2

สมพงษ ใจดี
คณิตศาสตร ม.ตนพิเศษเลม 1
คณิตศาสตร/สมพงษ ใจดี
1. คณิตศาสตเสริมความรู
2. คณิตศาสตรอานเพลิน
3. คณิตศาสตร ม.ตนเพื่อทุกคน
สํานักหอสมุดแหงชาติ ประเทศไทย
จัดเก็บไวในหมวดเหมูดังนี้
รองศาสตราจารยสมพงษ ใจดี
คณิตศาสตร ม.ตนพิเศษ
ISBN 978-974-7539-43-1 (PDF)

สงวนลิขสิทธิ์
ลิขสิทธิ์ของรองศาสตราจารยสมพงษ ใจดี
การผลิตและการลอกเลียนหนังสืออิเล็กทรอนิกสเลมนี้ไมวาในรูปแบบแบบใด ๆ
ทั้งสิ้นตองไดรับอนุญาตเปนลายลักษณอักษรจากรองศาสตราจารยสมพงษ ใจดี
ออกแบบรูปเลม
เว็บไซตเผยแพร

: รองศาสตราจารยสมพงษ

ใจดี

: http://sjaidee-ebook.info/

3

คณิตศาสตร ม.ตนพิเศษ
เลม 1
รองศาสตราจารยสมพงษ ใจดี
sompongsej@sjaidee-ebook.info
http://sjaidee-ebook.info/

2555
30/

4

คํานําผูเขียน
ผูเขียนถือโอกาสเรียบเรียงคณิตศาสตร ม.ตนพิเศษชุดนี้ไวในเว็บไซตของ
ผูเขียนดังนี้
กลาวคือ http://sjaidee-ebook.info/
โดยหวังจะเปนหนังสือสวนเสริมแกครู อาจารย และนักเรียน
ทั้งนี้ผูเขียนตั้งใจใหเปนหนังสือที่มีคุณคาเกินกวาราคาที่กําหนดไว
นอกจากนี้ ยังหวังใหเปนทางเลือกแกผูอานทุกคนอยางทันสมัยดวย
เพื่อความเพลิดเพลินในเนื้อหาสาระที่ตางคิดวาคณิตศาสตรยากผูเขียนจึง
สอดแทรกกลอนพื้นบานไวดวย
อนึ่ง ผูเขียนเนนเนื้อหาสาระเชิงตัวอยางเปนสําคัญ
ในขณะเดียวกันผูเขียนตองการใหนักเรียนรูคําศัพทภาษาอังกฤษ
ดังนั้น ผูเขียนจึงเสริมไวดวยเสมอ
โดยไมทําใหเนื้อหาสาระลดลงแตประการใด
ดวยเหตุนี้ ผูเขียนจึงมีความคาดหวังในทางที่ดีดังนี้
ผูอานทุกคนจะตอบสนองดวยดีเหมือนเชนเคย
ผูเขียนใครขอขอบคุณผูอานทุกคนไว ณ ที่นี้ดวย
สมพงษ ใจดี
sompongsej@sjaidee-ebook.info
http://sjaidee-ebook.info/
sompongsej@yahoo.com

5

สารบัญ
คํานําผูเขียน

หนา
4

1. วิทยาศาตร
2. วิทยาศาสตรและคณิตศาสตร
3. คณิตศาสตร
4. จํานวนนับ
5. ตัวหารรวมมาก
6. ตัวคูณรวมนอย
7. ตัวหารรวมมากและตัวคูณรวมนอย
8. เสนจํานวน
9. สมบัติของจํานวนเต็ม
10. เลขยกกําลัง
11. จุด เสนตรง รังสี และมุม
12. เรื่องของการสราง

6
11
14
20
29
37
43
51
57
63
77
85

บรรณานุกรม

94

ประวัติผูเขียน

95

6

1. วิทยาศาสตร

นักเรียนนี้
ยอมฝนใฝ
วิทยา
ปรารถนา
วิชานี้
ของทุกสิ่ง
ลวนเกี่ยวของ
หากสนใจ

ที่รู
อยากรู
ศาสตรหรือ
วาเปน
บอกวา
หลากอยาง
ควรรู
อานตอ

อยูแกใจ
สูเนื้อหา
คือวิชา
เชนฉันใด
นาสนยิ่ง
ตางรูไหม
สูหทัย
อยารอรี

7

วิทยาศาสตร คือ วิชาที่ศึกษาสิ่งตาง ๆ ในธรรมชาติ
ทั้งนี้ถาเราศึกษาสิ่งที่มีชีวิตก็จะจัดอยูในวิทยาศาสตรชีวภาพ
ตรงกันขาม ถาเราศึกษาสิ่งที่ไมมีชีวิตจะอยูในวิทยาศาสตรกายภาพ
ถานักเรียนศึกษาความจริงของธรรมชาติจะเรียกดังนี้
กลาวคือ วิทยาศาสตรบริสุทธิ์
ถานักเรียนใชความรูเหลานั้นเพื่อกอประโยชนตอมนุษยจะเรียกดังนี้
กลาวคือ วิทยาศาสตรประยุกต
ณ ที่นี้นักเรียนควรรูคําศัพททางภาษาอังกฤษไปพรอม ๆ กันดังนี้
1. วิทยาศาสตร คือ Science
2. ธรรมชาติ คือ Nature
3. วิทยาศาสตรชีวภาพ คือ Biological Science
4. วิทยาศาสตรกายภาพ คือ Physical Science
5. วิทยาศาสตรบริสุทธิ์ คือ Pure Science
6. วิทยาศาสตรประยุกต คือ Applied Science
อนึ่ง นักเรียนคนใดซึ่งยังไมคุนกับคําศัพทภาษาอังกฤษคําตาง ๆ ก็จะไมมี
ผลเสียตอความรูที่นักเรียนจะไดรับในตอนนี้มากนัก
โดยนักเรียนคนนั้นสามารถกลับมาศึกษาไดอีกเสมอ
อยางไรก็ตาม เมื่อนักเรียนคนใดสามารถรับรูควบคูกันไปกับเนื้อหาสาระ
โดยตรงก็ยอมจะมีประโยชนมากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะอยางยิ่ง นักเรียนคนใดที่สนใจวิทยาศาสตรและคณิตศาสตร

8

ผูเขียนมีความเชื่อดังนี้
นักเรียนคนนั้นยอมจะตองมีโอกาสเดินทางไปศึกษาตอ ณ ตางประเทศใน
อนาคตอยางแนนอน
ผูเขียนจึงขอย้ําอีกครั้งหนึ่งดังนี้
ความรูตาง ๆ ที่นักเรียนรับรูไวยอมจะเปนสิ่งที่มีประโยชนแกนักเรียนเอง
ทั้งสิ้น โดยไมมีใครคนใดที่จะสามารถมาหยิบฉวยความรูไปจากตัวนักเรียนไดเลย
นักเรียนคงเคยสังเกตดวงดาวตาง ๆในทองฟายามค่ําคืน
คงเคยมองดูและสนใจความงามของดวงจันทร
อีกทั้ง คงเคยสังเกตดวงอาทิตยขึ้นทางทิศตะวันออกในตอนเชาและตกลับ
ขอบฟาในตอนเย็นทางทองฟาทิศตะวันตก
นักเรียนคงเคยสังเกตการณเจริญเติบโตของตนไมที่บานของนักเรีนเอง
และสถานที่ตาง ๆ ซึ่งนักเรียนเดินทางไปแมแตที่โรงเรียนของนักเรียนดวย
นักเรียนไดรับฟงขาวสารจากทางวิทยุ ดูโทรทัศน ดูภาพยนตร และใช
อุปกรณไฟฟาชนิดตาง ๆ เชน หมอหุงขาว เตารีด และเครื่องปรับอากาศ
ตลอดระยะเวลาที่นักเรียนสังเกตและเกี่ยวของกับสิ่งตาง ๆ จะบงชี้ดังนี้
นักเรียนกําลังศึกษาวิทยาศาสตรไปโดยไมรูตัว
อีกทั้งวิทยาศาสตรเกี่ยวของและมีบทบาทตอชีวิตของนักเรียนอยูเสมอ
โดยนับตั้งแตขณะที่เราอยูในครรภของแม ออกจากทองของแมมาสูโลก
ภายนอก และจนถึงวาระสุดทายของชีวิตของทุกคนเราทุกคนตองมีชีวิตที่เกี่ยวของ
กับวิทยาศาสตรโดยตลอด
ยิ่งไปกวานั้น ในอนาคตเราทุกคนก็จะตองเกี่ยวของมากยิ่งขึ้น ๆ อีกตราบ
เทาที่โลกของเรามีความเจริญยิ่งขึ้น ๆ ดังเชนทุกวันนี้

9

ดังนั้น ผูเขียนจึงอยากใหนักเรียนมองเห็นความสําคัญของวิทยาศาสตรซึ่ง
เราไมสามารถหลีกเลี่ยงได
ประเทศไทยของเราทุกคนจะไมมีโอกาสทัดเทียมเทาประเทศอื่น ๆ ไดเลย
ตราบเทาที่เรายังสนใจวิทยาศาสตรกันอยางผิวเผิน
คําศัพทภาษาอังกฤษที่นักเรียนควรรูเปนดังนี้
1. โลก คือ Earth
โดยเราควรใชวา The Earth เพื่อระบุเฉพาะสิ่ง
2. ดาวหรือดวงดาว คือ Star
โดยเราหมายถึงดาวที่มีแสงสวางในตัวเอง
3. ดวงจันทร คือ Moon
ทั้งนี้เราควรใชวา The Moon
โดยคํานี้จะใชแทนดาวบริวารของโลก คือ ดวงจันทรดวงนี้เทานั้น
อนึ่ง เราถิอเอาเปนชื่อเฉพาะตัวก็ยอมได
4. ดวงอาทิตย คือ Sun
ทั้งนี้เราควรใชวา The Sun เชนเดียวกัน

10

Science is the study of the natural world.
คําถามเสริมความคิดของนักเรียนเปนดังนี้
1. นักเรียนบันทึกรายการของสิ่งตาง ๆ ที่เห็นและเชื่อดังนี้
สิ่งตาง ๆ เหลานั้นลวนเปนผลิตผลที่เกิดจากการศึกษาทางวิทยาศาสตร
นักเรียนคิดอยางไรกับสิ่งตาง ๆ นั้น
2. วิทยาศาสตร คือ อะไร
เราแบงวิทยาศาสตรตามลักษณะของการศึกษาออกเปนอยางไร
3. นักเรียนตองการศึกษาวิทยาศาสตรหรือไม
4. คณิตศาสตรเกี่ยวของกับวิทยาศาสตรอยางไร

11

2. วิทยาศาสตรและคณิตศาสตร

วิชาวิทย
ความผูกพัน
วิชาวิทย
เราจะตอง
ดวยเหตุนี้
จงตระหนัก
เมื่อเรียนวิทย
หากมุงมั่น

คณิตฯ
ฉันใด
คิดได
ใชคณิตฯ
นองพี่
เรียนไว
คณิตฯ ดวย
ฝนนี้

ใกลชิดกัน
คลายพี่นอง
ดั่งใจปอง
คิดชวยกัน
ที่นารัก
ใครสุขสันต
ชวยเสริมกัน
ที่เปนจริง

12

นักเรียนตางรูกัน คือ วิทยาศาสตรพื้นฐานมี 3 อยางดังนี้
กลาวคือ เคมีอยางหนึ่ง ฟสิกสอยางหนึ่ง และชีววิทยาอีกอยางหนึ่ง
ทั้งนี้วิทยาศาสตรพื้นฐาน 2 อยางแรกเกี่ยวของกับสิ่งไมมีชีวิต
โดยที่จะยกสาระซึ่งเกี่ยวกับสิ่งที่มีชีวิตเปนภาระของชีววิทยา
นักเรียนสนใจจะศึกษาสวนใดกัน
อนึ่ง ไมวานักเรียนสนใจวิทยาศาสตรในแขนงหนึ่งแขนงใดก็จะตองสนใจ
วิชาคณิตศาสตรซึ่งมีอยูในหลักสูตรอยางเต็มที่จนเต็มกําลังความสามารถ
โดยนักเรียนทุกคนจะสามารถเรียนรูไดถาตั้งใจอยางแทจริง
สิ่งสําคัญประการหนึ่งเปนดังนี้
กลาวคือ นักเรียนทุกคนจะตองไมดูถูกความสามารถของตัวเองและทําสิ่ง
ตาง ๆ ที่ตั้งใจไวใหสําเร็จลุลวงไปดวยดีเสมอ
บางคนเริ่มตนโดยไมสนใจวิชาคณิตศาสตรเลยแมแตนอยนิด
โดยคิดอยูเสมอดังนี้
กลาวคือ ทุกสิ่งทุกอยางที่เกี่ยวกับตัวเลขเปนเรื่องยากไปหมด
ถานักเรียนคนใดกําลังเริ่มคิดเชนนั้นผูเขียนใครอยากขอรองใหเริ่มกลับใจ
มาสนใจบางสักนิดในขั้นแรกนี้ก็ยังดี
เพราะไมมีอะไรที่สายจนเกินไปถาเรามีความมุงมั่นอยางแทจริง
คนจํานวนหนึ่งคิดดังนี้
ไมสนใจคณิตศาสตร
แลวมุงที่จะเรียนทางสายที่เกี่ยวของกับชีววิทยา
โดยมุงเปาไปสูการศึกษาทางการแพทยที่ตัวเองใฝฝนอยากจะเปนหมอที่ดี

13

ถาคนใดจัดอยูในกลุมคนที่มีความคิดเชนนั้นก็ใครอยากใหรับรูไวดังนี้
ความคิดดังกลาวนี้เปนสิ่งที่ไมถูกตอง
ทั้งนี้หมอที่ดีก็ตองมีความรูทางคณิตศาสตรที่ดีดวย
นอกจากนี้ นักเรียนที่ดอยความสามารถทางคณิตศาสตรจะทําใหมีโอกาส
นอยที่จะสามารถเขาศึกษาทางสายการแพทยซึ่งมีการแขงขันสูง
เมื่อนักเรียนรับรูเชนนี้จึงตองสนใจคณิตศาสตรเปนพิเศษ
นักเรียนทุกคนตางมีความสามารถทางคณิตศาสตรเปนประเดิมกันอยูแลว
โดยทุกคนตางคิดเงินและนับเงินใชไดอยางคลองใชหรือไม
แสดงวา ทุกคนตองรูเกี่ยวกับจํานวนนับกันทุกคนแลว
ดวยเหตุนี้ นักเรียนจึงไมควรทอที่จะเรียนสิ่งตาง ๆ ตอไปอีก
นักเรียนคนหนึ่งคนใดมุงหวังจะเรียนทางเคมีและฟสิกส
โดยทั่วไปมักจะสนใจคณิตศาสตรควบคูกันอยูแลว
ทุกคนตองชอบและรูแลวดังนี้

กลาวคือ วิชาคณิตศาสตรเปนวิชาที่สําคัญยิ่ง
ดวยเหตุนี้ จึงไมจําเปนจะตองกลาวย้ําไว ณ ที่นี้อีก

วิทยาศาสตรและคณิตศาสตรตางมีความสําคัญ โดยที่ตองพึ่งพาอาศัยกัน
อยางหลีกเลี่ยงไมไดหากตองการประสบความสําเร็จตามที่หวัง

Mathematics is your strongest subject.

14

3. คณิตศาสตร

คณิตศาสตร
มีหลายสวน
เลขคณิต
อีกนึกถึง
พีชคณิต
สมมุติผาน
อันตรีโกณ
คิดแยบยล

คาดได
รูไว
จิตนี้
เรขาฯ
คิดนะ
ตัวหนึ่ง
มิติ
สนคณิตฯ

ใชคํานวณ
ใหทั่วถึง
ที่คะนึง
พาไดยล
สมการ
จึงรูผล
มิชอบกล
คิดเร็วพลัน

15

บอยครั้งที่ไดยินนักเรียนในสมัยนี้จะพูดกันเสมอดังนี้
ไมชอบเรียนเลขเลยยากจริง ๆ
ผูเขียนก็ไดแตนึกอยากที่จะแกไขใหถูกตองแตก็ไมมีโอกาส
เมื่อนักเรียนเริ่มคิดวาสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามยากเหลือเกินนักเรียนจะตองหมด
โอกาสที่จะรับรูความจริงของสิ่งนั้น ๆ ตั้งแตยังไมทันไดลืมตา
อีกทั้งแมแตชื่อที่เรียกถึงสิ่งนั้นก็คลาดเคลื่อนแลว
ดวยเหตุนี้ จึงไมตองกลาวถึงสาระของสิ่งนั้น
เพราะนักเรียนจะรับมาอยางผิด ๆ อยางแนนอน
ณ ที่นี้ผูเขียนอยากใหนักเรียนไดรูโดยทั่วกันดังนี้

กลาวคือ คณิตศาสตร คือ วิชาที่วาดวยการคํานวณ
พื้นฐานหลักเบื้องตนที่ใชในการคํานวณเปนดังนี้
กลาวคือ

การบวก การลบ การคูณ และการหาร

โดยเปนสาระที่นักเรียนทุกคนตางรูกันแลวทั้งสิ้น
ดังนั้น นักเรียนจึงไมควรที่จะตีตนกอนไข
ในเบื้องตนนักเรียนควรทําความเขาใจคําตาง ๆ ที่เกี่ยวของกันกอนดังนี้
คณิตศาสตรประกอบดวยวิชา 4 แขนงในเบื้องตนที่นักเรียนจะตองเรียนรู
ในระดับนี้ดังนี้
1. เลขคณิตวิชาหนึ่ง
วิชานี้เกี่ยวกับจํานวนเลขตาง ๆ ตามที่นักเรียนเคยไดเรียนมาบางแลว
แตขั้นนี้จะขยับสาระของวิชาที่เปนหมวดหมูมากขึ้น

16

2. เรขาคณิตวิชาหนึ่ง
วิชานี้เกี่ยวของกับสมบัติของรูปทรงตาง ๆ ตามที่นักเรียนทุก ๆ คนตางได
รูไดเห็นมาแลวในชีวิตประจําวัน
แตยังไมไดคํานึงถึงกฎเกณฑตาง ๆ ที่เราจะใชประกอบการคํานวณเทานั้น
ดังเชน รูปสามเหลี่ยมรูปหนึ่งและรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสอีกรูปหนึ่ง
3. พีชคณิตวิชาหนึ่ง
วิชานี้จะเกี่ยวของกับการแกปญหาตาง ๆ ที่อยูในรูปของสมการตาง ๆ
โดยที่มีสัญลักษณที่สมมติขึ้นมาเกี่ยวของและชวยใหเราสามารถแกปญหา
ไดงายยิ่งขึ้น
4. ตรีโกณมิติวิชาหนึ่ง
วิชานี้จะเกี่ยวของกับฟงกชันของมุมหนึ่งในรูปสามเหลี่ยมมุมฉากรูปหนึ่ง
โดยจะมีสวนเสริมกับวิชาเรขาคณิตแขนงนั้นในอีกทางหนึ่งดวย
เมื่อแจกแจงออกมาเชนนี้ก็อาจจะเพิ่มความหนักใจแกนักเรียนยิ่งขึ้น
แตเพื่อความเขาใจที่ถูกตองในเบื้องตนเราจึงจําเปนตองกลาวถึง
นักเรียนจึงควรรับรูสิ่งที่ถูกตองนี้โดยไมตองกังวลและตีตนกอนไขอีก
อยางไรก็ตาม บางคนอาจจะไมเห็นดวยกับการชี้แจงดังกลาวนี้
ดังนั้น นักเรียนจึงเรียกชื่อวิชาอยางผิด ๆ เสมอมา
คําศัพทภาษาอังกฤษที่ควรรูมีดังนี้
1. คณิตศาสตร คือ Mathematics
2. เลขคณิต คือ Arithmetic
3. เรขาคณิต คือ Geometry

17

4. พีชคณิต คือ Algebra
5. ตรีโกณมิติ คือ Trigonometry
6. ฟงกชันหรือพันธภาพ คือ Function
นักเรียนลองอานปญหาที่พิจารณาประกอบรวมกันดังนี้
1. ความสัมพันธเชิงตัวเลขอันหนึ่งเปนดังนี้
กลาวคือ 128  25

 100 
 128  

 4 
12,800

4
 3,200

2. คาของ x ตัวหนึ่งในสมการสมการหนึ่งตอไปนี้เปนดังนี้
กลาวคือ x 2  2 x  1  x  12
จะได x  1
0
ดังนั้น

x  1  1

 0  1

x

 1

0

3. นักเรียนลองพิจารณาความจริงที่จะกลาวถึงดังนี้
กลาวคือ สามเหลี่ยมมุมฉากรูปหนึ่งซึ่งมีมุมหนึ่ง คือ 30 องศา มุมอีกมุม
หนึ่งซึ่งไมใชมุม 90 องศาจะมีคา คือ 60 องศา
ทั้งนี้มุมภายใน 3 มุมของสามเหลี่ยมมุมฉากรูปนี้ คือ 180 องศา

18

4. นักเรียนลองทดสอบความจริงอยางหนึ่งตามที่จะกลาวถึงดังนี้
สามเหลี่ยมมุมฉากรูปหนึ่งมีสมบัติดังนี้
1. ดานประกอบมุมฉาก 2 ดานของสามเหลี่ยมมุมฉากรูปหนึ่งเปนดังนี้
กลาวคือ เทากับ 3 หนวยและ 4 หนวย ตามลําดับ
2. ดานตรงกันขามกับมุมฉากมุมนั้น คือ 5 หนวย
เมื่อนักเรียนสรางรูปสามเหลี่ยมรูปหนึ่งซึ่งมีมาตราสวนดังที่กําหนด
นักเรียนจะพบความจริงนี้ดวยตัวเอง
อนึ่ง นักเรียนคนใดสามารถติดตามสาระนี้ก็จะสามารถเขาถึงคณิตศาสตร
ไดโดยไมยาก
B
c  5 เมตร

a  3 เมตร


A

b  4 เมตร

C

ข.

ก.

รูปที่ 3.1
จากรูป ACB รูปหนึ่งดังรูป ก. ที่แสดง
1. จงหาคาของ a 2  b 2  ตารางเมตร
2. เปรียบเทียบกับคาของ c 2 ตารางเมตร
นักเรียนจะพบความสวยงามของคณิตศาสตรที่คนพบดวยตัวเอง

19

1. ดูรูปภาพที่ไดแสดงประกอบไวนี้
2. นับจํานวนของวัวและคนในภาพทั้ง 2 ภาพ
3. นักเรียนใชกระบวนการนับของทางคณิตศาสตรแลว
4. นักเรียนสามารถบงบอกถึงความแตกตางอื่น ๆ ไดหรือไม
5. ขอใหสังเกตและเขียนคําตอบไว
6. นักเรียนจะไดความกระจางเมื่อศึกษาในโอกาสตอไป

20

4. จํานวนนับ

จํานวนนับ
ยืนเขาแถว
หารลงตัว
ใครแยมพราย
ตัวประกอบ
ราวหนึ่งสวม
อันจํานวน
ตามครรลอง

รับรู
นับหนึ่ง
ตัวประกอบ
ขยายความ
รวมนี้
รวมใจ
เฉพาะนี้
อยางนี้

อยูกันแลว
ถึงมากหลาย
ชอบทุกราย
ตามครรลอง
ที่หารรวม
ใหเปนสอง
ที่ไตรตรอง
มีหนึ่งคูณ

21

ปญหาหนักใจของนักเรียนแทบทุกคนเปนดังนี้
กลาวคือ นักเรียนไมคุนกับคําศัพทที่ใชในทางคณิตศาสตรทั้ง ๆ ที่คําศัพท
เหลานั้นเปนคําไทยทั้งสิ้น
นักเรียนไมเขาใจนิยามของคําศัพทตาง ๆ เหลานั้น
โดยอาจจะไมไดทําความเขาใจอยางแทจริง
จึงอยากแนะนีกเรียนไดแกไขสิ่งตาง ๆ ที่ตัวของนองเองกอน
โดยเฉพาะอยางยิ่ง ตองรูสึกชอบที่จะอาน คิด และลงมือทํา
ถาทําไดอีกไมนานก็จะเปนคนหนึ่งที่ชอบวิชาคณิตศาสตรวิชานี้
ขออวยพรใหนักเรียนซึ่งมีความตั้งใจจริงกลายเปนคนที่ชอบวิชานี้
จํานวนนับ คือ คําศัพทคําแรกซึ่งนักเรียนจะตองทําความเขาใจและตองจํา
ไวอยางแมนยําเสมอ
เมื่อนักเรียนเขาแถวกันแลวคนที่อยูหัวแถวก็นับวา 1 ตอจากนั้นคนอื่น ๆ
ที่อยูถัดไปก็จะนับตอกัน คือ 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9,  ดังนี้
จํานวนเลขตาง ๆ ที่นักเรียนนับนี้ คือ จํานวนนับที่จัดเรียงกันดังนี้
กลาวคือ 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9, 
ดังนั้น จํานวนนับคํานี้ก็ไมนาจะยาก
สิ่งแปลกอยางหนึ่งของจํานวนเลขที่เรานับกันเปนดังนี้
กลาวคือ เรามีเลข 0 อยูดวย
แตเราไมไดเริ่มนับจากเลข 0 ตัวนี้เลย
นักเรียนเคยคิดแปลกใจบางหรือไม

22

เลข 0 ตัวนี้มีประโยชนหรือไม
นักเรียนลองคิดตามขอคิดบางอยางดังนี้
1. เมื่อนักเรียนเติมเลข 0 ตัวหนึ่ง ๆ ขางหนาของจํานวนนับตาง ๆ นั้นยอม
ไมมีการเปลี่ยนแปลงคาของจํานวนนับนั้น ๆ เลย
อีกทั้งเราก็ไมนิยมเขียนกันดวย เชน 01, 02, 03, . . .
อยางไรก็ตาม นักเรียนยอมจะรูดีดังนี้
เลข 0 ตัวที่อยูขางหนามีความจําเปนเมื่อเรากดเลขหมายโทรศัพท
นักเรียนอาจจะไมไดนึกคิดแมสักนิดหนึ่งเลยใชหรือไม
2. นักเรียนมีอยูในบัญชีธนาคาร 100 บาท
สมมติ นายธนาคารคนหนึ่งบอกกับนักเรียนดังนี้
เขียนเลขศูนยจํานวนหนึ่งตอขางทายของ 100 บาทเองและนักเรียนยอมจะ
สามารถรับเงินตามจํานวนใหมนั้นได
นักเรียนควรรีบทําตามทันที
ตอนนี้เลข 0 ตัวตาง ๆ เหลานั้นมีความสําคัญในทันทีดังนี้
สมมติ นักเรียนเขียนเปน 1,000,000 บาท
โดยที่นักเรียนเขียนเลข 0 ตอทาย 4 ตัวนักเรียนจะไดรับเงิน 1 ลานบาทนะ
อยางไรก็ตาม คงไมมีนายธนาคารคนใดบอกเชนนั้นอยางแนนอน
อนึ่ง ในกรณีที่ตองการบงบอกถึงของ 2 สิ่งที่แตกตางกัน โดยเราตองการ
ใชตัวเลขแทนเราจึงใชเลข 0 ตัวหนึ่งและเลข 1 อีกตัวหนึ่งได
นอกจากนี้ ในระบบของสิ่งตาง ๆ ซึ่งก็จะเกี่ยวของกับอุปกรณเชิงเลขหรือ
อุปกรณดิจิทัลเลข 0 ตัวนี้จะเขามามีบทบาทที่สําคัญทันที

23

สาระสวนนี้ผูเขียนตองการบอกใหนักเรียนรูดังนี้
กลาวคือ สิ่งใดที่ดูเหมือนวาจะไมมีประโยชน แตสิ่งนั้นก็อาจจะมีประโยชนไดถา
เราใชอยางถูกที่
วิชาตาง ๆ ที่ตองเเรียนรู ณ ระดับนี้ บางทีนักเรียนก็อาจจะยังมองไมเห็น
ความสําคัญในขณะนี้ แตวันหนึ่งในอนาคตสิ่งนั้นอาจจะกลับมาเปนสิ่งหนึ่ง ๆ ซึ่ง
มีคุณคาอยางยิ่งกับนักเรียนได
โดยเฉพาะอยางยิ่ง ความรูมีแตใหคุณสถานเดียว
นักเรียนลองมาพิจารณาตัวอยางและขอมูลรวมกันดังนี้
1. จํานวนนับที่มีตัวคูณหรือตัวหาร คือ 1 จํานวนนับตัวนี้ยังคงเดิมดังนี้
เชน
และ

1  1  1, 2  1  2, 3  1  3, 
1
2
3
 1,
 2,
 3, 
1
1
1

ดวยเหตุนี้ เลข 1 ตัวนั้นจะเปนจํานวนนับซึ่งแฝงรวมอยูกับจํานวนนับตัว
อื่น ๆ ทั้งหมดในลักษณะของตัวคูณและตัวหารไดเสมอ
โดยกลาวอีกนัยหนึ่งไดดังนี้
กลาวคือ จํานวนนับจํานวนใดที่หารดวยตัวเองจะลงตัวเปนจํานวนนับ คือ
เลข 1 ตัวนี้เสมอ
ดังนั้น ตัวหารซึ่งหารจํานวนนับตัวหนึ่งไดลงตัวเสมอ คือ เลข 1 ตัวนี้และ
จํานวนนับของตัวเองตัวนั้น
นักเรียนจึงตองคํานึงเสมอเมื่อพิจารณาการคูณหรือการหารจํานวนนับตัว
หนึ่ง ๆ

24

2. ตัวหารที่หารเลข 10 ตัวหนึ่งไดลงตัว คือ 1, 2, 5 และ 10
และตัวหารที่หารเลข 14 ตัวหนึ่งไดลงตัว คือ 1, 2, 7 และ 14
ตัวหารซึ่งหารจํานวนนับตัวหนึ่ง ๆ ไดลงตัวก็จะสามารถอยูในลักษณะตัว
คูณที่เปนตัวประกอบของจํานวนนับตัวนั้น ๆ ได
ดังนั้น เราจึงเรียกตัวหารเหลานี้ในอีกชื่อหนึ่งดังนี้
กลาวคือ ตัวประกอบ

อนึ่ง จํานวนนับ คือ 10 จํานวนหนึ่งและ 14 อีกจํานวนหนึ่งนั้นตางก็มีตัว
ประกอบซึ่งตรงกันหรือรวมกัน คือ เลข 1 และเลข 2 นั้น
เราจึงจะเรียกใหชัดเจนยิ่งขึ้นดังนี้
กลาวคือ ตัวประกอบรวมหรือตัวหารรวม

3. จํานวนนับตาง ๆ ซึ่งมากกวาเลข 1 และมีตัวประกอบอยูเพียง 2 ตัว คือ
เลข 1 ตัวหนึ่งและเลขซึ่งเปนจํานวนนับของตัวเองตัวหนึ่ง เชน ชุดของจํานวนนับ
ชุดหนึ่ง คือ 2, 3, 5, 7, 11, 13, 17, 23 ชุดนี้
เรามีชื่อเรียกโดยเฉพาะดังนี้
กลาวคือ จํานวนเฉพาะ
ทั้งนี้ตัวหารที่จะหารจํานวนเฉพาะชุดหนึ่งตามชุดนี้ไดลงตัวก็เฉพาะเลข 1
ตัวหนึ่งและจํานวนนับของตัวเองอีกตัวหนึ่งเทานั้นอยางสมจริง

เพื่อความสอดคลองกันเราจึงเรียกตัวประกอบ 2 ตัวของจํานวนเฉพาะแต

ละตัว คือ ตัวประกอบเฉพาะ

25

ณ ขั้นนี้คําศัพทตาง ๆ ที่นักเรียนพึงจําไดอยางถูกตองเสมอดังนี้
จํานวนนับ ตัวคูณ ตัวหารหรือตัวประกอบ ตัวหารรวมหรือตัวประกอบ
รวม จํานวนเฉพาะ และตัวประกอบเฉพาะ
4. สมมติ นักเรีนเขียนจํานวนนับตัวหนึ่งซึ่งอยูในลักษณะของผลคูณของ
ตัวประกอบเฉพาะตาง ๆ ไดอยางสมมูลกันกับคาของจํานวนนับตัวนี้
เราจะเรียกการกระทํานี้ดังนี้
กลาวคือ การแยกตัวประกอบ

ดังนั้น ความสัมพันธระหวางจํานวนนับตัวหนึ่งกับผลคูณของตัวประกอบ
เฉพาะตาง ๆ คือ สมการที่บงบอกถึงการแยกตัวประกอบสมการหนึ่ง ๆ ดังนี้
1. สมการสมการนึ่งเปนดังนี้
กลาวคือ 10  2  5
2. สมการอีกสมการหนึ่งเปนดังนี้
กลาวคือ 30  2  3  5
จํานวนนับ 2 ตัวนั้นจะมีตัวประกอบรวมจากการแยกตัวประกอบ 3 ตัวซึ่ง
ไมไดรวมกับเลข 1 อีกตัวหนึ่งดังนี้
2 ตัวหนึ่ง 5 ตัวหนึ่ง และ 10 อีกตัวหนึ่งที่มาจาก 2  5 นั่นเอง
ทั้งนี้นักเรียนตองสังเกตดังนี้
ตัวประกอบรวมทั้ง 3 ตัวนั้นตางหารเลข 10 และเลข 30 ซึ่งเปนจํานวนนับ
นั้นไดลงตัว
ตัวประกอบรวม 3 ตัว คือ ตัวหารรวมของจํานวนนับ 2 ตัวนี้อยางถูกตอง
สมจริง

26

ณ ตอนนี้นักเรียนเขาใจสาระตาง ๆ ที่กลาวมาแลวหรือไม
ถาเขาใจแลวนักเรียนก็เขาถึงคณิตศาสตรสวนนี้แลว
ในขณะเดียวกัน นักเรียนก็คงคิดดังนี้
กลาวคือ คณิตศาสตรไมยากอยางที่พูดกันและมีแนวโนมที่จะเกี่ยวของกับ
ชีวิตประจําวันเสมอดวย
ถาคนใดยังไมแนใจอยากจะขอรองใหอานทบทวนใหม
อยาไดเพิกเฉยและขามไปเปนอันขาด
จงทําความเขาใจอีกสักครั้งหนึ่ง
นักเรียนอาจจะคงเคยไดยินมาดังนี้
กลาวคือ ไอนสไตนเปนนักคณิตศาสตร
และเปนนักวิทยาศาสตรคนหนึ่ง
โดยไดรับการกลาวถึงเชิงชื่นชมอยางมาก
อยางไรก็ตาม ในวัยเด็กนั้นไอนสไตนเปนคนที่ไมเกงคณิตศาสตรเลย
ดวยเหตุนี้ นักเรียนอยาทอถอยเปนอันขาด

27

คําศัพทภาษาอังกฤษที่นักเรียนควรรูเปนดังนี้
1. การคูณ คือ Multiplication
2. การหาร คือ Division
3. การหารลงตัว คือ Exact Division
4. ตัวคูณ คือ Multiplication
5. ตัวหาร คือ Divisor
6. จํานวนนับ คือ Counting Number
7. จํานวนประกอบ คือ Composite Number
8. ตัวประกอบ คือ Factor
9. ตัวประกอบรวม คือ Common Factor
10. ตัวหารรวม คือ Common Divisor
11. จํานวนเฉพาะ คือ Prime Number
12. ตัวประกอบเฉพาะ คือ Prime Factor
13. การแยกตัวประกอบ คือ Factorisation
14. ไอนสไตน คือ Einstein
อยางไรก็ตาม นักเรียนทั่วไปไมจําเปนตองทองจําคําศัพทเหลานี้
หากทวานักเรียนที่เรียนโครงการนานาชาติควรจะตองสนใจเปนพิเศษ

28

คําถามเสริมความคิดของนักเรียนเปนดังนี้
1. จํานวนนับของจํานวนกลุมของคนในรูปนี้ คือ 2 ใชหรือไม
จํานวนนับของคนในแตละกลุม คือ 6 และ 5 นั้นมีตัวประกอบอยางไร
2. จํานวนนับของคนใน 2 กลุมนี้มีตัวประกอบรวมหรือไม อยางไร
3. จํานวนนับของคนใน 2 กลุมมีจํานวนเฉพาะหรือไม
มีตัวประกอบเฉพาะอยางไร
4. สมการที่แสดงการแยกตัวประกอบของจํานวนนับของคนในแตละกลุม
นั้นเปนดังนี้หรือไม เพราะเหตุใด นักเรียนจงพิจารณาใหรอบคอบ
กลาวคือ 6  2  3
และ 5  1  5
นักเรียนทุกคนควรทําคําถามเสริมความคิดเหลานี้ดวยตัวเอง
อีกทั้งควรอานเนื้อหาสาระของเรื่องนี้เปนการทบทวนอีกสัก 1 ครั้ง

29

5. ตัวหารรวมมาก

อันตัวหาร
คืออะไร
หอรอมอ
รูแลวไง

ตัวประกอบ
เลือกเฟนกับ
ตัวมากสุด
ตัวบอกบง

รวมมาก
ใจนี้
ยอไว
ในชื่อ
ชอบลวน
ตัวหารรวม
ตัวนั้น
หารรวมมาก

ยากหรือไม
ที่สงสัย
ใชเร็วไว
สื่อตามตรง
จํานวนนับ
สวมประสงค
นั่นจํานง
ไมยากเลย

30

เมื่อนักเรียนจะหาตัวหารรวมมากหรือ ห. ร. ม. ของจํานวนนับ 2 ตัว คือ 8
ตัวหนึ่งและ 24 อีกตัวหนึ่งจะมีขั้นตอนในการทําดังนี้
1. เขียนตัวประกอบของจํานวนนับทั้ง 2 ตัวนี้
ทั้งนี้ตองจําไดแลวดังนี้
ตัวประกอบของจํานวนนับตัวหนึ่ง คือ ตัวเลขหรือจํานวนนับตัวหนึ่ง ๆ ที่
หารจํานวนนับตัวเดิมตัวนั้นไดลงตัว
2. หาตัวประกอบรวมหรือตัวหารรวมของจํานวนนับตัวเดิมนั้น ๆ
3. ถาทําไดอยางถูกตองก็จะหาตัวหารรวมมากได
โดยดูจากตัวเลขหรือจํานวนนับตัวที่เปนตัวประกอบสูงสุดนั่นเอง
ดังนั้น นักเรียนก็จะหาคําตอบตามที่ตองการได
นักเรียนรูเกี่ยวกับการแยกตัวประกอบมาแลวจึงควรจะใชประโยชนดังนี้
1. เขียนสมการสมการหนึ่งของการแยกตัวประกอบของจํานวนนับตัวนั้น
2. หาตัวประกอบรวมจากการแยกตัวประกอบนั้น
3. ตัวประกอบรวมมากสุด คือ ตัวหารรวมมากตามที่ตองการ
อนึ่ง ในการแกปญหาแตละขอก็ไมจําเปนตองทําทั้ง 2 วิธี
โดยจะเลือกทําวิธีที่ตัวเองถนัด
แลวจึงใชอีกวิธีหนึ่งเปนการตรวจสอบคําตอบเพื่อความมั่นใจ
โดยในตอนนั้นก็จะยิ้มออกไดเพราะรูดังนี้
กลาวคือ ตัวเองทําถูกอยางแนนอน
ดังนั้น จึงเปนขอดีอยางหนึ่งของทางคณิตศาสตร
ทั้งนี้นักเรียนจะรูไดทันทีที่ทําเสร็จ
โดยไมตองรอลุนอีกหลายวันจากครู

31

นอกจากนี้ ถาทําโจทยบอย ๆ จนชํานาญ
ทันทีที่เห็นโจทยของจํานวนนับจะรูตัวหารรวมมากหรือ ห. ร. ม. ไดเลย
ณ ตอนนี้นักเรียนคงพรอมที่จะทําไปดวยกันดังนี้
1. ตัวประกอบของจํานวนนับตัวหนึ่ง คือ 8 เปนดังนี้
กลาวคือ 1, 2, 4, 8
2. ตัวประกอบของจํานวนนับ 24 อีกตัวหนึ่งเปนดังนี้
กลวคือ 1, 2, 3, 4, 6, 8, 12, 24
3. ตัวประกอบรวมจึงเปนดังนี้
กลาวคือ 1, 2, 4, 8
4. ดังนั้น ห.ร.ม. คือ ตัวประกอบรวมมากสุดของ 8 และ 24 เปนดังนี้
กลาวคือ 8
อนึ่ง นักเรียนทําโดยการแยกตัวประกอบดังนี้

กลาวคือ 8  2  2  2
และ 24  2  2  2  3
ตัวประกอบรวมจากการแยกตัวประกอบที่ไมไดรวมเลข 1 ดวยเปนดังนี้
กลาวคือ 2, 2, 2 สามตัวนี้
และ 2  2  2  8 อีกตัวหนึ่ง
ดังนั้น ห.ร.ม. คือ ตัวประกอบรวมมากสุดของ 8 และ 24 คือ 8
อยางไรก็ตาม นักเรียนตองสังเกตดังนี้
กลาวคือ ห.ร.ม.ที่ไดตรงกัน
แตเมื่อดูที่ตัวประกอบรวมในการแยกตัวประกอบจะตางจากเดิมนั้น
โดยที่ไมมีเลข 1 ดวย

32

การแยกตัวประกอบดังกลาวนี้นักเรียนเขียนเฉพาะตัวประกอบเฉพาะที่มา
จากจํานวนเฉพาะซึ่งไมรวมจํานวนนับเลข 1 ตัวนั้นนั่นเอง
สิ่งนี้ยอมจะทําใหสงสัยไดบางเชนกัน
ดังนั้น เพื่อปองกันความผิดพลาดซึ่งอาจจะเกิดขึ้นจากความสับสนและไม
รอบคอบนักเรียนตองตระหนักดังนี้
ถาตองการหาตัวประกอบของจํานวนนับเทานั้นควรคํานึงตัวหารโดยตรง
ถาตองการหา ห.ร.ม.จะทําโดยการแยกตัวประกอบก็ได
อนึ่ง นักเรียนที่คิดการหารเลขไดคลองยอมจะสามารถคิดในใจไดเลย
ดวยเหตุนี้ ถึงแมในปจจุบันไมไดสนใจการคิดเลขในใจนักเรียนที่ตองการ
ฝกสมองของตังเองใหเฉียบไวก็ควรกาโอกาสฝกฝนไวดวย
ทั้งนี้ตองขอย้ําอีกครั้งหนึ่งดังนี้

ตัวหารรวมมากหรือ ห.ร.ม. คือ ตัวประกอบรวมที่มากสุด

ดังเชน จํานวนนับหรือเลข 8 ตามที่ยกตัวอยางนี้
นักเรียนลองคิดในใจดังนี้
ตัวหารรวมกันที่สูงสุดของเลข 8 จํานวนหนึ่งและเลข 24 จํานวนหนึ่ง คือ
เลข 8 จํานวนหนึ่งนั่นเอง
ดังนั้น ห.ร.ม. คือ เลขหรือจํานวนนับ 8 จํานวนนี้
อนึ่ง นักเรียนตองเขาใจวาถาไมสับสนตองกลาวดังนี้

กลาวคือ จํานวนนับ
แทนที่จะกลาวกันดังนี้
กลาวคือ เลข...จํานวนหนึ่งดังที่เขียนเพื่อความสะดวก ณ ที่นี้

33

คําศัพทภาษาอังกฤษที่มอบใหแกนักเรียน 2 คํานี้คอนขางยาวดังนี้
1. ตัวหารรวมมากหรือที่มีตัวยอเปน ห.ร.ม. เปนดังนี้

กลาวคือ Greatest Common Divisor (G.C.D.)
2. ตัวประกอบรวมมากสุดหรือตัวประกอบรวมสูงสุดเปนดังนี้
กลาวคือ Highest Common Factor (H.C.F.)

รูปที่ 5.1
1. สมมติ สวนสาธารณะเล็ก ๆ แหงหนึ่งเปนรูปสี่เหลี่ยมผืนผารูปหนึ่งที่มี
ดานกวาง 12 เมตรและดานยาว 16 เมตร
2. ดานที่ตีตารางไวดานนั้นมี 6 ชอง
โดยที่แตละชองยาว 2 เมตรเทากัน
สวนอีกดานหนึ่งถาตีตารางในลักษณะเดียวกันนี้จะได 8 ชอง
3. ใชการแยกตัวประกอบของจํานวนนับ 2 ตัวนี้ คือ 12 เมตรและ 16 เมตร
เปนดังนี้
กลาวคือ 12  2  2  3
และ 16  2  2  2  2

34

ตัวประกอบรวมที่ไมรวมเลข 1 คือ 2, 2, และ 2  2  4
ดังนั้น ตัวหารรวมมากของ 12 เมตรและ 16 เมตร คือ 4 เมตร
ทั้งนี้นักเรียนยอมจะรูดังนี้
กลาวคือ ตัวหารรวมมากของ 12 เมตรและ 16 เมตร คือ 4 เมตรเปนคามาก
สุดของชวงที่เทากันซึ่งจะแบงบน 2 ดานนี้ได
อนึ่ง ตัวหารรวมอีก 2 ตัว คือ 1 เมตรและ 2 เมตรนั้นจะแทนอะไร
คําถามเสริมความคิดของนักเรียนเปนดังนี้
1. สมมติ รั้วบานดานหนาของบาน 3 หลังที่เรียงตอกันมีความยาว คือ 10
เมตร 15 เมตร และ 20 เมตร
และเจาของบานทั้ง 3 หลังนี้ซึ่งเปนญาติกันตองการทาสีที่เหมือนกันใหได
ดานยาวมากสุดเจาของบาน 3 คนนั้นจะตกลงทาสียาวเทาใด
ถานักเรียนแกปญหาดังนี้

กลาวคือ 5

15

และ

5
 3 5

20  2  2  5

โดยมีตัวประกอบรวม คือ 1 เมตรตัวหนึ่งและ 5 เมตรอีกตัวหนึ่ง
ดังนั้น ความยาวของรั้วบานยาวสุดซึ่งมีสีเหมือนกันเปนดังนี้
กลาวคือ ตัวหารรวมมากของ 10 เมตร 15 เมตร และ 20 เมตรซึ่ง คือ 5 เมตร
คําตอบที่ไดนี้ถูกหรือไม เพราะเหตุใด
อนึ่ง ตามปกติเราจะสามารถคิดโดยสามัญสํานึกไดโดยงาย

35

อีกทั้ง ห.ร.ม. คือ 5 เมตรก็จะเปนคามากสุดที่หารจํานวนนับทั้ง 3 ตัวนี้ คือ
10 เมตร 15 เมตร และ 20 เมตรไดลงตัว
2. ตัวหารรวมมากของกรณีตาง ๆ เปนดังที่แสดงไวตอไปนี้ถูกหรือไม
ตัวหารรวมมากของจํานวนนับ 2 และ 3 คือ 1
ตัวหารรวมมากของจํานวนนับ 25, 50 และ 100 คือ 25
ตัวหารรวมมากของจํานวนนับ 7, 14 และ 21 คือ 7
และตัวหารรวมมากของจํานวนนับ 7, 14, 21 และ 42 คือ 7
3. เศษสวนอยางต่ําของ

13
39

และของ

26
65

เปนดังตอไปนี้ใชหรือไม

กลาวคือ เศษสวนอยางต่ําของ

13
39

คือ

13
39

13 13
39 13

1
3

และ

26
65

คือ

26
65

26 13
65 13

2
5

เศษสวนอยางต่ําของ

อนึ่ง 13 คือ ห.ร.ม. ของจํานวนนับ 13, 26, 39 และ 65 หรือไม

36

4. แพะกลุมหนึ่งและวัวอีกกลุมหนึ่งดังในรูปภาพ 2 รูปนี้มีตัวหารรวมมาก
ของจํานวนเทาใด
5. ขอสรุปที่ไมอิงวิชาการอยางสมบูรณเปนดังนี้หรือไม
ตัวหารรวมมากของจํานวนนับชุดหนึ่งตองหารจํานวนนับแตละจํานวนได
ลงตัวเสมอ
อนึ่ง ถาถูกตองนักเรียนจะสามารถใชประกอบการพิจารณาไดโดยงาย

37

6. ตัวคูณรวมนอย

จํานวนนับ
แลวเรายัง
ผลลัพธนี้
จึงขนาน
พหุคูณ
ความพอดี
คานอยสุด
ตอตัวคูณ

จับไว
ใครดู
เปนจริง
ตัวตั้งนะ
รวมมี
พองรับ
ของชุดนี้
รวมนอย

ในตัวตั้ง
สูตัวหาร
สิ่งตองการ
พหุคูณ
ตองดูที่
สนับสนุน
ที่เกื้อกูล
ดังถอยความ

38

นักเรียนจงตั้งใจอานสาระดังตอไปนี้
1. สมมติ จํานวนนับชุดหนึ่งที่หารดวยเลข 2 ที่เปนจํานวนนับอีกตัวหนึ่ง
ไดผลลัพธลงตัว
เราจะเรียกจํานวนนับชุดนี้ดังนี้

กลาวคือ พหุคูณของจํานวนนับเลข 2 ตัวนี้
โดยผูเขียนขอเสนอแนะดังนี้
กลาวคือ ถาเรียกตัวพหุคูณก็นาจะเขาใจไดสมจริง
ทั้งนี้พหุคูณคํานี้เปนคําวิเศษณที่มีความหมาย คือ หลายเทา

ดังนั้น จํานวนนับชุดดังกลาวที่เปนจํานวนเทาของเลข 2 ตัวนี้จึงเปนดังนี้

กลาวคือ 2, 4, 6, 8, 10, 12, 14, 16, 18, 20, 

ทั้งนี้พึงสังเกตดังนี้
จํานวนนับเลข 2 ตัวนี้เปนเลขคู
จํานวนชุดของจํานวนนับที่เปนพหุคูณของเลข 2 นี้จึงเปนเลขคูที่หารดวย
2 ลงตัวทั้งสิ้น

ลงตัว

2. ในลักษณะที่คลาย ๆ กันเราจะพบความจริงดังนี้
จํานวนนับชุดหนึ่งที่หารดวยเลข 3 ที่เปนจํานวนนับอีกตัวหนึ่งไดผลลัพธ

เราจะเรียกจํานวนนับชุดนี้
กลาวคือ พหุคูณของจํานวนนับเลข 3 ตัวนี้
ดังนั้น จํานวนนับชุดดังกลาวที่เปนจํานวนเทาของเลข 3 ตัวนี้จึงเปนดังนี้
กลาวคือ 3, 6, 9, 12, 15, 18, 21, 24, 27, 30, 

39

ทั้งนี้พึงสังเกตดังนี้
จํานวนนับเลข 3 ตัวนี้เปนเลขคี่
จํานวนชุดของจํานวนนับที่เปนพหุคูณของเลข 3 นั้นจึงเปนเลขที่หาร
ดวย 3 ลงตัวทั้งสิ้น
3. เมื่อนักเรียนพิจารณา 2 ขอนี้รวมกันจะพบความจริงดังนี้
กลาวคือ จํานวนนับชุดหนึ่งที่เปนพหุคูณของเลข 2 ตัวหนึ่งและจํานวนนับชุดหนึ่ง
ที่เปนพหุคูณของเลข 3 อีกตัวหนึ่งจะมีจํานวนนับสวนหนึ่งที่ตรงกันดวยดังนี้
กลาวคือ 6, 12, 18, 24, 30, 
ทั้งนี้จํานวนนับเหลานี้ลวนตางก็หารดวยจํานวนนับเลข 2 และเลข 3 อยาง
ลงตัวจึงเปนพหุคูณรวมของจํานวนนับเลข 2 และเลข 3 สองตัวนี้
อนึ่ง จํานวนนับซึ่งมีคานอยสุดของชุดจํานวนนับซึ่งเปนพหุคูณรวมนี้ คือ
จํานวนนับเลข 6 ตัวนั้น
เราจึงเรียกดังนี้
กลาวคือ ตัวคูณรวมนอยหรือ ค.ร.น. ของจํานวนนับเลข 2 และเลข 3 สองตัวนี้
อนึ่ง ในกรณีนี้ 2  3  6 จึงควรตั้งเปนขอสังเกตไวดวย

และ
.

คําศัพทภาษาอังกฤษแทรกที่ควรรูเปนดังนี้
1. พหุคูณ คือ Multiple ซึ่งเปนคําวิเศษณ
2. ตัวคูณรวม คือ Common Multiple
โดยคําวา Multiple ที่ปรากฏอยู ณ ที่นี้เปนคํานาม
3. ตัวคูณรวมนอยหรือ ค.ร.น. มีคําศัพทที่ใชอยู 2 อยางดังนี้
Least Common Multiple อยางหนึ่ง
Lowest Common Multiple อีกอยางหนึ่งโดยมีตัวยอ คือ

L.C.M .

40

ในชีวิตประจําวันของคนทั่วไปห็จะเกี่ยวของกับการบวก การลบ การคูณ
และการหารเปนหลัก
แตก็มักจะไมคอยรูตัวกันดังนี้
กลาวคือ ตัวเองใชคณิตศาสตรอยูเสมอ ๆ
ดังนั้น จึงคิดกันเสมอดังนี้
กลาวคือ คณิตศาสตรไมสําคัญและหางไกลจากตัวเอง
อยางไรก็ตาม นักเรียนทั้งหลายอยาไดคิดเชนนั้น
นักเรียนลองมาคิดเสริมเกี่ยวกับตัวคูณรวมนอยอีกสักหนอยดังนี้
สมมติ นักเรียนตองการบวกและลบเศษสวนนักเรียนจะทําดังนี้
กลาวคือ

2 3

5 5

23
5
5

5

1

ทั้งนี้ ค.ร.น. ของสวน คือ เลข 5 สองจํานวนนี้ คือ 5
และ

2 3 3
 
5 10 15

12  9  6
30
15

30
15 15

30 15
1

2

ทั้งนี้ ค.ร.น. ของสวน คือ เลข 5 เลข 10 และเลข 15 คือ เลข 30
โดยมาจากพหุคูณรวมนอยสุดที่จํานวนนับทั้ง 3 จํานวนนั้นหารลงตัว

41

เมื่อนักเรียนทําจนชํานาญก็จะมองออกในทันทีดังนี้
กลาวคือ ตัวคูณรวมนอยของจํานวนนับตาง ๆ จะเปนอะไร
สิ่งสําคัญอยางหนึ่งที่นักเรียนตองทดสอบดวย คือ ค.ร.น. ซึ่งมองออกแลว
นี้จะตองหารดวยจํานวนนั้นทุกจํานวนลงตัว
โดยตองมีคานอยสุดตามจุดประสงคนี้ดวย
อนึ่ง เลข 15 จํานวนที่หารทั้งเศษและสวนนั้นเปนอะไร
เปน ห.ร.ม. หรือไม
เพราะเหตุใด
หรือ

2 3 3
 
5 10 15

 3 2 
 3 3 
2 6






15  2 
10  3 
5 6
12 9
6



30 30 30
12  9  6

30
15

30
1

2

อนึ่ง เราทํา 2 วิธีที่ใหผลลัพธตรงกัน
นักเรียนจงพิจารณาอีกครั้ง
อยางไรก็ตาม นักเรียนควรแสดงวิธีหาตัวคูณรวมนอยตามที่ใชนี้ดวย
ทายสุดนี้ ขอใหนักเรียนคิดทบทวนและตัดสินดังนี้
ขอสรุปที่ไมไดอิงวิชาการอยางสมบูรณตอไปนี้เปนจริงหรือไม
อีกทั้งจะใชเปนหลักในการคิดเชิงทดสอบหรือไม

42

กลาวคือ ตัวคูณรวมนอยของจํานวนนับชุดหนึ่งตองหารดวยจํานวน
นับแตละจํานวนนั้นอยางลงตัวเสมอ
อนึ่ง ค. ร. น. ของจํานวนแพะ 2 กลุมนี้เปนเทาใด

นักเรียนเอย
เปนเทาใด
คอรอนอ
โดยตองเนน

ดูภาพ
จํานวน
ขอถาม
ถูกแท

ทราบหรือไม
ควรจะเห็น
ตามประเด็น
อยาแพใคร

43

7. ตัวหารรวมมากและตัวคูณรวมนอย

หารรวมมาก
ที่หมายถึง
ใหมากสุด
ลงตัวได
คูณรวมนอย
ตามครรลอง
จํานวนเกา
ลงตัวได

ฝากไว
หารรวม
จุดนี้
ทั้งหลาย
หมั่นทํา
รูได
หารกัน
ทุกครั้ง

ใหคะนึง
รวมที่หมาย
ที่แยมพราย
ใครดีใจ
ย้ําใหคลอง
ไมสงสัย
อันฉับไว
ดังใจปอง

44

ผูเขียนเคยสรุปหลักซึ่งไมไดอิงวิชาการอยางสมบูรณโดยขอใหนักเรียนได
ชวยพิจารณาถึงความถูกตองมาแลว
ณ ตอนนี้ใครยกมากลาวไวดวยดังนี้

ตัวหารรวมมากของจํานวนนับชุดหนึ่งยอมตองหารจํานวนนับแตละ
จํานวนไดลงตัวเสมอ
นอกจากนี้ ตัวคูณรวมนอยของจํานวนนับชุดหนึ่งจะหารดวยจํานวน
นับแตละจํานวนนั้นอยางลงตัวเสมอ
ดังนั้น จึงอยากใหนักเรียนพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง
อนึ่ง ผูเขียนกลาวถึงสาระของ ห.ร.ม. และ ค.ร.น. ณ ที่นี้อีกครั้งหนึ่งโดยที่
มีจุดประสงคหลัก คือ ผูเขียนตองการใหมีโอกาสคิดทบทวนอีกดังนี้
กลาวคือ นักเรียนมีความเขาใจดีพอแลวหรือยัง
ผูเขียนขอใหพิจารณาปญหาตาง ๆ ไปพรอมกันดังนี้
1. ขอความตาง ๆ ตอไปนี้ถูกตองหรือไม
กลาวคือ ห.ร.ม. ของ 8 และ 24 คือ 8
ห.ร.ม. ของ 12 และ 16 คือ 4
ห.ร.ม. ของ 2 และ 3 คือ 1
ห.ร.ม. ของ 10, 15 และ 20 คือ 5
ห.ร.ม. ของ 18, 30 และ 60 คือ 6
ห.ร.ม. ของ 7, 14 และ 21 คือ 7
ห.ร.ม. ของ 25, 50 และ 100 คือ 25
ห.ร.ม. ของ 7, 14, 21 และ 42 คือ 7
ค.ร.น. ของ 2 และ 3 คือ 6
ค.ร.น. ของ 5 และ 10 คือ 10

45

และ

ค.ร.น. ของ 1, 2 และ 3 คือ 6
ค.ร.น. ของ 5, 10 และ 15 คือ 30
ค.ร.น. ของ 50, 200 และ 300 คือ 600
ค.ร.น. ของ 30, 60 และ 220 คือ 660

2. เกมสตอความยาวของชิ้นวัตถุยาวตาง ๆ กัน 3 ชนิดเกมสหนึ่ง
โดยที่กติกาเปนดังนี้
กลาวคือ เราจะแขงตอชิ้นวัตถุ 3 ชนิดซึ่งมีความยาวตาง ๆ ดังนี้
ชิ้นละ 2 เซนติเมตรชุดหนึ่ง
ชิ้นละ 4 เซนติเมตรชุดหนึ่ง
และชิ้นละ 6 เซนติเมตรอีกชุดหนึ่ง
ทั้งนี้ความยาวที่เทากันของชิ้นวัตถุ 3 ชนิดนี้ตองสั้นสุด
2 cm

4 cm

6 cm

12 เซนติเมตร

รูปที่ 7.1
ความยาวสั้นสุดที่เทากันของชิ้นวัตถุ 3 ชนิดนี้ คือ 12 เซนติเมตร

46

1. ถานักเรียนทําโดยไมมีการคํานวณควรทําดังนี้
ก. วางชนิดยาวสุดเปนหลัก
โดยนักเรียนเริ่มวางลง 1 ชิ้น ณ แถวหนึ่ง
แลววางชนิดที่ยาวนอยกวาอยางละ 1 ชิ้นเทียบเคียงกัน
โดยปรากฏดังนี้
กลาวคือ ทั้ง 3 ชนิดนี้เหลื่อมกันอยูตอเนื่องกัน 2 เซนติเมตร
ข. ทําคลาย ๆ กับขอ ก. นั้น
โดยที่ตอนนี้แถวของชนิดที่ยาวสุดตองยาว 12 เซนติเมตร
ค. นักเรียนจึงตองวางชนิดที่ 2 อีก 2 ชิ้น
สวนชนิดที่ 1 ซึ่งเปนชนิดที่แตละชิ้นสั้นสุดนั้นนอง ๆ ตองวางอีก 5 ชิ้น
ง. นักเรียนไดความยาวของแตละแถวที่เทากันสั้นสุดดังที่ตองการนี้ คือ 12
เซนติเมตร
อยางไรก็ตาม วิธีนี้เปนวิธีที่เด็ก ๆ เรียนรูโดยธรรมชาติ
ถาเปนทอวัตถุที่แตละชนิดยาวหลาย ๆ เมตรตามที่เราใชในชีวิตประจําวัน
วิธีนี้จึงจะไมเหมาะสมอยางยิ่ง
นักเรียนจึงควรสนใจวิธีทางการคํานวณที่จะตอบสนองไดดังนี้
2. วิธีที่ใชหลักทางการคํานวณเปนดังนี้
ก. ตัวคูณรวมนอยของความยาวชิ้นวัตถุ 3 ชนิดนี้ คือ 12 เซนติเมตร
ทั้งนี้ความยาว 12 เซนติเมตรนี้ คือ ความยาวนอยสุดที่เทากัน
ข. จากขอ ก. นี้นักเรียนจะรูจํานวนชิ้นของแตละชนิดดังนี้
กลาวคือ จํานวนชิ้นของชนิดที่ยาวสุดนั้น คือ 12 6  2 ชิ้น
จํานวนชิ้นของชนิดที่ยาวระหวางกลาง คือ 12 4  3 ชิ้น
และจํานวนชิ้นของชนิดที่สั้นสุด คือ 12 2  6 ชิ้น

47

นักเรียนจะพบความจริงดังนี้
กลาวคือ วิธีทางการคํานวณนี้งายและรวดเร็วกวา
นอกจากนี้ นักเรียนจะรูคําตอบกอนที่จะวางชิ้นไมเหลานั้น
อีกทั้งนักเรียนยังสามารถพิจารณาสิ่งตาง ๆ ในทางปฏิบัติได
ณ ตอนนี้นักเรียนจงทดสอบความสามารถของตัวเองดังนี้
สมมติ นักเรียนมีทอ 3 ชนิดที่ยาว 2 เมตร 3 เมตร และ 5 เมตร ตามลําดับ
โดยที่นักเรียนตองการวางทอแตละชนิดตอเรียงกันเพื่อใหทอทั้ง 3 ชนิดนี้
ยาวเทากันที่สั้นสุด
คําตอบที่ไดเปนดังนี้หรือไม
กลาวคือ ความยาวเทากันที่สั้นสุด คือ 30 เมตร
โดยจํานวนของทอแตละชนิดเปนดังนี้
กลาวคือ จํานวนของทอที่ยาว 2 เมตร คือ 15 ทอน
จํานวนของทอที่ยาว 3 เมตร คือ 10 ทอน
และจํานวนของทอที่ยาว 5 เมตร คือ 6 ทอน
สมมติ นักเรียนตองทําจริง ๆ นักเรียนจะลองวางทอทอนหนึ่ง ๆ ของชนิด
ตาง ๆ เรียงกันหรือไม
3. ดาวเคราะหจําลอง 3 ดวงโคจรในแนววงกลมของตัวเองซึ่งมีศูนยกลาง
รวมกันครบรอบในเวลา 50 วัน 200 วัน และ 300 วัน ตามลําดับ
วันหนึ่งดาวเคราะหจําลอง 3 ดวงนี้อยู ณ ตําแหนงตาง ๆ บนแนวของรัศมี
แนวเดียวกันจากศูนยกลางของวงโคจรนั้น ๆ
ชวงเวลาสั้นสุดซึ่งดาวเคราะหจําลอง 3 ดวงดังกลาวนี้จะมาอยูในแนวรัศมี
แนวเดียวกันอีกจะเปนดังที่จะแสดงนี้หรือไม

48

นักเรียนชวยกันพิจารณาดวยดังนี้

C

1

2

3

รูปที่ 7.2
ตามกรณีนี้ ค.ร.น. ของเวลาโคจรครบรอบวงโคจรของดาวเคราะหจําลอง
3 ดวงนั้นเปนดังนี้
กลาวคือ ค.ร.น. ของ 50 วัน 200 วัน และ 300 วัน คือ 600 วัน
ดังนั้น ชวงเวลาสั้นสุดซึ่งดาวเคราะหจําลอง 3 ดวงนี้จะมาอยูในแนวรัศมี
แนวเดียวกันอีก คือ 600 วัน
จํานวนรอบการโคจรของดาวเคราะหจําลองแตละดวงเปนดังนี้
กลาวคือ จํานวนรอบของดวงที่โคจรครบรอบ 50 วัน คือ 600 50  12 รอบ
จํานวนรอบของดวงที่โคจรครบรอบ 200 วัน คือ 600 200  3 รอบ
และ จํานวนรอบของดวงที่โคจรครบรอบ 300 วัน คือ 600 300  2 รอบ
อนึ่ง ถานักเรียนสามารถสรางอุปกรณเลียนแบบและไดทําการทดลองดวย
นักเรียนจะพบความจริงที่สนับสนุนการคํานวณนี้ไดเปนอยางดี

49

นอกจากนี้ ก็อาจจะพัฒนาความคิดไปสูการคํานวณที่เกี่ยวกับการเคลื่อนที่
จริงของดาวเคราะหในระบบสุริยะระบบหนึ่งในอนาคตได
4. นักเรียนมีกอนวัตถุเล็ก ๆ 3 ชนิดดังนี้
กลาวคือ สีน้ําเงิน 60 กอน สีเหลือง 30 กอน และสีแดง 18 กอน
โดยที่ตองการแบงออกเปนกลุม ๆ ใหมากสุด
ทั้งนี้แตละกลุม ๆ ตองมีจํานวนรวมของกอนวัตถุเทากันและมีชนิดหนึ่ง ๆ
เหมือนกันดวยนักเรียนจะแบงไดดังตอไปนี้หรือไม
อนึ่ง ปญหาขอนี้เกี่ยวกับตัวหารรวมมากดังนี้
ห.ร.ม. ของกอนวัตถุเล็ก ๆ 3 ชนิด คือ สีน้ําเงิน 60 กอน สีเหลือง 30 กอน
และสีแดง 18 กอนจะพิจารณาไดดังนี้
กลาวคือ

2) 60 30 18
3) 30 15
9
10
5
3

ดังนั้น ห.ร.ม. ที่แทนจํานวนกลุมตามที่ตองการนั้น คือ 6
นักเรียนจึงแบงกอนวัตถุเหลานี้ไดมากสุด คือ 6 กลุม
โดยแตละกลุมจะมีกอนวัตถุชนิดตาง ๆ ดังนี้
กลาวคือ จํานวนกอนของวัตถุสีน้ําเงิน คือ 60 6  10 กอน
จํานวนกอนของวัตถุสีเหลือง คือ 30 6  5 กอน
และจํานวนกอนของวัตถุสีแดง คือ 18 6  3 กอน

50

นักเรียนทบทวนความรูกันอีกสักครั้งหนึ่งดังนี้
สมมติ เราสนใจเฉพาะมา 3 ตัวที่ปรากฏในรูปนี้
โดยขณะที่มาตัวหนึ่งถึงที่หมายในเวลา 2 นาทีซึ่งกอนมาตัวที่ 2 และมาตัว
ที่ 3 คือ 10 วินาทีและ 20 วินาที ตามลําดับสําหรับการวิ่งครึ่งรอบของสนามแหงนี้
สมมติ มาทั้ง 3 ตัวนั้นสามารถวิ่งดวยฝเทาคงเดิมเชนนี้ตอไปจนกระทั่งมา
ทั้ง 3 ตัวดังกลาวมาอยูเรียงหนากระดานอีกครั้งหนึ่ง
ชวงเวลานอยสุดนับตั้งแตตอนที่มาทั้ง 3 ตัวเริ่มออกวิ่งจนถึง ณ สภาวะนั้น
คือ 12 ชั่วโมง 8 นาทีหรือ 728 นาที
ถาไมไดนึกถึงสภาวะของมาและผูขี่ตัวเลขที่คํานวณไดนี้ถูกตองหรือไม
เพราะเหตุใด

51

8. เสนจํานวน

เสนจํานวน

ถูกวิธี
จํานวนเต็ม
ทุกอยางลวน
เต็มบวกนี้
จากศูนยไง
เต็มลบนั้น
ทางที่ยอน

รูไว
แนไซร
ศูนยบวกลบ
รูอยาง
ที่เริ่ม
ไปทางขวา
ตรงขาม
บวกนั้น

ใชไดดี
ไมผันผวน
ครบตามควร
ดังบทกลอน
เติมตอไป
หาลูกศร
ตามแนวนอน
ฉันชี้แจง

52

เสนจํานวนมีความหมายดังนี้
กลาวคือ เสนตรงตามแนวนอนเสนหนึ่งที่มีหัวลูกศรกํากับอยูที่ปลายทั้ง 2 ขางดวย
ทั้งนี้มีจุดเริ่มตนที่เลข 0 ตัวหนึ่งที่ไมไดรวมไวจํานวนนับ
โดยที่จํานวนเต็มบวกจะเพิ่มไปทางขวา
สวนจํานวนเต็มลบเรียงตอกันไปทางซายของเสนจํานวนเสนเดียวกันนี้
อนึ่ง เพื่อการศึกษาเชิงเปรียบเทียบประการหนึ่งและความรูที่กาวไกลของ
นักเรียนอีกประการหนึ่ง
ผูเขียนจึงจะกลาวถึงเสนแกนของกราฟในระบบ 2 มิติประกอบดวยดังนี้
โดยทั่วไปในระดับนี้ระบบ 2 มิติเปนดังนี้
กลาวคือ ระบบพิกัดฉาก x, y  ระบบหนึ่งซึ่งจุดเริ่มตนของระบบอยู ณ จุด O จุด

หนึ่งที่รูจักกันในนามจุดกําเนิด
ระบบพิกัดฉาก x, y  ระบบนี้มีแกน 2 แกนดังนี้
กลาวคือ แกน x อยูในแนวนอนแกนหนึ่งและแกน y อยูตามแนวยืนอีกแกนหนึ่ง
ที่อยูในแนวฉากแนวหนึ่งกับแกน x แกนนั้น
นอกจากนี้ คาบวกบนแกน x แกนนั้นจะเพิ่มจากคา 0 ณ จุดกําเนิดจุดนั้น
ไปสูหัวลูกศรเชนเดียวกันกับเสนจํานวนเสนหนึ่ง
อีกทั้งคาลบก็จะเพิ่มไปทางตรงกันขามกันนั้นเชนเดียวกัน
หากแตเราไมนิยมใสหัวลูกศรที่ปลายนี้
อนึ่ง นักเรียนชี้นิ้วทั้ง 4 ของมือขวาขางหนึ่งไปตามแกน x แกนหนึ่งและ
วนไป 90 องศาหรือ 1 มุมฉากก็จะเปนตําแหนงของแกน y อีกแกนหนึ่ง

53

ทั้งนี้คาตาง ๆ บนแกน y แกนนั้นเขาทํานองเดียวกันกับที่ระบุไวบนแกน
x แกนหนึ่งนั้น
อยางไรก็ตาม แกน y แกนหนึ่งของกราฟรูปนี้ก็ไมมีสวนที่คลายกับกรณี
ของเสนจํานวนดังที่กลาวแลวนั้นดังรูป
 3  2 1 0

1

2

3

y (m)
3

2
2

1
O

 3  2 1 0 1
1
3
2

P(3,2) m
1
2

x (m)
3

4

3

เสนจํานวนของระบบพิกัดฉากระบบหนึ่ง
รูปที่ 8.1
นักเรียนควรสังเกตเพิ่มเติมดังนี้
1. นักเรียนคิดมุม ณ จุดกําเนิด O จุดหนึ่งดังนี้
กลาวคือ แกน x แกนหนึ่งตรงกับมุม 0 องศาหรือ 360 องศา
แกน y แกนหนึ่งตรงกับมุม 90 องศา
แนวหนึ่งซึ่งตรงกันขามกับแกน x แกนนั้นหรือทาง  x ตรงกับมุม 180
องศา

54

และแนวหนึ่งที่ตรงกันขามกับแกน
270 องศา

y

แกนนั้นหรือทาง  y ตรงกับมุม

2. ระบบพิกัดฉาก x, y  ระบบนี้แบงออกเปนจตุภาค 4 สวนดังนี้
กลาวคือ จตุภาคที่ 1 จะอยูในบริเวณ 0 องศาถึง 90 องศา
โดยทั้งคาของ x และ y เปนบวก
จตุภาคที่ 2 อยูในบริเวณ 90 องศาถึง 180 องศา
โดยมีคาของ x เปนลบแตคา y เปนบวก
จตุภาคที่ 3 จะอยูในบริเวณ 180 องศาถึง 270 องศา
โดยทั้งคาของ x และ y เปนลบ
และจตุภาคที่ 4 อยูในบริเวณ 270 องศาถึง 360 องศา
โดยที่คาของ x เปนบวกแตคา y เปนลบ

y

ทั้งนี้จุดหนึ่ง ๆ ที่อยูในบริเวณเหลานี้จะระบุคาของทั้ง x คาหนึ่งกับของ
อีกคาหนึ่งไว โดยเรียกวา “พิกัด” เชน
P  x, y  m  P 3,2 m

ดังนั้น จุด

P

จุดนี้มีคา x  3 เมตรและคา

y2

เมตร

คําศัพทภาษาอังกฤษที่นักเรียนควรรูมีดังนี้
1. เสนจํานวน คือ Number Line
2. จํานวนเต็ม คือ Integer or Integral Number
3. กราฟ คือ Graph
4. พิกัด คือ Coordinate
5. ระบบพิกัด คือ Coordinate System

55

6. ระบบพิกัดฉาก คือ Rectangular Coordinate System
7. มิติ คือ Dimension
8. จตุภาค คือ Quadrant

ระบบพิกัดฉาก x, y, z  ระบบหนึ่งเทียบกับ ณ มุมซายของหองหนึ่ง
มุมซายหอง

ยอมรับรู
จงจําไว
บอกตามตรง
แนวทั้งสาม
โดยเริ่มจาก
แลววนไป
ที่เหลือตอง

อยางนั้น
หลักนี้
กระไร
จากใจ
ตัวแทน
ลากมา
ทางใด
ชี้ไป

ฉันมองดู
ที่ประสงค
ใหมั่นคง
ใครหมายปอง
แกนตั้งฉาก
เขาหานอง
ในครรลอง
ในทางบน

56

ระบบพิกัดฉาก x, y, z  ระบบหนึ่งเปนดังนี้
1. แกน 3 แกนยูในแนวฉากแนวหนึ่ง ๆ แกกันและกัน
2. แกน 3 แกนเปนดังนี้
กลาวคือ แกน x แกนหนึ่ง แกน y แกนหนึ่ง และแกน z อีกแกนหนึ่ง
3. สมมติ นิ้วทั้ง 4 นิ้วของมือขวามือหนึ่งชี้ทางแกน x แกนหนึ่ง
ทิศทางวนของนิ้วทั้ง 4 นิ้วดังกลาวจะวนไปทางแกน y แกนหนึ่ง
ทั้งนี้แกน x แกนหนึ่งและแกน y อีกแกนหนึ่งอยูในระนาบระนาบหนึ่ง
4. นิ้วหัวแมมือนิ้วหนึ่งของมือขวามือนี้ชี้ทางแกน z อีกแกนหนึ่งดังรูป
แกน

z

แกน

O

แกน x
รูปที่ 8.2

y

57

9. สมบัติของจํานวนเต็ม

สลับที่
เทาที่เห็น
การเปลี่ยนหมู
นองและเกลอ
การแจกแจง
สมบัติที่
บวกและคูณ
ยังไมสาย

มีได
เชนนี้
รูกัน
บวกและคูณ
แจงไว
รวมกัน
ครั้นดู
อยาแหนง

ใชใหเปน
มีเสมอ
ฉันและเธอ
ลุนมากมาย
ในกลอนนี้
อันเครื่องหมาย
รูงายดาย
อยาแคลงใจ

58

1. การสลับที่เปนดังนี้
การสลับที่ของจํานวนเต็มที่เกี่ยวกับการบวกกับการคูณก็ดูคลาย ๆ กับการ
สลับที่นั่งของนักเรียนจากซายไปขวาหรือขวาไปซาย
หรือแมแตการสลับที่นั่งเพื่อแทนที่กัน
โดยผลที่ออกมานั้นแสดงเปนที่ปรากฏดังนี้
กลาวคือ ตางก็นั่งอยูเคียงขางกัน
ถานักเรียนคิดเปรียบเทียบไดเชนนี้ก็ไมนาจะตองกังวลแตประการใด
ความสัมพันธอันหนึ่งที่จะแสดงประกอบไวเปนดังนี้
ถาจํานวนเต็ม 2 จํานวนแทนดวย a จํานวนหนึ่งและ b จํานวนหนึ่ง
นักเรียนสามารถใชการสลับที่ของจํานวนเต็มจํานวนหนึ่ง ๆ ไดดังนี้

กลาวคือ a  b  b  a
และ a  b  b  a
เชน 5  10  10  5  15
และ 5  10  10  5  50
ทั้งนี้นักเรียนสามารถใชกับจํานวนเต็มลบจํานวนหนึ่ง ๆ ไดดวย

2. การเปลี่ยนหมูเปนดังนี้
การเปลี่ยนหมูหรือการเปลี่ยนกลุมของจํานวนเต็มซึ่งเปนการบวกและการ
คูณก็คลายกับการสลับที่
โดยจะตองจัดแนวคิดออกตามหมูหรือกลุมของจํานวนเต็มจํานวนนั้น ๆ
สมมติ การคิดเชิงเปรียบเทียบเปนดังนี้
นักเรียนเองนั่งรวมอยูในกลุมเพื่อน ๆ รวม 5 คนกลุมหนึ่ง

59

ตอมาก็ลุกขึ้นไปนั่งรวมกับเพื่อน ๆ อีกกลุมหนึ่งซึ่งมีอยูเดิม 10 คน
ลักษณะดังกลาวนี้เขาลักษณะการเปลี่ยนหมูหรือกลุมของตัวนักเรียนเอง
จํานวนของเพื่อน ๆ และนักเรีน ณ 2 สภาวะนี้เปนดังกลาวนั้น
กลาวคือ 15 คนเชนกันดังนี้
กลาวคือ 4  1  10  4  0  10  1
 4  10  1
 15

คน

ถาคนที่ยืนขางบนคนนั้นยายกลุมจะเขียนความสัมพันธไดอยางไร

60

ถาจํานวนเต็ม 3 จํานวนแทนดวยจํานวน 3 จํานวน คือ a, b และ c
นักเรียนสามารถใชการเปลี่ยนหมูหรือกลุมของจํานวนเต็มไดดังนี้
กลาวคือ ก. a  b  c  a   b  c
และ

ข. a  b c  a  b  c
ทั้งนี้ขอถือโอกาสกลาวโดยไมอิงวิชาการอยางสมบูรณดังนี้

กลาวคือ ก. นักเรียนบวกจํานวนเต็มของ a กับ b กอนแลวจึงบวกกับ c ซึ่งก็เปน
จํานวนเต็มอีกจํานวนหนึ่ง
ทั้งนี้จะใหผลตรงกันกับที่นักเรียนบวกจํานวนเต็มของ b กับ c กอนแลว
จึงบวกกับ a จํานวนเต็มจํานวนนั้น
สมมติ นักเรียนคิดเชิงเปรียบเทียบดังนี้
กลาวคือ เริ่มดวยนักเรียนฝากเงิน 100 บาทกับแมที่มีเงินอยู 900 บาทในวันหนึ่ง
โดยพอมีเงินอยู 1,000 บาทในวันเดียวกันนั้น
ในวันรุงขึ้นแมจะไมอยูบานนักเรียนจึงเอาเงินที่ฝากไวกับแมนั้นมาฝากไว
ที่พอซึ่งจะอยูบานในวันนี้
ทั้งนี้เงินรวมของ 3 คนใน 2 วันดังกลาวเปนดังนี้

กลาวคือ 900  100  1,000  900  100  1,000
 2,000 บาท

61

ข. กรณีนี้ก็คลาย ๆ กันดังนี้
นักเรียนคูณจํานวนเต็มของ a และ b สองจํานวนกอนแลวจึงคูณดวย c
ที่เปนจํานวนเต็มอีกจํานวนหนึ่ง
ทั้งนี้ยอมใหผลตรงกันกับที่นักเรียนจะคูณจํานวนเต็มของ b กับ c สอง
จํานวนนี้กอนแลวจึงไปคูณกับจํานวนเต็ม a อีกจํานวนหนึ่ง
3. การแจกแจงของจํานวนเต็มสําหรับการบวกกับการคูณเปนดังนี้
กลาวคือ a  b  c  a  b  a  c
และ

b  c a

 b  a   c  a 

นักเรียนจงกลาวในลักษณะที่ไมอิงวิชาการอยางสมบูรณ
ทั้งนี้เพื่อความเขาใจของนักเรียนเอง
คําศัพทภาษาอังกฤษที่นักเรียนควรรูมีดังนี้
1. สมบัติ คือ Property
2. กลุมหรือกรุป คือ Group
3. สลับที่ คือ Commutative
5. การสลับที่ คือ Commutation
6. สมบัติการสลับที่ คือ Commutative Property
7. กรุปหรือกลุมสลับที่ คือ Commutative Group
8. การแจกแจง คือ Distribution
9. สมบัติการแจกแจง คือ Distributive Property
10. ฟงกชันการแจกแจง คือ Distribution Function

62

นักเรียนจงจินตนาการสมบัติจํานวนเต็มของกระทงสายเหลานี้ตามเวลา
กระทงสาย
เปนประเด็น
จํานวนต็ม
จงบอกมา
สลับบาง
ชวยบอกกลาว
สมบัติใด
หากสอดคลอง

อยางนี้
ถามไถ
อยางไร
อยาเขิน
กระไร
อยางนั้น
คิดได
วิชา

เทาที่เห็น
ใหคนหา
ในเวลา
ขอเชิญมอง
ใชไหมเลา
ขันสนอง
ใครหมายปอง
นาชื่นชม

63

10. เลขยกกําลัง

ยกกําลัง
อันตัวเจา
ยกกําลัง
ยกเทาใด
ตัวฐานสอง
จงคิดดู
สองคูณสอง
อยางอื่นพอง

ฟงดูดี
เคาลาง
นั่งคิด
คูณซ้ํา
ชี้สอง
กระไร
ไดสี่
ทํานองนี้

พอมีเคา
เปนอยางไหน
ดวยจิตใจ
ตามครรลอง
ตองเรียนรู
ในสมอง
ที่ไตรตรอง
ดีจังเลย

64

เนื้อหาสาระของเลขยกกําลังเปนดังนี้

เลขยกกําลังที่จะกลาวนี้คงอาจจะเปนของใหมสําหรับนักเรียนบางคน

แตหลาย ๆ คนคงจะไดรับรูมาบางแลว
หากทวายังไมไดเรียนรูและทําความเขาใจอยางเปนระบบที่มีรูปแบบอยาง

ถูกตอง
อีกทั้งอาจจะยังไมเห็นถึงความสําคัญแตประการใด
ไมวานีกเรียนเองจะอยูในประเภทใดก็ควรจะไดประโยชนอยางคุมคา
ถานักเรียนไมมองขามเรื่องนี้ไป
กอนอื่นนักเรีนมาทบทวนความรูไปพรอม ๆ กันดังนี้
นักเรียนทุกคนตองรูแลวดังนี้
โลกอยูหางจากดวงอาทิตย 1 หนวยดาราศาสตร
อยางไรก็ตาม อาจจะมีบางคนที่ไมรูวา 1 หนวยดาราศาสตรนั้นมีระยะทาง
ประมาณเทาใด
ทั้งนี้ 1 หนวยดาราศาสตรประมาณ 150 ลานกิโลเมตร
นักเรียนจะตองทบทวนอีกดวยดังนี้
กลาวคือ 1 กิโลเมตรเทากับ 1,000 เมตร
และ 1 ลานกิโลเมตรเทากับ 1,000,000 กิโลเมตร
ดังนั้น 1 หนวยดาราศาสตรมีระยะทางดังนี้
กลาวคือ 1 หนวยดาราศาสตรประมาณ 150 ลานกิโลเมตร
 150  1,000,000
 150,000,000

กิโลเมตร

 150,000,000  1,000 
 150,000,000,000

เมตร

65

นักเรียนนาจะเห็นความไมสะดวกในการเขียน
อีกทั้งยังมีโอกาสที่จะผิดพลาดไดโดยงายดวย
โดยเฉพาะอยางยิ่ง จํานวนของเลขศูนยที่มีมาก ๆ เชนนั้น
ดังนั้น เราจึงจะหาวิธีเขียนที่กะทัดรัดกวาในลักษณะของเลขยกกําลังซึ่งมี
เลขฐานหรือตัวฐาน คือ 10
โดยเราอาจจะเรียกวา “เลขฐาน 10” ดังนี้
ดังนั้น 1 หนวยดาราศาสตรที่ประมาณ 150 ลานกิโลเมตรเปนดังนี้

กลาวคือ  150  1,000,000
 150,000,000
 1.5  10 8

กิโลเมตร

 150,000,000  1,000 
 150,000,000,000
 1.5  1011

เมตร

อนึ่ง ถานักเรียนยังไมแนใจในความถูกตองจะสามารถทดสอบในลักษณะ
ยอนกลับไดเชนกัน
ทั้งนี้นักเรียนพึงสังเกตประกอบดังนี้
101

และ
จะได
และ

 10

10

2

 10  10

10

3

 100

 10  10  10  1,000

10

8

 100,000,000

10

11

 100,000,000,000

66

ณ ขณะนี้นักเรียนคงจะสังเกตตัวเลขทั้งหลายซึ่งก็อยูในลักษณะตัวยกของ
เลขฐาน 10 นั้น ๆ มีความหมายที่เนนความเขาใจเปนสําคัญดังนี้

คูณกัน

1. ตัวยกเปนดังนี้
คาของตัวยกนี้จะบงบอกถึงจํานวนครั้งของตัวฐานหรือเลขฐานซึ่งจะตอง
เชน 10 2

 10  10  100

เปนดังนี้

กลาวคือ มีเลขฐาน คือ 10 คูณกัน 2 ครั้งตามจํานวนของตัวยกตัวนั้น
2. จํานวนเลขศูนยตอทายเลข 1 ของคาตาง ๆ เปนดังนี้
จํานวนเลขศูนยตอทายเลข 1 ของคาตาง ๆ เหลานั้นจะตรงกับคาของตัวยก
เชน 10 2  10  10  100 เปนดังนี้
กลาวคือ มีเลขศูนย 2 ตัวตอทายเลข 1 ตรงตามจํานวนของตัวยกตัวนั้น
อนึ่ง นักเรียนเรียกตัวยกตัวนี้ในลักษณะนี้ดังนี้
กลาวคือ

เลขยกกําลังหรือเลขชี้กําลัง

ดังนั้น กรณีของเลขยกกําลังนั้นนักเรียนจะตองเขาใจตัวฐานหรือเลขฐาน

หรืออาจจะเรียกสั้น ๆ คือ ฐานและเลขยกกําลังหรือเลขชี้กําลังซึ่งเปนตัวยกตัวนั้น
เปนอยางดี
โดยนักเรียนทุกคนจะเขาใจเลขยกกําลังนี้ไดโดยงาย
อีกทั้งยังมองเห็นประโยชนของความสะดวกและกะทัดรัดนั้น
นอกจากนี้ นักเรียนจะมีความภูมิใจในความสามารถของตัวเองอีกดวย

67

ณ ตอนนี้นักเรียนทุกคนคงพรอมที่จะทําความเขาใจเพิ่มเติมดังนี้
1. นักเรียนตองการบงบอกความหมายของสิ่งตาง ๆ ดังนี้
กลาวคือ 2 2

 22
4
 2  2 

 

 2

2

 2
1
 
2

4
1 1
   
2 2
1

4

2

1
 
2

หรือ

 4
  2    2 

2

2

 1   1 
      
 2   2 
1
  
4
2

0.1

2

0.1

2

1
 
 10 
1 1
   
 10   10 
 1 


 100 
 0.01
 0.1  0.1

 0.01

68

และ

x 2  x   x 

เมื่อ x แทนจํานวนหนึ่ง ๆ ซึ่งไมเปนศูนยดังที่แสดงไวแลวนั้น
ทั้งนี้นองนาจะสังเกตไดดังนี้
กลาวคือ จํานวนทศนิยมยกกําลัง 2 จะมีคาลดลง
2. สมมติ แทนจํานวนหนึ่ง ๆ ซึ่งไมเปนศูนยดวย x และแทนจํานวนเต็ม
บวกดวย n ตัวหนึ่ง
ความสัมพันธอันหนึ่งเปนดังนี้
กลาวคือ x n  x   x   x     x  ทั้งหมด n ครั้งหรือ n ตัว
โดยผูเขียนขอย้ําไว ณ นี้ดังนี้
จํานวน x ที่คูณกันในความสัมพันธอันนี้มี n ตัวดังนี้
กลาวคือ
และ

x2
x4

 x   x 

สอดคลองกับที่กลาวมาแลวนั้น
  x    x    x    x  ฉะนี้

3. ความสัมพันธอันหนึ่ง ๆ เปนดังนี้

กลาวคือ 2 2  2 2 

 2 2 2 
 24

 2 2 2 2
 16

69

การทดสอบเปนดังนี้

กลาวคือ 2 2  2 2 

 2  2   2  2
 4 4
 16

ผูเขียนใครยกกรณีที่ตัวยกกําลังเปนจํานวนเต็มลบประกอบไวดวยดังนี้
กลาวคือ 2 3  2 2 

 2 3 2 
 21
2

การทดสอบเปนดังนี้
กลาวคือ 2 3  2  2 


 1 
  2 3   2 
 2 


 1 
 2  2  2  

 2  2 

 

2

อนึ่ง นักเรียนคนที่เพิ่งจะเรียนเรื่องเลขยกกําลังนี้อาจจะมองขามจํานวนที่
มีเลขยกกําลังเปนลบไปกอนก็จะไมมีผลเสียแตประการใด
อยางไรก็ตาม เมื่อมีโอกาสมาอานอีกในวันขางหนาก็จะพบดังนี้
กลาวคือ สาระสวนนี้ก็งายเหมือนกับอยางอื่น ๆ นั่นเอง

70

4. สมมติ แทนจํานวนหนึ่ง ๆ ซึ่งไมเปนศูนยดวย x และแทนจํานวนเต็ม
ดวย m ตัวหนึ่งและ n อีกตัวหนึ่ง
ความสัมพันธอันหนึ่งเปนดังนี้
กลาวคือ

x  x 
m

n

 x m n 

โดยนักเรียนจะกลาวเพื่อความเขาใจและจําสําหรับตัวเองดังนี้
กลาวคือ เลขยกกําลังที่มีฐานเหมือนกันคูณกันจะตองเอาเลขชี้กําลังมาบวกกันดังนี้
กลาวคือ

x2  x3  x4

 x  2  3 4 

 x9

และ

x 2  x 3  x 4

 x 2 34 

x

5. การหารกันของเลขยกกําลังซึ่งมีฐานเหมือนกันเปนนี้
สมมติ กรณีตัวอยางเปนดังนี้
 23
2
2

กลาวคือ 



 1
   2 3   2
2

 

  3 2 
 2


   

 2 3  2 2
 21
2

71

การทดสอบเปนดังนี้
 23
2
2

กลาวคือ 


2 2 2
 
2 2

2

ดังนั้น ความสัมพันธอันหนึ่งเปนดังนี้
กลาวคือ

xm
xn

 x m n 

โดยนักเรียนสามารถกลาวเพื่อความเขาใจและจําสําหรับตัวเองดังนี้
กลาวคือ เลขยกกําลังซึ่งมีฐานเหมือนกันหารกันจะตองเอาเลขชี้กําลังของ
เลขยกกําลังที่เปนตัวหารมาลบฉะนี้
6. การปรับปรุงความสัมพันธอันดังกลาวเปนดังนี้
กลาวคือ

xm
xn

 x m  n 
 x m   n 
 x m  x n

   

ความสัมพันธหนึ่ง ๆ ที่เปนประโยชนเปนดังนี้
กลาวคือ

1
xn

 x n

และ

xn

1
xn

72

7. การขยายความรูตอเปนดังนี้
กลาวคือ 0.001

1
1,000
1
 3
10

 10 3

ระยะทางที่เปนเมตรกับกิโลเมตรเปรียบเทียบกันไดดังนี้
กลาวคือ 1 กิโลเมตร เทากับ 1,000 เมตร
และ

1 เมตร

1
1,000
1
 3
10
 10 3 กิโลเมตร

การพิจารณาเชิงเปรียบเทียบตามลักษณะนี้จะมีประโยชนอยางยิ่ง
โดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวของกับเลขยกกําลังฐาน 10 ซึ่งมีเลขชี้กําลังทั้งที่
เปนจํานวนเต็มบวกมาก ๆ และจํานวนเต็มลบมาก ๆ
8. การพิจารณาความสัมพันธอันหนึ่งตอไปนี้พรอม ๆ กันเปนดังนี้
กลาวคือ 3  22

 52
 55
 25

73

และ

3  22

 

 

 3 2  23  2   2 2
 9  12  4
 25

ดวยเหตุนี้ นักเรียนจะเขียนความสัมพันธอันหนึ่งไดดังนี้
กลาวคือ x  y 2

 x 2  2 xy  y 2

อนึ่ง การใชคําพูดที่งาย ๆ ในการจําเปนดังนี้
กลาวคือ กําลังสองของผลบวกของพจนหนาและพจนหลัง
= กําลังสองของพจนหนา
+ 2 เทาของผลคูณของพจนหนากับพจนหลัง
+ กําลังสองของพจนหลัง
สาระที่กะทัดรัดในการจําเปนดังนี้
กลาวคือ หนาบวกหลังทั้งหมดยกกําลังสอง
เทากับหนายกกําลังสองบวกสองเทาของหนาคูณหลังและบวกดวยหลังยก
กําลังสอง
9. การพิจารณาที่คลาย ๆ กันเปนดังนี้

กลาวคือ 3  22

 12
1

74

และ

3  22

 

 

 3 2  23  2   2 2
 9  12  4

1

ดังนั้น ความสัมพันธอันหนึ่งดังนี้
กลาวคือ x  y 2

 x 2  2 xy  y 2

อนึ่ง เราจําในลักษณะที่กะทัดรัดไดดังนี้
กลาวคือ หนาลบหลังทั้งหมดยกกําลัง 2 เทากับหนายกกําลัง 2 ลบสองเทาของหนา
คูณกับหลังและบวกดวยหลังยกกําลังสอง
อนึ่ง ขอสรุปดังกลาวนี้ไมเปนแบบฉบับมาตรฐานแบบหนึ่ง
ดวยเหตุนี้ จึงอาจจะมีบางคนตําหนิบางก็เปนได
อยางไรก็ตาม ผูเขียนขอเสนอแนะเปนทางเลือกทางหนึ่งเทานั้น
ทั้งนี้จะเห็นเปนประการใดก็ได
ผูเขียนขอย้ําดังนี้

การกลาวถึงในลักษณะของภาษาที่ถูกตองยอมเหมาะสมกวา
คําศัพทภาษาอังกฤษที่นักเรียนควรรูมีดังนี้
1. เลขยกกําลัง คือ Power
ทั้งนี้คํานี้โดยทั่วไประบุ คือ กําลัง
2. ฐาน คือ Base
3. เลขชี้กําลัง คือ Exponent

75

4. ตัวยก คือ Superscript
5. ดรรชนีบน คือ Superscript
อนึ่ง เลขชี้กําลังที่ตรงกับคําศัพท คือ Exponential นั้นยอมจะมีลักษณะ
ที่ตางกันออกไป
แตเราจะไมกลาวไว ณ ที่นี้
นักเรียนที่สนใจจะรับรูไดในโอกาสตอไป

เนบิวลาดาวเคราะหที่มีรหัส คือ เอ็นจีซี 2440
เมื่อนักเรียนสนใจวิชาดาราศาสตรและมีโอกาสสํารวจเนบิวลาดาวเคราะห
ที่มีรหัส คือ เอ็นจีซี 2440 ซึ่งอยูหางออกไปประมาณ 4,000 ปแสง

76

นักเรียนตองการสื่อใหคนอื่น ๆ รับรูดวยจึงไดกลาวไวดังนี้
1. ปแสงเปนหนวยของระยะทางที่มีความหมายดังนี้
กลาวคือ 1 ปแสง คือ ระยะทางที่แสงเคลื่อนที่ใน 1 ป
2. ในเวลา 1 วินาทีแสงเคลื่อนที่ในปริภูมิเสรีหรือสุญญากาศไดระยะทาง
ประมาณ 300 ลานเมตร
กลาวคือ 300  10 6  3  10 8 เมตร
3. ชวงเวลา 1 ปเทากับ 365  24  60  60  31,536,000 วินาที
4. เนบิวลาดาวเคราะหนี้อยู ณ ระยะหางดังนี้
กลาวคือ 4,000 ปแสง



 4  10  3.15  10  3  10 
 37.8  10  10  10 
 4,000  31,536,000  3  10 8
3

7

3

 3.78  1019

7

8

8

เมตร

อนึ่ง นักเรียนลองเขียนเลขจํานวนดังกลาวโดยไมใชเลขยกกําลัง
ยกกําลัง
ตามที่กลาว
หากคนใด
รับรองวา

เรื่องนี้
เลามา
สนใจ
ปญญาเลิศ

ที่ยืดยาว
นาศึกษา
ในวิชา
บรรเจิดคุณ

77

11. จุด เสนตรง รังสี และมุม

ทางเรขาฯ
บอกตามตรง
เลียนแบบที่
สาธยาย
จุดหนึ่งนั่น
อีกรังสี
นอยมุมแหลม
มุมตรงสอน

ครานี้
ทรงนี้
มีอยู
ใหฟง
เสนตรง
หนึ่งปลาย
แถมมุมฉาก
มุมกลับ

มีรูปทรง
มีมากหลาย
ดูมากมาย
ดังขั้นตอน
เจาะจงชี้
ใสลูกศร
ฝากในกลอน
สดับฟง

78

นักเรียนคนใดสนใจที่จะเปนวิศวกรและสถาปนิกควรที่จะสนใจสาระทาง
เรขาคณิตที่เปนพื้นฐานเบื้องตน
โดยจะตองใชในวิชาหลักพื้นฐานทางอาชีพอยางนอยวิชาหนึ่งดังนี้
กลาวคือ การเขียนแบบ
หาไมแลวอาจจะกลายเปนวิศวกรและสถาปนิกที่ไรฝมือในสายตาของคน
ทั่วไปได
ดวยเหตุนี้ อยาไดปลอยโอกาสของการเรียนรูทั้งทางหลักสูตรในชั้นเรียน
และจากหนังสือคณิตศาตร ม.ตนพิเศษชุดนี้
เรื่องนี้เราจะกลาวถึงจุด

เสนตรง รังสี และมุมเปนประเดิมดังนี้

จุดมีความหมายดังนี้
กลาวคือ ตําแหนงที่กําหนดขึ้นประการหนึ่ง เชน จุดกําเนิด O จุดหนึ่งและจุดพิกัด
P x, y  เมตรของระบบพิกัดฉาก 2 มิติ  x, y  ระบบหนึ่งดังที่กลาวมาแลว
ถาคํานึงถึงหลักวิชาทางเรขาคณิตก็จะพบความจริงประการหนึ่งดังนี้
กลาวคือ จุดหนึ่งหรือตําแหนงหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อเสนตรงอยางนอย 2 เสนตัดกัน
อนึ่ง ถาคิดยอนไปพิจารณาถึงจุดกําเนิด O จุดหนึ่งกับจุดพิกัด Px, y 
เมตรดังที่กลาวแลวนั้นนักเรียนจะพบความจริงที่สอดคลองกันดังนี้
1. จุดกําเนิด O จุดหนึ่งเปนดังนี้
กลาวคือ จุดตัดกันของแกน x แกนหนึ่งและแกน y อีกแกนหนึ่ง
2. จุดพิกัด Px, y  เมตรจุดหนึ่งดังในรูปเปนดังนี้
กลาวคือ จุดตัดของแนวเสนตรง 2 เสนซึ่งขนานกับแกน y แกนหนึ่งและแกน x
อีกแกนหนึ่ง ตามลําดับ

79

y

(เมตร)
P ( x, y ) m

y

(เมตร)
x

O

x

(เมตร)

(เมตร)

รูปที่ 11.1
รูปนี้แสดงจุดกําเนิดจุดหนึ่งและจุดพิกัดอีกจุดหนึ่งเปรียบเทียบกัน
เสนตรงเสนหนึ่งเปนดังนี้
เสนตรงเสนหนึ่งตามที่กลาวเชิงวิชาการไวในหลักสูตรจะกําหนดลูกศร ณ
ปลายทั้ง 2 ปลายของเสนตรงเสนนั้นมีความหมายดังนี้
ประการหนึ่งเปนการระบุใหรูดังนี้
กลาวคือ เสนตรงเสนหนึ่งจะขยายยาวขึ้น ๆ ไดในทิศทางของลูกศรทั้ง 2 ปลายนั้น
โดยจะบงบอกอีกดังนี้
เสนตรงเสนหนึ่งยอมมีแนวหนึ่งแนวเดียวเทานั้น
อีกทั้งสวนหนึ่งของเสนตรงเสนหนึ่งที่กําหนดเฉพาะสวนหนึ่งที่เปนความ
ยาวโดยไมมีลูกศร ณ ปลายทั้ง 2 ปลาย

80

อีกประการหนึ่งเปนดังนี้
กลาวคือ จะเปนการเปรียบเทียบกับรังสีรังสีหนึ่งซึ่งมีลูกศร ณ ปลายปลาย
หนึ่งเทานั้น
โดยที่เราอาจจะเปรียบเทียบไดกับรังสีของแสงรังสีหนึ่งที่มีทิศทางของหัว
ลูกศรแทนทิศทางการเคลื่อนที่ของแสง

ก.

ข.
รูปที่ 11.2
เสนตรง 2 เสนและรังสี 2 รังสีเปรียบเทียบกัน
นอกจากนี้ เมื่อรังสี 2 รังสีตัดกันยอมจะเกิดมุมมุมหนึ่ง
โดยมีจุดตัด คือ จุดยอดมุมและรังสี 2 รังสีนั้นจะกลายเปนแขนของมุมมุม
ดังกลาวโดยปริยาย
ทั้งนี้ทิศทางของรังสี 2 รังสีนี้จะกําหนดคาของมุมมุมหนึ่ง ๆ
โดยจะมีตั้งแต 0 องศาจนถึง 360 องศา

81

อนึ่ง คามุมมุมหนึ่ง ๆ มีหนวยเปนเรเดียนดวย
โดยมีตั้งแต 0 เรเดียนถึง 2 เรเดียนเทียบกับคามุมเปนองศาดังกลาว
ทั้งนี้คามุม 360 องศาเทากับ 2 เรเดียน
และ   22 7  3.1428
โดยทั่วไปเรานิยมจํากันดังนี้

กลาวคือ คามุม 180 องศาเทากับ 

เรเดียน

อนึ่ง มุมตามลักษณะเปนดังนี้
กลาวคือ มุมแหลมมุมหนึ่ง
มุมฉากมุมหนึ่ง
มุมปานมุมหนึ่ง
มุมตรงมุมหนึ่ง
มุมกลับมุมหนึ่ง
และมุมโดยรอบอีกมุมหนึ่ง
โดยมีตามลักษณะที่เปรียบเทียบกับแกน x แกนหนึ่งของระบบพิกัดฉาก
x, y  ระบบหนึ่งดังที่กลาวมาแลว
ทั้งนี้นักเรียนจะสามารถเขาใจไดโดยงายจากรูปที่แสดง
อนึ่ง ณ ที่นี้เราจะยังคงใชมุมมุมหนึ่งที่เกิดจากรังสี 2 รังสีตัดกัน
ดังนั้น จึงขอใหนักเรียนพิจารณาเปรียบเทียบกันจนเขาใจ

82

0

Q0

O

x

ก.

x

ข.

x

ค.

x

ง.

x

จ.

x

ฉ.

x

ช.

P0

Q1

1

O

P1

y

Q2
Q3

2

O

3

P3

4

P4

O

Q4

P2

O

5

P5

O

Q5

6

P6

O

Q6

รูปที่ 11.3

83

มุมมุมหนึ่ง ๆ ดังรูปเปนดังนี้
ก. มุม  0  0 องศา
ข. มุม 1 มีคาระหวาง 0 องศาและ 90 องศา คือ มุมแหลมมุมหนึ่ง ๆ
ค. มุม  2  90 องศา คือ มุมฉากมุมหนึ่ง
ง. มุม  3 มีคาระหวาง 90 องศากับ 180 องศา คือ มุมปานมุมหนึ่ง ๆ
จ. มุม  4  180 องศา คือ มุมตรงมุมหนึ่ง
ฉ. มุม  5 มีคาระหวาง 180 และ 360 องศา คือ มุมกลับมุมหนึ่ง ๆ
ช. มุม  6  360 องศา คือ มุมโดยรอบมุมหนึ่ง
คําศัพทภาษาอังกฤษที่นักเรียนควรรูมีดังนี้
1. เรขาคณิต คือ Geometry
2. จุด คือ Point
3. ตําแหนง คือ Position
4. เสนตรง คือ Straight Line
5. สวนของเสนตรง คือ Line Segment
6. รังสี คือ Ray
7. เสนแนวฉากหรือแนวฉาก คือ Normal
8. เสนตั้งฉากหรือตั้งฉาก คือ Perpendicular
9. มุม คือ Angle
10. มุมแหลม คือ Acute Angle
11. มุมฉาก คือ Right Angle
12. มุมปาน คือ Obtuse Angle
13.มุมตรง คือ Straight Angle or Flat Angle

84

14. มุมกลับ คือ Reflex Angle
15. มุมโดยรอบ คือ Perigon

หลังคาจั่ว
เปนแบบอยาง
ครั้นมองดู
อยากขอเนน
บานเรือนไทย
เพิ่งตระหนัก
ที่ผานมา
ตองตรอมตรม

ทั่วไป
บงชี้
รูไว
กระไร
อยางนี้
บอกกัน
หลงไป
น้ําทวม

ในความตาง
ที่แลเห็น
ในประเด็น
ไดชื่นชม
ที่ถูกหลัก
อันเหมาะสม
ใครนิยม
อวมอุรา

85

12. เรื่องของการสราง

สรางสวนหนึ่ง

อีกทั้งบง
สรางมุมหนึ่ง
สองสามครั้ง
เสนตั้งฉาก
ยังพึ่งได
สรางรูปตาง
หากประสงค

พึงรู
สงถึง
วงเวียน
ดั่งใจ
ไมยาก
วงเวียน
สรางได
ศึกษา

สูสวนตรง
ครึ่งที่หวัง
เขียนลําพัง
หมายจํานง
หากสนใจ
เพียรประสงค
ในจํานง
หาความจริง

86

จากรูปที่แสดงประกอบนี้นักเรียน เห็นสิ่งตาง ๆ ตอไปนี้หรือไม
1. สวนของเสนตรงเสนหนึ่ง ๆ
2. ครึ่งหนึ่งของสวนเสนตรงเสนหนึ่ง ๆ
3. มุมในลักษณะตาง ๆ เชน มุมแหลมมุมหนึ่งและมุมฉากอีกมุมหนึ่ง
4. แนวหนึ่งที่จะบงบอกถึงการแบงครึ่งมุมหนึ่ง
5. เสนตั้งฉากหรือเสนแนวฉากเสนหนึ่งที่อยูบนเสนตรงเสนหนึ่ง
6. รูปเรขาคณิตพื้นฐานเบื้องตนอยางงาย เชน รูปสามเหลี่ยมรูปหนึ่ง รูป
สี่เหลี่ยมจัตุรัสรูปหนึ่ง และรูปสี่เหลี่ยมผืนผาอีกรูปหนึ่ง
7. เสนขนานจํานวนหนึ่ง
8. เสนตรงเสนหนึ่งที่ตัดกับเสนขนานคูหนึ่ง ๆ
ผูเขียนอยากใหนักเรียนกลับไปสังเกตอยางละเอียดอีกครั้ง
อนึ่ง นักเรียนควรคิดดังนี้
ถานักเรียนตองการสรางสิ่งตาง ๆ เหลานี้ควรจะตองทําอยางไร
นักเรียนตองใชอุปกรณตาง ๆ ตามที่ใชในการเขียนแบบ โดยเลียนแบบมา
จากกระบวนการทางเรขาคณิตที่นักเรียนจะตองเรียนรูดังนี้
วงเวียนคูหนึ่ง ไมทีอันหนึ่ง ไมฉากสามเหลี่ยมอันหนึ่ง และดินสอแทง
หนึ่ง ๆ
โดยที่นักเรียนไมมีโอกาสใชโพรแทรกเตอรอันหนึ่งสําหรับวัดมุมมุมหนึ่ง
เหมือนดังที่ใชกันในชั้นเรียนตามปกตินั้น
นักเรียนตองตระหนักดังนี้
กลาวคือ นักเรียนจะประสบความสําเร็จยอมจะตองพึ่งหลักการทางเรขาคณิตดวย

87

ดังนั้น นักเรียนก็จะตองคํานึงถึงสมบัติของอุปกรณประกอบตาง ๆ ตามที่
ไดระบุไวนั้นอยางสมบูรณแบบ
ณ ที่นี้นักเรียนจะศึกษาไปพรอม ๆ กันโดยสังเขปดังนี้
1. ไมทีอันหนึ่งจะชวยสรางเสนตรงเสนหนึ่งและเสนตั้งฉากเสนหนึ่ง
2. ไมฉากสามเหลี่ยมอันหนึ่งมีประโยชนในหลายลักษณะดังนี้
สรางเสนตรงเสนหนึ่ง ๆ เสนตั้งฉากเสนหนึ่ง และรูปสามเหลี่ยมรูปหนึ่ง
ในขอบเขตอันจํากัด
อยางไรก็ตาม วิธีทางเรขาคณิตที่กลาวไวตามหลักสูตรจะหลีกเลี่ยงการใช
อุปกรณประกอบ 2 ชิ้นนี้โดยตรง ยกเวนกรณีซึ่งตองการสรางเสนตรงเสนหนึ่ง ๆ
ที่มีความจําเปนเฉพาะสิ่งนั้น ๆ
3. วงเวียนคูหนึ่งเปนอุปกรณชิ้นหนึ่งที่จะมีประโยชนอยางยิ่ง
วงเวียนคูหนึ่งมีสมบัติพื้นฐานอยางเดียวแตจะกลับมีความสําคัญดังนี้
กลาวคือ การสรางเสนรอบวงและสวนวงของวงกลมวงหนึ่ง โดยจุดตาง ๆ บนเสน
ดังกลาวนี้มีระยะหางคงตัวจากจุดหลักจุดหนึ่ง คือ ศูนยกลางนั่นเอง
ดังนั้น รัศมีจากระยะของปลายวงเวียนคูหนึ่งเปนคาที่นักเรียนกําหนดเปน
ระยะตามที่ตองการนั้น
นักเรียนจึงควรพิจารณาใชหลักดังกลาวนั้น

88

ณ ที่นี้ จะประมวลการสรางรูปเรขาคณิตตาง ๆ เชิงผสมผสานกันไปตามที่
เห็นสมควรดังนี้
ก. เสนตรง สวนของเสนตรง และการแบงครึ่งของสวนเสนตรง
นักเรียนจะทําตามขั้นตอนในลักษณะหนึ่งดังนี้
y
B

P
A

Q
C

O

x

D

รูปที่ 12.1
1. สมมติ เสนตรงเสนหนึ่งอยูในแกน x แกนหนึ่ง คือ PQ เสนหนึ่ง
2. สวนของเสนตรงเสนหนึ่ง คือ AC เสนหนึ่งนี้เปนรัศมีของวงกลมวง
หนึ่งที่เทากับระยะที่กําหนดให โดยเปนรัศมีของปลายวงเวียนคูหนึ่งที่มีปลายขาง
หนึ่งอยูคงที่ในลักษณะที่เปนศูนยกลาง ณ จุด A จุดนั้น
นักเรียนทําไดโดยใหปลายขางแหลมขางหนึ่งของวงเวียนคูหนึ่งอยูคงที่ ณ
จุด A จุดนี้ แลวจึงเขียนสวนโคงของวงกลมวงหนึ่งตัดกับเสนตรง PQ เสนนี้ ณ
จุด C จุดหนึ่ง
3. ทําคลาย ๆ กับขอ 2 แตควรจะใชรัศมีซึ่งยาวกวา โดยที่เขียนสวนโคง
ของวงกลมวงหนึ่งอยู 2 ขางของเสนตรง PQ เสนนั้น

89

4. เปลี่ยนมาใชจุด C อีกจุดหนึ่งเปนศูนยกลางและมีรัศมีคงตัวดังที่ไดใช
ในขอ 3 ขอนั้น แลวนักเรียนทําในลักษณะเดียวกัน
ตอนนี้นักเรียนจะไดจุดตัดของสวนโคงที่สราง 2 จุดดังนี้
กลาวคือ จุด B จุดหนึ่งกับจุด D จุดหนึ่งที่อยูคนละขางของเสนตรง PQ เสนนี้
5. นักเรียนจะไดสวนของเสนตรง BD เสนนี้ตัดกับเสนตรง PQ เสนนี้
ณ จุด O จุดหนึ่งที่เปนจุดกึ่งกลางของสวนของเสนตรง AC เสนนั้น
นักเรียนจะพบความจริงอีกประการหนึ่งดังนี้
กลาวคือ สวนของเสนตรง BD เสนนี้ตั้งฉากกับเสนตรง PQ เสนนั้นดวย
6. อนึ่ง นักเรียนจะไดผลทางออมอีกประการหนึ่งดังนี้
สามเหลี่ยมหนาจั่ว 2 รูป กลาวคือ สามเหลี่ยมหนาจั่ว ABC รูปหนึ่งและ
สามเหลี่ยมหนาจั่ว ADC อีกรูปหนึ่งซึ่งตางมีมุมที่ฐานมุมหนึ่ง ๆ เทากัน
เมื่อใชรัศมีของสวนโคงของวงกลมวงหนึ่งที่เทากับระยะของปลายทั้งสอง
ของวงเวียนคูนั้นคงตัวตลอดการสรางที่กลาวแลวนี้
นักเรียนจะไดสามเหลี่ยมทั้ง 2 รูปนั้นเปนรูปสามเหลี่ยมดานเทาซึ่งตางก็มี
ดานแตละดานเทากัน คือ ความยาวของสวนของเสนตรง AC เสนนั้นและมีมุมแต
ละมุม คือ 60 องศา
โดยที่มุมภายในรวม 3 มุมของสามเหลี่ยมรูปหนึ่ง คือ 180 องศา
7. นอกจากนี้ สวนของเสนตรง BD เสนนี้ก็อยูในแกน y แกนหนึ่งของ
ระบบพิกัดฉาก x, y  ระบบหนึ่งดวย

90

ข. เสนตั้งฉากเสนหนึ่ง
นักเรียนจะพบความจริงดังนี้
นักเรียนไดสรางเสนตั้งฉากเสนหนึ่งที่เปนผลพลอยไดจากการพิจารณาใน
ขอ ก. ขอนั้นแลว แตก็สามารถสรางโดยตรงไดอีกดังนี้
y
A
P

Q

O 90

B

x

C

D

รูปที่ 12.2
1. สมมติ เสนตรงเสนหนึ่งอยูในแกน x แกนหนึ่ง คือ PQ เสนหนึ่ง
2. สมมติ จุด A จุดหนึ่งอยู ณ ขางหนึ่งของเสนตรง PQ เสนหนึ่ง
3. เขียนสวนโคงของวงกลมวงหนึ่งซึ่งมีจุด A จุดนั้นเปนศูนยกลางตัดกับ
เสนตรง PQ เสนนั้น ณ จุด B จุดหนึ่งและจุด C อีกจุดหนึ่ง
ทั้งนี้จะมี BC เปนสวนเสนตรงของเสนตรง PQ เสนนั้นดวย
3. ใชจุด B จุดหนึ่งและจุด C อีกจุดหนึ่งเปนศูนยกลางและมีรัศมีคงตัว
เพื่อเขียนสวนโคงของวงกลม 2 วงตัดกันที่จุด D จุดหนึ่งที่อยูอีกทางขางหนึ่งของ
เสนตรง PQ เสนนั้น
3. สวนของเสนตรง AD เสนนี้ตัดกับสวนของเสนตรง BC เสนนั้น ณ
จุด O จุดหนึ่งซึ่งจะใชเปนจุดกําเนิดของระบบพิกัดฉาก x, y  ระบบหนึ่งไดดวย

91

ค. มุมมุมหนึ่ง ๆ
การพิจารณาความสัมพันธอันหนึ่งของมุมฉากและครึ่งหนึ่งเปนดังนี้
y
E

B
D
P

O

Q

45

A

x

C

รูปที่ 12.3
1. สมมติ เสนตรงเสนหนึ่งอยูในแกน x แกนหนึ่ง คือ PQ เสนหนึ่ง
2. สมมติ สวนของเสนตรงเสนหนึ่ง คือ AC เสนหนึ่ง
3. จุด O จุดหนึ่งเปนจุดกึ่งกลางของสวนของเสนตรง AC เสนนี้
4. สวนของเสนตรง OB เสนหนึ่งตั้งฉากกับเสนตรง PQ เสนนั้น ณ จุด
O จุดนั้นและอยูในแกน y แกนหนึ่งของระบบพิกัดฉาก  x, y  ระบบหนึ่งดวย
5. ใชจุด O จุดนั้นเปนศูนยกลางของวงกลมวงหนึ่งซึ่งมีรัศมีครึ่งหนึ่งของ
AC เสนนี้
ดังนั้น สวนโคงของวงกลมวงนี้จะตัดกับสวนของเสนตรง OB เสนนั้นที่
จุด D จุดหนึ่ง
6. ใชจุด C จุดหนึ่งและจุด D อีกจุดหนึ่งเปนศูนยกลางของวงกลม 2 วง
ซึ่งมีรัศมีคงตัวเขียนสวนโคงของวงกลมทั้ง 2 วงนี้ตัดกัน ณ จุด E จุดหนึ่ง
7. สวนของเสนตรง OE เสนนี้จะแบงครึ่งมุม 90 องศาตามตองการ

92

ง. เสนตรงเสหนึ่งที่ผานจุดหนึ่งและขนานกับเสนตรงอีกหนึ่ง
นักเรียนทําตามขั้นตอนดังนี้
R

F

D

S

x

E
C

P

A

B

Q

x

รูปที่ 12.4
1. สมมติ เสนตรงเสนหนึ่งอยูในแกน x แกนหนึ่ง คือ PQ เสนหนึ่ง
2. สมมติ จุด A จุดหนึ่งอยูบนเสนตรง PQ เสนนี้
3. ลากเสนตรง AD เสนหนึ่งที่ผานจุด D จุดหนึ่งตามที่กําหนด
4. มุม CAˆ B มุมหนึ่งจะสัมพันธกับมุมแยงมุมหนึ่ง ณ จุด D จุดนั้น
5. สรางมุม FDˆ E มุมหนึ่งใหเทากับมุม CAˆ B มุมนั้น
โดยที่มุม 2 มุมนี้เปนมุมแยงกัน
6. สวนของเสนตรง ED เสนหนึ่งอยูบนเสนตรง RS อีกเสนหนึ่ง
7. นักเรียนจึงสามารถสรุปไดดังนี้
กลาวคือ เสนตรง RS เสนนี้ผานจุด D จุดหนึ่งซึ่งไดกําหนดใหและขนานกันกับ
เสนตรง PQ เสนเดิมนั้น
ทั้งนี้เสนตรง PQ เสนหนึ่งกับเสนตรง RS อีกเสนหนึ่งตางอยูตามแกน
x แกนหนึ่งของระบบพิกัดฉาก  x, y  ระบบหนึ่งอยางสมจริง

93

คําศัพทภาษาอังกฤษที่นักเรียนควรรูมีดังนี้
1. มุมตรงขาม คือ Vertically Angles
2. มุมประชิด คือ Adjacent Angles
3. มุมแยง คือ Alternate Angles

วงเวียนคูนี้ที่ปกลงตรงทวีปหนึ่ง
วงเวียนคู
ในการวาด
ประโยชนล้ํา
คงจําได

เล็กนี้
ผงาดเหลือ
ยอมรู
ใชคลอง

มีอํานาจ
เหนือสิ่งไหน
อยูแกใจ
ตามตองการ

94

บรรณานุกรม
ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพฯ :
ราชบัณฑิตยสถาน, 2542.
ราชบัณฑิตยสถาน. ศัพทวิทยาศาสตร. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, 2546.
----------------. ลักษณนาม. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, 2546.
สมพงษ ใจดี. วิทยและคณิตฯ เพือ่ นอง 1 . กรุงเทพฯ : สํานักพิมพแหงจุฬาฯ, 2550.
สถาบันสงเสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี . คณิตศาสตรเลม 1 . กรุงเทพฯ :
กระทรวงศึกษาธิการ, 2549.
http://sjaidee-ebook.info/
Bing Images: Windows Live.
http://www.freeimages.co.uk/

95

ประวัติผูเขียน

รองศาสตราจารยสมพงษ ใจดี
ประวัติการศึกษาและการทํางาน
มัธยมศึกษาตอนปลาย
ปริญญาตรี
ปริญญาโท
อาจารย
ผูชวยศาสตราจารย
รองศาสตราจารย
ที่ปรึกษาฝายวิชาการ
ที่ปรึกษาวิชาการและแผน
ผูรับบําเหน็จบํานาญ
ผูมีความรูความสามารถ
วุฒิอาสาธนาคารสมอง

โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ พ.ศ. 2499
วท.บ. (เกียรตินิยม) จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2504
M. Sc. University of Tasmania พ.ศ. 2512
ภาควิชาฟสิกส จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2504
ภาควิชาฟสิกส จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2519
ภาควิชาฟสิกส จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2522
บริษัทสํานักพิมพไทยวัฒนาพานิช จํากัด พ.ศ. 2519
รัฐมนตรี ฯพณฯ สุเทพ อัตถากร พ.ศ. 2536
ขาราชการพลเรือน จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2541
ภาควิชาฟสิกส จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2541
สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม
แหงชาติ สํานักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2545

96

ผลงานเขียน
1. หนังสือชุดฟสิกสมหาวิทยาลัย
2. หนังสือชุดฟสิกสเชิงวิเคราะห
3. หนังสือชุดผลเฉลยฟสิกส
4. หนังสือชุดฟสิกสเพื่อทุกคน
5. หนังสือชุดวิทยและคณิตฯ เพือ่ นอง
6. หนังสือชุดฟสิกสสูมหาวิทยาลัย
7. อะพอลโล 11 พิชิตดวงจันทร
8. หนังสือชุด Entrance & Admission Physics
9. หนังสือชุดสาระนี้ถูกหรือผิดพรอมเฉลย
10. หนังสือชุดดาราศาสตรเบื้องตน
11. หนังสือชุดฟสิกสปญหาพรอมเฉลยระดับ ม.ปลาย
12. หนังสือชุดฟสิกสมหาวิทยาลัยโฉมใหม
13. หนังสือชุดอะไรกันแน
14. หนังสือชุดฉันและผูเปนที่รัก
15. หนังสือชุดคณิตศาสตร ม.ตนพิเศษ

97