ev
R
sk

เนื้อ หาในบทนี้ อธิ บายวิธี การใชคํา สั่งเกี่ ยวกั บการเขียนและแก ไขชิ้ นสวนสําเร็จ รูป ต างๆ (Components) เชน
เฟอรนิ เ จอร สุข ภั ณ ฑ เปนต น ในลั กษณะต า งๆ โดยเริ่ มจากการเรี ย นรูคํ า สั่ ง ความสั มพัน ธข องการตั้ งค า การกํา หนด
รายละเอียด การนํางาน 3 มิติจากโปรแกรมอื่นมาใช
de
to

วัตถุประสงค
1. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการใชคําสั่ง ความสัมพันธของการตั้งคาชิ้นสวนสําเร็จรูปตางๆ (Components)
Au

2. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการเขียนและแกไขชิ้นสวนสําเร็จรูปตางๆ (Components)
3. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการนําไฟล 3 มิติจากโปรแกรมอื่นมาทําชิ้นสวนสําเร็จรูปตางๆ
(Components)
สอื
นัง

4. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการเขียนและแกไข Family: ชิ้นสวนสําเร็จรูปตางๆ (Components)


5. มีทักษะในการทํางานและสามารถประยุกตใชงานได
า่ งห
อย
ตวั
บทที่ 12 ชิ้นสวนประกอบอาคาร (Components)
208

ชิ้นสวนประกอบอาคาร (Components) เปนชิ้นสวนหรือวัตถุประกอบอาคารสามารถนําเขามาใชงานได เชน


เฟอรนิเจอร คน ตนไม เสาไฟ รถยนต และอื่นเปนตน ชิ้นสวนประกอบอาคารนี้จะถูกสรางและแกไขในการทํางานของ
Family

e
12.1 แถบเครื่องมือและคําสั่งของชิ้นสวนสําเร็จรูป (Components)

ur
แถบเครื่องมือและการใชคําสั่งชิ้นสวนสําเร็จรูป แสดงดังภาพที่ 12.1

ct
te
1. Architecture TAB ….

hi
ชิ้นสวนประกอบอาคารทั่วไป

c
Ar
it
1.1 วางชิ้นสวนประกอบอาคารทีม่ ีอยูหรือนําเขา
ชิ้นสวนประกอบอาคาร
ev
R
1.2 สรางชิ้นสวนประกอบอาคารขึน้ ใหม
sk
de
to
Au

การนําไฟลชิ้นสวนประกอบอาคารที่อยูใน
family เขามาใช
สอื
นัง

2. Massing and Site TAB…


ชิ้นสวนประกอบอาคารทีเ่ กี่ยวกับพื้นที่ตั้ง
า่ งห

เชน ตนไม คน รถยนต เปนตน


อย

ภาพที่ 12.1 แถบเครื่องมือและการใชคําสั่งชิ้นสวนประกอบอาคาร (Components)


ตวั
บทที่ 12 ชิ้นสวนประกอบอาคาร (Components)
212

2.1) คลิกที่ Place Components


2.2) ที่หนาตาง Properties Type ดูวาตอนนี้มีชิ้นสวนประกอบอาคารอะไรบางที่มีใหเลือกใช
2.3) ถาไมมี คลิกที่ Load Family
2.4) คลิกเลือกรถทีต่ องการ ใน.....RVT2018/Libraries/encourage/cars
2.5) คลิกที่ปุม Open

e
3) หากตองการหมุนวัตถุใหกด Spacebar ที่คียบอรด เพื่อหมุนตําแหนงที่ตองการ แลวจึงคลิกวางรถยนต

ur
ct
te
c hi
Ar
it
ev
R
ภาพที่ 12.6 การวางรถยนต
sk

12.3.3 การวางสุขภัณฑหอ งน้ํา


de

การวางสุขภัณฑหองน้ําในมุมมองแปลนพื้น ทําไดดังนี้ (ภาพที่ 12.7)


to
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย

ภาพที่ 12.7 การนําสุขภัณฑหองน้ํามาวาง


ตวั

1) คลิกที่ Architecture TAB


2) คลิกสามเหลี่ยมดานลาง Component
บทที่ 12 ชิ้นสวนประกอบอาคาร (Components)
213

2.1) คลิกเลือก Place Components


2.2) ที่ Properties Type ดูวาตอนนี้มีชิ้นสวนประกอบอาคารอะไรบางที่มีใหเลือกใช
2.3) กรณีไมมี คลิกที่ Load Family
2.4) คลิกเลือกสุขภัณฑที่ตองการใน... RVT2018/Libraries/Plumping/Fixtures.
2.5) คลิกที่ Open

e
3) หากตองการหมุนวัตถุใหกด Spacebar ที่คียบอรด เพื่อหมุนตําแหนงที่ตองการ แลวจึงคลิกวางสุขภัณฑ

ur
12.4 การนําไฟลงาน 3 มิติเขามาใชงานใน Project

ct
เมื่อมีไฟลนามสกุล DXF ที่แปลงไฟลงาน 3 มิติมาจากโปรแกรม SketchUp หรือ Autocad แลว เปดโปรแกรม

te
Revit เริ่มทํางานใน Project มีขั้นตอนดังนี้ (ภาพที่ 12.8)

c hi
Ar
it
ev
R
sk
de

ภาพที่ 12.8 การนําไฟลงาน 3 มิตเิ ขามาใชงานใน Project


to

1) เลือกทํางานในมุมมองแปลนพืน้ ที่ตองการใสเฟอรนิเจอร
2) คลิกที่ Insert TAB
Au

2.1) คลิกที่ Import CAD


2.2) คลิกเลือก DXF Files (*.dxf)
2.3) คลิกเลือกไฟลงาน ที่เราเตรียมไว *.dxf
2.4) คลิกเลือก Manual Origin
สอื

2.5) คลิก Preserve เพื่อใหคงใชสีเดิม


นัง

2.6) คลิกที่ Open


2.7) คลิกจุดที่ตองการวางเฟอรนิเจอร
า่ งห
อย
ตวั
บทที่ 13 โครงสรางอาคาร (Structure)
215

บทที่

e
ur
13

ct
te
hi
โครงสรางอาคาร

c
Ar
(Structure)
it
ev
เนื้อหาในบทนี้อธิบายวิธีการใชคําสั่งเกี่ยวกับการเขียนและแกไขโครงสรางอาคาร (Structure) ในลักษณะตางๆ โดย
เริ่มจากการเรียนรูคําสั่ง ความสัมพันธของการตั้งคา การกําหนดรายละเอียดโครงสรางอาคาร (Structure) เชน ฐานราก
เสา คาน พื้น โครงหลังคา เปนตน และปฏิบัติการสรางและแกไขโครงสรางอาคาร (Structure) รูปแบบตางๆ
R
sk

วัตถุประสงค
1. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการใชคําสั่ง ความสัมพันธของการตั้งคาโครงสรางอาคาร (Structure)
de

2. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับ การเขียนและแกไขโครงสรางอาคาร (Structure)


to

3. มีทักษะในการทํางานและสามารถประยุกตใชงานได
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั
บทที่ 13 โครงสรางอาคาร (Structure)
216

การเขียนโครงสรางของอาคาร เชน เสาเข็ม ฐานราก เสา คาน พื้น โครงหลังคา เปนตน สามารถทํางานไดทั้งใน
Architectural Template และ Structural Template แสดงดังภาพที่ 13.1

e
ur
ct
te
c hi
Ar
it
ev
R
sk
de

ภาพที่ 13.1 การเริม่ ตนเขาทํางานที่ Structural Template และ Structure TAB


to

คําแนะนํา: การเขียนแบบโครงสรางอาคารควรกําหนดทุกมุมมอง (All Views) ใหระดับการแสดงรายละเอียด


Au

(Detail Level) ที่คุณภาพดี (Fine) มิเชนนั้นการใชคําสั่งในการเขียนโครงสราง เชน คาน (Beam) จะเห็นเปนเสนตรง


เสนเดียว เสนรอยตอจะไมแสดง เปนตน
13.1 แถบเครื่องมือและคําสั่งเกี่ยวกับโครงสรางอาคาร (Structure)
สอื

แถบเครื่องมือและคําสั่งเกีย่ วกับโครงสรางอาคาร แสดงดังภาพที่ 13.2


นัง
า่ งห
อย

แถบคําสั่งเกี่ยวกับโครงสราง (Structure)

เขียนคาน
ตวั

ผนังรับน้ําหนัก เชน ผนังลิฟท ผนังชั้นใตดิน เปนตน


ภาพที่ 13.2 แถบเครื่องมือและคําสั่งเกี่ยวกับโครงสรางอาคาร (Structure)
บทที่ 13 โครงสรางอาคาร (Structure)
217

เสาโครงสราง

พื้นโครงสราง

e
ขอบพื้นโครงสราง

ur
โครงสรางถัก

ct
โครงสรางรัดอาคาร

te
ชุดโครงสรางคานซอย
คําสั่งในการตั้งคาเกี่ยวกับโครงสราง

c hi
แถบคําสั่งเกี่ยวกับการยึดและเชือ่ มจุด (Connect)

Ar
จุดเชื่อมตอโครงสราง

it
แถบคําสั่งเกี่ยวกับฐาน (Foundation)
ev
R
ใชเขียนคาน
sk

ใชเขียนผนังโครงสราง
ใชเขียนพื้น
de

ใชเขียนขอบพื้น
to
Au

แถบคําสั่ง Opening

ใชเปดชองเปดโครงสราง
สอื

ใชเปดชองเปดพื้น
นัง

ใชเปดชองเปดผนังโครง
า่ งห

ใชเปดชองเปดหลังคาแนวตั้ง
อย

ใชเปดชองเปดสําหรับใสหลังคาที่ยื่นซอน
ดานบน
ภาพที่ 13.2 แถบเครื่องมือและคําสั่งเกี่ยวกับโครงสรางอาคาร (Structure) (ตอ)
ตวั
บทที่ 13 โครงสรางอาคาร (Structure)
227

3.2) คลิกเลือก At Grids เพื่อกําหนดใหใสเสาทุกแนวเสนอางอิงตําแหนงเสา (Grids) ที่ตัดกัน


ถาตองการใสทีละตนใหเลือกที่ At Column
3.3) วิธีนี้ตองเลือกครอบเสนอางอิงตําแหนงเสา (Grids) เสาจากขวามาซาย โดยคลิกจุดแรกที่มมุ บนขวา
ของเสนอางอิงตําแหนงเสา (Grids)
3.4) คลิกจุดที่สองที่มุมลางซายของเสนอางอิงตําแหนงเสา (Grids)

e
3.5) คลิกที่เครื่องหมายถูก เมื่อสิ้นสุดการใสฐานราก

ur
4) คลิกที่ Default 3D View เพื่อเขาไปดูแบบโครงสรางที่มุมมอง 3 มิติ

ct
te
c hi
Ar
it
ev
R
sk
de
to
Au
สอื
นัง
า่ งห

ภาพที่ 13.10 การเขียนเสาอาคาร (ตอ 1)


อย

5) คลิกที่เสาโครงสรางตนใดตนหนึ่ง แลวคลิกเมาสปุมขวาขณะที่เมาสอยูตรงเสาโครงสรางตนนั้น
5.1) คลิกเลือก Select All Instances เพื่อจะเลือกชิ้นงานทั้งหมดที่เหมือนกับเสาที่เลือก
5.2) คลิกเลือก Visible in View เพื่อเลือกชิ้นงานที่เหมือนและกําลังมองเห็นในหนาจอนี้
ตวั

5.3) ที่ชองหลัง Base Offset: ปอนคา –1.50 เพื่อใหฐานของเสาโครงสรางลงต่ําไปอีก 1.50 m


5.4) คลิกที่ Apply เพื่อใหดําเนินการเลย
บทที่ 13 โครงสรางอาคาร (Structure)
231

e
ur
ct
te
c hi
Ar
ภาพที่ 13.12 การเขียนคานโครงสรางชั้นสอง (ตอ 1)
3) คลิกที่ Default 3D View เพื่อเขาไปดูแบบโครงสรางที่มุมมอง 3 มิติ

it
ev
R
sk
de
to

ภาพที่ 13.12 การเขียนคานโครงสรางชั้นสอง (ตอ 2)


Au

13.4.5 การเขียนคานหลังคา
การเขียนโครงสรางคานหลังคา ทํางานที่ Structural Views: Level 3 โดยใชคําสั่งเชนเดียวกับการเขียนคาน
โครงสรางชั้นสอง เมื่อเขียนเสร็จแลวจะแสดงดังภาพที่ 13.13
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั

ภาพที่ 13.13 การเขียนคานโครงสรางหลังคา


บทที่ 13 โครงสรางอาคาร (Structure)
236

e
ur
ct
te
c hi
Ar
ภาพที่ 13.16 การกําหนดขนาดและเขียนจันทัน (ตอ 3)

it
4.6) ที่ Grid 1: Layout คลิก Maximum Spacing เพื่อกําหนดระยะหางไมเกิน 1.00 m ที่ชองหลัง
Spacing ev
4.7) ที่ Grid 1 Mullions: ที่ Interior Type, Border 1 Type และ Border 2 Type คลิกเลือกชื่อ
0.0375x0.075 (ซึ่งเปนขนาดจันทันที่ตั้งคาไวตอนตน) แลวคลิก OK
R
4.8) คลิกที่ Pick Line เพื่อจะคัดลอกเสนขอบหลังคา (อาจใชคําสั่งอื่นในการเขียนโครงรางหลังคาก็ได)
4.9) คลิกเสนขอบหลังคาทั้งหมด เสนตองไมทับซอนกันและบรรจบกัน
sk

4.10) คลิกที่เครื่องหมายถูกเมื่อเสร็จสิ้นการทํางาน สังเกตจะมีโครงสรางจันทันเกิดขึ้น


13.5.2 การกําหนดขนาดและการเขียนระแนงหลังคา
de

การกําหนดขนาดของระแนงหลังคา มีขั้นตอนดังนี้ (ภาพที่ 13.17)


to
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั

ภาพที่ 13.17 การกําหนดขนาดและการเขียนระแนงหลังคา


5) ที่ Project Browsers> Families> Curtain wall Mullions> คลิกที่ Rectangular Mullion
แลวคลิกเมาสปมุ ขวา
บทที่ 13 โครงสรางอาคาร (Structure)
238

e
ur
ct
te
c hi
Ar
it
ev
R
sk
de
to
Au

ภาพที่ 13.17 การกําหนดขนาดและการเขียนระแนงหลังคา (ตอ 2)


13.6 โครงสรางพื้นอาคาร
13.6.1 การเขียนโครงสรางพื้นหองน้ํา
สอื

การเขียนโครงสรางพื้นหองน้ํา ทําไดดังนี้ (ภาพที่ 13.18)


นัง

1) เปดมุมมองแปลนโครงสรางชั้นที่ตองการจะใสพื้น เชน Level 1 และสรางแนวตัด (View: Section)


แผนพื้นคาน จะสะดวกในการเชื่อมวัสดุคานและพื้นเขาดวยกัน การทํางานอาจทําที่หนาจอ Default
า่ งห

3D View หรือ Level 1 ก็ได ปรับมุมมองใหสามารถเห็นโครงสรางพื้นและคานได


2) ที่ Structure TAB คลิกที่ Floor: Structural
อย

2.1) คลิกเลือกชนิดของพื้นและความหนาที่จะเลือกใช
2.2) ที่ Height Offset… คลิกปอนคา -0.10 เพื่อกําหนดใหระดับพื้นนีต้ ่ําลงไป 0.10 m
2.3) ที่ Boundary> คลิกที่ Rectangle
ตวั

2.4) คลิกจุดมุมแรกของพื้น
2.5) คลิกจุดมุมที่สองของพื้น
2.6) คลิกเครื่องหมายถูกเพื่อสิ้นสุดการเขียนพื้น
บทที่ 13 โครงสรางอาคาร (Structure)
239

e
ur
ct
te
c hi
Ar
it
ev
R
sk
de
to
Au

ภาพที่ 13.18 การเขียนโครงสรางพื้นหองน้ํา


3) คลิกที่หนาตางมุมมอง Section เพื่อจะเขาไปเชื่อมเสน
3.1) ที่ Modify TAB คลิกที่ Join คําสั่งในการเชื่อม หากจะยกเลิกการเชื่อม (Unjoin)
สอื

3.2) คลิกที่เสนขอบพื้น เพื่อจะทําการแกไขใหเสนไปเชื่อมเขากับคาน


นัง

3.3) คลิกที่เสนขอบคานเพื่อเชื่อมวัตถุ สังเกตเสนพื้นและเสนคานจะรวมเขาดวยกัน


3.4) คลิกที่เสนขอบพื้น เพื่อจะทําการแกไขใหเสนไปเชื่อมเขากับคานอีกขาง
า่ งห

3.5) คลิกที่เสนขอบคานเพื่อเชื่อมวัตถุ สังเกตเสนพื้นและเสนคานจะรวมเขาดวยกัน


อย

13.6.2 การสรางโครงสรางพื้นวางบนดิน
การเขียนโครงสรางพื้นวางบนดิน ทําไดดังนี้ (ภาพที่ 13.19)
ตวั

1) การทํางานอาจทําที่หนาจอ Default 3D View หรือ Level 1 ก็ไดปรับมุมมองใหสามารถเห็นโครงสรางพื้น


และคานไดสะดวกในการทํางาน
บทที่ 13 โครงสรางอาคาร (Structure)
241

e
ur
ct
te
c hi
Ar
it
ev
R
sk
de
to
Au

ภาพที่ 13.19 การเขียนโครงสรางพื้นวางบนดิน (ตอ)


13.7 การสรางและแกไขโครงสรางเหล็ก
13.7.1 คําสั่งในการแกไขโครงสรางเหล็ก
สอื

คําสั่งในการแกไขโครงสรางเหล็ก มีดังนี้ (ภาพที่ 13.20)


นัง

แกไขโครงสรางใน Family วิเคราะหโครงสรางในตําแหนงที่เลือก


า่ งห

เปลี่ยนการอางอิงระยะตอสัมผัส
อย

ระยะหางในแนวระนาบ Y
การปรับตําแหนงแกน
ตวั

ระยะหางในแนวระนาบ Z
ภาพที่ 13.20 คําสั่งในการแกไขโครงสรางเหล็ก
บทที่ 13 โครงสรางอาคาร (Structure)
248

การกําหนดใหเสาวิ่งไปชนโครงถัก
6) ที่มุมมอง Default 3D View จะทํางานไดสะดวก คลิกที่เสาตนริม
6.1) คลิกที่ Attach Top/Base
6.2) คลิกที่เสนขอบลางของโครงถัก
6.3) คลิกที่เสาตนริมอีกดาน

e
6.4) คลิกที่ Attach Top/Base

ur
6.5) คลิกที่เสนขอบลางของโครงถัก

ct
te
c hi
Ar
it
ev
R
sk
de
to
Au
สอื
นัง
า่ งห

ภาพที่ 13.23 การสรางโครงสรางถักหลังคา (Truss) (ตอ 3)


อย
ตวั
บทที่ 14 คําอธิบายประกอบ (Annotate)
249

บทที่

e
ur
14

ct
te
hi
คําอธิบายประกอบ

c
Ar
(Annotate)
it
ev
เนื้อหาในบทนี้อธิบายวิธีการใชคําสั่งเกี่ยวกับการเขียนและแกไขคําอธิบายประกอบ (Annotate) ในลักษณะตางๆ
R
โดยเริ่มจากการเรียนรูคําสั่ง ความสัมพันธของการตั้งคา การกําหนดรายละเอียด ปฏิบัติการสรางและแกไขเสนบอกขนาด
ขอความ ปายประกอบแบบ การเขียนแบบขยาย การเขียนเสนและลวดลาย 2 มิติเพิ่มเติมในแบบ เปนตน
sk

วัตถุประสงค
de

1. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการใชคําสั่ง ความสัมพันธของการตั้งคาคําอธิบายประกอบ (Annotate)


2. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับ การเขียนและแกไขเสนบอกขนาด ขอความ ปายประกอบแบบ การเขียน
to

แบบขยาย การเขียนเสนและลวดลาย 2 มิติเพิ่มเติมในแบบ


Au

3. มีทักษะในการทํางานและสามารถประยุกตใชงานได
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั
บทที่ 14 คําอธิบายประกอบ (Annotate)
250

คําอธิบายประกอบ (Annotate) เปนสวนที่ใชในการเขียนเสน บอกขนาด ขอความ สัญลักษณประกอบแบบ


การเขียนเสน เพิ่มเติม เปนตน การทํางานในคําสั่งนี้จะมีลักษณะเปน 2 มิติ

14.1 แถบเครื่องมือและคําสั่งการเขียนเสนบอกขนาด

e
แถบเครื่องมือและคําสั่งในการเขียนเสนบอกขนาดแสดงดังภาพที่ 14.1

ur
ct
te
แถบเครื่องมือและคําสั่งในการเขียนเสนบอกขนาด

c hi
Ar
เขียนเสนบอกขนาดตามระนาบของจุดวัด

it
ev
เขียนเสนบอกขนาดผนังแนวตั้งหรือแนวนอน
R
sk

เขียนเสนบอกมุมเปนองศา
de

เขียนเสนบอกรัศมี
to

เขียนเสนผานศูนยกลาง
Au

เขียนเสนบอกความยาวของเสนโคง
บอกระยะความสูงของจุดนั้น
ใชบอกจุดอางอิงทิศตางๆ
สอื
นัง

บอกคาจุดเอียง
า่ งห

ภาพที่ 14.1 แถบเครื่องมือและคําสั่งในการเขียนเสนบอกขนาด


อย
ตวั
บทที่ 14 คําอธิบายประกอบ (Annotate)
255

14.4 แถบเครื่องมือและคําสั่งในการใสสัญลักษณ (Symbols)


แถบเครื่องมือและคําสั่งในการใสสญ
ั ลักษณ แสดงดังภาพที่ 14.9
>
แถบคําสั่งในการใสสัญลักษณประกอบแบบ

e
ur
การใสสัญลักษณ เชน กราฟก สเกล ทิศเหนือ เปนตน
ภาพที่ 14.9 แถบเครื่องมือและคําสั่งในการใสสญ
ั ลักษณประกอบแบบ

ct
te
14.4.1 การใสสัญลักษณประกอบแบบ (Symbols)

hi
การใสสัญลักษณประกอบแบบ ทําไดดังนี้ (ภาพที่ 14.10)
1) คลิกที่ Annotate TAB

c
Ar
it
ev
R
sk
de
to
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั

ภาพที่ 14.10 การใสสญ


ั ลักษณประกอบแบบ
บทที่ 14 คําอธิบายประกอบ (Annotate)
258

e
ur
ct
te
c hi
Ar
ภาพที่ 14.14 การใสปายหมายเลขขั้นบันไดอัตโนมัติ
14.6 การเขียนขอความ 2 มิติ

it
14.6.1 แถบเครื่องมือและคําสั่งการเขียนขอความ 2 มิติ
แถบเครื่องมือและคําสั่งการเขียนขอความ 2 มิติ แสดงดังภาพที่ 14.15
ev
R
> แถบเครื่องมือเกี่ยวกับการเขียนขอความ
sk

เขียนขอความ
de

ตรวจภาษา จัดขอความชิดซาย
คนหาขอความและเขียนขอความใหมทดแทน จัดขอความกึ่งกลาง
to

ตั้งคาตัวอักษร จัดขอความชิดขวา
Au

เขียนขอความ เขียนเสนชี้บอกแบบเสนเอียงพรอม
ขอความ
เขียนเสนชี้บอก 3 จุดพรอมขอความ เขียนเสนชี้บอกแบบเสนโคงพรอมขอความ
ภาพที่ 14.15 แถบเครื่องมือและคําสั่งในการเขียนขอความ
สอื
นัง

14.6.2 การเขียนขอความ (Text)


การเขียนขอความในแบบ มีขั้นตอนดังนี้ (ภาพที่ 14.16)
า่ งห

1) คลิกที่ Annotate TAB


2) คลิกที่ Text
อย

3) คลิกที่ No Leader
3.1) คลิกเลือกรูปแบบตัวอักษร
3.2) คลิกที่ Edit Type
ตวั

3.3) หากตองการเปลี่ยนรูปแบบของตัวอักษร แลวคลิก OK


3.4) คลิกตําแหนงที่วางขอความ แลวพิมพขอความที่ตองการ เชน แปลนพืน้ ชั้นลาง ถาตองการขึ้นบรรทัด
ใหม กด Enter หากพิมพเสร็จใหกดปุม ESC ที่คียบอรด
บทที่ 14 คําอธิบายประกอบ (Annotate)
264

e
ur
ct
te
c hi
Ar
it
ev
R
sk
de
to
Au

ภาพที่ 14.20 การใสชื่อหองและแสดงสีของหอง (ตอ 1)


สอื
นัง

6) การเทสีลงไปบนพื้นที่หอง คลิกที่ Annotate TAB


6.1) คลิกที่ Color Fill
า่ งห

6.2) คลิกตําแหนงที่จะวางสัญลักษณสีและชื่อหอง
6.3) คลิกเลือก Room ที่ Space Type
6.4) คลิกเลือก Name ที่ Color Scheme
อย

6.5) คลิก OK เพื่อใหทําการเทสี


ตวั
บทที่ 14 คําอธิบายประกอบ (Annotate)
265

e
ur
ct
te
c hi
Ar
ภาพที่ 14.20 การใสชื่อหองและแสดงสีของหอง (ตอ 2)

it
14.8.2 การแกไขสีพื้นของหอง (Edit Scheme) ev
การแกไขสีพื้นของหองตางๆ มีขั้นตอนดังนี้ (ภาพที่ 14.21)
1) คลิกที่กรอบเสนแสดงสัญลักษณสี (Room Legend)
R
2) คลิกที่ Edit Scheme
3) คลิกที่แถว Color ของชื่อหองที่ตองการเปลี่ยนสี
sk

3.1) คลิกเลือกสี
3.2) คลิก OK เพื่อออกจากการเลือกสี
de

3.3) คลิก Apply เพื่อใสสีลงไปในหองนั้น หากตองการเปลีย่ นสีของหองอื่นก็ใหทําตอไดเลย


3.4) คลิก OK เมือ่ เสร็จสิ้นการแกไขสี
to
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั

ภาพที่ 14.21 การแกไขสีของแตละหอง


บทที่ 14 คําอธิบายประกอบ (Annotate)
267

14.9.2 การเขียนเสน 2 มิติเพิ่มเติม ดวย


Detail Line เปนคําสั่งในการเขียนเสนตางๆ ในแปลนพื้น รูปดาน รูปตัด แบบขยายตางๆ (ภาพที่ 14.23)

e
ur
ภาพที่ 15.23 คําสั่งและลักษณะเสนแบบตางๆ

ct
การเขียนเสน 2 มิติเพิ่มเติมในแบบ

te
การเขียนเสน 2 มิติเพิ่มเติมในแบบขยายบันได ทําไดดังนี้ (ภาพที่ 14.24)
1) คลิกที่ Annotate TAB

c hi
Ar
it
ev
R
sk
de
to
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั

ภาพที่ 14.24 การเขียนเสนแสดงรายละเอียด 2 มิติเพิ่มเติม


บทที่ 15 พื้นที่ตั้งอาคาร (Model Site)
271

บทที่

e
ur
15

ct
te
hi
พื้นที่ตั้งอาคาร

c
Ar
(Model Site)
it
ev
R
เนื้อหาในบทนี้อธิบายวิธีการใชคําสั่งเกี่ยวกับการสรางพื้นที่ดิน การใสองคประกอบพื้นที่ดิน การเขียนเขตที่ดิน
sk

การกําหนดทิศเหนือ และการปฏิบัติการสรางและแกไขพื้นที่ตั้งอาคาร
de

วัตถุประสงค
1. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการใชคําสั่งในการเขียนพื้นดิน การใสองคประกอบพื้นที่ดิน กําหนดทิศเหนือ
to

2. มีทักษะในการทํางานและสามารถประยุกตใชงานได
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั
บทที่ 15 พื้นที่ตั้งอาคาร (Model Site)
272

15.1 แถบเครื่องมือและคําสั่งเกี่ยวกับพื้นที่ดิน (Model Site)


พื้นที่ตั้งอาคาร (Model Site) เปนแถบคําสั่งที่ทํางานเกี่ยวกับพื้นที่ดินของโครงการและองคประกอบรวม เชน ตนไม
คน เสนจอดรถยนต เปนตน พื้นที่ตั้งอาคารนี้จะอยูใน Massing and Site TAB แสดงดังภาพที่ 15.1

e
ur
ct
te
c hi
Ar
it
ev
ภาพที่ 15.1 แถบเครื่องมือและคําสั่งเกี่ยวกับหมวด Massing and Site TAB
R
sk

รายละเอียดของแถบเครื่องมือและคําสั่ง แสดงดังภาพที่ 15.2


de
to

แถบคําสั่ง Model Site


Au

เขียนจุดตําแหนงขอบเขตที่ดินและความสูงต่ําของพื้นที่ผิวดิน
สอื

การใสองคประกอบ 3 มิติในพื้นที่ตั้ง เชน คน ตนไม เปนตน


นัง
า่ งห

การใสองคประกอบของพื้นที่จอดรถ
อย

การกําหนดพื้นที่เรียบบนพื้นที่ดินสําหรับอาคาร
ตวั

ภาพที่ 15.2 แถบเครื่องมือและคําสั่งเกี่ยวกับการเขียนพื้นที่ดิน (Model Site)


บทที่ 15 พื้นที่ตั้งอาคาร (Model Site)
273

การตั้งคาการทํางานใน Model Site แสดงดังภาพที่ 15.3

Contour Line Display


At Intervals of: คาชวงระดับพื้นที่ที่จะใหแสดงเสนระดับ เชน 0.20
จะแสดงเสนระดับที่แตกตางกันตั้งแต 0.20 ขึ้นไป

e
Passing Through Elevation: คาระดับทีผ่ านชวงผิว

ur
Section Graphics
Section cut material: เลือกวัสดุที่เปนพื้นผิวและลวดลาย

ct
Elevation of poche base: ระดับฐานพื้นดินที่ตองการใหเห็น คาจะเปน -

te
Property Data:
Angle Display: เลือกการแสดงคาองศาจากทิศทางไหน

hi
Units: เลือกหนวยที่ใช
ภาพที่ 15.3 หนาตาง Site Settings

c
Ar
แถบเครื่องมือและคําสั่งในการแกไขพื้นที่ดินแสดงดังภาพที่ 15.4

it
ev
แถบคําสั่งการแกไขพื้นที่ดิน
R
การแบงพื้นผิวของพื้นดิน

การรวมผิวพื้นที่ดิน 2 พื้นผิวดวยกัน
sk
de

การแบงสวนพื้นที่ตามผิวพื้นที่ดิน
to
Au

การกําหนดขอบเขตของพื้นที่ดิน ทํางานที่หนาจอ Site Plan


View
สอื

การแกไขคาระดับพื้นผิวดิน ทํางานที่หนาจอ Site Plan View


นัง
า่ งห

การใสคา ระดับพื้นผิวดิน ทํางานที่หนาจอ Site Plan View


อย

ภาพที่ 15.4 แถบเครื่องมือและคําสั่งในการแกไขพื้นที่ดิน


ตวั
บทที่ 15 พื้นที่ตั้งอาคาร (Model Site)
277

15.4.2 การใสองคประกอบพื้นที่ดิน (Site Component)


เมื่อเขียนพื้นผิวดินแลว สามารถใสองคประกอบพื้นที่ดิน เชน คน ตนไม รถยนต ตามระนาบของพื้นที่ดินได
มีขั้นตอนดังนี้ (ภาพที่ 15.9)
1) ที่หนาจอ Site Plan View หรือ 3D View คลิก Massing& Site

e
2) คลิก Site Component

ur
3) คลิกเลือกโมเดลที่มีอยูใน Properties กําหนดระดับชั้นที่วางไดดวย หากไมมสี ามารถเลือกไดอีกสองวิธี คือ
Load family และ Model In-place

ct
4) เลือกหรือไมเลือกการหมุนวัตถุหลังการกําหนดตําแหนง (สามารถใชปุม Spacebar ที่คียบอรดหมุนวัตถุได)
5) คลิกตําแหนงที่วางวัตถุ หากตองการเพิ่มอีกก็คลิกตําแหนงตอไปไดเลย

te
c hi
Ar
it
ev
R
sk
de

ภาพที่ 15.9 การใสองคประกอบพื้นที่ดิน


15.5 การใสเสนแสดงชองจอดรถ (Parking Component)
to

การใสเสนชองจอดรถ มีขั้นตอนดังนี้ (ภาพที่ 15.10)


Au
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั

ภาพที่ 15.10 การใสเสนแสดงชองจอดรถ


บทที่ 15 พื้นที่ตั้งอาคาร (Model Site)
279

15.6 การสรางพื้นราบบนพื้นที่เอียง (Building Pad)


กอนสรางพื้นที่ราบบนพื้นที่เอียงตองมีพื้นผิวที่ดินที่สรางจากคําสั่ง Topo Surface และควรมีเสนรางขอบเขตของ
พื้นที่ราบ (เชน พื้นที่วางอาคาร พื้นที่จอดรถ เปนตน) มีขั้นตอนดังนี้ (ภาพที่ 15.12)
1) คลิก Massing & Site

e
2) คลิก Building Pad

ur
3) เลือกระดับชั้นหรือความสูง-ต่ําที่จะวางบนพื้นที่ดิน
4) เลือกเครื่องมือที่จะเขียนเสนขอบที่ดิน เชน เลือก Pick Line เพื่อเลือกคัดลอกเสนอางอิงเลย

ct
5) คลิกที่เสนขอบพืน้ ที่ราบที่รางไวกอนหนานี้ จะเกิดเปนเสนสีชมพู เสนนี้ตองชนกันและเปนเสนที่รูปรางปด
เมื่อเสร็จการเขียนคลิกที่เครื่องหมายถูก

te
c hi
Ar
it
ev
R
sk
de
to
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั

ภาพที่ 15.12 การสรางพื้นราบบนพื้นที่เอียง (Building Pad)


บทที่ 15 พื้นที่ตั้งอาคาร (Model Site)
282

15.8 การกําหนดทิศเหนือของพื้นที่ดิน (True North)


แถบคําสั่งเกี่ยวกับ Project Location
มีรายละเอียดดังภาพที่ 15.17
การใชคําสั่ง > Position

e
ur
การยายที่ตองของโครงการที่แชรขอมูล (Share Coordination System)

ct
การหมุนทิศเหนือที่เปนจริง สัมพันธกับ Properties ของ Site Views ใน

te
Project Browsers โดยตองตั้งคา Orientation : True North

hi
สัมพันธกับ Properties ของ Site Views ใน
Project Browsers โดยตองตั้งคา

c
การพลิกทิศของโครงการในการทํางาน (ทิศเหนือ-ใต ออก-ตก) Orientation: Project North

Ar
การหมุนตําแหนงทิศเหนือของโครงการในการทํางาน สัมพันธกับ

it
Properties ของ Site Views ใน Project Browsers โดยตองตั้งคา ev
Orientation : Project North
ภาพที่ 15.17 แถบคําสั่งเกี่ยวกับ Project Location
R
sk

การตั้งทิศเหนือของพื้นที่ดิน มีขั้นตอนดังนี้ (ภาพที่ 15.16)


de
to
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย

ภาพที่ 15.16 การกําหนดทิศเหนือบนพื้นที่ดิน


ตวั

1) ดับเบิลคลิกที่ Site ใน Project Browser: Floor Plans


1.1) คลิกพื้นที่วางที่กระดาษ เพื่อดูคาตางๆ ของมุมมองนี้
1.2) ที่ Properties: Orientation แลวคลิกเลือก Project North เพื่อเลือกดูภาพตามทิศเหนือในการทํางาน
บทที่ 16 ผิววัสดุและการแสดงภาพเสมือนจริง (Materials and Renders)
285

บทที่

e
ur
16

ct
te
hi
ผิววัสดุและภาพเสมือนจริง

c
Ar
(Materials and Renders)
it
ev
R
เนื้อหาในบทนี้อธิบายวิธีการใชคําสั่งเกี่ยวกับการกําหนดผิววัสดุ การแสดงภาพในลักษณะตางๆ การศึกษาการโคจร
sk

ของดวงอาทิตย ปฏิบัติการสรางและแกไขผิววัสดุและการแสดงภาพในลักษณะตางๆ
de

วัตถุประสงค
1. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการใชคําสั่งในการกําหนดผิววัสดุ การแสดงภาพลายเสน และภาพเสมือนจริง
to

2. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการใสผิววัสดุ การตั้งคาการแสดงผลลักษณะตางๆ การกําหนดการโคจรของ


Au

ดวงอาทิตย การกําหนดมุมมอง และรูปตัด 3 มิติ


3. มีทักษะในการทํางานและสามารถประยุกตใชงานได
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั
บทที่ 16 ผิววัสดุและการแสดงภาพเสมือนจริง (Materials and Renders)
288

หมวด Graphics Graphics

วัสดุที่เลือก กําหนดสีเมื่อแสดงผลเปน
เฉดสี

e
กําหนดสีผิวภายนอกเมื่อ

ur
เปนลายเสน

ct
กําหนดลวดลาย สีของวัตถุ

te
เมื่อถูกตัดผาน

hi
ภาพที่ 16.4 หนาตาง Material Browser: Graphics

c
Appearance

Ar
หมวด Appearance
วัสดุที่เลือก

it
แถบแสดงสีวัสดุ
ev ขอมูลภาพประกอบวัสดุ
R
ขอมูลการตั้งคาของวัสดุ
sk
de

ภาพที่ 16.5 หนาตาง Material Browser: Appearance


to
Au

Physical
Information: ขอมูลทั่วไป
Basic Thermal:
สมบัติพื้นฐานทางอุณหภูมิ
สอื
นัง

Mechanical: สมบัติเชิงกล
Strength: ความแข็งแรง
า่ งห
อย

ภาพที่ 16.6 หนาตาง Material Browser: Physical


ตวั
บทที่ 16 ผิววัสดุและการแสดงภาพเสมือนจริง (Materials and Renders)
292

4) ถาไมตองการตองคาวัสดุอื่นอีก คลิก OK เพื่อออกจากการตั้งคาวัสดุ

e
ur
ct
te
c hi
Ar
it
ภาพที่ 16.9 การตั้งคาผิวกระจกสีเขียว (ตอ)
16.2.5 การตั้งคาผิวหญา
ev
การตั้งคาผิวหญาโดยการคนหาวัสดุหญาและคัดลอกวัสดุ มีขั้นตอนดังนี้ (ภาพที่ 16.10)
R
sk
de
to
Au
สอื
นัง

ภาพที่ 16.10 การตั้งคาผิวหญา


า่ งห

1) ใน Material Browser
2) คลิกที่ Creates and Duplicates Materials เพื่อทําการคัดลอกวัสดุมาสรางวัสดุใหม
อย

2.1) คลิกเลือก Create New Material


2.2) คลิกที่แถบ Identity
ตวั

2.3) พิมพชื่อวัสดุใหม ที่ชองหลัง Name: เชน หญา


2.4) คลิกที่แถบ Appearance
บทที่ 16 ผิววัสดุและการแสดงภาพเสมือนจริง (Materials and Renders)
295

3.3.4) คลิกที่ Brick 75x225 เพื่อเลือกลายอิฐใหแสดงเปนเสนลายอิฐถามองเปนแบบลายเสน


(Hidden Line)
3.3.5) คลิกที่ OK เพื่อปดหนาตาง Fill Patterns
3.3.6) ที่หมวด Cut Pattern คลิกที่ None เพื่อเขาไปเลือกลายที่แสดงเมื่อวัตถุถูกตัด เชน ที่แปลน
รูปตัด เปนตน

e
3.3.7) คลิกที่ Drafting เพื่อกําหนดลาย

ur
3.3.8) คลิกที่ Masonry-Brick เพื่อเลือกลายสัญลักษณเสนเฉียงตองการ
3.3.9) คลิกที่ OK เพื่อปดหนาตาง Fill Patterns

ct
te
c hi
Ar
it
ev
R
sk
de
to
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย

ภาพที่ 16.11 การตั้งคาผิวอิฐ (ตอ)


ตวั

4) คลิกที่แถบ Appearance
4.1) คลิกที่ Replace This Asset เพื่อเขาไปคัดลอกวัสดุมาใหมมาวางแทน
4.2) คลิกที่สามเหลี่ยมหนา Autodesk Physical Asset เพื่อเขาไปดูหมวดการเก็บรูปภาพวัสดุ
บทที่ 16 ผิววัสดุและการแสดงภาพเสมือนจริง (Materials and Renders)
297

e
ur
ct
te
c hi
Ar
ภาพที่ 16.13 การเทสีผนังอาคาร

it
ขอจํากัดของคําสั่ง Paint จะไมสามารถเทสีกระจก (Glass Panels) กรอบบานกระจก (Mullions) ประตู
ev
หนาตาง และวัสดุกรอบอาคารจาก Family ได หากตองการเปลีย่ นสีผิววัสดุเหลานี้ ตองไปเปลีย่ นที่ Properties หรือใน
Family ขึ้นอยูกับกําหนดไวในตอนสรางชิ้นงาน หากตองการแกไขมาใชสีพื้นฐานที่ตั้งคาไวตั้งแตแรก ใหคลิกที่ Modify>
R
> แลวไปคลิกทีผ่ ิวของวัสดุชิ้นนั้น
16.3.2 การแบงผิววัสดุใหมีผิวที่แตกตางกัน
sk

มีขั้นตอนดังนี้ (ภาพที่ 16.14) ที่ 3D View


1) คลิกเลือก Visual Style: Realistic with Edges เพื่อแสดงผลแบบภาพเสมือนจริง
de

2) คลิกที่ Modify เพื่อจะทําการแกไขสีผิว


3) คลิกที่ Split Face เพื่อแบงพื้นผิว
to
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั

ภาพที่ 16.14 การแบงผิววัสดุใหมผี ิวที่แตกตางกัน


บทที่ 16 ผิววัสดุและการแสดงภาพเสมือนจริง (Materials and Renders)
301

การตั้งคา Model Display

e
ur
ct
te
c hi
Ar
ภาพที่ 16.18 การตั้งคา Model Display

it
การตั้งคา Shadows
ev
R
sk
de
to

ภาพที่ 16.19 การตั้งคา Shadows


Au

การตั้งคา Sketchy Lines


สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั

ภาพที่ 16.20 การตั้งคา Sketchy Lines


บทที่ 16 ผิววัสดุและการแสดงภาพเสมือนจริง (Materials and Renders)
308

White Points คาสีของภาพเย็น-อบอุน เมื่อปรับเสร็จคาใหคลิกที่ Apply จะแสดงภาพใหเห็น


หากยกเลิกคาการปรับใหคลิกที่ Reset เมื่อปรับเสร็จคลิกที่ OK
3.7) คลิก Save to Project> จะขึ้นหนาตางใหพิมพชื่อมุมมอง เชน 3D View 1-1 เพื่อบันทึกภาพเสมือนจริงไว
ไฟลงานนี้จะเกิดมุมมองภาพเสมือนจริงนี้ใน Project Browser> Rendering>
4) ดับเบิลคลิกที่ 3D View 1-1 ใน Project Browser> Rendering

e
ur
ct
te
c hi
Ar
it
ev
R
sk
de
to
Au
สอื
นัง
า่ งห

ภาพที่ 16.32 ขั้นตอนการแสดงภาพเสมือนจริง (Render) (ตอ)


อย

16.8 การบันทึกไฟลภาพของแบบแปลน รูปดาน รูปตัด และอื่นๆ


การบันทึกไฟลภาพของแบบแปลน รูปดาน รูปตัด และอื่นๆ มีขั้นตอนดังนี้ (ภาพที่ 16.33)
ตวั

1) ดับเบิลคลิกที่รูปดานที่ตอ งการทําเปนไฟลภาพ แลวคลิกเมาสปุมขวา


2) คลิกเลือก Save to Project as Image
บทที่ 16 ผิววัสดุและการแสดงภาพเสมือนจริง (Materials and Renders)
311

16.9.4 การยกเลิกการซอนเสนกรอบ
มีขั้นตอนดังนี้ (ภาพที่ 16.35)
1) คลิกที่ Reveal Hidden Elements เพื่อเปดดูชิ้นงานที่ตองที่ถูกซอนและไมถูกซอน สวนที่ถูกซอนไว
จะแสดงเปนสีแดง
2) คลิกที่ขอบเสนกรอบที่ถูกซอนไว เพื่อเลือกชิ้นงาน

e
2.1) คลิกเมาสปุมขวาจะขึ้นรายการมาใหเลือก Unhidden in View

ur
2.2) คลิกเลือก Elements เพื่อกําหนดเฉพาะวัตถุที่ถูกเลือก
2.3) คลิกที่ Close Reveal Hidden Elements เพื่อสิ้นสุดการทํางาน

ct
te
c hi
Ar
it
ev
R
sk
de
to
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย

ภาพที่ 16.35 การยกเลิกการซอนเสนกรอบ


ตวั
บทที่ 17 การจัดการมุมมองและหนากระดาษ (Views and Sheets)
313

บทที่

e
17

ur
ct
te
hi
การจัดการมุมมองและหนากระดาษ

c
Ar
(Views and Sheets)

it
ev
R
เนื้อหาในบทนี้อธิบายวิธีการใชคําสั่งเกี่ยวกับการเขียนและแกไขการจัดการมุมมองและหนากระดาษ ในลักษณะ
sk

ตางๆ โดยเริ่มจากการแถบเครื่องมือและคําสั่ง การเขียนเสนตัด การแยกชิ้นสวนประกอบอาคาร การเขียนแบบบันได หองน้ํา-


สวม และประตู-หนาตาง ปฏิบัติการสรางมุมมองกลอง
de

วัตถุประสงค
1. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับการใชคําสั่ง ความสัมพันธของการตั้งคามุมมอง (Views) และหนากระดาษ
to

(Sheets)
Au

2. มีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับ การเขียนและแกไขแบบยายบันได หองน้ํา ประตูหนาตาง การหาปริมาณวัสดุ


และการจัดหนากระดาษ
3. มีทักษะในการทํางานและสามารถประยุกตใชงานได
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั
บทที่ 17 การจัดการมุมมองและหนากระดาษ (Views and Sheets)
315

แถบคําสั่งเกี่ยวกับการมองภาพในลักษณะตางๆ
แสดงมุมมอง 3 มิติ

e
ur
หรือ
กําหนดมุมมองโดยใชกลอง

ct
te
กําหนดมุมมองและการเคลื่อนไหว
จากการสรางเสนทางกลอง

hi
กําหนดแนวภาพตัดอาคาร ใชคําสัง่ นี้ได

c
ที่แปลน

Ar
it
กําหนดกรอบมุมมองภาพขยายโดย กําหนดกรอบมุมมองภาพขยายโดยการวาดเสน
การเขียนกรอบสี่เหลี่ยม ev แบบอิสระ
R
sk

ใชกําหนดมุมมองแบบตางๆ เพิ่ม
de

กําหนดมุมมองแปลนโครงสรางเพิ่ม
กําหนดมุมมองที่แปลนเพิ่ม
to
Au

กําหนดมุมมองแปลนฝาเพดานเพิม่ กําหนดมุมมองเฉพาะสวน
สอื
นัง
า่ งห

กําหนดแปลนเฉพาะพื้นที่อาคาร
อย
ตวั

ภาพที่ 17.1 แถบเครื่องมือและคําสั่งเกี่ยวกับ View (ตอ 1)


บทที่ 17 การจัดการมุมมองและหนากระดาษ (Views and Sheets)
319

e
ur
ct
te
c hi
Ar
it
ภาพที่ 17.3 การสลับทํางานที่มีไฟลหลายไฟล Switch Windows (ตอ)
17.4 การปรับเสนบางเสนหนา (Thin Line)
ev
การปรับเสนบางเสนหนา จะแปรเปลี่ยนไปตามขนาดสเกล (Scale) ที่กําหนดและการตั้งคาการมองเห็นรายละเอียด
R
(Detail Level) การปรับแสดงผลเสนบาง เสนหนา มีขั้นตอนดังนี้ (ภาพที่ 17.4)
1) เลือกมุมมองที่ตองการแสดงผล เชนที่ Floor Plans: ดับเบิลคลิก Level 2 สังเกตหนาจอจะมีความหนาของเสน
sk

เทากัน
2) ที่ Detail Level: คลิก Fine เพื่อปรับการแสดงผลใหเห็นละเอียด
de

3) คลิก Thin Line หรือ ที่ View TAB> คลิก Thin Line
4) คลิกเลือกขนาดสเกล (Scale) เชน 1:25 เลือกสังเกต จะเห็นไดวา เมื่อขนาดสเกลเปลีย่ นไปความหนาเสนจะ
to

เปลี่ยนอัตโนมัติ
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั

ภาพที่ 17.4 การปรับเสนบาง เสนหนา (Thin Line)


บทที่ 17 การจัดการมุมมองและหนากระดาษ (Views and Sheets)
321

e
ur
ct
te
c hi
Ar
ภาพที่ 17.5 การแสดงและไมแสดงวัตถุ (Visibility/Graphics) (ตอ)

it
17.6 การแยกชิ้นสวนอาคาร (Displace Elements)
ev
การแยกชิ้นสวนอาคารจะทํางานเฉพาะหนาตางนั้นๆ ไมสงผลตอวัตถุในหนาตางอื่น แถบเครือ่ งมือและคําสั่งใน
การแยกชิ้นสวนอาคาร แสดงดังภาพที่ 17.6
R
sk

Displace Elements
คําสั่งในการแยกชิ้นสวน แกไขการแยกชิ้นสวน ยกเลิกการแยกชิ้นสวน เขียนเสนอางอิงที่มา
de

ภาพที่ 17.6 แถบเครื่องมือและคําสั่งในการแยกชิ้นสวนประกอบอาคาร


การแสดงการแยกชิ้นสวนอาคารในมุมมอง 3 มิติ (3D View) มีขั้นตอนดังนี้ (ภาพที่ 17.7)
to

1) ที่ 3D Views ดับเบิลคลิกที่ {3D} เพื่อกําหนดมุมมอง 3 มิติ


Au
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั

ภาพที่ 17.7 การแยกชิ้นสวนอาคาร (Displace Elements)


บทที่ 17 การจัดการมุมมองและหนากระดาษ (Views and Sheets)
327

e
ur
ct
te
c hi
Ar
it
ev
R
sk
de
to
Au

ภาพที่ 17.12 การสรางแบบขยายแปลนบันได


สอื

การสรางแบบรูปตัดบันได
นัง

5) คลิกที่ View TAB


5.1) Section เพื่อสรางเสนแนวตัด
า่ งห

5.2) คลิกจุดเริ่มตนของเสนแนวตัด
5.3) คลิกจุดปลายของเสนแนวตัด
อย
ตวั
บทที่ 17 การจัดการมุมมองและหนากระดาษ (Views and Sheets)
329

e
ur
ct
te
c hi
Ar
ภาพที่ 17.13 การสรางแบบขยายหองน้ํา
3) จะไดแบบแปลนขยายหองน้ํา ใหดับเบิลคลิกที่ชื่อแปลนที่มีชื่อตอทายดวย – Callout เพื่อเปดทํางานในหนาจอ

it
แปลนแบบขยาย ev
หากตองการยืด-ลดขอบเขต ใหคลิกที่จุดกลมสีฟาตรงกลางของแตละดานขยับ เพื่อขยายขอบเขตการทํางาน
การสรางรูปดานภายในหองน้ํา
R
4) คลิกที่ View TAB
4.1) คลิกที่ Elevation เพื่อกําหนดการสรางรูปดาน
sk

4.2) คลิกตําแหนงตรงกลางหอง เพื่อวางกลอง


4.3) คลิก Modify เพื่อแกไขมุมมอง
de

4.4) คลิกที่ สัญลักษณการมองรูปดาน จะเห็นสี่เหลี่ยมสีฟาเกิดขึ้น ใหคลิกใหมีเครื่องหมายถูก เพื่อใหสราง


รูปดานนั้น
to

5) ดับเบิลคลิกทีร่ ูปดานที่ตองการดูและเขียนเสนเพิม่ เติม เชน Elevation 1-b


Au
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั

ภาพที่ 17.13 การสรางแบบขยายหองน้ํา (ตอ 1)


บทที่ 17 การจัดการมุมมองและหนากระดาษ (Views and Sheets)
330

e
ur
ct
te
c hi
Ar
ภาพที่ 17.13 การสรางแบบขยายหองน้ํา (ตอ 2)

it
17.10 การเพิ่มมุมมองและการเขียนแบบขยายประตู-หนาตาง
ev
การเพิ่มมุมมองเพื่อเขียนแบบขยายประตู-หนาตาง มีขั้นตอนดังนี้ (ภาพที่ 17.14)
1) คลิกที่ View TAB
R
1.1) คลิกที่สามเหลี่ยมดานหลัง Legends
1.2) พิมพชื่อใหม เชน แบบขยายประตู-หนาตาง คลิกเลือกขนาดสเกล (Scale) สามารถแกไขไดตลอด
แลวคลิก OK
sk

2) ตอนนี้ จะไดมุมมองแผนใหมอยูที่ Project Browsers: Legends ชื่อแบบขยายประตู-หนาตาง


de
to
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย

ภาพที่ 17.14 การเขียนแบบขยายประตู-หนาตาง


ตวั
บทที่ 17 การจัดการมุมมองและหนากระดาษ (Views and Sheets)
333

6.4) คลิกเสนบอกระยะจุดแรก คลิกเสนบอกระยะจุดที่สอง แลวคลิกบอกตําแหนงที่วางเสนบอกระยะ


6.5) คลิกเสนบอกระยะจุดแรก คลิกเสนบอกระยะจุดที่สอง คลิกเสนบอกระยะจุดทีส่ าม แลวคลิกบอก
ตําแหนงที่วางเสนบอกระยะ

e
ur
ct
te
c hi
Ar
it
ev
ภาพที่ 17.14 การเขียนแบบขยายประตู-หนาตาง (ตอ 4)
R
การเขียนขอความอธิบาย
7) คลิกที่ Text (TX)
sk

7.1) คลิกที่ No Leader เพื่อกําหนดการเขียนขอความแบบไมมีเสนชี้


7.2) คลิกตําแหนงที่จะเริม่ ตน แลวพิมพขอความที่ตองการอธิบาย
de

7.3) คลิก Two Segments เพื่อกําหนดการเขียนขอความแบบมีเสนชี้สองจุด


7.4) คลิกจุดแรกที่จะวางหัวลูกศร คลิกจุดที่สอง คลิกจุดที่สามแลวพิมพขอความที่ตองการอธิบาย
to
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั

ภาพที่ 17.14 การเขียนแบบขยายประตู-หนาตาง (ตอ 5)


บทที่ 17 การจัดการมุมมองและหนากระดาษ (Views and Sheets)
335

4.3) คลิกเลือก Titles and Totals เพื่อใหมีหัวขอและแสดงรายการรวม


4.4) คลิกที่ Formatting เพื่อจะเขาไปจัดรูปแบบ
4.5) คลิกเลือก Count เพื่อตั้งคาแสดงผล
4.6) คลิกเลือก Calculate Totals เพื่อคํานวณจํานวนรวมดวย
4.7) คลิกที่ OK เพื่อสิ้นสุดการตั้งคา

e
ur
ct
te
c hi
Ar
it
ev
R
sk
de
to
Au
สอื
นัง

ภาพที่ 17.15 การถอดปริมาณ ประตู หนาตาง (Schedules /Quantities) (ตอ)


า่ งห

17.13 การตั้งคาและจัดหนากระดาษ
อย

17.13.1 การเพิ่มแผนกระดาษ (Sheet)


การเพิ่มหนาแผนกระดาษขนาดตางๆ ทําไดดังนี้ (ภาพที่ 17.16)
1) คลิกที่ View TAB
ตวั

2) คลิกที่ Sheet เพื่อเพิ่มกระดาษ


2.1) ขึ้นหนาตาง New Sheet ขึ้นมา คลิก Load เพื่อเขาไปเอาแผนขนาดกระดาษที่ตองการเพิ่มขึ้นมา
บทที่ 17 การจัดการมุมมองและหนากระดาษ (Views and Sheets)
342

3) คลิกที่ Aligned Dimension เพื่อเขียนเสนบอกขนาด


3.1) คลิกที่จุดเริม่ ตนเขียนผนัง
3.2) คลิกที่จุดตอไปของเสนบอกขนาด
3.3) คลิกตําแหนงที่วางเสนบอกขนาด
4) เมื่อตองการออกจากการแกไขเพิม่ เติมภายในแบบ ใหดับเบิลคลิกพื้นที่วาง เพื่อสิ้นสุด

e
การทํางานแบบ

ur
17.13.6 การนํารูปดานเขามาในหนากระดาษ (Sheet)

ct
การนํารูปดานเขามาในหนากระดาษ มีขั้นตอนดังนี้ (ภาพที่ 17.21)
1) ทํางานที่ A101- แบบแปลนพื้นใน Project Browser: Sheets (All)

te
c hi
Ar
it
ev
R
sk
de
to
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย

ภาพที่ 17.21 การนํารูปดานเขามาในหนากระดาษ (Sheet)


ตวั

2) คลิกที่ View TAB


3) คลิกที่ Place View เพื่อเลือกแบบที่ตองการดึงเขามาวางในกระดาษ
บทที่ 17 การจัดการมุมมองและหนากระดาษ (Views and Sheets)
343

3.1) คลิกที่ชื่อแบบที่ตอ งการดึงมา


3.2) คลิกตําแหนงที่วาง
3.3) คลิกที่ Modify เพื่อยายตําแหนงที่ตองการ
3.4) คลิกที่ Move แลวยายตําแหนงที่วางได
3.5) คลิกที่เสนกรอบรูปแลวลากไปวางยังตําแหนงที่ตองการ หรือใชลูกศรขึ้น-ลง ซาย-ขวา

e
ที่คียบอรดชวยยาย

ur
17.14 การตั้งคาและการพิมพงาน

ct
17.14.1 การพิมพงานเปนไฟล PDF
การพิมพงานเปนไฟล PDF มีขั้นตอนดังนี้ (ภาพที่ 17.22) (การบันทึกเปนไฟล PDF ตองมีโปรแกรม

te
Acrobat Professional ในเครื่องคอมพิวเตอรดวย)

c hi
Ar
it
ev
R
sk
de
to

ภาพที่ 17.22 การพิมพงานเปนไฟล PDF


1) ที่ Project Browser: Sheets (All) คลิกที่ File TAB
Au

2) คลิกที่ Print เพื่อเลือกแบบที่ตองการดึงเขามาวางในกระดาษ


2.1) คลิกที่ Print
2.2) คลิกเลือก Adobe PDF
2.3) คลิกเลือก Combine multiple selected views/ Sheets into a single file เพื่อใหรวมเปน
สอื

ไฟลเดียวแตมหี ลายหนาตามจํานวนแผนงาน
นัง

2.4) คลิกเลือกพื้นที่เก็บไฟลงาน
2.5) คลิกที่ OK เพื่อใหทําการบันทึกเปนไฟล PDF เมื่อเสร็จแลวใหเขาไปเปดไฟลงาน
า่ งห

17.14.2 การพิมพงานตามขนาดที่ตั้งคา
การพิมพงานตามขนาดที่ตองการ มีขั้นตอนดังนี้ (ภาพที่ 17.23)
อย

1) ที่ Project Browser: Sheets (All) เลือกหนาตางที่จะพิมพงาน คลิกที่ File TAB


2) คลิกที่ Print เพื่อเลือกแบบที่ตองการดึงเขามาวางในกระดาษ
2.1) คลิกที่ Print
ตวั

2.2) คลิกเลือกเครื่องพิมพรุนที่ใชงาน
2.3) คลิก Current View เพื่อพิมพงานหนากระดาษแผนที่ทํางาน
2.4) คลิกที่ Setup เพื่อเขาไปกําหนดขนาดกระดาษ
บทที่ 17 การจัดการมุมมองและหนากระดาษ (Views and Sheets)
347

e
ur
ct
te
c hi
Ar
ภาพที่ 17.25 การกําหนดการแสดงเฉพาะบางสวนของอาคาร (Scopes Box) (ตอ)

it
17.16 การสรางมุมมองกลอง (Camera) ev
การกําหนดมุมกลอง (Camera) มองทัศนียภาพภายนอกอาคารในมุมตางๆ กําหนดมุมมองตามความเหมาะสมมี
ขั้นตอนการทํางานดังนี้ (ภาพที่ 17.26)
R
1) ดับเบิลคลิกที่ Site ที่ Floor Plans
2) คลิกที่ View TAB
sk

3) คลิกที่ 3D View ตรงสามเหลีย่ ม


3.1) คลิกเลือก Camera
de

3.2) คลิกตําแหนงที่วางกลอง ควรอยูหางจากตัวอาคาร


3.3) คลิกตําแหนงที่มองไป จะเปนการมองเห็นของตัวกลองวาเห็นไกลแคไหน
to
Au
สอื
นัง
า่ งห
อย
ตวั

ภาพที่ 17.26 การสรางมุมมองกลอง (Camera)

You might also like