ศน. 2.

6

รายงานการศึกษาคนควาอิสระ
เรื่อง การศึกษาผลการใชรูปแบบการนิเทศแบบชี้แนะในการใชสื่อสังคมออนไลน (Social Media) ในการ
จัดการเรียนรู :กรณีศึกษาโรงเรียนบานวังโพธิ์ สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรเี ขต 3

โดย
นางสาววราภรณ เฉิดดิลก
ผูฝ กประสบการณนิเทศการศึกษา

รายงานการศึกษาคนควาอิสระนี้ เปนสวนหนึ่งของการฝกประสบการณนิเทศการศึกษา
เพื่อแตงตั้งใหดํารงตําแหนงศึกษานิเทศก สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3

คํานํา

การปฏิรูป การเรีย นรูตามแนวพระราชบัญ ญัติก ารศึก ษาแหง ชาติ พ.ศ.2542 กํา หนดใหก ารจั ด
การศึกษาตองยึดหลักวาผูเรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรูและพัฒนาตนเองไดและถือวาผูเรียนมีความสําคัญ
ที่สุดกระบวนการจัดการศึกษาตองสงเสริมใหผูเรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ การ
จัดการศึกษา ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ตองเนนความสําคัญทั้ง
ความรู คุณธรรม กระบวนการเรียนรู และบูรณาการตามความเหมาะสมของแตละระดับ การศึกษา ผูเรียนมี
สิ ท ธิ ไ ด รั บ ก า ร พั ฒ น า ขี ด ค ว า ม ส า ม า ร ถ ใ น ก า ร ใ ช เ ท ค โ น โ ล ยี เ พื่ อ ก า ร ศึ ก ษ า
ในโอกาสแรกที่ทําได เพื่อใหมีความรูและทักษะเพียงพอที่จะใชเทคโนโลยีเพื่อการศึก ษาในการแสวงหา
ความรูดวยตนเองไดอยางตอเนื่องตลอดชีวิต

วราภรณ เฉิดดิลก

สารบัญ

หนา
คํานํา....................................................................................................................................................................
สารบัญ................................................................................................................................................................
บทที่ 1 บทนํา................................................................................................................................. 1
ความเปนมาและความสําคัญของปญหา........................................................................................ 1
วัตถุประสงค....................................................................................................................... 2
วิธีดําเนินการศึกษา............................................................................................................. 2
ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ.................................................................................................. 2
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยทเกี่ยวของ............................................................................................ 3
บทที่ 3 การนําไปพัฒนางาน/การเชื่อมโยงประยุกตใช...................................................................... 15
บทที่ 4 ผลที่เกิดขึ้น........................................................................................................................... 17
เอกสารอางอิง

18

ภาคผนวก
ผลงานบล็อกของครู............................................................................................................ 20
รายชื่อเว็บบล็อกของคุณครู................................................................................................. 25
ภาพกิจกรรม........................................................................................................................ 26

บทที่ 1
บทนํา

การจัดการเรียนรูตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ครูผูสอนตอง
วิเคราะหม าตรฐานการเรียนรู/ตัวชี้วัด สมรรถนะสําคัญ ของผูเรียนในการจัดการเรียนรูตามกลุมสาระการ
เรียนรูและคุณลักษณะอันพึงประสงค โดยมีหลักการจัดการเรียนรูที่เนนผูเรียนเปนสําคัญ การจัดการเรียนรูที่
คํานึงถึงความแตกตางระหวางบุคคล การจัดการเรียนรูที่สอดคลองกับพัฒนาการทางสมอง และการจัดการ
เรียนรูที่เนนคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งเชตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาอาจเพิ่มเติมขึ้นได
ในการจัดการเรียนรูที่เนนผูเรียนเปนสําคัญ ผูสอนตองจัดกระบวนการที่หลากหลาย เพื่อใหผูเรียนเกิด
การเรียนรูไดดี บรรลุตามเปาหมายของหลักสูตร กระบวนการเรียนรูที่จําเปนสําหรับผูเรียน เชน กระบวนการ
เรียนรูแบบบูรณาการ กระบวนการสรางความรู กระบวนการคิด กระบวนการทางสังคม กระบวนการเผชิญ
สถานการณและแกปญหา กระบวนการเรียนรูจากประสบการณจริง กระบวนการปฏิบัติ กระบวนการจัดการ
กระบวนการวิจัย กระบวนการเรียนรู การเรียนรูของตนเอง และกระบวนการพัฒนาลักษณะนิสัย เปนตน ทั้งนี้
ตองใหความสําคั ญ กับ การใชสื่อ การพัฒ นาสื่อ การใชแหล ง เรีย นรู ภูมิปญ ญาทอ งถิ่น และการวั ดและ
ประเมินผลที่หลากหลายเพื่อใหเกิดการพัฒนาผูเรียนอยางตอเนื่อง
สื่อการเรียนรูเปนเครื่องมือสําคัญในการพัฒนาผูเรียนใหเกิดการเรียนรูตามความมุงหวังของหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ครูผูสอนมีบทบาทสําคัญยิ่งในการจัดทําหลักสูตรในการ
จัดทํา พัฒนาและเลือกใชสื่อการเรียนรูที่ดีและมีประสิทธิภาพเหมาะสมตามความแตกตางของผูเรียน ดวยเหตุ
นี้ สถานศึกษาความใหการสงเสริม สนับสนุนใหมีการนําสื่อไปใชในการพัฒนาการเรียนรูที่สงผลตอผูเรียนอยาง
หลากหลายและเพียงพอ โดยการจัดใหมีแหลงเรียนรู ศูนยการเรียนรู ระบบสารสนเทศ และเครือขายการ
เรียนรูที่มีประสิทธิภาพทั้งในสถานศึกษา และชุมชน รวมทั้งการศึกษา คนควาวิจัย พัฒนาสื่อการเรียนรูให
สอดคลองกับกระบวนการเรียนรูตามศักยภาพของผูเรียน
ปจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศไดพัฒนาไปอยางรวดเร็ว ทุกคนสามารถเขาถึงระบบอินเทอรเน็ต ไดงาย
ซึ่งมีผูใชงานที่มีจํานวนเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ทุกคนมีอิสระที่จะเขาไปแบงปนความรูและเลือกเครื่องมือ ที่ดีที่สุด
เพื่อนําไปเผยแพรความรูดวยตัวเอง ตองการสื่อสาร และเสนอความคิดใหมๆ ไดโดยไมถูกปดกั้น นับเปนยุค

2.0 ที่นักการศึกษาตองตระหนักกับการเปลี่ยนถายของ Content จาก Static Content เขาสูยุคของ
Dynamic Content
แนวคิดการนํา Social media มาประยุกตใชในการจัดการเรียนการสอน นับเปนกลยุทธที่สําคัญ ซึ่ง
จําเปนอยางยิ่งที่โรงเรียนควรสงเสริม สนับสนุนใหเกิดเปนรูปธรรมที่ชัดเจน เพราะปจจุบัน Social Media ได
กลายเปนเครื่องมือที่สําคัญในการสรางสื่อใหเกิดเปนเครือขายเชื่อมโยงกันในโลกออนไลน ที่เปดโอกาสใหทุก
คนสามารถใชเปนชองทางในการเขาถึงกลุมเปาหมายไดอยางงายและสะดวกรวดเร็ว ซึ่งจะทําใหเกิดประโยชน
อยางมาก โดยไมเสียคาใชจายในการซื้อลิขสิทธิ์แตอยางใด ดังนั้น การนําเทคโนลี Social Media มาใชเปน
เครื่องมือในการจัดการเรียนการสอนเปนการผลักดันครูใหกาวทันโลกยุคปจจุบันและสามารถเขาถึงเยาวชนยุค
ใหมไดอยางทันทวงที ซึ่งจะทําใหเกิดระบบ Community แหงการเรียนรูบนเครือขายอินเทอรเน็ต
ผูวิจัยไดเล็งเห็นความสําคัญในการพัฒนาครูใหสามารถเขาถึงเทคโนโลยี Social Media และสามารถ
นํามาใชในการจัดการเรียนรูตามแนวทางการจัดการเรียนรูตามหลัก สูตรแกนกลางการศึก ษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช ๒๕๕๑ และยังเปนการสงเสริม สนับสนุนใหครูสามารถนําเครื่องมือออนไลนมาประยุกตใชในการ
จัดกิจกรรมการเรียนรูไดอยางเปนรูปธรรม
วัตถุประสงคการวิจัย
1. เพื่อพัฒนาครูใหมีความรูความเขาใจและมีความสามารถในการใช Social Media และสามารถ
นําไปใชในการจัดการเรียนรู
2. เพื่อสงเสริมใหครูสามารถเชื่อมโยงองคความรูบนอินเทอรเน็ตในการจัดการเรียนรู
เปาหมาย
ครูผูสอน โรงเรียนบานวังโพธิ์ อําเภอไทรโยค สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี
เขต 3 จํานวน 10 คน

บทที่ 2
หลักการ ทฤษฎี แนวคิด
ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับการนิเทศแบบใหคําชี้แนะ (Coaching)
การนิเทศแบบใหคําชี้แนะ (Coaching)
การนิเทศแบบใหคําชี้แนะ เปนกระบวนการหนึ่งที่มีความสําคัญในการชวยเหลือใหการจัดการเรียนรู
เปนไปอยางมีคุณภาพ ผูที่มีบทบาทสําคัญ คือ ศึกษานิเทศก รวมทั้งเครือขายการนิเทศที่เขามามีสวนรวมใน
การนิเทศการศึกษา การดําเนินการเพื่อเพิ่มศักยภาพในการจัดการเรียนรูใหแกครูและผูบริหารสถานศึกษา ให
สามารถจัดการเรียนรูไดอยางมีคุณภาพและไดมาตรฐาน ตลอดจนสามารถเสริมสรางการพัฒนาระบบการ
ประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาใหเขมแข็ง การนําเทคนิคการนิเทศแบบใหคําชี้แนะ (Coaching) มาใช
ในการนิเ ทศการศึก ษา จึ ง เปนวิธีก ารหนึ่ง ที่จ ะชว ยในการพัฒ นาคุณภาพการศึก ษาของสถานศึก ษาให มี
ประสิทธิภาพมากขึ้นได
การนิเทศแบบใหคําชี้แนะ (Coaching) เปนวิธีการพัฒนาสมรรถภาพการทํางานของครู โดยเนนไปที่
การทํางานใหไดตามเปาหมายของงาน หรือการชวยใหสามารถนําความรูความเขาใจที่มีอยูและหรือไดรับการ
อบรมมา ไปสูการปฏิบัติไดอยางมีป ระสิทธิภาพ การใหคําชี้แนะมีลัก ษณะเปนกระบวนการ มีเปาหมายที่
ตองการไปใหถึง 3 ประการ คือ การแกปญหาในการทํางาน การพัฒนาความรู ทักษะ หรือความสามารถใน
การทํางาน และการประยุกตใชทักษะหรือความรูในการทํางาน ที่ตงั้ อยูบนหลักการของการเรียนรูรวมกัน (CoConstruction) โดยยึดหลักวาไมมีใครรูมากกวาใคร จึงตองเรียนไปพรอมกันเพื่อใหคนพบวิธีการแกไขปญหา
ดวยตนเอง
ผูทําหนาที่นิเทศแบบใหคําชี้แนะ
ผูทําหนาที่นิเทศแบบใหคําชี้แนะแกครูและผูบริหารสถานศึกษาที่เขารวมโครงการเพิ่มศักยภาพการ
จัดการเรียนรูแกครูและผูบริหารสถานศึกษาของสถานศึกษาที่ต่ํากวาเกณฑมาตรฐาน แบงไดเปน 2 ระดับ
ดังนี้
1. ระดับเขตพื้นที่การศึกษา ไดแก รองผูอํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผูอํานวยการกลุมนิเทศ
ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา และศึกษานิเทศก

2. ระดับเครือขายของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ไดแก ผูบริหารสถานศึกษา และครูที่มีความรู
ความสามารถ และประสบความสําเร็จในการปฏิบัติงาน

ขั้นตอนการนิเทศแบบใหคําชี้แนะ (Coaching)
ขั้นตอนการนิเทศแบบใหคําชี้แนะเพื่อเพิ่มศักยภาพครูและผูบริหารสถานศึก ษาใหสามารถจัดการ
เรียนรูและยกระดับคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาใหสูงขึ้น มีขั้นตอนหลักสําคัญอยู 3 ขั้นตอน ดังนี้คือ
ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมการกอนการใหคําชี้แนะ
ขั้นตอนที่ 2 การดําเนินการใหคําชี้แนะ
ขั้นตอนที่ 3 การสรุปผลการใหคําชี้แนะ
รายละเอียดการดําเนินงานแตละขั้นตอน มีดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมการกอนการใหคําชี้แนะ
การเตรียมการกอนการใหคําชี้แนะ เปนการเตรียมองคความรูในการนําไปใชในการชี้แนะ โดยมี
วั ต ถุ ป ระสงค เพื่ อ ช ว ยให ค รู ส ามารถจั ด กิ จ กรรมการเรี ย นรู ใ ห กั บ ผู เ รี ย นอย า งมี ป ระสิ ท ธิ ภ าพ
ซึ่งผูนิเทศจะคอยแนะนํา ใหคําปรึกษา ชวยเหลือ ใหครูสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรูอยางตอเนื่อง นอกจากผู
ชี้ แ นะจะเสนอแนะแล ว ต องให ครู ได วิ เ คราะห ต นเอง ให สามารถจั ด กิ จกรรม ก าร เรี ยน รู ไ ด
อยางมีคุณภาพ ในสภาวะแวดลอมตาง ๆ และสามารถแกปญหาอุปสรรคในการจัดกิจกรรมการเรียนรูใหหมด
ไป การใหคําชี้แนะจะชวยใหครูสามารถสะทอนภาพการปฏิบัติงานของครู เพื่อใหตระหนักวาการจัดกิจกรรมการ
เรียนรูนั้นจะตองใชวิธีการจัดการเรียนรูอยางไร เพื่อที่จะใหผูเรียนไดเรียนรูอยางมีคุณภาพจากการจัดกิจกรรม
การเรียนการสอนของครู ขณะเดียวกันผูใหคําชีแ้ นะจะไดขอมูล ความรูที่จําเปน ซึ่งครูยังขาดอยู ดังนั้น การให
คํา ชี้ แ นะที่มี ป ระสิ ท ธิภ าพไม เ พีย งขึ้ น อยู กับ ทั ก ษะของผู นิ เ ทศ และความสามารถในการรั บ การนิ เ ทศ
(Receptiveness) ของครูเทานั้น แตยังขึ้นอยูกับองคประกอบแวดลอมหลายประการดวยกัน ผูชี้แนะควร
จะตองเปนผูรักการอาน รักการแสวงหาความรู และจะตองมีการขวนขวายหาขอมูลความรูใหมอยูตลอดเวลา
รวมทั้งจําเปนอยางยิ่งที่ผูใหคําชี้แนะ จะตองมีความพรอมกอนการใหคําชี้แนะดังตอไปนี้
1. การสรางองคความรู
ผูทําหนาที่ใหคําชี้แนะ ตองมีการสรางองคความรูเรื่องตาง ๆ ดังนี้
1.1 การจัดการเรียนรูแบบคละชั้น หลักสูตรและการออกแบบการเรียนรู

1.2 การวิจัยในชั้นเรียน
1.3 การจัดการเรียนรูโดยใชโครงงาน
1.4 การใชสื่อเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน
1.5 เรื่องอื่น ๆที่เกี่ยวของ
2.
การสรางทีมงาน
ปจจัยที่สําคัญในการทํางานใหประสบผลสําเร็จ คือ คน ซึ่งมีผลกระทบตอบรรยากาศในการทํางานของ
ก ลุ ม ว า จ ะ ร า บ รื่ น เ ป น ไ ป ใ น ท า ง ส ร า ง ส ร ร ค มี ก า ร ส นั บ ส นุ น เ กื้ อ กู ล ซึ่ ง กั น แ ล ะ กั น
การชวยเหลือกันในการแกไขปญหา อุปสรรค และขอยุงยากใหผานพนไปไดนั้น ตองอาศัยการทํางานเปนทีม
ศักยภาพของคนในกลุม เพือ่ การทํางานรวมกัน คิดรวมกัน วางแผนรวมกันและแกปญหารวมกัน นับวาเปนการ
รวม พลั ง ขอ ง ที ม ง าน ซึ่ งจ ะ ส ง ผ ลใ ห ปร ะ ส บผ ล สํ า เ ร็ จ ใ นก า รทํ า ง าน ม าก ยิ่ งขึ้ น
ดั ง นั้ น
การทํางานเปนทีมจึงเปนวิธีการที่ไดผลมากที่สุด การมีสวนรวม มีความผูกพันและสรางความสัมพันธ ระหวาง
สมาชิ กในที มงานเปนอย างดี การสร างทีมงานที่ ประสบผลสําเร็ จ มีแนวทางการสรางที มงานตามแนวของ
Katzenbach Hohn R. and Smith Doglas (www.wutthi.com/forum/index.) ดังนี้
2.1 กําหนดทิศทางอยางเรงดวน สมาชิกทีมตองการความแนนอนในการตั้งวัตถุประสงค และความ
คาดหวังของทีม ซึ่งตองมีตัวบงชี้ที่ชัดเจนที่จะเปนแนวทางในการทํางานใหบรรลุผลสําเร็จ
2.2 การเลือกตั้งสมาชิกทีม ควรจัดใหอยูบนพื้นฐานของทักษะและศักยภาพที่มีอยู และทีมจําเปนตอง
มีทักษะที่จะทําใหเกิดความสมบูรณขึ้นภายใน 3 ประการ คือทักษะทางเทคนิคในหนาที่การงาน ทักษะในการ
แกไขปญหาเฉพาะหนา และทักษะความสัมพันธระหวางบุคคล
2.3 การประชุมหรือพบปะกันครั้งแรก ตองทําดวยความพิถีพิถันตั้งใจ เพื่อสรางความประทับใจให
เกิดขึ้น มีกําหนดระยะเวลาใหทุกคนรูแนนอน และมีการย้ําเตือนโดยผูนําทีมหรือผูบริหารอาจใชอํานาจหนาที่
คอยดูแลภายในทีม
2.4 ตั้งกฎในทีมปฏิบัติใหชัดเจน การพัฒนาทีมที่แทจริงโดยนํากฎเกณฑมาชวยใหพบกับความสําเร็จ
ในเรื่องวัตถุประสงคและจุดมุงหมายในการปฏิบัติงาน จุดเนนที่ควรสนับสนุนคือ การเปดเผยจริงใจตอกัน
การสรางใหเกิดความไววางใจกันและกัน การมีขอตกลงรวมกันอยางมีความเหมาะสมตอการปฏิบัติงาน

2.5 จุดมุงหมายและความเหมาะสมในการปฏิบัติงานที่ตั้งขึ้น จะไมยึดติดกับผูบริหาร แตจะตั้งขึ้นโดย
สมาชิกมีสวนรวม เพื่อใหเกิดความสําเร็จตามที่ไดตั้งจุดมุงหมาย
2.6 สรางความทาทายใหกับกลุมในการทํางาน ดวยการนําขอมูลขาวสารขอเท็จจริงใหมๆ มาชวย
สนับสนุนการทํางานของสมาชิกในทีม
2.7 ใหเวลาแกกันและกันใหมากที่สุด อาจเปนเวลาตามที่นัดหมายกันไวหรือไมไดนัดหมายก็ได
2.8 การใชอํานาจบารมีใหเกิดประโยชน เชน การใหขอมูลยอนกลับในทางบวก ความเอาใจใสซึ่งกันและ
กัน การใหรางวัล เปนตน
3. องคประกอบของทีมงานพัฒนาคุณภาพ
ทีมงานพัฒนาคุณภาพที่มีประสิทธิภาพควรมีลักษณะดังนี้ คือ เปนทีมงานที่ทํางานเพื่อเปาหมาย
รวมกัน มีความขัดแยงระหวางสมาชิกนอยมาก สมาชิกแตละคนมีพฤติกรรมสนับสนุนซึ่งกันและกัน การ
ติดตอสื่อสารเปนไปโดยเปดเผย และสมาชิกทํางานรวมกันอยางมีความสุข ดังนั้น การทํางานเปนทีมจะ
สมบูรณได จําเปนตองใชความพยายามอยางเปนระบบและตอเนื่องยาวนาน เปนที่ พึงพอใจของสมาชิกทุกคน
จะทําใหสมาชิกสามารถรักษาสถานภาพที่ดีของทีมไว เพื่อพัฒนางานใหเจริญกาวหนาตอไป โดยการสรางพลัง
ความสําเร็จของทีมจะตองสรางความเชื่อมั่น สรางเปาหมายรวมกัน สรางความภูมิใจและความเปนเจาของ
และสรางความศรัทธาและความไววางใจ ซึ่งองคประกอบของทีมงานพัฒนาคุณภาพ ควรประกอบดวย
3.1 ทีมนํา ประกอบดวย ผูเชี่ยวชาญ ผูทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล และ
นิเทศการศึกษา ผูอํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา รองผู อํานวยการสํ านักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประธานเครือขายฯ ประธานศูนยวิชาการ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
3.2 ทีมทํา ประกอบดวย ผูบริหารสถานศึกษา ครู ศึกษานิเทศก
4. การจัดทําขอมูลและสารสนเทศของสถานศึกษาเพื่อใชในกระบวนการใหคําชี้แนะ
ปจจุบันขอมูลสารสนเทศมีความจําเปนอยางยิ่ง สําหรับการบริหารการศึกษาโดยเฉพาะการบริหารสถานศึกษา
การมีขอมูลและระบบสารสนเทศที่ดี ถูกตอง เปนปจจุบัน จะทําใหผูบริหารสถานศึกษาตัดสินใจไดถกู ตอง แมนยํา ทัน
กาลมากขึ้น โดยเฉพาะในการวางแผนการศึกษาและการยกระดับคุณภาพการศึกษา ซึ่งผูบริหารสถานศึกษานอกจาก
การปฏิบัติหนาที่ในงานที่ตองใชความรูความสามารถแลวยังตองใชขอมูลสารสนเทศเปนเครื่องมือในการบริหาร
จัดการโดยมีเปาหมายการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของผูเรียน และสถานศึกษาขนาดเล็กใหมีประสิทธิผลและ

ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ขอมูลและระบบสารสนเทศที่ดีควรครอบคลุมองคประกอบพื้นฐานของการจัดการศึกษา และ
ตองมีการจัดเก็บอยางเปนระบบ งายตอการนําไปใชอันจะสงผลใหเกิดประโยชนสูงสุดตามนโยบายการจัดการศึกษา
ซึ่งอาจแบงไดดังนี้
4.1 ขอมูลและสารสนเทศพื้นฐานของสถานศึกษา ไดแก ขอมูลทั่วไปของสถานศึกษาและชุมชน
อาคารเรียน อาคารประกอบ และสิ่งอํานวยความสะดวกที่มีอยูในสถานศึกษา เชน หองเรียน หองปฏิบัติการ
วัสดุ อุปกรณการเรียนการสอน หองสมุด ตลอดถึงแหลงเรียนรูทั้งในและนอกสถานศึกษา เปนตน
4.2 ขอมูลและสารสนเทศที่เกี่ยวกับผูเรียน ผูเรียนเปนองคประกอบที่สําคัญของสถานศึกษา การเก็บ
รวบรวมขอมูลของผูเรียนรายบุคคล เชน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือ NT /O-NET แลวยังตองเก็บรวบรวมขอมูล
เกี่ยวกับดานภูมิหลังทางครอบครัวและชุมชนที่นักเรียนอาศัยอยู
4.3 ขอมูล และสารสนเทศที่เกี่ย วกับครูแ ละการจัดการเรีย นการสอน เชน จํานวนครู คุณวุฒิ
การศึกษา ตําแหนงหนาที่ วิชาที่สอน ผลงานทางวิชาการ การจัดแผนการเรียน/ชั้นเรียน อุปกรณการสอน
แหลงขอมูลเรียนรู ระเบียนสะสม ตารางสอน และผลการปฏิบัติงานของครู รวมถึงบุคคลภายนอกที่มีความรู
ความสามารถพิเศษในดานตางๆสามารถเปนวิทยากร ผูทรงคุณวุฒิหรือครูภูมิปญญาไทย เปนตน ขอมูลในดาน
กระบวนการเรียนการสอน ไดแก ลักษณะของวิธีการสอน ตารางสอน การมีสวนรวมของนักเรียน การใชตําราเรียน
สื่อการสอน การประเมินผลการเรียนการสอน การรายงานผลการเรียน การสอนซอมเสริม วิธีและการใชเครื่องมือ
ประเมิน การวางแผนการวัดและประเมินผลการเรียนนําไปพัฒนาผูเรียน การพิจารณากิจกรรมแนะแนว กิจกรรม
พัฒนาผูเรียน การวิจัยในชั้นเรียน เปนตน
4.4 ขอมูลและสารสนเทศที่เกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการ ซึ่งจัดเปนหัวใจของงานดานการศึกษา
ผูปกครอง ชุมชนและหนวยงานตางๆ ใหความสนใจและตองการทราบขอมูลที่ถูกตองรวดเร็ว เชื่อถือได เชน
หลักสูตร แผนการสอน คูมือ การพัฒนาหลักสูตรการสํารวจความตองการของชุมชน และการใชตําราเรียนของครู
และนักเรียน การจัดทําคลังขอมูล คลังขอสอบที่เปนระบบและเปนปจจุบัน เปนตน (ดูตัวอยางที่ภาคผนวก หนา
26)
5. แผนการนิเทศและเครื่องมือการนิเทศ
การวางแผนเพื่อการใหคําชี้แนะ จะตองกําหนดเปาหมายและตัวชี้วัดในการชี้แนะใหครอบคลุม ชัดเจน
ต อ การยกระดั บ คุ ณ ภาพการศึ ก ษา ใช ก ระบวนการร ว มคิ ด ร ว มทํ า ในการวางแผน การชี้ แ นะ
หานวัตกรรมที่เกี่ยวของและสอดคลองกับความตองการของสถานศึกษา ซึ่งทําใหสามารถรวมกันกําหนดแนวทาง

ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และทุกคนรูสึกเปนเจาของที่จะพัฒนา และรวมกันพัฒนาอยางเต็มที่ ซึ่งจะสงผล
ใหการดําเนินการการยกระดับคุณภาพการศึกษาสูงขึ้น
แผนการใหคําชี้แนะจะตองมุงพัฒนาเจาะลึก และเปนแผนใหคําชี้แนะที่สามารถในการนําไปใชในการ
ยกระดับคุณภาพการศึกษา แผนและเครื่องมือการชี้แนะสามารถนําไปใชในการแกปญหาและพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาไดอยางมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีองคประกอบของแผนการใหคําชี้แนะ (ดูตัวอยางที่ภาคผนวก หนา 25) ดังนี้
 วัตถุประสงค
 เปาหมาย
 ประเด็นการใหคําชี้แนะ/กิจกรรม
- การจัดการเรียนรูแบบคละชั้น หลักสูตรและการออกแบบการเรียนรู
- การวิจัยในชั้นเรียน
- การจัดการเรียนรูแบบโครงงาน

- การใชสื่อเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน
- เรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวของ
 ระยะเวลา
 ผูชี้แนะ/ผูรับการใหคําชี้แนะ
 สื่อ/เครื่องมือ
 สรุป ประเมินผล การนิเทศ

ขั้นตอนที่ 2 การดําเนินการใหคําชี้แนะ
ขั้นตอนการดําเนินงานใหคําชี้แนะเปนขั้นตอนที่ศึกษานิเทศกหรือผูชี้แนะ ชวยใหครูนําความรูความ
เขาใจที่มีอยู หรือที่ไดรับจากการอบรมไปปฏิบัติใหเกิดผลสําเร็จตามศักยภาพหรือความสามารถของครูแตละ
คน เปนการพัฒนากลุมครูจํานวนนอยหรือรายบุคคลอยางเขมขน ทํางานรวมกันอยางใกลชิด เชน การสังเกต
การสอนในชั้นเรียน พิจารณาผลงานนักเรียนรวมกันกับครู เปนการพัฒนาในบริบทการทํางานในสถานศึ กษา
ขั้นตอนการใหคําชี้แนะประกอบดวย 3 ขั้นตอนยอย ดังนี้
2.1 การศึกษาตนทุนเดิม เปนขั้นที่ศึกษานิเทศกหรือผูใหคําชี้แนะทําความเขาใจวิธีคิด วิธีการทํางาน
และผลที่เกิดขึ้นจากการทํางานของคุณครูวาอยูในระดับใด เพื่อเปนขอมูลในการตอยอดประสบการณในระดับที่
เหมาะสมกับครูแตละคน ซึ่งในขั้นนี้อาจใชวิธีการตางๆ กันไปตามสถานการณ ไดแก
1) การใหครูบอกเลา อธิบายวิธีการทํางานและผลที่เกิดขึ้น

2) การพิจารณารองรอยการทํางานรวมกัน เชน แผนการสอน ชิ้นงานของนักเรียน
3) การสังเกตการสอนในชั้นเรียน
2.2 การให ค รู ป ระเมิ น การทํ า งานของตนเอง เป น ขั้ น ที่ ช ว ยให ค รู ไ ด ท บทวนการทํ า งานที่
ผานมาของตนเอง โดยใชตัวอยางที่เปนรูปธรรม ไดแก การสอนที่เพิ่งสอนจบไปแลว ชิ้นงานที่นักเรียนทําเสร็จ
มาใชประกอบการประเมิน จัดใหครูมีโอกาสได “นึกยอนและสะทอนผลการทํางาน” ชวยใหครูไดทบทวน
และไตรตรองวาตนเองไดใชความรู ความเขาใจไปสูการปฏิบัติอยางไร มีอุปสรรคปญหาใดเกิดขึ้นบาง คําถามที่
มักใชกันในขั้นนี้มี 2 คําถามหลัก คือ “อะไรที่ทําไดด.ี .” “จะใหดีกวานี้ ถา...”
2.3 ขั้นตอยอดประสบการณ เปนขั้นที่ศึกษานิเทศกหรือผูใหคําชี้แนะมีขอมูลจากการสังเกต การ
ทํางานและฟงครูอธิบายความคิดของตนเอง แลวจึงลงมือตอยอดประสบการณในเรื่องเฉพาะนั้นเพิ่มเติม ซึ่ง
ศึกษานิเทศกหรือผูชี้แนะตองอาศัยปฏิภาณในการวินิจฉัยใหไดวาครูตองการความชวยเหลือในเรื่องใด หาก
ไมแนใจก็อาจใชวิธีการสอบถามขอขอมูลเพิ่มเติม ในขั้นตอยอดประสบการณมักมีการดําเนินการใน 2 ลักษณะ
ดังนี้
1) เมื่อพบวาคุณครูมีความเขาใจที่ผิดพลาดบางประการ หรือมีปญหา ก็จําเปนตองแกไข
ปรับความรูความเขาใจใหถูกตองและชวยเหลือในการแกไขปญหา
2) เมื่อพบวาคุณครูเขาใจหลักการสอนดี แตยังขาดประสบการณในการออกแบบการเรียน
การสอน ก็จําเปนเพิ่มเติมความรู แบงปนประสบการณ
ขั้นตอนที่ 3 การสรุปผลการใหคําชี้แนะ
การสรุปผลการใหคําชี้แนะเปนขั้นตอนที่ศึกษานิเทศก หรือผูใหคําชี้แนะเปดโอกาสใหครูไดสรุปผล
การใหคําชี้แนะเพื่อใหไดห ลัก การสําคัญไปปรับปรุง หรือพัฒ นาการเรียนการสอนของตนเองตอไป มีก าร
วางแผนที่จะกลับมาชี้แนะรวมกันอีกครั้งวา ความรูความเขาใจใหมที่ไดรับการชี้แนะครั้งนี้จะเกิดผลในทาง
ป ฏิ บั ติ เ พี ย ง ใ ด ร ว ม ไ ป ถึ ง ก า ร ต ก ล ง ร ว ม กั น เ รื่ อ ง ใ ห ค ว า ม ช ว ย เ ห ลื อ อื่ น ๆ เ ช น
หาเอกสารมาใหศึกษา ประสานงานกับบุคคลอื่น ๆ แนะนําแหลงเรียนรูเพิ่มเติม เปนตน
การทํา AAR หรือการตรวจสอบผลหลังการปฏิบัติงาน
AAR ยอมาจากคําวา After Action Review ซึ่งเปนเครื่องมืออยางหนึ่งที่ใชในการทบทวนความรูที่ได
หลังจากการใหคําชี้แนะ (Coaching) เสร็จสิ้นแตละครั้ง เนนการแสดงความคิดเห็นอยางเปนอิสระ ไมมีถูก –
ผิด เปนการทบทวนเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ เพื่อแกปญหาที่ เ กิดขึ้น หรือ ไมใหเ กิดปญ หาขึ้นอีก ใน
ขณะเดียวกันก็คงไวซึ่งวิธีการที่ดีที่สุด โดยศึกษานิเทศกหรือผูใหคําชี้แนะ ควรกระตุนใหครูตอบคําถามใหกับ
ตัวเอง ดังนี้

1) สิ่งที่คาดวาจะไดรับจากการนิเทศ คืออะไร
2) สิ่งทีเ่ กิดขึ้นจริง คืออะไร
3) ทําไมสิ่งที่คาดหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงจึงแตกตางกัน เพราะเหตุใด
4) สิ่งที่ไดเรียนรูและวิธีการลดหรือแกไขความแตกตาง คืออะไร
เมื่อศึกษานิเทศกหรือผูใหคําชี้แนะไดทําการใหคําชี้แนะใหกับครูและผูบริหารสถานศึกษาในแตละเรื่อง
เพื่อใหเห็นภาพของความสําเร็จในการใหคําชี้แนะ จึงมีความจําเปนที่จะตองทํา AAR เพื่อใหไดคําตอบตามขอ
คําถามดังกลาวขางตน จะชวยใหครู ผูบริหารสถานศึกษาไดรับรูวาผลการชี้แนะในครั้งนี้เปนอยางไร แตผลที่
ไดรับนั้นไมใชคําตอบสุดทาย เพราะเมื่อเวลาผานไปยอมทําใหเกิดปญหาใหมไดตลอดเวลา
การทํา AAR ควรคํานึงถึงหลักในการดําเนินการดังนี้
1) ควรทํา AAR ทันทีหลังจากจบสิ้นการใหคําชี้แนะ
2) ไมมีการกลาวโทษ ซ้ําเติม ตอกย้ําซึ่งกันและกัน โดยใหมีบรรยากาศเปนกันเอง
3) คอยอํานวยความสะดวก กระตุน ตั้งคําถามใหครู ผูบ ริห ารสถานศึก ษาไดแสดงความคิดเห็น
ขอเสนอแนะของตน
4) ควรถามตัวเองวาสิ่งที่ไดรับคืออะไร
5) หันกลับมาดูวาสิ่งที่เกิดขึ้นจริงคืออะไร
6) ความแตกตางคืออะไร ทําไมจึงแตกตางกัน
7) จดบันทึกเพื่อเตือนความจําวาวิธีการใดบางที่ศึกษานิเทศกหรือผูใหคําชี้แนะไดเคยนํามาแกปญหา
แลว
3.1 การสรุปผลการใหคําชี้แนะ
ขั้นตอนตอมาหลังจากศึกษานิเทศกหรือผูใหคําชี้แนะไดดําเนินการทํา AAR แลว คือ การสรุปผลการใหคํา
ชี้ แ นะ ที่ ศึ ก ษานิ เท ศก และ ครู ผู สอ น หรื อ ผู บ ริ หา รส ถาน ศึ กษาได มี ก า รเ รี ยน รู ร วมกั น เ ช น
การจัดการเรียนรูแบบคละชั้น การจัดการเรียนรูแบบโครงงาน และการใชสื่อเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาศักยภาพ
การเรียนรู ตามแนวทางการยกระดับคุณภาพผูเรียนของโครงการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในของ
สถานศึกษาใหเขมแข็ง โดยใชกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน และควรสรุปผลการใหคําชี้แนะใน
ประเด็นตาง ๆ เชน
1) ระดับการรับรูในเนื้อหา สาระ รายละเอียดของวิธีการจัดการเรียนรู
2) ความสามารถในการจัดการเรียนรู

3) การใชสื่อ/แหลงเรียนรู
4) ปญหา อุปสรรค และขอเสนอแนะ
3.2 การวางแผนการใหคําชี้แนะครั้งตอไป
การให คํ าชี้ แ นะเปน กระบวนการที่ ชว ยให ค รูไ ด คน พบพลั ง หรือ วิ ธีก ารทํ า งาน สามารถพึ่ ง พา
ความสามารถของตนเองได เปาหมายของการใหคําชี้แนะ คือ การใหครูสามารถพัฒนาการจัดกระบวนการ
เรียนรูไดดวยตนเอง ดังนั้น การใหคําชี้แนะของศึกษานิเทศกหรือผูใหคําชี้แนะเพียงครั้งเดียวจึงไมสามารถ
บรรลุผลได ศึกษานิเทศกหรือผูใหคําชี้แนะจําเปนตองวางแผนการใหคําชี้แนะในครั้งตอไปรวมกับครู ผูบริหาร
ส ถ า น ศึ ก ษ า เ พื่ อ เ ชื่ อ ม โ ย ง ต อ ย อ ด ก า ร จั ด ก า ร เ รี ย น รู ใ น แ ต ล ะ เ รื่ อ ง
ตามบริบ ทของสถานศึก ษาเพื่อใหเ กิดผลสําเร็จ ที่เ ปนรูปธรรม ผูเ รียนเกิดการเรียนรูอยางมีคุณภาพและ
ยก ร ะ ดั บ คุ ณภา พ ก า ร ศึ ก ษา ขอ ง ส ถา น ศึ ก ษา ให สู ง ขึ้ น มี คุ ณภา พ ต า ม ม า ต ร ฐ า น ก า ร ศึ ก ษา
ซึ่งสถานศึกษาควรดําเนินการ ดังนี้
3.2.1 วางแผนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยผูใหคําชี้แนะและสถานศึก ษาวางแผนการ
ทํางานรวมกัน ดังนี้
1) การจัดทําแผนพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาใหมองเห็นทิศทางในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่
ชัดเจน สอดคลองกับสภาพปญหาและความจําเปนอยางเปนระบบ มีแผนปฏิบัติการประจําป ที่มีโครงการ
กิจกรรมรองรับ
2) การกําหนดสภาพความสําเร็จของการพัฒนาไวอยางตอเนื่อง ชัดเจนเปนรูปธรรม
3) การกําหนดวิธีการดําเนินงานที่มีห ลักการ มีผลการวิจัยหรือขอมูล เชิงประจักษที่อางอิงได
ครอบคลุมการพัฒนาหลักสูตร การจัดกระบวนการเรียนรู การสงเสริมการเรียนรู การวัดและประเมินผลการ
เรียนรู การพัฒนาบุคลากร และการบริหารจัดการ
4) ควรสงเสริมใหเกิดการมีสวนรวมของครู ผูบริหารสถานศึกษา บิดามารดา ผูปกครอง บุคลากร
ในชุมชน โดยเฉพาะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษาซึ่งมีบทบาทในการกํากับ ติดตาม และให
ความเห็นชอบตอแผนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ซึ่งจะชวยใหการคุณภาพการจัดการศึกษาบรรลุผลตาม
เจตนารมณ
3.2.2 นําเสนอผลการปฏิบัติงานที่เปนเลิศ (Best Practices)
หลังจากสถานศึกษาไดพัฒนาการจัดการเรียนรูที่สงผลใหผูเรียนเกิดการเรียนรูอยางมีคุณภาพ และทํา
ใหสถานศึกษามีคุณภาพการศึกษาสูงขึ้น เพื่อใหเกิดความภูมิใจในการปฏิบัติงาน สถานศึกษาควรคัดเลือกผลการ
ปฏิบัติงานที่เปนเลิศ นําเสนอและเผยแพร โดยมีประเด็นที่ควรนําเสนอดังนี้
1) ชื่อผลงาน Best Practice
2) หลักการ/ แนวคิด/ทฤษฎี
3) วัตถุประสงค

4) กลุมเปาหมาย
5) การดําเนินการ
6) ปจจัยสูความสําเร็จ
7) ผลการดําเนินการ
3.3.3 สรุปรายงานผลการวิจัย
ครู และผูบริหารสถานศึกษาที่ไดรับการพัฒนาศักยภาพในการจัดการเรียนรูจากการเขารวมการ
อบรม และนําความรูความสามารถ ทักษะไปจัดการเรียนรูและไดรับการชี้แนะจากศึกษานิเทศกหรือผูชี้แนะ จนมี
ผลสําเร็จที่เกิดขึ้นกับผูเรียนอยางเปนรูปธรรม ครู ผูบริหารสถานศึกษา ควรสรุปผลการทํางานเปนรายงาน
ผลการวิจัย ซึ่งทําไดทั้งเปนแบบไมเปนทางการและเปนทางการ เชน
การเขียนรายงานการวิจัย

การเขียนรายงานการวิจัย

แบบไมเปนทางการ

แบบเปนทางการ

เขียนรายงานการวิจัยตาม
ประเด็นที่สําคัญ เชน
 ชื่อเรื่อง / ประเด็นที่ทําการ
วิจัย
 ที่มาของปญหาหรือสิ่งที่
ตองการพัฒนา
 วัตถุประสงค/เปาหมายการ
วิจัย
 วิธีการหรือขั้นตอนสําคัญของ
การแกปญหาหรือการพัฒนา
 ผลการแกไขหรือพัฒนา
 ขอเสนอแนะ

เขียนรายงานตามรูปแบบการวิจัย ที่ยอมรับในวงวิชาการ
โดยมีองคประกอบของรายงานการวิจัย เชน
สวนหนาของเอกสาร ประกอบดวย ปก คํานํา บทคัดยอ
กิตติกรรมประกาศ สารบัญ
สวนเนื้อหา ประกอบดวย บทที่ 1 บทนํา (ความสําคัญ/
ความเปนมา วัตถุประสงค ขอบเขตที่ศึกษา นิยามศัพทเฉพาะ
ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ) บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่
เกี่ยวของ บทที่ 3 วิธีดําเนินการ (ประชากร/กลุมตัวอยาง
เครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูล การเก็บรวบรวมขอมูล
สถิติที่ใชวิเคราะหขอมูล) บทที่ 4 ผลการวิเคราะหขอมูล บทที่ 5
สรุป อภิปรายผลและขอเสนอแนะ
สวนอางอิง ประกอบดวย บรรณานุกรม ภาคผนวก

เงื่อนไขความสําเร็จของการใหคําชี้แนะ
การใหคําชี้แนะเปนวิธีการที่มีสวนชวยใหครูและผูบริหารสถานศึกษาไดรับการพัฒนาสมรรถภาพการ
ทํางานในหนาที่ใหสําเร็จตามเปาหมาย หรือชวยใหครู ผูบริหารสถานศึกษา สามารถนําความรู ความเขาใจที่มี
อยูและหรือที่ไดรับการอบรมมาสูการปฏิบัติได เพื่อใหการใหคําชี้แนะประสบผลสําเร็จ ศึกษานิเทศกหรือผูทํา
หนาที่ใหคําชี้แนะ ควรมีหลักการใหคําชี้แนะดังนี้
1. มีความรูในเนื้อหาสาระที่จะทําการใหคําชี้แนะ การใหคําชี้แนะในแต ละครั้งผูใหคําชี้แนะควรมี
การศึกษาคนควาและทําความเขาใจในเนื้อหาสาระที่จ ะทําการชี้แนะ และเติมเต็ม ความรูในสวนที่ยัง ขาด
ความรูความเขาใจ เพื่อพรอมที่จะใหคําชี้แนะแกครูและผูบริหารสถานศึกษาใหไดรับความรู ที่ถูก ตอง
สมบูรณ
2. มีขอมูลเกี่ยวกับความรูค วามเขาใจของผูรับการใหคําชี้แนะ ผูใหคําชี้แนะจะชี้แนะ และ ถายทอด
ค ว า ม รู ไ ป ยั ง ผู รั บ ก า ร ใ ห คํ า ชี้ แ น ะ ไ ด ดี จ ะ ต อ ง มี ข อ มู ล เ กี่ ย ว กั บ ผู รั บ ก า ร ใ ห คํ า ชี้ แ น ะ ว า
ณ ขณะนี้มีระดับความรูแคไหน จะไดสามารถเติมเต็ม พัฒนาสมรรถภาพใหสามารถจัดการเรียนรูไดอยางมี
คุณภาพ และยังชวยใหการชี้แนะดําเนินไปดวยความราบรื่น มีประสิทธิภาพ
3. ใหคําชี้แนะแบบมีเปาหมายและมีจุดเนนรวมกัน ผูใหคําชี้แนะและผูรับการใหคําชี้แนะควรมีการตก
ลงรวมกันวาเปาหมายสุดทายที่ตองการใหเกิดคืออะไร ชวยกันหายุทธวิธีตาง ๆ เพื่อจะนําไปสูเปาหมายนั้น
4. มีระบบการติดตาม นิเทศ ประเมินผลการทํางานของครู ผูบริหารสถานศึกษาควรมีขอมูลที่สะทอน
ผลการทํางานเพื่อจะไดนําไปคิดทบทวนการทํางานใหสามารถพัฒนาใหดีขึ้น การติดตาม นิเทศ ประเมินผลเปน
ขั้นตอนสําคัญที่ผูใหคําชี้แนะหรือเครือขาย เขามาติดตาม นิเทศ ประเมินผลผูรับการชี้แนะอยางตอเนื่อง ยอม
สงผลใหการจัดการเรียนรูของครู และผูบริหารสถานศึกษามีประสิทธิภาพ

สังคมออนไลน (Social Media) คืออะไร
Social Media หมายถึง สื่อสัง คมออนไลนที่มีการตอบสนองทางสังคมไดห ลายทิศทาง โดยผาน
เครื อ ข า ยอิ น เทอร เ น็ ต นั่ น หมายถึ ง เว็ บ ไซต ที่ บุ ค คลบนโลกนี้ ส ามารถมี ป ฏิ สั ม พั น ธ โ ต ต อบกั น ได
แนวทางในการสงเสริมการเรียนรูโดยใช Social Media มาใชในการจัดการเรียนการสอน และเปนสื่อ
ที่เขาถึงผูเรียนซึ่งปจจุบันใหความสนใจเกี่ยวกับ Social Media หรือสื่อสังคมออนไลนมากขึ้น เปนสื่อที่เขาถึง
นักเรียนไดรวดเร็ว และนาสนใจใหผูเรียนฝกในการศึกษาหาความรูใ หกับตัวเองไดอยางดี

ความเปนมาของสังคมออนไลน
พื้นฐานการเกิด Social Media ก็มาจากความตองการของมนุษยหรือคนเราที่ตองการติดตอสื่อสาร
หรือมีปฏิสัมพันธกัน จากเดิมเรามีเว็บยุค 1.0 คือเว็บที่แสดงเนื้อหาอยางเดียวของบุคคลแตละคนไมสามารถ
ติดตอหรือโตตอบกันได แตเมื่อเทคโนโลยีเว็บ 2.0 ไดมีการพัฒนาเว็บไซตที่เรียกวา Web Application คือ
เว็บไซตมีแอพลิเคชันหรือโปรแกรมตาง ๆ ที่มีการโตตอบกับผูใชง านมากขึ้น ในขณะเดียวกันผูใชแตละคน
สามารถโตตอบกันไดผานหนาเว็บ
ประเภทของ Social Media
1.ประเภทบล็อก (Blog)
1.1 MicroBlog เชน Twitter , GoogleBuzz , FmyLife , Foursquare , jaiku , Plurk ,
Posterous , Tumble
1.2 General Blog เชน Blogger , Blogspot.com , Wordpress , Xanga , Vox
2.ประเภทสื่อสาร
ขาวสังคม เชน Digg , Mixx , Reddit
3.ประเภทเครือขายสังคม (Social Networking)
3.1 เครือขายสังคมทั่วโลก Facebook , Twitter , MySpace , Hi5 , Linkedin
3.2 เครือขายสังคมเฉพาะถิ่น เชน Foursquare , Gowalla , Facebook places , The Hotlist
4.ประเภทศูนยความรู
4.1 สําหรับการอางอิง เชน Wikipedia
4.2 ความรูทั่วไป
5.ประเภทกระแสชีวิต (lifestreaming) เชน Collectedin , Facebook , Twitter , Orkut , AIM
Lifestream , Chi.mp , Google Buzz etc.
6.ประเภทระบบจัดการคอนเทนท (CMS) เชน Wordpress
7.ประเภทบันเทิง
7.1 สังคมเสมือน เชน mvnu , Active Worlds , Forterra Systems , Second Life , The Sims
Online
7.2 แพลทฟอรมบันเทิง Cisco Eos
8.ประเภทเฝาประเมินความนิยม เชน Attensity , Statsit , Sysomos , Vocus

กฎของสังคมออนไลน (The Rules of Social Media)
1. การมีสวนรวม (Participation)
2. การเชื่อมตอ (Connections)
3. การสนทนากัน (Conversation) การพูดคุยกัน (Chat)
4. การมีสังคมรวมกัน (Community)
5. ฟงการนิเทศของคุณ (Listen to your supervision place)
กลาวโดยสรุป Social Media คือ สื่อดิจิตอลที่เปนเครื่องมือในการปฏิบัติการทางสังคมที่ใชในการ
สื่อสารเหมือนสื่อประเภทอื่นๆ ทั้งวิทยุ โทรทัศน และหนังสือพิมพ แต Social Media สามารถมีปฏิสัมพันธ
(Interactive) กับผูรับสารไดทันที นอกจากนี้ยังสามารถแบงปน แลกเปลี่ยนและแชรขอมูลขาวสารทั้งขอความ
ภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหวระหวางกันภายในเครือขายไดอยางรวดเร็ว ซึ่งจุดนี้ถือเปนจุดเปลี่ยนสําคุญของ
วงการสื่อสารมวลชนไทย คือ มีลักษณะของการผสมผสานของสื่อ (Convergent Media)
Social Media จะแตกตางจากสื่อดั้งเดิม ทั้งวิทยุ โทรทัศน และหนังสือพิมพ ตรงที่มีลักษณะของการ
สื่อสาร 2 ทาง (2 – way communication) ซึ่ง Social Media มีขอบขายกวางกวา Facebook และ
Twitter ทั้งนี้ Social Media มีตั้งแต Blog , Micro-Blog เชน ทวิตเตอร Social Networking Facebook
Hi5, Online VDO Youtube, Photo Sharing , Wiki , Wikipedia , Bookmarking Cloud Sourcing
แมแตเว็บ pantip.com เองก็ถือเปน Social media
“ทั้งนี้ลักษณะเดนและเสนหของ Social Media คือ “การมีสวนรวม” เพราะผูใชสื่อหรือผูรับสาร
สามารถแปรสภาพเปนผูสงสารไดในเวลาเดียวกัน”

บทที่ 3
การนําไปพัฒนางาน/การเชื่อมโยงประยุกตใช
การดําเนินการในการนิเทศการศึกษา โดยใชกระบวนการ PIDRE
1.ขั้นการวางแผน (Plan)
1.1.รางแผนการดําเนินการ
1.2 ขายความคิด โดยการสัมภาษณครุผูสอน ถึงการจัดกิจกรรมการเรียนรูตาพระราชบัญญัติ
การศึกษาแหงชาติ พุทธศักราช 2542 หมวด 4 แนวการจัดการศึกษา มาตรา 23 เกี่ยวกับการจัดการศึกษา
ตองยึดหลักวาผูเรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรูและพัฒนาตนเองได และถือวาผูเรียนมีความสําคัญที่สุด
กระบวนการจัดการศึกษาตองสงเสริมใหผูเรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ
1.3 จัดทํากําหนดการนิเทศ เพื่อใหความรู และเก็บขอมูลในเรื่องการสงเสริมการจัดกิจกรรม
การเรียนรูโดยใชสื่อสังคมออนไลน ( Social Media )
2.ขั้นใหการความรูกอนการนิเทศ (Informing)
2.1 จัดการใหความรูแกคณะครู ในเรื่องการจัดกิจกรรมการเรียนรูโดยใชสื่อสังคมออนไลน (
Social Media )
2.2 ศึกษานิเทศก กํากับ ดูแล การดําเนินการการจัดกิจกรรมการเรียนรูโดยใชสื่อสังคม
ออนไลน ( Social Media )
3.ขั้นการดําเนินการนิเทศ (Doing)
3.1 ครูดําเนินการสรางบล็อกดวยเว็บไซต wordpress.com ตามขั้นตอนที่ไดรับความรูจาก
คูมือการใชงาน
3.2 ศึกษานิเทศก สังเกต สัมภาษณ ตรวจผลงานบล็อกของครูในการจัดกิจกรรมการเรียนรู
โดยใชสื่อสังคมออนไลน ( Social Media ) ตามขั้นตอนที่ที่ไดรับความรู
4.ขั้นการสรางขวัญและกําลังใจแกผูรับการนิเทศ (Reinforcing)
4.1 ครูชื่นชมผลงานของกันและกันในการจัดกิจกรรมการเรียนรูโดยใชสื่อสังคมออนไลน (
Social Media ) ตามขั้นตอนที่ไดรับความรู
4.2 ศึกษานิเทสก ตรวจผลงาน แนะนําใหความรูแกครูเพิ่มเติม และใหคําชื่นชมยินดีใน
ความสําเร็จ
5.ขั้นการประเมินผลการนิเทศ (Evaluating)
5.1 ครู นําผลการจัดกิจกรรมการเรียนรูโดยใชสื่อสังคมออนไลน ( Social Media ) ไป
ปรับปรุง พัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน

5.2 ศึกษานิเทศก สังเกตการจัดกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู รวบรวมแบบสอบถาม
จัดกระทําขอมูล สรุปผล
5.3 นําเสนอผลการดําเนินงานตอ ผูอํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
กาญจนบุรี เขต 3
5.4 จัดทําเอกสาร แผนพับ เผยแพรผลงาน ผานเว็บไซตสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3
ความสอดคลองของกระบวนการนิเทศจากกรณีศึกษากับกระบวนการนิเทศแบบ PDCA และ กระบวนการ
นิเทศแบบ PIDRE
กระบวนการจาก
กรณีศึกษา
-ศึกษาสภาพปจจุบัน
-วางแผนการดําเนินการ

สอดคลองกับ
กระบวนการ PDCA
P = Plan

สอดคลองกับ
กระบวนการ PIDRE
P = Planning

การใหความรูกอนการ
นิเทศ

D = Do

I = informing

การดําเนินการนิเทศ

D = Doing

การเสริมสรางขวัญและ
กําลังใจ

C = Check

R = Reinforcing

การประเมินผล

A = Act

E= Evaluating

เหตุผลสนับสนุน
เพื่อรูขอมูลทั่วไปของ
สถานศึกษาที่จะ
ดําเนินการนิเทศเพื่อ
จัดลําดับการดําเนินการ
และขั้นตอนใหชัดเจน
ดําเนินการตามขั้นตอนที่
ไดวางแผนไวอยางเปน
ระบบ
ดําเนินการตามขั้นตอนที่
ไดวางแผนไวอยางเปน
ระบบ
ทําการตรวจสอบ แลว
พัฒนาปรับปรุง กระตุน
ใหมีขวัญและกําลังใจ
ประเมินผล ปรับปรุง
แกไข และเผยแพร

บทที่ 4
ผลที่เกิดขึ้น
จากการดําเนินการจัดกิจกรรมนิเทศการสงเสริมการจัดกิจกรรมการเรียนรูโดยใชสื่อสังคมออนไลน
( Social Media ) ของครูพบวา มีความรูความเขาใจในการจัดกิจกรรมการเรียนรูโดยใชสื่อสังคมออนไลน
(Social Media) จํานวนทั้งสิ้น 10 คน คิดเปนรอยละ 100 นั้น เนื่องจาก
1.โรงเรียนบานวังโพธิ์ ไดจัดกิจกรรมการเรียนรูโดยเนนผูเรียนเปนสําคัญและครูไดผานการแนะนํา
มาแลว จึงทําใหครูมีความรูความเขาใจ อีกทั้งไดมีการทบทวน และรวมปรึกษากับผูวิจัยจึงทําใหเกิดการเรียนรู
เร็วยิ่งขึ้น
2.ครู ส า ม า ร ถนํ า ควา ม รู ที่ ได รั บ ม า จั ด กิ จ ก ร ร ม ก า ร เ รี ย น รู โ ด ย ใ ช สื่ อ สั ง คม อ อ น ไล น
( Social Media ) ทําใหผูเรียนเกิดการแลกเปลี่ยนสรางสังคมแหงการเรียนรูอยางตอเนื่อง อีกทั้งครูและ
ผูเรียนสามารถมีปฏิสัมพันธ (Interactive) ซึ่งกันและกันไดโดยตรงผานระบบกระดานขาวและการคุยแบบ
สวนตัว ซึ่งจะทําใหขอจํากัดดานเวลาและสถานที่

เอกสารอางอิง
การนิเทศแบบใหคําชี้แนะ (Chaching) http:// bet.obec.go.th/eqa/images/2010/subject_4.doc
สงัด อุทรานันท. การนิเทศการศึกษา : หลักการ ทฤษฎี และปฏิบัต.ิ กรุงเทพฯ : ภาควิชาบริหารการศึกษา
คณะครุศาสตร, 2530.
สํานักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สพฐ. . การพัฒนาศึกษานิเทศก ICT เพื่อการเรียนการสอน .
กรุงเทพฯ. โรงพิมพชุมนุมสหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย จํากัด , 2554

ภาคผนวก

http://krughameng.wordpress.com/

http://krusopit.wordpress.com/

http://kruboonsong.wordpress.com/

http://kruchutimon.wordpress.com/

http://rongtoon.wordpress.com/

http://krupeeraya.wordpress.com/

http://krupatay551.wordpress.com/

http://kruphut.wordpress.com/

http://kruith.wordpress.com/

http://krupen.wordpress.com/

รายชื่อเว็บบล็อกของคุณครูโรงเรียนบานวังโพธิ์ สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3
http://krughameng.wordpress.com/
http://krupeeraya.wordpress.com/
http://rongtoon.wordpress.com/
http://krupatay551.wordpress.com/
http://krusopit.wordpress.com/
http://kruboonsong.wordpress.com/
http://kruchutimon.wordpress.com/
http://kruith.wordpress.com/
http://kruboonsong.wordpress.com/
http://kruphut.wordpress.com/
http://krupen.wordpress.com/
http://krunalina.wordpress.com/

ภาพกิจกรรม

ประวัติผูวิจัย

ประวัติผูวิจัย

ชื่อ

:

นางสาววราภรณ เฉิดดิลก

ที่อยูที่ทํางาน

:

โรงเรียนราชประชานุเคราะห ๒๗ จังหวัดหนองคาย
27 หมู 18 ตําบลจุมพล อําเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย
สํานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ

ประวัติการศึกษา :
พ.ศ.2538 – 2541

สําเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษพิทยา จังหวัดอุดรธานี

พ.ศ.2541 – 2545

สําเร็จการศึกษาปริญญาครุศาสตรบัณฑิต สถาบันราชภัฏอุดรธานี

พ.ศ.2550 – 2552

สําเร็จการศึกษาปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชานิเทศการศึกษาและพัฒนาหลักสูตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย

ประวัติการทํางาน :
พ.ศ.2546 – 2547

อาจารย 1 ระดับ 3 โรงเรียนเปรมประชา (สายหยุด-เกษมสงเคราะห)
สํานักงานเขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร

พ.ศ.2547 – 2549

อาจารย 1 ระดับ 3 โรงเรียนบานน้ําพุ อําเภอศรีสวัสดิ์
สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี เขต 3

พ.ศ.2549 – 2552

ครู โรงเรียนสมเด็จพระปยมหาราชรมณียเขต
สํานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ

พ.ศ.2552 – ปจจุบัน

ครู โรงเรียนราชประชานุเคราะห ๒๗ จังหวัดหนองคาย
สํานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ