You are on page 1of 634

http://larndham.

net/narupan/

สารบัญ
บทที่ ๑ รักแรกพบ ๒
บทที่ ๒ เอกาปติ ๑๙
บทที่ ๓ คูบุญ ๒๕
บทที่ ๔ อกหัก ๓๘
บทที่ ๕ เขาสมาธิ ๕๖
บทที่ ๖ จอมศิลปน ๗๖
บทที่ ๗ อุปจารสมาธิ ๙๐
บทที่ ๘ ฝนหวาน ๑๐๓
บทที่ ๙ ตามฝน ๑๑๖
บทที่ ๑๐ ผูวิเศษ ๑๒๙
บทที่ ๑๑ อดีตชาติ ๑๔๗
บทที่ ๑๒ พุทธภูมิ ๑๖๓
บทที่ ๑๓ เจาชูยักษ ๑๘๖
บทที่ ๑๔ รวมทาง ๒๐๑
บทที่ ๑๕ กราบพระ ๒๑๙
บทที่ ๑๖ ฝนราย ๒๓๖
บทที่ ๑๗ สาวเกง ๒๕๕
บทที่ ๑๘ เจาเสนห ๒๗๗
บทที่ ๑๙ ใจแกวง ๓๐๓
บทที่ ๒๐ กรรม ๓๒๔
บทที่ ๒๑ สะกดจิต ๓๔๕
บทที่ ๒๒ คราวเคราะห ๓๖๕
บทที่ ๒๓ ใจสลาย ๓๙๓
บทที่ ๒๔ งานศพ ๔๑๘
บทที่ ๒๕ นางฟา ๔๕๐
บทที่ ๒๖ ธรรมาภิสมัย ๔๘๔
บทที่ ๒๗ ประกวดภาพ ๕๐๘
บทที่ ๒๘ วังวน ๕๖๓
บทที่ ๒๙ สิ้นโศก ๖๑๖

มันเกิดขึ้นอีกแลว...

เกาทัณฑเห็นตนเองขับรถคูใจไปบนถนนยาวเหยียด ไมรูทางกลับบาน ไมทราบจุดหมายปลายทาง เขา


รูสึกเดียวดายเหมือนถูกนํามาปลอยทิ้งไวในอีกมิติหนึ่งเพียงลําพัง เบื้องหนาเปนทองฟาที่ดูคับแคบ
หมนมืดนาอึดอัด ชวนใหจิตใจหดหูวังเวงอยางยากจะบรรยาย

นี่ตองไมใชโลกใบเกาแนๆ

สะกิดใจดวยความเคยคุนที่ฝกถามตนเองบอยๆขณะตื่น วากําลังฝนอยูหรือเปลา ชายหนุมรีบยกฝามือ


ขางขวาขึ้นดู เพงพินิจลายมืออยางตั้งใจ ทีแรกปรากฏเปนเสนสายยุงเหยิงดูไมคุนตา จากนั้นเมื่อเวลา
ผานไปอึดใจหนึ่ง เสนลายมือก็เริ่มโยเย ขาดความชัดเจน จึงรูตัวในบัดนั้นวาตนกําลังตกอยูในหวงฝน
และเปนฝนอันไมพึงปรารถนาเสียดวย

พอรูตัว เกิดสติทราบชัดวากําลังหลับ กําลังอยูในโลกที่ถูกจิตสรางขึ้น เกาทัณฑก็ตระหนักวาตนสามารถ


บงการทุกสิ่งใหเปนไปดังใจ เขากําหนดใหสภาพของรถเปลี่ยนเปนอื่น ดวยเคล็ดคือปดตาลงนึกถึง
สภาพภายในหองโดยสารเครื่องบินเล็ก แลวลืมตาขึ้น

เปนไปตามตองการ พวงมาลัยรถเปลี่ยนเปนคันบังคับเครื่องบินเล็ก

นักบินในโลกความฝนดึงคันบังคับขึ้นเพื่อใหเครื่องเชิดหัวทะยานสูทองฟา หลบหนีจากทางรางวังเวงนา
ทรมานไปเสีย เขาพยายามสังเกตรายละเอียดของเครื่องบิน เชนเหลียวไปนอกหนาตาง ดูปกขวาที่ยื่น
ยาวออกไป โดยกําหนดมองไมนานนัก เพราะทราบวาถามองสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานๆ ภาพจะเปลี่ยนเปนอื่น
ตามธรรมชาติของผูเริ่มฝกสติขณะฝน

ปรับระดับการบินคงที่ ชะโงกหนากมลงมองต่ําผานกระจกหนาตาง บัดนี้เขาลอยตัวขึ้นมาอยูสูงเหนือพื้น


ดินลิบลับ เบื้องลางคือความเวิ้งวางของผืนดินสีน้ําตาล บอกตนเองวานี่มันแดนสนธยาชัดๆ นึกดีใจที่หนี
มาเสียได

ขยับตัวมองตรง ความกดอากาศขนหนักจนอึดอัด ทําไมความอึดอัดยังตามขึ้นมาอีก ลอยตัวสูงขนาดนี้


อากาศนาจะสดชื่นไดแลว เกาทัณฑขมวดคิ้วเครง จิตประหวัดถึงความจริงที่ตนบังคับเครื่องบินเล็กไม
เปน เคยแตนั่งโดยสาร จะหาจุดหมายปลายทางมาแตไหน

จะเดินทางกลับบานไดอยางไร ถาในหัวเต็มไปดวยความไมรู

หลงอีกแลว คราวนี้ยิ่งเควงควางเขาไปใหญ เพราะทุกทิศทุกทางคืออากาศวางเปลา บังเกิดความกลัวขึ้น


มาขณะหนึ่ง หากความฝนคือการหลงติดอยูกับความคับแคบ เขาก็อยากออกจากฝนเสียโดยพลัน

มีอาการควานหาทาง ซึ่งครั้งนี้มิใชทิศทางพุงไปของเครื่องบิน ทวาฉลาดขึ้นมาหนอย คือหาทางออกจาก


ฝน...

ขณะคอยๆรูสึกตัวตื่นขึ้น เกาทัณฑหายใจถี่เหมือนคนออกแรงไปมาก เขาตองปรับสติเปนครู กวาจะแน


ใจวาหลุดออกมาจากกรงแหงความฝนแลว

รอจนอาการทางกายสงบเปนปกติ ชายหนุมจึงลืมตามองเพดานหอง ถอนหายใจเฮือกใหญ แทบจะคืน


เวนคืนในชวงหลังที่เขาตองทรมานกับฝนประหลาด ฝนวาหลงทาง ขี่จักรยานเสือหมอบไปตามทุงราง
บาง เดินเทาเปลาไปตามถนนในเมืองที่ปราศจากผูคนบาง มาคืนนี้ขับรถไปในแดนสนธยา ยิ่งรายกวา
ทุกคืนตรงที่แมเกิดสติ พยายามหนีขึ้นฟาแลวก็ยังหลงอยูนั่น

แตละปมีคนเปนโรคประสาทเพราะฝนรายกันมาก ทางจิตวิทยายืนยันวาถาคนเราฝนผิดปกติรบกวนจิต
ใจซ้ําๆ ตองเกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง จะปมในอดีตหรือเรื่องคาใจในปจจุบันก็ตาม

คงนากังวลนอยกวานี้ หากเขาจะรูตัววามีปมปญหาอยูจริง แตนี่จะใหสืบเคาจากไหน ในเมื่อเขาเกิดมา


ทามกลางความพรั่งพรอม กับทั้งกําลังอยูทามกลางความมั่งคั่งและมั่นคง อัตราสวนของรายรับกับราย
จายผิดกันแทบเปนสิบตอหนึ่ง รถมีใหขับ หองหับมีใหอยูเปนของตนเอง ทุกอยางไดมาจากน้ําพักน้ําแรง
ในทางอันชอบดวยกฎหมายและศีลธรรมทั้งสิ้น ที่จะตองหวาดระแวงสักนอยวาตํารวจมาจับหรือศัตรูมา
ลางนั้น ไมมีเลย

แรงผลักดันในชีวิตโดยรวมคือความเปนหมายเลขหนึ่ง นับแตวัยเรียนที่ผลสอบเปนเกรดเอรวด หรือ


คะแนนเต็มคนเดียวในวิชายาก มาจนถึงวัยทํางานที่ความรูความสามารถโดดเดน การงานลุลวงและดี
เลิศ รวยโดยไมตองโกง มีความสุขโดยไมตองเบียดเบียนคนอื่น แถมรูจักวิถีทางชีวิตของตนเอง วาง
แผนไวลวงหนาเลยวาจะเอาอะไรเมื่ออายุเทาไหร

แตทําไมสวนลึกยังรูสึกวาหลงทาง โดยเฉพาะเมื่อมาถึงขีดความมั่นคงในชีวิตอยางที่สุดแลวนี้?

เกิดความกลุมจนเมื่อหลายวันกอนตองยอมเสียคาโทรศัพททางไกลตางประเทศ เพื่อปรึกษากับเพื่อนรุน
พี่ที่เปนจิตแพทย แตฝายนั้นคงไมอยากเสียเวลาอันมีคาฟรีๆเพื่อลวงตับไตไสพุงของเขาเอาไปวิเคราะห
เทาไหร ฟงแลวจึงใหคําแนะนํามางายๆ คือลองฝก ‘รูตัว’ ขึ้นมาในฝน ดวยเคล็ดคือถามตนเองบอยๆ
ระหวางวัน วากําลังฝนหรือตื่น พอถามตัวเองทีก็ยกมือดูลายมือเสียที วาชัดหรือจาง หากชัดก็บอกไดวา
กําลังตื่น หากจาง และเสนสายเปลี่ยนแปลง ก็แสดงวาเปนฝน ใหกําหนดไวลวงหนาวาจะทําอะไรใน
จังหวะที่รูตัวแลวนั้น

ฝรั่งมังคาวิจัยและบันทึกผลเกี่ยวกับความรูตัวชัดในฝน หรือที่เรียกเปนศัพทเฉพาะวา Lucid Dreaming


มาเนิ่นนาน เปนที่รูจักและปฏิบัติไดผลกันอยางกวางขวางพอควร มีเรื่องบันทึกเลาขานมากมาย พอสรุป
ไดวาจะเอาอะไร แกปมเครียดชนิดใด หรืออยากสนุกสุดเดชแคไหน ลวนเปนไปไดทั้งสิ้น ขอเพียงสั่งสม
ทักษะในการควบคุมฝนไวอยูมือ

เขาทําตามคําแนะนําอยางดิบดี โดยมากกําหนดไวคือเมื่อไหรรูตัววาฝนหลง จะหลบทางรางเสียดวยการ


เหาะหนี ซึ่งก็สําเร็จอยูหรอก ปลูกเชื้อจิตสํานึกขณะตื่นไวจนสามารถติดตามมาเชื่อมติดกับจิตขณะฝน
ได อีกทั้งกําหนดใหตนพนจากพื้นแลว แตพอลองฟาก็ยังหลงอยูดี แบบที่เขาเรียกหนีเสือปะจรเขอยาง
ไรอยางนั้น

สายหนาดิก ถาฝนแคหนสองหนก็ชางเถิด แตซ้ําไปซ้ํามาแบบนี้ ตื่นขึ้นมาแลวถามตัวเองวาลืมอะไร


หลงอยางไรเขาบาง ระยะยาวคงบั่นทอนสุขภาพจิตจนหมดความสุขในชีวิตเอาทีเดียว

เอ...หรือวานาจะไปเปดหัวใหไกลๆ เดินทางแบบสุดเหนือสุดใตประชดฝนเสียเลย

ทีแรกแคคิดแบบวูบวาบเรื่อยเปอย แตพอเวลาผานไปนิดหนึ่ง ก็เกิดความรูสึกจริงจังตึงตังขึ้นมา โปร


เจ็กตขนาดกลางซึ่งเขารับผิดชอบเพิ่งเรียบรอยไปเมื่อวาน นาจะใหนี่เปนครั้งแรกในรอบหลายป ที่ได
หยุดเฉยสักสองสามวัน ทองเที่ยวไปตามตางจังหวัดใหสบายใจ

แวบหนึ่งคิดอยากชวนเพื่อนตามประสาคนชอบเฮฮากับหมู แตใครจะไปตกคางอางแรมกับเขาได ในเมื่อ


พรุงนี้เปนวันทํางาน

ลังเลอยูเพียงครึ่งนาทีก็ตัดสินใจเด็ดขาดวาฉายเดี่ยวดูสักครั้ง นี่จะเปนหนแรกอยางแทจริง ที่คิดแลนไกล


ตามลําพัง ไมมีเสียงเจี๊ยวจาวของสาวสวยและเสียงเอะอะโวยวายของเพื่อนขี้เมารอบรายพะรุงพะรัง

นึกวาดภาพการทองเที่ยวอันโดดเดี่ยวเดียวดายแลว ก็รูสึกขึ้นมาขณะจิตหนึ่งวา เออ...สบายดี ไดลอง


พูดนอยๆ เห็นผูคนนอยๆ จะไปไหนทีไมตองพะวงถามไถความเห็นชอบจากใคร ชางเปนประสบการณ
สดใหมอยางประหลาด ราวกับกําลังจะออกผจญภัยครั้งแรกในโลกกวางที่ไมเคยรูจักฉะนั้น

สวนลึกแลวเห็นวานี่นาจะแกเคล็ดฝนหลงได เขาแนใจวาตนเองไปไกลทั่วไทยโดยไมหลง ทั้งสติปญญา


ทั้งกําลังกาย กําลังทรัพยพรอมพรักออกอยางนี้ หากบองตื้นขนาดขับรถไปหลงที่ไหนก็ไมตองกลับเขา
เมืองอีกแลว สมัครทําไรไถนาชดใชความบื้ออยูแถวๆที่หลงนั่นแหละ

สะสางธุระยามเชาในหองน้ํา ออกมาโทรศัพทหาเจานาย เขามีความสําคัญกับบริษัทและสนิทกับเจานาย


มากพอจะโทร.ขอลาหยุดงานไดปุบปบ ฝายนั้นรับฟงและอวยพรใหเที่ยวสนุกอยางงายดาย เขาทํางาน
ตลอดเจ็ดวันอยูหลายชวง อีกทั้งเพิ่งจะปดโปรเจ็กตไปเมื่อวาน สองสามวันสําหรับเปดหัวจึงนับเปนเรื่อง
เล็กนอยอยูแลว

ใสเสื้อฮาวายหลวมสบายและกางเกงยีนสตัวโปรด ยัดเสื้อผาหลายชุดใสกระเปาสะพาย ก็พรอมเดินทาง


ทันที นับเปนความรูสึกอิสระไรกังวลอยางแทจริง เพราะแมแตจุดหมายปลายทาง แผนการทองเที่ยวก็
ยังไมปรากฏขึ้นในหัวเลย ขอใหเดินทางพนไปจากกรุงเทพฯกอนเถอะ

เคลื่อนรถออกจากที่จอด แมกระทั่งเกือบถึงประตูทางออกจากเขตคอนโดมิเนี่ยม ก็ยังไมตกลงปลงใจอยู


ดี วาจะไปไหน เหนือ ใต ออก หรือตก จนเลี้ยวซายออกถนนใหญนั่นแหละ ถึงปลงใจวาใหถนนพาไปก็
แลวกัน

ขับเรื่อยเฉื่อย ไมทําความเร็วอยางเคย กระทั่งพบวาตนเองอยูบนถนนวิภาวดีรังสิต และอีกสิบนาทีตอมา


ก็แฉลบมาวิ่งบนเสนทางที่จะไปเมืองกาญจ

เห็นรานกวยเตี๋ยวขางทาง ก็นึกขึ้นไดวาตองหาอาหารเชาใสทองเสียหนอย จึงจอดทานที่รานนั้น ทาน


อิ่มก็ขึ้นรถสตารทเครื่องเดินทางตอ เกาทัณฑยิ้มอยูกับตนเอง เหมือนเมื่อครูไดทําสิ่งพิเศษ ตอนนี้เขา
เปนอิสระจริงๆ ทั้งจากการงาน จากสังคม และแมกระทั่งจากความตองการของตนเอง ไรแผนการในหัว
ไดแตทอดตาไปเบื้องหนาเพื่อมุงเดินทางอยางเสรี หิวก็หาทาน งวงก็หานอน เดินทางตอแลวตออีก ไมมี
ใครใหหวง ไมมีภาระใหพะวงถึง

ยิ้มออกมาเฉยๆ ตองอยางนี้กระมัง ที่สรางความรูสึกใหมไดเหมือนเปลี่ยนไปเปนคนละคน

ความสดชื่นรื่นเริงกับเสรีภาพไรขอบเขตเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะเดียว ก็ตองมลายวับ เมื่อชวงหนึ่งถึงถนน


เหยียดยาว แลเห็นทองฟาวางเปลาเบื้องหนา สะกิดใหนึกถึงภาพฝน และเกิดคําถามในหัววา ‘นี่เรา
กําลังจะไปไหน?’

อารมณสดชื่นแผวซึมลงถนัด เกาทัณฑหรี่ตากับตนเอง เบี่ยงรถเขาจอดที่ไหลทาง และเหมือนพยายาม


ใหคําตอบกับตนเองเปนเหตุเปนผล วาที่ขับรถออกมาอยางไรจุดหมายนี้ ก็เพื่อสรางบรรยากาศเลียน
แบบฝน และหาทางออกดวยภาวะจิตใจที่เต็มตื่นบริบูรณ

ตอนนี้เหมือนอยูในฝนเปยบ ตางกันตรงที่มีสติคิดอานพรักพรอม

สวางวาบขึ้นมากะทันหัน เกาทัณฑใชหางตามองกระจกหลัง แลวเบนไปมองเบื้องหนา เมื่อเห็นถนน


ปลอดก็หักพวงมาลัยเหยียบคันเรง พุงรถวนยอนสวนทางกลับคืนเมือง นี่ยังไง คราวนี้ภาพตรงหนาเต็ม
ไปดวยความรูสึก รูตื่น รูตัว วาเขากําลังจะวิ่งกลับบาน ชายหนุมซึมซับความรับรูชนิดนั้นไวอยางเต็มตื้น
เกิดความสุข ความเชื่อมั่นขึ้นมาอีกครั้ง นี่อาจเปนเกมแกฝนที่ตองลงทุนลงแรงและเปลืองเวลานิดหนอย
แตก็คุม หากฝนอีก เขาจะนึกถึงการวกกลับมาสูฐานที่มั่นของชีวิตเชนกําลังเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้

ทองซ้ําๆดวยความโสมนัส วาจะจําการยอนทางกลับบานอยางนี้ จะจําการยอนทางกลับบานอยางนี้


เยาะในใจวาเขาหาทางออกไดเกงกวาจิตแพทยเสียอีก

ตอโทรศัพทมือถือ กรอกเสียงลงไปอยางรื่นเริงฝากเลขาฯของเจานายวาพรุงนี้เขาจะไปทํางานตามปกติ
ยกเลิกวันลาที่ขอไว เจานายคงงง แตนาจะชินแลวกับความเปนคนตัดสินใจเร็วตามสถานการณเฉพาะ
หนาของเขา อาจคิดวาเขาเจออุปสรรคบางอยาง หรือเกิดไอเดียใหมที่รอนใจอยากเริ่มตนเสียแตพรุงนี้ก็
ได

ขับรถกลับบานดวยอารมณปลอดโปรง หนทางเบื้องหนาเต็มไปดวยความรูจักมักคุน ภาพความวางเปลา


ไรจุดหมายสลายหายหนไปสิ้น อิสระที่แทจริงสําหรับชีวิตเขาคือการงานซึ่งชูตัวตนใหสูงเดนเปนสงา
เมื่องานอยูในมือ เขาสามารถทําอะไรก็ได ทุกคนตองเงี่ยหูฟงเขาพูด ทุกคนตองใหน้ําหนักกับความเห็น
และการตัดสินใจของเขากอน นั่นแหละตัวตนของเขา นั่นแหละจุดหมายปลายทางในชีวิตเขา และเขาก็
อยูที่จุดหมายปลายทางของชีวิตแลว

ใกลเขาเขตกรุงเทพฯ สายตาเหลือบซายเห็นปายบอกทางเขาวัด เมื่อขามาไมสังเกต แตขากลับเห็นเดน


ถนัดตา แลวก็ถึงกับขนลุกซูกับชื่อบนแผนปายไมหนา

วัดทางนฤพาน

ความเร็วของรถชะลอลงทันใด นึกออกเดี๋ยวนั้นวานี่เปนปากซอยเขาบานปูซึ่งเขาหางหายหนา ไมแวะ


มาเยี่ยมเยียนหลายปดีดัก เขาจําชื่อวัดได เพราะเห็นสะดุดตา ฟงสะดุดหูผิดแผกแตกตางจากชื่อวัดอื่น
เมื่อกอนเคยมาบานปูกับพอสองสามหน เหลียวมองปายชื่อวัดดวยความสนใจทุกครั้ง คลายมีมนตขลัง
บางอยางดึงใหตองมอง แมเมื่อสายตากําลังจับที่อื่น ก็จะเหมือนเผอิญหันขวับมาเจอทุกคราวไป

ปุบปบตัดสินใจเลี้ยวเขาซอย ดีเหมือนกัน จะไดมาไมเสียเที่ยว ลองเขาไปดูเสียหนอย วาสภาพวัดเปน


อยางไร ใจไมคาดหวังอะไรเลย เพราะเห็นมาจนรูดีวาวัดก็คือวัด ที่อยูของพระสงฆ และพระสงฆก็มีมาก
มายหลายประเภท ทั้งพวกชาวบานที่วันดีคืนดีหยิบจีวรมานุงหมตามประเพณี และพวกที่มีความเห็น
เกี่ยวกับชีวิตบางอยางซึ่งเขาไมเขาใจ คือ ‘เห็น’ ขนาดพรอมจะสละบานเรือนและทรัพยสินอยางไรความ
อาลัยไยดี

ผานหนาบานปู ทีแรกเกือบเลยไปดวยความขี้เกียจแวะทักญาติผูใหญวัยชรา ปกติเขามักพบทานที่บาน


ญาติเชนลุงหรืออา นอยครั้งจะมาหาถึงนี่

ความจําดานดีเกี่ยวกับปูแวบเขามาในหัว ปูเปนคนพิเศษ เปนคนแกที่ดูไมแก มีคําพูดสะกิดใจ ชวนคิด


ไดเกือบทุกคํา นั่นทําใหตัดสินใจฝนความรูสึก ไหนๆก็กําลังเบื่อ ลงเยี่ยมคนแกใหเกิดความเบื่อลบลาง
ความเบื่อ อาจกลับออกมาดวยความกระชุมกระชวยขึ้นก็ได

นึกเลนๆวาอาจเจออะไรไมคาดฝนเขาบาง…

มองปราดเดียวรูเลยวาบานไมสองชั้นของปูเกาแกนมนาน ทวาไดรับการดูแลซอมแซมอยางตอเนื่อง มิ
ฉะนั้นปานนี้ก็คงเห็นผุพังไมเจริญตานัก เกาทัณฑจอดรถลงมากดออดหนาประตูบาน รอบบริเวณเงียบ
เชียบอยางไมนาจะมีคนอยู ชวนใหคิดวาคนในบานอาจออกไปขางนอก ซึ่งนั่นก็แปลวาเขาแวะลงเสีย
เที่ยวเปลา

กําลังหันรีหันขวางจะขึ้นรถหนีดวยความอดทนต่ํา ก็เผอิญเห็นหญิงสาวคนหนึ่งเดินออกจากเรือนชั้นลาง
และเมียงมองมา เกาทัณฑเขมนตาจองหลอนดวยความแปลกหนา ความที่เคยตามพอมาเยี่ยมปูนอยหน
ทําใหไมแนใจวาใครเปนใคร สมาชิกในเรือนมีอยูกี่คน จําไดหลักๆเพียงปูชนะ ยาเล็กซึ่งปจจุบันเสียชีวิต
แลว กับเด็กอีกสองสามคน

ผูหญิงคนนั้นเดินมาใกลประตู ลมหายใจเกาทัณฑถึงกับขาดหวง งันนิ่งไปเมื่อเห็นหลอนถนัด

"มาหาใครคะ?"

กังวานใสของแกวเสียงวิเวกหวานนั้นทําใหเขารูสึกตัว และเปดยิ้มปราศรัยได

"ปูชนะอยูไหมครับ? ผมเปนหลาน"

ชอบกล ที่เขาเห็นหนวยตาของหลอนขยายขึ้นหนอยๆ ฉายแววคลายเปลี่ยนจากลังเลเปนมั่นใจ และ


มองมาดวยทาทีแปลกกวาเดิม

"อยูคะ" ตอบแผวแลวไขประตูเปดให “กําลังนั่งอานหนังสือพิมพที่ชั้นบน"

ชายหนุมกาวเขามาขางใน มีความสงบอกสงบใจเกิดขึ้นพรอมกับการวางเทาลงในเขตบานของปู สาว


งามยิ้มใหเขาบางๆ ทําทาจะปลีกตัว ทวาความออนโยนที่แฝงไวดวยชีวิตชีวาอยางประหลาดนั้น รัดรึงใจ
ใหเกาทัณฑไมนึกอยากปลอยหลอนหางไปเร็วนัก จึงรีบตั้งคําถามที่พอจะนึกไดปุบปบทันดวน

"คุณเปนหลานปู ลูกพี่ลูกนองของผมหรือเปลาเอย?"

วงศวานวานเครือของปูและยามีอยูมากมายกายกอง เขาจําไมหมด โดยเฉพาะที่หางหนาหายตากัน


หลายๆป ทบทวนดูแลวเชื่อวาสมัยเด็กเขาไมเคยเห็นหลอนที่นี่มากอนแนๆ

สบตากัน นิลเนตรมีประกายสงบซึ้งที่สะทอนความเรียบนิ่งของจิตใจอันงดงาม หายากที่จะพบดวงตา


ชนิดนี้ เหมือนมองแผนน้ําที่ทําใหใจใสเย็นและออนโยนตามไดฉะนั้น

"ก็ไมเชิงคะ...เดี๋ยวจะทําน้ําสมขึ้นไปให เชิญกอนนะคะ"

เกาทัณฑฟงหลอนพูดตอบ แตจิตใจมัวจดจอกับเรียวปากสวยที่ขยับเจรจาไดงามปานวาด หญิงสาวผาย


มือไปทางบันไดขึ้นเรือน ระบายยิ้มออนและกาวเทาลับหายไปทางหนึ่ง ไมเปดโอกาสใหเขาทันตอความ
ยาวสาวความยืดนานกวานั้น

เดินขึ้นเรือนอยางใจไมคอยอยูกับเนื้อกับตัว รูปติดตา เสียงติดหูตามมาทุกฝกาว หนทางในทิศที่


ปราศจากหลอนดูไรความหมายขึ้นมากะทันหัน

พื้นที่กลางเรือนชั้นบนจัดวางดวยโตะเกาอี้ ทีวี ตูเย็นและพัดลมเกาแก ราวกับหยุดยุคสมัยไวกับวัน


วาน เกาทัณฑพบคุณปูนั่งเอกเขนกกางหนังสือพิมพอานอยูบนเกาอี้โยก ทานไมเปลี่ยนแปลงไปเลยแม
แตนอยจากการมองผาดทีแรก

"สวัสดีครับปู"

ชายหนุมสงเสียงนํา เมื่อเห็นทานเงยหนามองก็พนมมือไหว ปูลดหนังสือพิมพลงวางกับตัก เกาทัณฑ


มองทานอยางเกรงวาจะจําตนไมได แตปรากฏวาทานมองดวยตาเปลาปราศจากแวนอยูครูก็ทักเรียบๆ
อยางคนมีสติระลึกรูแจมชัด

"อาว! เปนไงนายเต มาถึงนี่ได"

ชายหนุมยิ้มและนั่งลงบนเกาอี้ตัวหนึ่ง แคไดยินเสียงก็ระลึกไดหมดถึงบรรยากาศเกาๆในวันกอน บังเกิด


ความยินดีที่ไดพบทานอีกครั้ง

"อยากมาเยี่ยมปูสิฮะ"

เพิ่งอยากเอาจริงๆก็ตอนที่พูด แปลกที่นึกรักปูขึ้นมากมายปุบปบ อาจเปนดวยความเย็นใจรอบกาย อาจ


เปนดวยดวงตาดําสนิทราวกับหนุมฉกรรจผูรูคิดและเปยมเมตตา อาจเปนดวยทาทีทรงภูมิและสุขุมคัม
ภีรภาพของทาน...

หรือไมก็อาจเปนเพราะเพิ่งรูวาในบานนี้มีสาวแสนสวยคนหนึ่งอาศัยอยู

"ผมไมไดมาเยี่ยมปูเสียสามสี่ป"

เอยคลายสารภาพผิด ผูอาวุโสพับหนังสือพิมพวางลงบนโตะ

"เจ็ดป" ทานแกดวยน้ําเสียงแนนของผูมีสมองประจุไวดวยความจําอันชัดเจนเทากับหรือมากกวาคนรุน
หนุม "ตอนมาครั้งสุดทายนะแกเรียนวิศวะฯปสองไง ฉันยังทักเลย เพิ่งอายุสิบเจ็ดก็ขึ้นปสองแลว และ
ถามวาพอจบจะไปตอโทเมืองนอกเลยหรือเปลา”

เกาทัณฑอาปากคางเปนครูดวยความงงงัน นึกไมถึงวาทานจะจํารายละเอียดเกี่ยวกับหลานผูหางเหิน
อยางเขาไดแมนยําขนาดนั้น

"ออ…เออ ปูสบายดีใชไหมฮะ? ดูก็รู"

"ก็เทาที่คนแกจะสบายไดนั่นแหละ...หนาตาทาทางแกเปลี่ยนไปเยอะเหมือนกันนะนี่ ถาเดินสวนกันขาง
นอกคงจําไมได ดูเปนผูหลักผูใหญ ทั้งสวนสูง ทรงผมทรงเผา ทวงทีนั่งเดินภูมิฐานกวาสมัยวัยรุนเปน
คนละคน"

ชายหนุมยิ้มเฉียง

"บานปูเงียบยังไงก็อยางนั้นเลย ดีจริงๆที่ไดอยูกับอากาศอยางนี้ ปูคงแข็งแรงไปอีกนาน”

"อยากมาอยูมั่งไหมละ?"

เกาทัณฑไมไดนึกถึงสถานที่กลางสิ่งแวดลอมดีๆ แตไพลไปนึกถึงแมงามผูนาใกลชิดเสียแทน ปากจึง


ตอบเรื่อยเปอยตามประสา

"อยูไดก็ดีสิฮะ บานแสนสุขอยางนี้" แลวก็วกมาถามถึงเจาหลอนนางนั้นอยางสบจังหวะ "ผูหญิงที่เปด


ประตูใหผมเมื่อกี้ใครครับ? ถามแลวเห็นวาไมใชหลานปู"

ปูชนะหยิบหูถวยแกวขางตัวขึ้นจิบน้ําชา

"แกจํายายแพไมไดเหรอะ?"

เกาทัณฑขมวดคิ้วงง

"แพ? ผมเคยรูจักเขาดวยหรือครับ?"

ถามอยางนึกไมออกจริงๆ ปูชนะพยักหนาแลวพูดปดตัดบท
๑๐

"เอาเถอะ ก็หลานฉันคนหนึ่งนะแหละ"

“เอะ! ยังไงกัน เขาบอกไมใช แตปูบอกใช”

ชายชราผอนลมหายใจ เปลี่ยนเรื่องเสียเฉยๆ

"นี่กินอะไรมารึยังละ?"

"เรียบรอยฮะ ปูละครับ ถายังเดี๋ยวผมจะออกไปซื้อใหไหม?"

"ไมตองหรอก เพิ่งกินกับยายแพไปเมื่อกี้เหมือนกัน"

พอดี ‘ยายแพ’ เดินขึ้นมาบนเรือนพรอมกับแกวน้ําสมคั้น เกาทัณฑชะงักไป และมองหลอนนําเครื่องรับ


รองมาวางตรงหนาดวยดวงตาจับนิ่ง ใจคลายถูกแชเย็นไปชั่วขณะดวยอิทธิพลเหนือคําบรรยายในหลอน

"แพ นี่เต หลานปู รูจักพี่เขาไวนะลูก"

หญิงสาวพนมมือไหวตามมารยาทและยิ้มใหเขาบางๆ เกาทัณฑรับไหวและยิ้มตอบดวยทาทีของพี่ชาย
ทวงทีกิริยาของหลอนฉายความบริสุทธิ์สะอาดไปตลอดทั้งกายใจเยี่ยงผูเปนอยูเรียบงายสันโดษ ทวาดวง
ตาแฝงแววฉลาดรูลึกซึ้ง ทําใหภาพรางชวนทัศนานั้น ยิ่งดูยิ่งมีคาขึ้นอยางประหลาดล้ํา

อยากยินเสียงหวานใสและแสนจะนุมหูของหลอนอีก ทวาเมื่อเสร็จจากยิ้มใหเขาพอเปนพิธีแลว ก็หัน


กลับและเดินหลีกลงบันไดไป ชายหนุมมองตามจนลับสายตาดวยความอยากจะหาเชือกมาทําบวงบาศก
เหวี่ยงไปคลองตัวดึงหลอนกลับมานั่งคุยกับเขาและปูตอ ไมใชขึ้นมาทําใหตาสวางแลวเดินหายไปเฉยๆ
ราวกับตัวละครที่โผลออกมาจากมานเรียกความสนใจคนดูใหเริ่มตั้งตาโตชม แตแลวยังไมทันแสดงบท
บาทสําคัญก็แวบเขาหลังเวทีเสียนี่

ไดสติเมื่อปูกระแอมเบาๆ เกาทัณฑหันกลับมายิ้มเกอๆ อยากจะถามอะไรเกี่ยวกับหลานสาวของปูอีก


มากๆ แตก็ใหรูสึกประเจิดประเจอไปหนอย จึงเลี่ยงถามเรื่องอื่นเสียพนๆเปนการพักยก

"ปูยังนั่งวิปสสนาอยูหรือเปลาครับ?"

ดึงเขาเรื่องนั้นเพราะบุคลิกลักษณะของปูยังดูเปนผูทรงธรรมไมสรางซา ทานคงยินดีคุยเกี่ยวกับของชอบ
เปนแน สมัยเด็กพอเคยพูดเขาหูบอย วาปูรักการนั่งวิปสสนาเปนชีวิตจิตใจ

“อือม ก็นั่งอยูนะ ปะเหมาะเคราะหดีก็เดินวิปสสนา ยืนวิปสสนา หรือกระทั่งนอนวิปสสนาดวยเหมือน


กัน”

“นอนก็วิปสสนาไดหรือครับ?” เกาทัณฑทักกลั้วหัวเราะ “เอ สงสัยผมคงรูจักคํานี้นอยไปหนอย”


๑๑

ทําใจใหนึกอยากรูความหมายและตนสายปลายเหตุจริงจัง จะไดคุยกับปูแบบออกรส ความรูความ


สามารถอันหลากหลายของเขามีสวนชวยเปดใจใหยอมรับขอมูลใหมเพื่อเขามาเก็บเปนวัตถุดิบโดย
ปราศจากกําแพงกั้น แมสวนลึกลงไปที่กนบึ้งหัวใจจะนึกปฏิเสธอยูเต็มประตู สาเหตุก็มิใชอะไรอื่น
ปจจุบันพระสงฆองคเจาและการวิปสสนาธุระทั้งหลายกลายเปนภาพเสื่อมเสียที่ถูกตีแผแฉตามสื่อหลัก
ตางๆมั่วไปหมด ขุดคุยแลวมีแตเรื่องหลอกลวงทั้งเพ แทบกลาวไดวาใครเริ่มสนใจเกี่ยวกับเรื่องจิต
วิญญาณหรือการศาสนา ก็เริ่มมีสิทธิ์เขารกเขาพงแลว

“แลวแกนึกนะ วิปสสนาเปนยังไง ตองนั่งอยางเดียวหรือ?”

ปูยอนถาม เกาทัณฑคิดเล็กนอยกอนตอบตามจริง

“พอไดยินคํานี้ ผมจะนึกถึงภาพคนใสชุดขาว นั่งหลับตา หรือเดินจงกรมกลับไปกลับมา เพื่อทําจิตใจให


สงบ ปลอยวางทางโลก หันหลังใหกับความบันเทิงทุกชนิด”

“ถาเดินกลับไปกลับมาแลวใจสงบ ปลอยวางทางโลกได พวกชอบเดินเลนหลังกินขาวคงไดดี บันเทิงใจ


เทาพระกันไปแลว”

เกาทัณฑหัวเราะ

“ทราบอยูครับปู วาตองมีวิธีกําหนดใจอยูขางในดวย”

แลวชายหนุมก็ถึงบางออดวยคําโตตอบของตนเอง เขาใจในบัดนั้นวาวิธี ‘ทํา’ วิปสสนาไมขึ้นอยูกับ


อิริยาบถภายนอก แตเปนวิธีการทางใจ

“อยางที่นึกดูลมหายใจไปเรื่อยๆแลวเกิดฌาน เกิดญาณขึ้นมานี่ เรียกวาวิปสสนาใชไหมครับ?”

“ถาทําสมาธิจนเกิดความนิ่ง แตไมเปลี่ยนความเชื่อเกาๆ ก็ไดชื่อวามาแคปากประตูวิปสสนาเทานั้น”

ชายชราตอบเอื่อยๆ ทวาแฝงดวยพลังลนลึกชวนใหสงบและอยากฟงตอ ฝายหลานฟงพลางยกมือลูบ


คาง อมยิ้มและพยายามซอนแววตา มิใหฉายความคิดชัดนัก ความเชื่อแบบไหนกันที่เปนเปาหมายของ
วิปสสนา แบบที่ลางสมองจนเห็นวาควรหันหลังและทิ้งขวางความสนุกบรรดามีในโลกอยางนั้นหรือ?

“ความเชื่อเกาๆเสียหายตรงไหนครับ?”

“ตรงที่มันคลาดเคลื่อนจากความเปนจริง ทําใหดวงจิตอยูในสภาพเชื้อของทุกขนะซี”

“ความเปนจริง? ปูคงหมายถึง เออ...อะไรที่เขาเรียกกันวาความจริงสูงสุดใชไหมฮะ? ถาวากันแบบ


ปรัชญา ทางพุทธอนุญาตใหความจริงผูกอยูกับมุมมองของแตละคนไดหรือเปลา? ผมเคยคุยกับเพื่อน
๑๒

ครั้งหนึ่ง ไมไดแยงปูนะครับ คือเรามองกันวาคนเลือกเชื่อยังไง ก็มีความจริงรองรับอยูอยางนั้น ยกตัว


อยางเชนถาเชื่อวาชีวิตคือหนาที่ เราก็จะพบหนาที่สักอยางที่สมตัว และอยูกับมันไปไดจนตาย”

เกาทัณฑควบคุมเสียงไมใหมีน้ําหนักเกินออกมาจนกลายเปนการชวนปูโตวาที

“ก็จริง” ปูรับดวยสีหนาออกยิ้ม “บางคนก็รักหนาที่ ยึดมั่นในหนาที่ขนาดยอมตายได”

“นั่นซีครับ” ชายหนุมรีบเสริม “แสดงใหเห็นวาใครตั้งมุมมองเพื่อเชื่ออะไรสักอยาง ชีวิตก็จะเปนไปตาม


นั้น มนุษยเปนสัตวโลกที่พิสดารกวาสิ่งมีชีวิตอื่นก็ตรงความหลากหลาย ความเปนอิสระในการเลือกเชื่อ
และเลนแรแปรธาตุความเชื่อใหกลายเปนรูปธรรม กลายเปนความจริงที่จับตองไดขึ้นมา ผมถึง...สงสัย
อยูบาง เมื่อมีการบัญญัติคําวา ‘ความจริงสูงสุด’ ไวในคัมภีรของแตละศาสนา เราเอาอะไรเปนเกณฑวัด
วานั่นแนนอนแลว ชนิดดิ้นเปนอื่นไมได?”

“ก็คงตองดูที่พระศาสดาแตละองคตรัสมั้ง วาเมื่อมาตามทางของศาสนาแลว จะเกิดผลลัพธสุดทายเปน


ความจริงชนิดไหน ถาสาวกตางๆทําตามกติกาแลวพบความจริงตามนั้น ก็ถือวาใช”

ชายหนุมเอียงคอนิดหนึ่ง นาประหลาดแท เขาเคยเรียนพุทธศาสนาในหลักสูตรมากอน แตตอนนี้ลืมแลว


วาเปาหมายของพุทธศาสนาคืออะไร

“แลวผลลัพธของการมาตามทางพุทธ หรืออีกนัยหนึ่งการทําวิปสสนานี่ คืออะไรครับปู?”

“การดับทุกข...ดับชนิดที่กลับกําเริบขึ้นไมไดอีกเลย”

คราวนี้เกาทัณฑแอบหัวเราะอยูในใจ คนตายไงละ หัวใจไมกลับเตนอีก ก็คือสิ้นทุกขอยางสนิท นั่นแหละ


ความจริง นั่นแหละสิ่งที่ประจักษตาวาเปนปลายทางของทุกชีวิต เขาไมเห็นเลยวารางวัลของพุทธจะแตก
ตางจากโบนัสของธรรมชาติตรงไหน

ออ...ลืมไป อยางปูคงเชื่อเรื่องชีวิตหนา โลกสวรรค โลกนิพพาน

สิ่งเหลานี้จะเรียกวา ‘ความจริง’ อยางไรได ในเมื่อไมมีอะไรมารองรับสักอยางนอกจากความเชื่อ เปน


การเชื่อโดยปราศจากพื้นยืนโดยแท

แตราวกับปูลวงรูวาเขาคิดอะไร ทานเอยเนิบวา

“ถาเหลือแตใจที่เสมอกับธรรมชาติ เลิกดิ้นรน เลิกเปนเชื้อไฟอยางสิ้นเชิง คนเราเปนสุขไดยิ่งกวาขึ้น


สวรรคเสียอีก เพราะบนสวรรคอาจมีความนาขัดใจ จัดเปนทุกขทางใจชนิดหนึ่ง การดับทุกขอยางสนิท
เปนประโยชนในปจจุบัน พิสูจนไดกอนตาย เชื่อไดสนิทใจเดี๋ยวนี้ ตางจากโลกหนา ที่ตองตายเสียกอน
ถึงรูวาเรื่องกุหรือของจริง”
๑๓

“เขาใจละครับ พอจําไดแลววาพุทธศาสนาเนนเรื่องทุกขและการดับทุกข กอนอื่นตองเริ่มดวยการเห็น


ทุกข เหมือนมองใหออกวามีไฟไหม แลวก็ตองหาน้ํามาดับไฟ ซึ่งน้ํานั้นคือวิปสสนานี่เอง ถูกไหมครับ?”

“บางทีน้ําที่เอามาดับไฟอาจเปนแคสติปญญารูตัวธรรมดาๆก็ได เอางี้ แกเชื่อไหมวาโดยธรรมชาตินะ คน


เราหวงทุกข ทั้งรูวาทุกขเกิดขึ้น ก็ยังทูซี้จะรักษาเอาไว”

เกาทัณฑเบิกตานิดหนึ่ง

“เหรอครับ? เอ ผมไมเคยคิดอยางนี้เลย ใครๆก็เกลียดทุกขกันทั้งนั้น จะหวงไวทําไม”

“ใช คนเราเกลียดทุกข แตเมื่อทุกขเกิดแลว ก็เหมือนแกลงตัวเอง เก็บมันไวในที่ที่เกิดนั่นแหละ”

ชายหนุมครางอออยางพอมองเห็นรางๆ รอฟงปูขยายความตอ

“ลองตัดความรูสึกในตัวตนออกไปนะ ใหเหลือใจอยางเดียวพอ ถาวากันตามเหตุผล เมื่อเกิดทุกขแลวก็


ควรจะตัดทิ้งจากใจใชไหม?”

“ครับ”

“ถาใจมันมีปญญากํากับก็ควรทําอยางนั้นแหละ แตนี่เปลา อยางเชนเกิดโทสะ เกิดความอาฆาตมาดราย


มีความรุมรอนขึ้นในอก แทนที่จะรูตัววาเกิดความทุกขเพื่อผลักไสออกไป กลับออกอาการอุมทุกขนั้นไว
บางทีขยายผลดวยซ้ํา ทําใหเกิดพฤติกรรมภายนอกเปนการอาละวาดหัวฟดหัวเหวี่ยง หรือกระทั่งตีรัน
ฟนแทงใหตายกันไปขาง

ลองตรองดูนะ เมื่อพลิกอาการของจิตจากอุมทุกข ประคบประหงมทุกข เปนรูตัววากําลังทุกข มีสติพอจะ


ถามตัวเองวาตนเหตุทุกขคือใครหรืออะไร ถาโมโหโกรธา ก็สืบจนพบวามีภาพใครปรากฏอยูในโทสะ

พอทําไดอยางนั้น ก็เทากับเห็นอาการที่ใจจับยึดตนเหตุทุกข เมื่อเห็นแลววาอาการจับยึดเปนอยางไร ก็


เกิดสัญชาตญาณเองวาจะปลอยวางดวยทาไหน ปลอยใครคนที่ทําใหเกิดทุกขนั่นแหละ ปลอยเสียไดก็
เบาโลงในหัวอก ลิ้มรสความสุขที่เกิดจากการดับทุกขขึ้นเอง เห็นไหม ไมตองใชวิปสสนาเลย เอาแค
ความฉลาดทางจิตก็พอแลว”

เกาทัณฑยิ้มแบบเห็นดวย แตไมใชเห็นจริง เพราะจังหวะนั้นปราศจากตัวอยางโทสะในอกตนเปนเครื่อง


สาธิตและทดลองใหเห็นตาม

“ก็เขาหลักจิตวิทยาดีนี่ฮะ แตคงประยุกตใชกับทุกเรื่องไมได เพราะเหตุการณที่กอไฟโทสะมีน้ําหนักแตก


ตางกัน คนเราถูกตีใหเจ็บ ถาความเจ็บกายยังอยู คงยากจะขมใจไมใหเจ็บตาม”
๑๔

“นั่นแหละเหตุผลที่ตองมีวิปสสนาธุระไวดับกิเลส ดับเชื้อโทสะใหสนิท ถาปราศจากเชื้อโทสะเสียอยาง


เดียว ใครก็ทําใหเราทุกขดวยไฟโกรธไมไดดวยวิธีใดๆเลย”

“เชื้อโทสะคือ…?”

“ภาวะไมรูของจิตไงละ พอไมรูมันก็คิดไปเรื่อยเปอย บาปบาง บุญบาง เปนที่ตั้ง ที่อิงอาศัยของอุปาทาน


ในตัวตนแบบหนึ่งๆ ถาปลุกจิตใหตื่นขึ้นดวยการเห็นในวิปสสนาขั้นสูงจนสุดสายเมื่อไหร ความรูสึกเกี่ยว
กับตัวตนแบบไหนๆก็ไมเหลืออยูเลย เหลือแตจิตที่ปลอดโปรงจากเงื่อนไขและการรอยรัดทุกชนิด”

ชายหนุมขมวดคิ้วกังขา

"แปลวาที่ทุกคนในโลกเกิดมาพรอมกับความรูสึกในตัวตนนี่ ผิดหมด?"

"ถามองวามีผิดมีถูกนี่ไมจบหรอก อยางที่แกวานั่นแหละ มีความจริงรองรับทุกความเชื่ออยูเสมอ แต


ความจริงของคนในโลกนี่มันหนัก เต็มไปดวยความเปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมา เปนเหตุใหเกิดโลภะ
โทสะ โมหะ หรืออีกนัยหนึ่งความดิ้นรนกระสับกระสายของจิต ซึ่งอาการนั้นเรียกไดเต็มปากเต็มคําวา
'เปนทุกข' พูดใหงายวาเชื่อแบบคนในโลก ยึดแบบคนในโลกแลวตองทุกขนี่ ทางพุทธศาสนาปฏิเสธ"

เกาทัณฑอึ้งไปพักใหญ ประเด็นสงสัยเกี่ยวกับคําวา ‘วิปสสนา’ ถูกปดตกไปได นึกในใจวาพุทธศาสนามี


เหตุผลรองรับเหมือนเสาค้ําคานมั่นคงดี แตสวนลึกไมคอยเชื่อนักวาการกําจัดกิเลสอยางเด็ดขาดนั้นเปน
ไปได หรือถึงเปนไปได ก็ไมรูจะกําจัดทําไม ในเมื่อทุกวันนี้มีกิเลสก็เปนสุขสนุกสนานดีจะตาย

อยางไรก็ตาม การสนทนาดําเนินมาจนถึงจุดที่เขาขี้เกียจแหยตอ ยังไงก็ตองใหความเคารพเกรงใจปูบาง


มิเชนนั้นจะเหมือนทําตัวเปนคนชางจับผิด และจับปูมาแตงตั้งเปนทนายแกตางใหพระศาสนา เกาทัณฑ
จึงคอยๆเบี่ยงหัวเรื่อง

"แพ...หลานสาวปูคงไดรับอะไรไปจากปูเยอะ ปูคงสอนเรื่องดีๆไวหลายอยาง โดยเฉพาะธรรมะในพระ


ศาสนา ทาทางฉลาดคิดอานมากเลย"

"ก็ไมเชิง ฉันแนะแตเรื่องที่จําเปน ไมไดสั่งสอนมากมายนักหรอก ยายแพเปนเด็กดี รูอะไรดีๆดวยตัวเอง


อยูแลว"

"ปูเลี้ยงเขามาตั้งแตเกิดหรือฮะ?"

"อือม"

"เรียนจบรึยังครับนั่น?”
๑๕

"เรียนครุศาสตรปสุดทาย"

เกาทัณฑขยับจะถามรายละเอียดใหมากกวานั้น แตปูชิงถามถึงสารทุกขสุขดิบของญาติๆเสียกอน ซึ่ง


เขาก็จาระไนไปตามเพลง รวมถึงความกาวหนาในชีวิตการงานของตนเองดวย

“เอาละ” ปูเงยหนามองนาฬิกา “เดี๋ยวไดเวลาพระผูใหญที่ฉันนับถือมาออกรายการแสดงธรรม แกจะดูกับ


ฉันไหม?”

“เออ…ไมละครับ ผมรบกวนปูแคนี้ดีกวา”

บอกกลาววาจะหมั่นมาเยี่ยมเยียนทานอีก แลวเกาทัณฑก็ไหวลา

จิตใจคึกคักขึ้นทันใด เขาลงบันไดมาถึงขางลาง เหลียวไปรอบๆดวยหวังจะไดพบกับหญิงสาวที่ตนสะดุด


ตาสะดุดใจ อยางไรเสียก็ตองหาหลอนใหพบเพื่อวานชวยมาเปดประตูอยูแลว คงเปนโอกาสอันดีที่จะทํา
ความรูจักกับหลอน ไหนๆนับศักดิ์แลวไมใชญาติก็เหมือนญาติ ในเมื่อปูยกเปนหลานแทๆอยางนั้น

บานปูมีอาณาเขตพอควร เกาทัณฑเดินเลียบมาถึงดานหลังก็พบหลอนคนนั้นนั่งลิดกิ่งไมดวยกรรไกรอยู
ที่ริมรั้วดานหนึ่ง ดีใจอยางประหลาดแมเมื่อเห็นเพียงดานหลัง เขาผอนฝเทาลงหยุดยืนแยมริมฝปากยิ้ม
เบิกตาเฝาพินิจเงียบๆ รูปศีรษะหลอนมนสวย ผิวพรรณมีน้ํามีนวลเฉิดฉายเสียจนสองรอบดานใหดูสวาง
ตา

ในทามกลางความสะพรั่งแหงไมดอกไมประดับรอบราย หลอนคลายนั่ง ณ ศูนยกลางความสดชื่นออน


หวานอันดึงดูดใหนาเขาใกลที่สุด เห็นหลอนแลวใจเปดราวกับมองทะเลกวาง ผูหญิงคนนี้ทําใหที่ที่หลอน
ปรากฏกลายเปนเขตเฉพาะอันวิเศษ และทําใหวันที่พบหลอนกลายเปนวันอันทรงความหมายยิ่ง

ดูเหมือนฝายถูกจับจองจะมีสัญชาตญาณรูตัววามีใครคนหนึ่งลอบพินิจอยูเบื้องหลัง จึงเหลียวหนามาและ
สบตากัน ชายหนุมเกือบเกอไป เพราะรูตัววาทําลับลอเสียมารยาทอยูเปนนาน แตก็ทําทีปกติ คือสงยิ้ม
ใหอยางจะขอผูกมิตร ทวาหลอนเพียงมองตอบดวยดวงตาทอแววนิ่ง มิไดยิ้มรับแตอยางใด

ไมปลอยเวลาใหทอดนานนัก เกาทัณฑเปลงคําทักทายดวยน้ําเสียงเปนกันเอง

"รูสึกวาแพจะรักตนไมมากนะฮะ"

โดยคิดวาปูแนะนําแลว จึงถือสนิทเรียกหลอนไดเต็มปาก หลอนลุกขึ้นยืนและแยมยิ้มอยางคนมีอัธยาศัย


ดี

"คงอยางนั้นแหละคะ" แลวก็ถามในฐานะผูมีหนาที่อํานวยความสะดวกแขกไปใครมา "จะกลับใชไหม


คะ?"
๑๖

ถามแลวทําทาขยับจะนําทางไปเปดประตูรั้วให แตเกาทัณฑไมรูไมชี้ เสยื่นหนาเขาไปดูดอกไมสีแดงใกล


ตัวอยางใจเย็น แลวถามอยางจะดึงใหหลอนตองหยุด

"แพคงหามาเองทั้งนั้น แปลกตาเยอะแยะไปหมด นี่เรียกวาอะไรฮะ?"

หญิงสาวผินหนามองตาม ทอดระยะนิดหนึ่งกอนตอบ

"ดอกพวงแกวคะ"

เอื้อนเอยไมดังนัก น้ําเสียงไมสอแววอยากสนทนาหาความยาวกับคนชางไกหาเรื่องถามเทาไหร
เกาทัณฑเหลียวหนามาหา ปนหนากึ่งยิ้มกึ่งเครงแบบนักวิชาการผูทราบวาจะชวนคนรักตนไมคุยอยาง
ไรใหสบอารมณ

"ดอกของมันรูปเหมือนหัวใจนะ คงมีใครตั้งชื่อใหเกี่ยวของกับหัวใจไวบางใชไหม?"

นัยนตาคูงามเหลือบมาทางเขาแวบหนึ่งกอนตอบ

"ฝรั่งเรียกดอกพวงแกววา Bleeding Heart คะ เพราะมีกลีบเทียมรูปหัวใจ กับกลีบดอกและเกสรยื่นออก


มาเหมือนหยดเลือด รวมทั้งดอกเลยคลายหัวใจที่ถูกคั้นจนเลือดหยด”

เกาทัณฑหอปากครางอยางคนเพิ่งสังเกตตาม

“เออ จริงดวยแฮะ ชางตั้งชื่อกันจริง”

ฟงจากคําตอบแคนั้น ก็เดาวาหลอนคงเปนนักพฤกษศาสตรผูรูรอบ มีความผูกพันกับหลากไมนานาพันธุ


เกินกวาคนทั่วไปมาก ที่สําคัญดูมีความรักและจินตนาการอันออนโยนตอพฤกษาทั้งหลายราวกับพวกมัน
เปนนองสาวนองชาย เกาทัณฑคิดในใจวาคราวหนาคราวหลังคงตองเอาพันธุอะไรที่มีคาหายากมากํานัล
เสียหนอย

"ถาผมเขาถึงความรูสึกของไมดอกพวกนี้ได” เขามองแถวแนวดอกพวงแกวที่หอยตัวอยูบนกิ่งและสงบ
กับธรรมชาติอันบอบบางของพวกมัน "ผมคงรูจักความประณีตอีกแบบหนึ่งของจิตใจเหมือนแพบาง"

เกาทัณฑหันมายิ้มให หญิงสาวสบตาดวยครูหนึ่ง กอนจะกะพริบเนิบชาและเบนหางไปทางอื่น

"นั่นดอก Forget-Me-Not ใชไหมฮะ?" เขาชี้ไปที่ดอกไมสีฟาซึ่งตนพอรูจัก "ชื่อเหมือนเศรา แตก็ฟงดูซึ้ง


ดี...อยาลืมฉัน...แพพอจะรูที่มาของชื่อนี้ไหม?"
๑๗

หญิงสาวทอดตามองดอกไมอันเปนเปาคําถาม มีความงันนิ่งชวนใหรูสึกผิดสังเกต ราวกับหลอนถูกสะกิด


ใหระลึกถึงความหลังบางอยาง เกาทัณฑสําเหนียกถึงกระแสเศราที่กระจายจางออกมา เกือบขยับจะ
เปลี่ยนเรื่อง แตหลอนเอยตอบเสียกอน

"ถาจําไมผิด ดูเหมือนตํานานออสเตรีย-ฮังการีสมัยศตวรรษที่สิบสองจะกลาวไววามีชายหนุมคนหนึ่ง
ชะโงกจากริมผาเอื้อมมือจะเด็ดดอกไมนี้สงใหคนรัก แตพลาดตกลงไปสูกระแสน้ําเชี่ยวเบื้องลาง ฝาย
หญิงไดยินแตเสียงแววจากสายน้ําวา ‘รักฉัน...อยาลืมฉัน' ก็เลยกลายเปนที่มาของชื่อนะคะ"

เกาทัณฑจินตนาการตาม และอยางเห็นเปนเรื่องสนุก เขานึกอยากใหตนเองเปนชายดวงกุดเมื่อชาติ


กอน และใหหลอนคนนี้เปนหญิงสาวคนรัก เรื่องคงบรรเจิดแทถาระลึกไดอยางนั้นแลวเด็ดดอก ‘อยาลืม
ฉัน' สงใหหลอนสักดอกเดี๋ยวนี้

"เศรานะฮะ เด็ดดอกไมแลวตาย รูอยางนี้เดินไปซื้อจากตลาดดีกวา”

พูดติดตลก แตหลอนทําหนาเฉยเปนเชิงแสดงวาไมมีอารมณขันรวมดวย

"ที่จริงถาหนุมคนนั้นอุทานอะไรธรรมดาๆออกมาใหคนรักไดยินกอนตกน้ําละก็ ดอกไมนี้นาจะชื่อ ‘เวร


แลวที่รัก' มากกวานะ"

คราวนี้หลอนเผลอหัวเราะออกมาได แตหัวเราะนิดเดียวแลวรีบเงียบตามประสาผูหญิงมาดสวย ไมปลอย


เอิ๊กอากนานๆตอหนาผูชายแปลกหนา เกาทัณฑอมยิ้ม สายลมออนพัดมาระลอกหนึ่ง ความสงบจาก
ธรรมชาติรอบตัวและจากคนงามตรงหนาทําใหอยากยืนอยูตรงนั้นนานแสนนาน

"แพ..."

เสียงปูชนะดังมาจากชั้นบน หญิงสาวเบิกตาเล็กนอยและรีบหันไปขานรับ

“ขา”

“โทรศัพทหนูนะ”

“คะ ขึ้นไปเดี๋ยวนี้แหละคะ”

แลวก็หันมามองเขา เกาทัณฑยิ้มเจื่อน

“เห็นทีผมคงตองขอตัวแลวมั้ง”

ราชินีแหงสวนดอกไมเงียบเสียง ไดแตเดินนํามาออกมาหนาบาน ซึ่งชายหนุมจําตองเดินตาม


๑๘

“ขอบคุณฮะ” พูดเมื่อกาวพนเขตรั้วที่หลอนเปดประตูให “ผมคงหาโอกาสมาเยี่ยมปูอีกเร็วๆนี้ ไมไดทํา


หนาที่หลานที่ดีมาเสียนาน”

“โชคดีคะ”

อวยพรพอเปนพิธีเพื่อหมุนตัวกลับ ผละจากไปรับโทรศัพท เกาทัณฑรูสึกวาบางสิ่งในทรวงอกวูบไหว ใจ


สวนหนึ่งแลนตามหลังหลอนไป แมหญิงสาวขึ้นเรือนลับตาแลว ก็ยังมองคางอยูเปนนาน

แกวล้ําคา หายาก และคงไดมายาก

แตคนอยางเขา

ถาอยาก...ตองได!
๑๙

แพตรีกลับมาถึงบานกอนหาโมงเย็นเล็กนอย ลางหนาลางตาแลวขึ้นไปดูคุณปูขางบนเรือน เห็นหลับอยู


ก็ลงมาขางลางเพื่อพบปะกับนองนอยทั้งหลายของหลอนเสียหนอย กอนเขาครัวทําอาหารเย็น

นองๆเรียงรายอยูรอบบาน รอการรดน้ํารินใจจากหลอนสลอน แพตรียิ้มมุมปากนิดๆอยางคนที่สามารถมี


ความสุขอยูกับตนเอง หลอนมองไมดอกไมประดับแตละตนดวยความรักสนิท สัมผัสชัดถึงกระแสแหง
ความมีชีวิตและวิญญาณของพวกมัน เคยชินกับการเห็นรอยยิ้มที่สงออกมาจากแตละไมใบ แตละกลีบ
ดอก พวกมันถือกําเนิดมาจากมือหลอน หลอนเปนผูเลี้ยงดูทะนุถนอมใหแตกกิ่งกานสาขาออกมาวันตอ
วันอยางไมเคยเบื่อหนาย

‘ถาผมเขาถึงความรูสึกของดอกไมพวกนี้ได
ผมคงรูจักความประณีตอีกแบบหนึ่งของจิตใจเหมือนแพบาง’

คําพูดของใครคนหนึ่งกลับมากลับมากระซิบกองอยูในหู อารมณไหวไกวเล็กนอย แลวกลับสงบเยือกเย็น


ลงราบคาบ สายลมออนพัดกิ่งใบมวลไมรอบขางพลิ้วไหว มือนอยยกขึ้นเสยปอยผมที่ตองแรงลมเขาที่
สยายยิ้มกวางขึ้น สีชมพูสดฉ่ําของกอกุหลาบซึ่งเขาประทับกลางตาเวลานั้นชางใหความหวานแหลมล้ํา
ลึกตางจากธรรมดา หลอนรินรดสายน้ําจากถังติดฝกบัวลงดินจนชุมพอประมาณไปทั่วบริเวณ ตั้งความ
คิดใหน้ํานั้นซึมลงถึงทุกรากทุกแขนงของไมพุมหอมเบื้องหนา จินตนาการเห็นความเอิบอาบอันแผซาน
ขึ้นเลี้ยงทั่วทุกอณูลําตน กิ่งใบ และกลีบดอกสีชมพู ดวงจิตดิ่งลงเปนสมาธิ รูชัดถึงความอิ่มเกษมสดชื่น
ในตัวกุหลาบ เทากับความปติเบิกบานในตนเอง

กําหนดรูการเขาออกของสายลมหายใจอันนิ่มนวลและยืดยาวชัดลึกกวาปกติ กลิ่นอายความสดฉ่ําระรื่น
จากมวลพฤกษพันธุรอบดานรวมอยูในสายลมหายใจนั้น กระจายเขาสูทรวงอก แลเห็นในมโนนึกดุจธาร
ทิพยที่ไหลบาสูขายประสาททั่วรางจนเต็มปติ ชั่วขณะนั้นหลอนสามารถจับตองกลีบใบของกุหลาบดวย
สายตาที่เปดกวางกวาปกติ จนสําเหนียกความเนียนแนนทวาบางเบาละเอียดออนดวยใจโดยตรง ราวกับ
ปราศจากประสาทตากั้นขวาง

จากความอาบเออแหงกระแสปติทวีขึ้นหลามลนทนอกในชั่วขณะนั้น ประกอบกับความเห็นแนวเพียงลม
หายใจและกลีบกุหลาบหวาน รวมกันดึงดวงจิตแพตรีดิ่งลวงเขาสูหวงแหงสมาธิอันล้ําลึกโอฬาร ดวง
สํานึกแปรเปนเปลวมหัศจรรยลุกโพลงซานไสวไปทุกทิศทุกทาง ภายในอันผนึกแนนมั่นคงรูเห็นแตรส
๒๐

หวานแหงสีชมพูอันงามตระการ ลอยลองอยูในสรวงสวรรคอันรังสรรคขึ้นจากสัมผัสละไมลึกซึ้งระหวาง
วิญญาณมนุษยกับดอกไม ทั้งสุขสงบปราณีต ทั้งปรีดาปราโมทยราวกับทะยานขึ้นสูหวงหฤหรรษอันไร
เขต ไรพรมแดน ไปสถิตอยูในที่ที่ดีที่สุดนอกเขตพิภพหยาบไกลโพน

การสังสรรคระหวางวิญญาณมนุษยและพฤกษพันธุดํารงอยูเพียงชั่วไมนานก็แปรไปตามธรรมชาติแหง
พระอนิจจัง แพตรีออยอิ่งอาวรณกับความยิ่งใหญนาพิสมัยนั้น ทวายังมีความชํานาญนอย โดยเฉพาะใน
ขณะแหงการลืมตา จึงตองปลอยใหละลายหายไปตามยถา

สมาธิจิตระดับเฉียดฌานหรือที่เรียก ‘อุปจารสมาธิ’ นับเปนของสูง มิใชสภาวะอันเปนสาธารณะแกปุถุชน


ภาวะนั้นคลายลอยคออยูกลางทะเลเมฆอันละมุนเสมอกัน แผผายขยายกวางสุดประมาณ แมเทาติดพื้น
ก็เหมือนยืนอยูบนหมอนนุม เหตุเพราะธรรมชาติสมาธิยังผลใหกายเบาดวยการหลั่งสารอันใหรสเกษม
อาบตนเอง

สองปูหลานรับประทานอาหารเย็นดวยกันเงียบๆเมื่อไดเวลาทุมครึ่ง ทั้งสองเปนมังสวิรัติ หรือผู


ปราศจากความยินดีในเนื้อสัตว อาหารที่วางบนโตะจึงหาจานเด็ดตามรสนิยมของคนทั่วไปไมได แตก็
หนาตานาทานดวยความสามารถเฉพาะตัวของแมครัวสาว

“สอบเปนไงมั่ง?”

ปูชนะถามเหมือนชวนสนทนามากกวาอยากรู เสียงของปูมีกังวานนุมลึกชวนฟงและกอใหเกิดความอบ
อุนใจแกผูไดยินเสมอ

“ก็ดีคะ เหลือวิชาสุดทายวันจันทร”

“สอบเสร็จก็จบแลวสินะ”

“คะ”

แพตรียิ้มๆ การคุยกับปูเปนอีกความสุขหนึ่งในชีวิต

“ตกลงยังแนใจอยูรึเปลาวาอยากจะสอนหนังสือเด็ก?”

เปนครั้งแรกในรอบหลายปที่ปูถามถึง หญิงสาวแกลงเลิกคิ้วทําตาเปนประกาย

“อยูเฉยๆไดไหมคะ ใหปูเลี้ยงไปเรื่อยๆอยางนี้แหละ”
๒๑

หลอนยังอยากอยูในวัยเยาวและชางฉอเลาะเสมอเมื่ออยูตอหนาปู ปูชนะยิ้มอยางอารมณดี นัยนตาดํา


สนิทผิดวัยทอดจับหลานสาวเปยมดวยแววหวงใยปรานี

“เปนตนไมหรือไงถึงจะอยูเฉยๆใหปูเลี้ยง”

“คะ แพเปนตนไม” หญิงสาวหัวเราะนิดๆ “บางทีก็รูสึกเหมือนเปนตนกระถินในบาน”

ปูชนะหัวเราะในลําคอ ทวาสายตายังรั้งคําถามเดิมเพงมองหลอน

“แพแนใจวาตองการสอนเด็กตลอดไปคะปู”

ขยับเรียวปากตอบในลักษณาการแยมยิ้ม แตน้ําเสียงจริงจังขึ้น ชายชราถอนใจ

“สมัยนี้...เปนครูในแบบที่แพอยากเปนนะ ไมงายหรอกนะ”

หลานสาวพยักหนา

“ทราบคะ” ตาคูงามทอประกายรูตามคํากลาวของตน “แตแพก็มองไมเห็นวาตัวเองจะทําอะไรไดมีความ


สุขเทากับเปนครูของเด็กเลย”

ชายชราเคี้ยวคําขาวเรื่อยๆจนละเอียด กลืนแลวจึงเปรย

“ทุกวันนี้ผูคนถูกมอมเมา ถูกฝงนิสัยรายกันตั้งแตยังเล็ก ครูบาอาจารยที่เปนสิ่งแวดลอมสําคัญ บางทีก็


กลับมีพฤติกรรมชั่วรายเสียเอง ถาไดแพเปนแสงนําทางดีๆไวสักดวง ก็คงชวยรักษาภาพพจนของครูดีๆ
บางละนะ”

แพตรียิ้มอยางเชื่อมั่น

“แพจะทําใหเด็กนับถือ และคลอยตามในทางดี เหมือนอยางที่แพนับถือและคลอยตามปูมาตั้งแตเด็กให


ไดคะ”

ปูชนะพยักหนา ใชสอมเขี่ยขาวจากชอน กอนตักน้ําแกงจากชามพลางถามคลายหยั่งเชิง

“หากมีเวลาจํากัด ระหวางเด็กดีกับเด็กดื้อ หนูจะเลือกดูแล หรือใหความสําคัญกับใครกอน?”

แพตรีคิดนิดหนึ่ง กอนใหคําตอบ
๒๒

“คงตองเปนเด็กดีคะ เพราะเด็กดีอาจจะยังไมดีจริง แตอยูในวิสัยงายที่จะเปนได เมื่อโตขึ้นแลวก็อาจเปน


ประโยชนในวงกวาง สวนเด็กดื้อนั้นอาจไมเลวจริง แตความรั้นจะดึงเวลาของเราไปมาก และไมมีอะไร
ประกันวาเราสามารถชนะความรั้นของเขาไดหรือเปลา”

วาที่คุณครูคนงามเมมปากเล็กนอย

“ในความเปนจริง แพคงมีเวลาเพียงพอจะดูแลทั้งเด็กดีและเด็กดื้อมั้งคะ ถาปลอยใหเด็กดื้อกลายเปนคน


เลว วันหนึ่งเขาอาจสรางผลสะเทือนดานรายไดอยางประมาณไมถูก สิ่งดีที่คนดีๆสรางสรรคไวมากและ
ใชเวลายาวนานแคไหน ก็อาจพินาศจนหมดสิ้นในชั่ววันเดียวดวยน้ํามือคนเลว”

เห็นความมุงมั่นและยินน้ําเสียงจริงจังของหลานสาวแลว ปูชนะตองเผยอยิ้มออกมาดวยความเอ็นดูไฟ
ฝนและพลังอุดมคติแหงวัยสาว ประติมากรมองผลงานอันนาภาคภูมิของตนเชนไร ทานก็มองแพตรีดวย
ทาทีเชนนั้น

“ปรัชญาในการใหความรู ความคิด ความดีงามของหนูเปนยังไง?”

แพตรีกะพริบตาทีหนึ่ง

“จากที่แพเคยฝกสอนมาบาง ก็พอมองเห็นคะวาเราใหความรูก็เมื่อขณะพูดอยูฝายเดียว ใหความคิดได


ตอนถามหรือโตตอบกับพวกเขา สวนความดีงาม คงตองถายทอดอยางตรงไปตรงมาผานการกระทําเปน
หลัก”

ปูชนะผงกศีรษะนอยๆ

“แคเด็กไดยินเสียงหนูทุกวัน เขาก็รับกระแสความดีไปเก็บไวเปนสวนหนึ่งในใจแลวละ”

เสร็จจากโตะทานขาว สองปูหลานออกมาเดินตากน้ําคางเลนในบริเวณทางเดินของเขตบาน ชายชรา


จามเบาๆทีหนึ่งแลวแหงนหนามองดาว บางค่ําคืนทองฟาราตรีแถบชานเมืองก็มีดาวสวยๆพรางพราว
ละลานตาใหเพลินพิศ อยางเชนคืนนี้เปนอาทิ

“อายุยี่สิบเอ็ดใชไหมแพนะ?”

ปูถามลอยๆคลายแคใหการดูดาวไมเงียบจนเกินไป

“อีกหาเดือนนะคะ”
๒๓

หลอนตอบเสียงใสดวยความรูสึกแบบเด็กนอยที่อบอุนและราเริงเมื่ออยูใกลชิดบิดา คืนนี้กลุมดาว
นายพรานขึ้นตั้งแตหัวค่ํา หลอนติดใจดาวกลุมนี้มาแตไหนแตไร อาจเปนเพราะปูชี้ใหดูและแนะนําใหรู
จักเปนกลุมแรก มันทําใหหลอนมีจินตนาการบรรเจิด มีความชางฝนและรูจักอารมณออนอุนที่เกิดจาก
หัวใจบริสุทธิ์เสมอมา

“พอเรียนจบก็เปนผูปกครองตัวเองไดแลวสินะ”

ปูยังคงพูดในลักษณะเรื่อยเปอย ทวาทําใหหญิงสาวใจหายอยางประหลาด หลอนตอบดวยเสียงเบาและ


สั่นในอึดใจตอมาดวยอารมณที่แปลกเปลี่ยนกะทันหัน

“คงยังไมไดมั้งคะ”

“ปูอยากบวชเสียทีแลวนะแพ”

แมจะทอดออนนุมนวลเชนเคย แตคําประกาศนั้นก็แฝงสําเนียงเปนงานเปนการดวยเจตนาจะใหหลาน
สาวรับรูวาหลอนตองตั้งใจฟงเรื่องสําคัญ แพตรีเงียบกริบ พูดอะไรไมออกอยูเปนนาน

“ทุกวันนี้ก็เหมือนบวชอยูแลวนี่คะ”

ในที่สุดหลอนก็เอยคํานั้นออกมาไดเพียงแผว

“ไมเหมือน...ปูยังมีแพเปนแกวตาดวงใจ ยังเปนหวงหนู อยางนี้ไปถึงที่สุดไมไดหรอก”

แพตรีเมมปากอยูในเงามืด ความเดียวดายและความเงียบเหงาอยางลึกซึ้งแลนเขาจับใจจนเกิดกอน
สะอึก แตกอนจะทวีตัวถึงขั้นแปรเปนความนอยเนื้อต่ําใจ ก็ชิงตัดอารมณเศราทิ้ง และแทรกแทนดวยจิต
อนุโมทนาเปยมลน ที่ทําไดก็เพราะหลอนรูดีวารสธรรมนั้นล้ําเลิศเพียงไหน สมควรที่เวไนยชนจะพึง
แสวงและควรรักษาไวเพียงใด หลอนตองดีใจกับปูถึงจะถูกที่ทานกําลังจะไดครองธรรมอันประเสริฐขั้นสูง
สุด

เมื่อจิตอันเปนกุศลผุดขึ้นชัดเต็มดวง แพตรีจึงยกมือพนมไหวไปทางผูมีพระคุณลนเกลา

“แพขออนุโมทนาดวยคะปู”

“อือม”

ปูเอื้อมมือไปลูบศีรษะหลอนอยางออนโยนครูหนึ่งกอนกลาวคํา

“ไมตองกลัววาจะอยูคนเดียวหรอก อีกไมนานแพก็จะมีครอบครัวของแพเอง มีคนที่แพจะรักและรักแพ


แทนปู มีลูกหลานที่จะทําใหแพตองวุนวายดูแล”
๒๔

“คงไมหรอกคะ” หลอนตอบปูดวยน้ําเสียงเรียบนิ่ง “ถาปูบวชแพก็จะบวชชีตาม และเพื่อความสบายใจไม


เปนหวงใยซึ่งกันและกัน แพจะบวชใหไกลจากที่ที่ปูอยู ไมมาพบปูอีกเลยชั่วชีวิต”

ปูชนะเหลือบตามองสาวนอยใกลตัวแลวหัวเราะหึๆ ซอนแววรูเห็นเชนผูใหญเคยผานรอนผานหนาวไว
ในเงามืด

“จะเอาอยางนั้นก็ตามใจ”

ชายชรากับหลานสาวทอดเทาเดินตอเอื่อยๆ แววเสียงหรีดหริ่งเรไรจากรอบดานกลางความสงัดเงียบ
ของค่ําคืน ไมมีใครเอยคําพูดใดอีก หญิงสาวพยายามกลั้นสะอื้น แตอยางไรก็กลั้นไมอยู ตองกมหนารอง
ไหออกมาจนได
๒๕

แพตรีจัดของสังฆทานใสถัง เตรียมตัวไปทําบุญกับปูที่วัดทางนฤพาน นั่นเปนสิ่งที่หลอนกับทานปฏิบัติ


อยูเปนนิจศีล อยางนอยเดือนละหนึ่งครั้ง นอกเหนือจากการใสบาตรพระทุกเชาซึ่งเปนกิจวัตรของหลอน
อยูแลว

เสร็จจากการจัดของ หญิงสาวก็เดินออกไปหนาปากซอยเพื่อเรียกแท็กซี่มาขนของและรับปู เดิมทีบานนี้


มีรถเกาของปูใหหลอนขับไปไหนมาไหน แตเพราะถึงอายุขัย จึงเพิ่งขายไปเมื่อเร็วๆนี้เอง

บอกโชเฟอรรอหนาบานแลวขึ้นเรือนเพื่อบอกปูดวยสีหนายิ้มแยมแจมใส

“แท็กซี่มาแลวนะคะ”

บอกเสร็จก็ตองชะงักดวยความแปลกใจ เมื่อเห็นปูยังอยูในชุดเสื้อนอนคอกลมกางเกงแพรบนเกาอี้โยก
ทานยิ้มตอบ พยักหนานิดหนึ่ง

“หนูไปเถอะ” ปูบอกงายๆ “ลองไปคนเดียวดูบาง”

หญิงสาวยืนงงอยางทําอะไรไมถูกไปชั่วขณะ ที่สุดก็ถามเสียงแผว

“ทําไมละคะ?”

ปูเอนหลังหลับตาและโยกเกาอี้เฉย หญิงสาวมองผูอุปการะตนมาดวยความไมเขาใจพักใหญ แตแท็กซี่ที่


กําลังรอก็ทําใหหลอนไมอาจยืนเควงอยูตรงนั้นไดนาน จําตองกมหนากมตาหิ้วถังสังฆทานสองใบแรกลง
เรือนไปใสทายรถที่เรียกมา แลวกลับขึ้นมาอีกครั้งเพื่อขนสองถังที่เหลือตามลําพัง

แตขณะจะดึงหูหิ้วของถังเขามือ ปูก็เรียกไวเสียกอน

“เดี๋ยว…หนูชวยชงชาใหปูกอนนะแพ”

แพตรีตองประหลาดใจอีกคํารบ ยนคิ้วเล็กนอย แตไหนแตไรมาทานไมเคยรั้งหลอนดวยธุระเล็กนอยเชน


นี้เลย ทวาก็กาวไปจัดแจงชงชาตามคําสั่ง ทั้งที่พะวงกับการคอยของคนขับแท็กซี่ หลอนทําอยางคอน
ขางเรงรีบ พอเสร็จก็วางบนโตะขางเกาอี้โยกของปูเรียบรอย แตเมื่อจะหยิบถังปูก็เรียกไวอีก
๒๖

“ปูอยากดูตารางอะไรในหนังสือพิมพฉบับวันศุกรที่ยี่สิบของเดือนกอนหนอย แพชวยลงไปเอาจากกอง
มาใหปูทีนะ เชานี้แขงขาขัดชอบกล ไมอยากขึ้นลงบันได”

หญิงสาวชักนึกโมโห แตพอรูตัวก็รีบสะกดลงอยางรวดเร็ว เมมปากเดินลงบันไดไปคนหนังสือพิมพจาก


หองเก็บของ ตองเสียเวลาพอควรเนื่องจากถูกซอนไวหลายชั้นดวยความที่ไมนึกวาจะตองรื้อกลับใชอีก
หลอนหาอยางตั้งใจจนพบ ตลอดมานับแตจําความไดปูไมเคยสั่งอะไรไรเหตุผลผิดกาลเทศะ คิดวาทาน
คงมีความจําเปนอยางใดอยางหนึ่งเปนแน

พอขึ้นเรือนวางหนังสือพิมพลงบนโตะขางปูเสร็จก็ทําทากระวีกระวาดเปนพิเศษ ฉวยถังไดรีบกาวลง
บันไดราวกับแมวกระโจน ดวยเกรงจะไดยินเสียงปูทักรั้งเอาไวอีก แลวก็โลงอกที่ออกมาถึงหนาบานจน
ได

เมื่อเชามืดฝนหลงฤดูตกลงมาปรอยปราย อากาศจึงยังโปรงเย็นชุมชื่นแมจะลวงเขาแปดโมงครึ่งแลว แพ
ตรียิ้มใหคนขับแท็กซี่แทนการขอโทษที่ทําใหตองรอนาน พอเห็นยิ้มของหลอนเทานั้น หนาตาที่เริ่มจะ
บูดบึ้งของชายรางอวนใหญก็ดูผอนคลายลง แถมเดินมาชวยยกถังใสทายรถใหอีก

วางถังสุดทายเขาที่ ยังไมทันปดฝากระโปรง หางตาแพตรีก็เห็นเงารถคันหนึ่งโฉบเขามาเทียบรั้ว ตอ


ทายแท็กซี่ ประตูดานคนขับเปดปบ เงารางสูงของชายคนหนึ่งโผลพรวดออกมายืนเดน

“จะไปไหนหรือฮะแพ?”

หญิงสาวมองหนาเขา น้ําเสียงคอนขางกระตือรือรนกับนัยนตาสีเหล็กที่จองจับเขม็งทําใหหลอนหนาขึ้นสี
ชมพูนิดหนึ่ง แตเพียงครูเดียวก็จางไป เหลือไวแตความสงบและรอยยิ้มเย็นของคนมีความสุขอยูกับตัว
เอง

“ไปทําสังฆทานคะ” แลวหลอนก็เบือนหนาไปทางตัวบาน “คุณปูอยูขางบนแนะคะ”

เกาทัณฑชักกระเปาสตางคออกมาจากกางเกงยีนส ดึงธนบัตรใบละรอยออกมาจากรองเก็บยื่นใหคนขับ
แท็กซี่หนาตาเฉย

“เอาไปเลยลุง เดี๋ยวฉันพานองสาวไปเอง”

พอมอบเงินซึ่งแนใจวาเกินเลขมิเตอรเสร็จก็ไปเปดกระโปรงทายรถของตน แลวหันมากุลีกุจอหยิบยกถัง
สังฆทานโยกยายถายเทเปนการดวน แพตรีเบิกตามองอยางสุดทึ่ง ไดแตยืนนิ่งพูดอะไรไมออกสักคํา

จนธุระถายเทเรียบรอย แท็กซี่วิ่งหายลับตาไป และเกาทัณฑปดกระโปรงทายแลวนั่นแหละ ถึงไดมายืน


สบตากันนิ่ง สายตาหญิงสาวไมเชิงไมพอใจ ทวาก็มิไดสอแววยินดี หรือมีการกลาวขอบคุณแตประการ
ใด ตางเปนตรงขามกับสายตาของชายหนุม ที่เปลงประกายยินดีปรีดาจัดจา
๒๗

“ไปกันเถอะฮะ”

เกาทัณฑอมยิ้ม เดินไปเปดประตูดานซายและทําหนาใสคอมตัวใหลอๆราวกับขาราชบริพารรอเสด็จ ดู
เหมือนรูจักมักจี่สนิทสนมกับหลอนเสียเต็มประดา หญิงสาวยืนอยูกับที่ครูหนึ่ง เขาอาศัยความเปนหลาน
ปูถือสนิทชวยเหลือเยี่ยงคนในครอบครัว หลอนไมมีเหตุผลจะปฏิเสธ แมกระอักกระอวนใจอยางยากจะ
กลาว ที่สุดคือตองยอมเดินไปขึ้นรถเนือยๆ

เมื่อเห็นหลอนลงนั่งเรียบรอย เกาทัณฑก็ปดประตูให แลวเดินออมหนารถมาทางดานคนขับ รอไวสนิท


กันมากกวานี้หนอย จะบอกวาพิธีเปดปดประตูรถใหสาวตามธรรมเนียมรุนปูนี้ เขาเพิ่งปฏิบัติกับหลอน
เปนคนแรก

“ไปวัดไหนฮะ?”

ชายหนุมกดปุมหรี่เครื่องเสียงถาม หญิงสาวนิ่งเฉยราวกับไมไดยิน ใจกําลังครุนคิดวาเหตุใดจึงประจวบ


เหมาะเหลือเกิน ปูไมยอมไปกับหลอนอยางเคย สวนเขาคนนี้ก็เผอิญมาแทนพอดี จนเมื่อเกาทัณฑถาม
ซ้ํา แพตรีจึงตอบเบาๆ

“วัดทางนฤพานคะ”

คนขับรองออ เพราะคราวกอนแวะเขามาก็ดวยความอยากจะเห็นวัดชื่อสะดุดหูสะดุดตาแหงนี้เอง ทวา


ขากลับจากบานปูดันลืมไปเสียสนิท เนื่องจากมัวแตเหมอลอย ใจถูกใบหนาสวยหวานครอบงําจนความ
คิดอานเตลิดเปดเปงไมอยูกับเนื้อกับตัวเสียแลว

เกาทัณฑออกรถเชื่องชา ทาทางมีความสุขอยางลนเหลือกับการถวงเวลาอยูกับหลอนใหนานที่สุด

“ทําบุญเนื่องในโอกาสอะไรครับ?”

แพตรีมองตรงไปเบื้องหนา ทอดจังหวะเล็กนอยกอนตอบ

“ทํากับปูทุกเดือนคะ ไมใชโอกาสพิเศษ”

“ออ” ทําทีรับรูและเห็นเปนเรื่องธรรมดา แตแลวก็ทักวา “อาว...แลวปูละครับ วันนี้ไมออกมาดวยหรือ?”

ชะลอรถลงมองกระจกหลัง นึกวาตนเองทิ้งปูไวที่บานโดยไมเจตนา

“คงตองการพักผอนมั้งคะ”

ชายหนุมพยักหนาอยางไมติดใจ
๒๘

“ผมเองกําลังนึกๆอยากทําบุญอยูพอดี สบโอกาสเลย ขอรวมดวยคนนะ รังเกียจหรือเปลาฮะนี่?”

หันมาดูทาที เห็นหลอนเงียบเหมือนปลอยใหคิดเองอยางคลุมเครือ จึงรีบเบี่ยงประเด็น

“ดีนะ ปูยังแข็งแรงอยูเลย โชคดีที่มีแพดูแลอยางนี้”

เกาทัณฑหักเลี้ยวขวา ทางตอจากนั้นคอนขางขรุขระเปนหลุมเปนบอจนตองชะลอความเร็วลงวิ่งแคเกียร
ต่ํา เลื่อนมือไปเปลี่ยนเพลง เลือกหมายเลขที่ตรงกับอัลบั้มโรแมนติกจากซีดีเชนเจอร เพิ่มเสียงขึ้นเล็ก
นอยอวดความนุมลึกของชุดเครื่องเสียงราคาแพงที่เขาภาคภูมินักหนา ทุกสิ่งดูสดใสชวนกระหยิ่มยิ้ม
ยองไปหมดในสายตายามนี้

“คุณปูกับแพคงศรัทธาพุทธศาสนามาก ทาทางใจบุญดวยกันทั้งคู นี่ผมคุยกับปูแลวไดซึมซับอะไรมา


เยอะ คอยตาสวางเห็นธรรมกับเขาบาง”

คลื่นความไมจริงใจที่แฝงมากับน้ําเสียงของชายหนุมทําใหแพตรีผินหนาเมินออกขางทางและรักษาความ
เงียบไว เกาทัณฑรูสึกถึงความหางเหินที่หลอนจงใจกอ เขาซอนยิ้ม ยังดูไมออกทะลุปรุโปรงวาหลอน
เปนผูหญิงอยางไรกันแน เขาเคยชินกับอาการเลนตัวของผูหญิงสวยมามากตอมาก หากแตสัมผัสใจพวก
หลอนไดเสมอวาแทจริงแลวอยากใหเขาออนหนักๆเทานั้นแหละ

ทวาสําหรับหลานปูคนนี้ เวลานี้ ดูเหมือนกําลังครุนคิดหรือพะวงอะไรอยูสักอยางมากกวาจะวางมาด


เพราะเห็นเขาแสดงทาทีอยากตีสนิท

เมื่อมีโอกาสใกล ก็ยิ่งเห็นเปนสิ่งแปลกและทาทาย หลอนเยือกเย็นอยางชนิดที่เขาใกลแลวมีความสุข


ประหลาด กับหญิงอื่นนั้น ความปรารถนาอันเปนที่สุดเมื่ออยูดวยกันตามลําพังก็คือการไดเขาไปคนหา
รายละเอียดในเรือนรางของพวกหลอนตามวิสัยชาติเจาชู แตกับสาวนอยนางนี้ นาฉงนนักที่ความ
ปรารถนานั้นไมปรากฏแกใจเลย ความดึงดูดที่เกิดเปนอีกแบบแตกตางออกไป เหมือนกอรางอันผาสุก
สงบขึ้นแทนตัวตนเดิม คลายเปนอีกภาคหนึ่งที่ปรากฏขึ้นรองรับภาวะเคียงคูกับหลอนโดยเฉพาะ เปน
สัมผัสกระจางชัดจากภายในอยูตลอดเวลา มิใชเพียงคิดไปเองชั่วครูดวยอารมณหลง

ความนิ่งดวยสติกับรัศมีอาภาพิเศษชนิดนั้นของหลอน ทําใหอยากศึกษา อยากคนหาวาหลอนรูอะไร


และคิดอยางไรบาง

“นอกจากอยูกับตนไมแลว แพชอบทําอะไรอีกฮะ?”

เกาทัณฑถามอยางแนใจสนิทวาคําถามนั้นคงไมทําใหหลอนประดักประเดิด เพราะดูออกวาหลอนไมใช
ประเภทบังอรเอาแตนอน

“แลวแตโอกาสคะ”
๒๙

คําตอบของหลอนคลายหลีกเลี่ยงที่จะตอบตามตรง

“ถาเดาไมผิดแพคงชอบนั่งสมาธิทั้งวัน”

เขาเสี่ยงทายดูเลนๆ แตหลอนก็งดที่จะเฉลยวาผิดหรือถูก

“สมัยเรียนมัธยมปลายผมเคยฝกสมาธิกับเขาเหมือนกัน มีพวกไปสอนนักเรียนเปน

กลุม วากันวาเปนเทคนิคที่ไดผลมาก แตเสียดายผมนั่งแบบนั้นแลวเกิดพลังจิตมากไปหนอย ถึงขั้นเอา


หัวไปโขกโปกกับเพื่อนขางๆ ตาเหลทั้งคู”

กะพูดใหขํา แตพอหันไปเห็นหลอนเฉยสนิทเปนเทวรูปก็เลยตองอาปากหัวเราะเองแกเกอ ชักแนใจวา


หลอนกําลังขุน เหตุอาจดวยการจุนถือสนิทเกินงามของเขากระมัง แตก็ชางเถิด มีปูเปนสะพานเชื่อมอยู
ทั้งคน ถือวาเขามีศักดิ์เปนพี่ในครอบครัวเดียวกันเสียอยาง จีบสาวครั้งนี้เหมือนมีเรี่ยวแรงกําลังวังชาลน
เหลือ เชื่อแนวาตอใหตองเพียรเปนปก็ทําไดสบายมาก

แทนการชวนคุยตอ ชายหนุมทําเปนฮัมเพลงตามเสียงจากลําโพงซึ่งกําลังกระจายคลื่นความไพเราะ
เสนาะโสตอยูรอบทิศ หวังวาทาทีผอนคลายสบายใจของเขาจะทําใหหลอนเกิดความสนิทใจขึ้นบาง
สําหรับเขาแลว แมหลอนทําทีขรึมอยางนี้ ก็ยังใหความรูสึกที่ดีอยางบอกไมถูก เย็นรื่นชื่นใจจนยิ้มอยูคน
เดียวก็ยังได

กระซิบกับตนเองวามาพบใครบางคนที่มีความหมายกับเขาเหลือเกิน เรื่องจะใหเขาทองายๆนั้น อยาหวัง


เลย

“เลี้ยวขวาคะ”

หญิงสาวบอกเตือนคอนขางดังเมื่อเห็นเขาขับเพลินจนเลยซอยแยก ความจริงเกาทัณฑเห็นปายชี้ทางไป
วัดอยูแลว แตแกลงทําเปนวิ่งเลยเพื่อใหหลอนเปดปากพูดเสียบาง ซึ่งเมื่อหลอนทักตามคาดก็เหยียบ
เบรกพรืด เขาเกียรถอยหลังยิ้มๆคลายเพิ่งตื่นจากเหมอ

“วัดทางนฤพาน...” เขาพึมพําขณะสงสายตาพินิจปายไมเกาคร่ําครา “ผมสะดุดตากับปายบอกหนาซอย


มาตั้งแตครั้งที่เคยมาเยี่ยมปูเมื่อหลายปกอนโนน อยากเห็นมานาน คราวที่แลววาจะเขาไปดูเสียหนอยก็
ลืม”

รถวิ่งไปตามทางซึ่งดีกวาเดิมอีกราวสองรอยเมตรก็ถึงรั้ววัด เกาทัณฑหักหนารถคลานเขาไปอยางแชม
ชา กดสวิทชปดเครื่องเสียงลง คิดวาหลอนคงพอใจหากเห็นเขาใหความเคารพตอสถานที่ ยิ้มมุมปาก
หนอยๆเมื่อเห็นตนเองหวงใยความรูสึกหลอนแมเล็กนอยขนาดนี้
๓๐

บอกตนเองวาวัดนี้คงไมมีพระเดนๆใหคนศรัทธาเทาไหร สังเกตไดจากโบสถและกุฏิพระที่วิ่งผานลวน
แลวแตเกาแกไมแจมตาแจมใจเหมือนวัดดังซึ่งมีเศรษฐีมาขึ้นกันเยอะ พูดงายๆคือดูหรูนอยกวาที่ควรจะ
สมชื่อแปลกนาเลื่อมใส แตสิ่งนาชอบใจอยางหนึ่งคือความรมรื่นของแมกไมนอยใหญซึ่งดกดื่นอยูทั่ว
บริเวณนับแตทางเขาเปนตนมา ทําใหอารมณเย็นและอยากทําบุญทํากุศลไดเหมือนกัน

“นฤพานนี่อยางเดียวกับนิพพานหรือเปลานะแพ?”

ถามขอความรูจากหลอน แพตรีรับวา

“คะ ความหมายเดียวกัน นิพพานเปนคํานามบาลี นฤพานเปนคํานามสันสกฤต โบราณบางแหงใชนิร


พาณหรือนิรวาณก็มี”

เกาทัณฑปรายตาแลหญิงสาวขางกายแวบหนึ่ง หลอนเปนคนรูจริงในเรื่องที่สนใจ และเขาเริ่มพบวาถา


เขาเรื่องธรรมะ หลอนจะตอบยาวกวาปกติ ก็วกถามอีก

“ถาจําไมผิด นิพพานแปลวา ‘เย็น’ ถูกไหม?”

หญิงสาวมีทีทาไตรตรองนิดหนึ่ง กอนตอบคลายระวังอยูในทีวา

“คําแปลตามพจนานุกรมคือ ‘ความดับกิเลสและกองทุกข’ ความหมายอื่นแมมีอยูโดยเดิมกอนหนา ก็ไม


ใชพุทธประสงคที่ตรงแท...จอดใตตนไมนี่ก็ไดคะ”

เกาทัณฑเบนหนารถไปจอดตามที่หลอนบอก แตยังไมดับเครื่อง อยางจะขอคุยตอในรถอีกสักครู

“หลังคุยกับปูเมื่ออาทิตยกอน ผมพยายามจับจุดหลักของพระศาสนาเรา จะเขาใจผิดไปไหม ถาสรุปคือ


ทานวาหมดความรูสึกในตัวตน หมดอาลัยไยดี เลิกดิ้นรนแสวงหาอะไรๆทั้งปวง ก็คือถึงที่สุด ขึ้นชื่อวา
ดับทุกขลงได”

“คะ”

“ผูคนทั้งหลายตางพอใจอยูกับความสุข ความมีตัวตนอยางใดอยางหนึ่งในโลก ถานิพพานคือหนีโลก ก็


คงหาคนอยากไปไดนอยเต็มที นาจะสมัครใจทุกขบางสุขบางตามประสาคนตาฝาฟางเสียมากกวา อาจ
กลาวไดวาศาสนาเราเปนศาสนาสําหรับชนหมูนอยสินะ”

พูดโดยมีเจตนายั่วใหแยง หางตาเห็นหญิงสาวหันมองเขา อึดใจนั้นคลายหลอนอยากโตตอบ แตแลวก็


ตัดสินใจเงียบ เปดประตูกาวลงจากรถไปรอเขา เกาทัณฑดับเครื่อง ดึงคันโยกขางเบาะเปดกระโปรงทาย
รถแลวกาวตามลงมา เมื่อเดินมาใกลก็เห็นหลอนยืนเมมปากนิดๆอยางคิดอะไรอยู
๓๑

“เคยถวายสังฆทานไหมคะ?”

หญิงสาวเงยหนาถาม ชายหนุมสั่นศีรษะ

“เคยแตใสบาตรพระตอนเชาฮะ ออ ตอนทําบุญขึ้นบานใหมกับเลี้ยงพระวันแตงงานเพื่อนอยางนี้ถือวาใช


สังฆทานหรือเปลา?”

หญิงสาวตัดบทวา

“ธรรมเนียมของที่นี่พระทานจะใหญาติโยมกลาวถวายกันเอง ถาทองไมไดก็คงตองขอหนังสือมนตพิธี
จากทาน”

เกาทัณฑเลิกคิ้วอยางพอจะนึกออกถึงพิธีกรรมในการถวายสังฆทานแดพระภิกษุสงฆตามที่เคยเห็นมา

“แพกลาวนําใหผมก็ไดนี่”

แพตรีสายหนา

“คงไมเหมาะหรอกคะ”

ชายหนุมมองหนาหลอนดวยแววใสแบบที่ปนดวยอารมณขบขัน หัวเราะออกมาหนอยหนึ่งอยางเขาใจ
หลอนถูกถนอมเลี้ยงดูมาโดยปูซึ่งเปนชายที่นาเคารพนับถือ กับทั้งอยูในกรอบของธรรมเนียมนิยมสมัย
เกา จึงอาจติดความคิดประเภทชายเทาหนา หญิงเทาหลังอยู

“งั้นเอางี้ ไมตองรบกวนพระทานยุงหยิบหนังสือหรอก แพลองบอกผมซิ ทองสดๆตอนนี้เลย เผื่อจะจํา


ได”

แพตรีเห็นแววเชื่อมั่นพอดีๆในตาญาติหนุมแลวก็ทดลองบอกใหทีละชวง

“อิมานิ มะยังภันเต สังฆทานิ สะปะริวารานิ...”

เกาทัณฑมองตาหลอนแนวและทองตามยิ้มๆ

“ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุโนภันเต ภิกขุสังโฆ...อิมานิ สังฆทานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ...


อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ”

เขาสามารถวาตามโดยไมสะดุดหลุดแมแตคําเดียว แถมพอแพตรีบอกจบทั้งหมดก็ทวน

ใหมใหฟงตั้งแตตน ถูกตองบริบูรณหาที่ติไมไดจนหลอนตองจองมองอยางสงสัยครามครันวา
๓๒

เขารูอยูแลวแตแกลงทําเปนไมรูหรือเปลา

“ตอนเปนประธานนักเรียนสมัยอยูมัธยมผมเคยนํานักเรียนสวดมนตตอนเชาและตอนพิธีไหวครูฮะ ทอง
จําบาลีนี่งานถนัดเกา”

สุมเสียงของเกาทัณฑออกโอหนอยๆ แพตรีกะพริบตาเนิบชา

“หลังจากนั้นใหกลาวแปลดวยนะคะ” แลวหลอนก็วารวดเดียวจบไมพักวรรค “ขาแตพระสงฆผูเจริญ


ขาพเจาทั้งหลาย ขอนอมถวาย สังฆทาน กับทั้งบริวารเหลานี้ แดพระภิกษุสงฆ ขอพระภิกษุสงฆจงรับ
สังฆทานกับทั้งบริวารเหลานี้ ของขาพเจาทั้งหลาย เพื่อประโยชน เพื่อความสุขแกขาพเจาทั้งหลาย สิ้น
กาลนาน เทอญ ออแลวตอนตนตองวานะโมฯสามจบกอนดวย”

พูดจบก็มองเขานิ่ง ชายหนุมยิ้มละไมและหัวเราะหึๆ รูวาหลอนไมเชื่อวาเขาเพิ่งทองได ถึงกับแกลงบอก


คําแปลเสียเร็วจี๋ แถมไมเวนชวงใหเขาลองทองตามอยางนี้

“จําไดไหมคะ?”

เกาทัณฑกระแอมทีหนึ่ง ลองตั้งตนทวนใหหลอนฟงทั้งบาลีและไทย ที่จริงเขาจําได

ทะลุปรุโปรง แคนี้สบายๆอยูแลว แตบางทีคุณภาพหนวยความจําดีเกินเหตุก็พานพาความเขาใจผิดมา


หาตนไดงายๆ เขาจําตองแกลงทําเปนลืมนั่นนิดนี่หนอยพอลบแววคลางแคลงออกจากดวงตาคูงาม ไม
เปนการดีหากหลอนจะมองวาเขาพูดจาโกหกเพื่ออวดเกงกลาสามารถเอาโก

พอซักซอมจนเห็นเขาขึ้นใจดี แพตรีก็หยิบถังสองใบออกมา เกาทัณฑหยิบที่เหลือตามกอนปดทายรถ


จากนั้นก็เดินคูกันไปตามทาง

มีชาวบานเดินสวนมาสองคน คงรูจักหญิงสาวดีจึงทักทายและยิ้มแยมให แถมปรายตาชางสังเกตมาทาง


เขาเปนพิเศษ เขาเห็นหลอนยิ้มตอบพอเปนพิธีแลวกมหนาเหมือนจะหลบหนอยๆ เห็นแกมแดงเรื่อที่สุด
ซอน เกาทัณฑจึงถึงบางออวาการสอดมือเขามายุมยามกับการทําบุญของหลอนใหผลเชนไร

แตแรกเพียงตองการชวยเหลือหลอนใหไดรับความสะดวกเปนหลัก ไมทันคิดวาจะทําใหคนละแวกบาน
หลอนเขาใจภาพที่ปรากฏผิดไป การทําบุญรวมกันระหวางชายหนุมหญิงสาวนั้นพิจารณาดวยสามัญ
สํานึกไทยๆไดสถานเดียวคือเปนคูรักกัน หรือหนักกวานั้นหนอยก็คือเปนสามีภรรยาไปเลย ใครจะคิด
เลาวาเพิ่งคุยกันแคสองคําแลวจะมาทําสังฆทานรวมกันไดอยางนี้

หลอนคงอาย แตชางปะไร เขายืดอกกระหยิ่มยิ้มยองผองใส ภูมิอกภูมิใจอยางลนเหลือกับการเดินเรียง


เคียงหลอนคนนี้ จะเพื่อความรูสึกดีๆของตัวเองหรือเพื่อใหชาวบานอิจฉาตารอน ลวนแลวแตใชทั้งนั้น
๓๓

กุฏิเจาอาวาสเปนเรือนไมเกา แตก็ทาทางแข็งแรงยากจะผุพัง แพตรีนําชายหนุมขึ้นบันไดไปนั่งที่ชาน


เรือน ทานสมภารกําลังคุยอยูกับญาติโยมสองสามคน ในความสังเกตของเกาทัณฑ ทานเปนคุณตาใจดี
ไมใชผูคงแกเรียน ไมใชผูคงแกวิชาอาถรรพณ และไมใชแมแตคนสูงอายุที่ยังมีหลังตรงกับสติตั้งได
สมบูรณแบบเหมือนอยางปูชนะ ดูจากสายตากับอาการพูดจากับญาติโยมแลว เขาวาคงอยูในชวงวาง
สบายของชีวิต ทาทางอาจชอบคุยถึงอดีตอันฟุงเฟองมากกวาสวดมนตหรือทํากิจอื่นของสงฆ

พอหันมาเห็นหญิงสาวที่เพิ่งเขานั่งพับเพียบตอทายญาติโยมอื่น ทานก็ทักวา

“วาไงหนูแพ ปูไมไดมาดวยเหรอ แลวเอาใครมาดวยละนั่น?”

“ปูพักผอนเจาคะ”

แพตรีตอบคําถามทานแคครึ่งเดียว ครึ่งหลังเงียบเสีย เกาทัณฑไดยินสมภารหัวเราะยาว ไมรูเหมือนกัน


วาหัวเราะอะไร คนแกบางทีไดยินใครบอกวาเพิ่งกลับจากเชียงใหมก็หัวเราะแลว

ครูหนึ่งทานสมภารตะโกนสั่งพระลูกวัดใหนิมนตพระสี่รูปแลวหันกลับมาคุยกับญาติโยมชุดเกาตอ พอจับ
ความไดวากําลังสนทนาเรื่องพระลูกชายของโยมซึ่งมาบวชที่นี่ มีการถามไถทํานองวาอยูดีมีสุขหรือไม
ปฏิบัติกิจของสงฆบกพรองอยางไรรึเปลา ซึ่งก็ดูทานสมภารจาระไนตามสะดวกวาพระลูกชายสุขสบาย
ทุกประการ ไมมีโรคภัยไขเจ็บเบียดเบียน บิณฑบาตไดขาวฉันอิ่มทุกมื้อ ปฏิบัติกิจของสงฆอยางขยัน
ขันแข็ง ไมเอาแตงวงเหงาหาวนอนหรือปูเสื่อฉันของถวายตลอดเชาสายบายค่ํา

เกาทัณฑฟงแลวคิดวาคงเปนการสนทนาแบบขอใหเสร็จไปทีเพื่อเอาใจผูเปนพอแม จริงๆทานคงไมรู
อะไรเกี่ยวกับพระรูปที่ถูกกลาวถึงนั่นเทาไหร สังขารทานเปนแบบนี้จะใหลุกไปสํารวจพระลูกวัดทั่วๆได
อยางไร

พอพระสี่รูปที่ถูกนิมนตทยอยขึ้นมาบนกุฏิจนครบ ญาติโยมชุดเกาก็เห็นสมควรแกกาล ควรกราบลาไป


เยี่ยมพระลูกชาย ทําใหเกาทัณฑนึกในใจวาพวกนี้แปลก แทนที่จะเยี่ยมลูกกอนเพื่อดูเอาเองกับตาวาอยู
ดีมีสุข เอกเขนกสบายอารมณบนกุฏิหรือปฏิบัติตนสมสมณะวิสัย กลับมาหาสมภาร ถามสมภารแทน
อยางนี้ก็มีดวย ทําราวกับทานมีหูทิพย ตาทิพย บอกไดดีกวาตนเองไปเห็นดวยตาเปลา

คงอีหรอบเดียวกับที่เขาเคยรูจักมาบาง ประเภทผานชวงหัวเลี้ยวหัวตอในวัยรุนผิดพลาด เสียผูเสียคน


ไปพักหนึ่ง พอแมจับบวชลางมลทิน หวังวาหมผาเหลืองแลวตัวจะกลายเปนทองขึ้นมาทันตา เกาทัณฑ
แอบแคนยิ้มเยาะวาแคเครื่องแบบจะชวยอะไรได จนถึงยุคนี้ ปานนี้ ยังเชื่อกันอยูอีกหรือวาผานการบวช
หมายถึงเขาเตาชุบหรือเตาหลอม ออกมากลายเปนชายเต็มตัว กลัวการทําบาป หันมาเปนคนดีแทได
ชนิดสําเร็จรูป
๓๔

พระที่ขึ้นมาลวนแลวแตอยูในวัยหนุม มีอยูรูปหนึ่งเทานั้นที่ทาทางจะเลยสี่สิบ เขาไมไดพิจารณาละเอียด


นักวาดูดีมีสกุลแคไหน นั่นเปนนิสัยอยางหนึ่งของคนเรา คือจะไมพิจารณาสิ่งที่รูสึกแตแวบแรกวาอยู
คนละระดับกับตน หรือถาพิจารณา ก็ใหคะแนนติดลบไวกอน

เมื่อพระมาปูอาสนะและเขาที่นั่งเรียบรอย แพตรีก็พยักหนาใหเกาทัณฑชวยหลอนนําถังไปวางไวตรง
หนาพระแตละรูป ชายหนุมกระตือรือรนขึ้น เมื่อเห็นกิริยาแววไวสละสลวยดูแนบเนียนชวนมองเพลิน
ของแพตรี จะเปนยามที่หลอนหยิบยกถังไปวางขางหนาตักพระ หรือเปนยามที่ดึงกายกลับมานั่งสํารวม
ทุกการเคลื่อนไหวสะทอนใหเห็นจิตใจอันเปยมดวยความเคารพบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพระศาสนาเหนือ
เกลา

อยางนี้เองกระมังลักษณะของผูแชมชื่นในงานบุญ เขาสัมผัสถึงความออนโยนมีชีวิตชีวาอีกแบบหนึ่งใน
ใจตนเอง และชั่วขณะที่ชวยหลอนนําถังไปวางเขาที่ ก็เริ่มซึมซับทีละนอยวาการทําบุญ ‘รวมกัน’ นั้นเปน
อยางไร มันเหมือนมีแรงสองแรงเสมอกันผสานเปนอันหนึ่งอันเดียว ปราศจากความแบงแยกสักนอย แม
กายก็ปรากฏตอหางตาเปนปฏิภาค เปนคูตรงขามที่เคลื่อนไหวกลมกลืน เหมือนรับกันสนิทในที

พอเสร็จสรรพหญิงสาวก็นั่งคุกเขาเทพธิดาทางขวามือของเขา ขมุบขมิบปากใหเขาดูเปนรูป ‘นะโมฯ’


อยางบอกเปนนัยใหขึ้นนะโมฯพรอมกันเพื่อเริ่มถวายสังฆทาน เกาทัณฑคุกเขาเทพบุตร เปลงเสียงเริ่ม
กลาวถวายดวยทาทีเชื่อมั่นและเปนสุขไปพรอมกันกับหญิงสาวผูอยูเคียง

เสียงชายหญิงที่รวมกิริยาบุญคลายสายใยแกวบางใสที่ถักทอรอยรัดใจเขาหากัน เกาทัณฑประจักษใน
ความชุมชื่นชนิดนั้น หัวใจของเขาสะอาดใสขึ้นมาชั่วขณะหนึ่งจนนาแปลกใจวาตนอาจนึกเมตตาเอ็นดูผู
หญิงสักคนอยางบริสุทธิ์ใจไดปานนี้ บริสุทธิ์ชนิดที่ยินดีชวยเหลือหรือเสียสละใหหลอนทุกอยางแมพลาด
จากการรวมครองคูกัน…

พลาดจากการรวมครองคูกัน

ชั่วขณะนั้น แคคิดก็ทนไมไดแลว…

พอเสร็จจากการกลาวถวาย ทั้งสองก็ชวยกันประเคนคนละสองถัง เกาทัณฑสังเกตเห็นพระรับประเคน


แพตรีดวยผาแทนที่จะรับดวยมือเปลา หลังๆเห็นพระหนุมรุนใหมใชมือรับของจากสีกากันเปนแถว เมื่อ
พิจารณาแลวเพิ่งเกิดความรูใหมวาแมการสงของใหแกกันก็กอความรูสึกผูกพันฉันหญิงชายได ถึงตองมี
กฎมีระเบียบใหใชผารับแทนเปนการกีดขวางความรูสึกดังกลาว เมื่อชายรับของจากหญิงดวยวิธีนี้บอย
เขา ผลลัพธที่เกิดขึ้นในระยะยาวก็คือความมีใจเหินหางและเห็นเปนสิ่งตองหาม สายตาชางวิเคราะหเชิง
จิตวิทยาบอกเขาเชนนั้น
๓๕

พระทั้งหมดดูสํารวมจนแปลกตา ราวกับหมูทหารที่พรอมกันอยูในกรอบระเบียบวินัยชั้นสูง ผานหลักสูต


รอบรมขัดเกลาอันทรหดมาแลว พวกทานไมชําเลืองมองแพตรีเลยแมดวยหางตา เกาทัณฑลอบสังเกต
เกือบตลอดเวลา และชักนึกเลื่อมใสพระที่นี่ วัดนี้ตองมีอะไรดีบางอยางเปนแน แตไมอยากเชื่อเทาไหรวา
ทานสมภารจะเปนหมุดใหญที่ตรึงทุกอยางใหอยูนิ่ง ดูทานไมนามีบารมีพอจะเขมงวดกวดขัน ปลูกสํานึก
ใหบรรดาหนุมทั้งหลายกลายเปนพระจริงพระแทแบบโบราณกาลไปได

ประเคนเรียบรอยแพตรีก็เลื่อนเตากรวดน้ําใหเขาพรอมกระซิบเร็วๆ

“รินน้ําลงขันรองนี่ตอนพระองคหัวหนาทานขึ้นยถา พยายามใหน้ําไหลตอเนื่องไมขาดสายจนหมดพอดี
เมื่อทานลงคําวายถายาวอีกครั้ง ระหวางน้ํารินอยูจะตั้งใจอุทิศบุญกุศลใหใครก็ไดที่ลวงลับไปแลว”

ตลอดมาเขาไมเคยเชื่อเรื่องอุทิศบุญที่มองไมเห็น แตครั้งนี้ลองดูเสียหนอย จะวาตกกระไดพลอยโจนก็


ได เมื่อยินเสียงหัวหนาพระขึ้นคําวายถา เกาทัณฑก็เริ่มรินน้ําลงขันดวยความตั้งใจที่ไหลรวมกับสายน้ํา
วา

‘ความสุขจงมีแกปูชนะและแพ’

มีความบันเทิงใจเมื่อตั้งจิตเชนนั้น ไมสําคัญวาจะเกิดผลจริงหรือเปลา เขาพอใจเสียอยาง นึกๆไปก็เห็น


คุณคาของพิธีการทั้งหลายแหลของคนโบราณ ซึ่งลวนเปนอุปเทหทางจิตวิทยานําสุขมาสูใจอยางไดผล
อยางนอยก็เปนหนทางออมๆสรางความรูสึกดานบวกใหแกผูที่ตนอุทิศบุญ แพตรีบอกใหเขาอุทิศแกผู
ลวงลับ แตเขาวาไมไดประโยชนเทากับใหคนยังมีชีวิตอยูดวยประการทั้งปวง

พอพระจบยถา เกาทัณฑก็คว่ําเตากรวดขาดน้ําพอดี พระทั้งหมดรวมทั้งทานสมภารเริ่มสวดสัพพีพรอม


กันและตอดวยชะยันโตเปนกรณีพิเศษ เกาทัณฑนั่งพนมมือหลับตาฟงตามที่เห็นหญิงสาวทํา เขาตั้งใจ
ฟงอยางเบิกบาน แมจะไมรูเรื่องวาพระสวดอะไรบทไหนหรือมีความหมายอวยพรประการใด พอใจที่
หลับตาแลวเกิดความรูสึกปลอดโปรงสวางนวลนาพิสมัย เพิ่งเห็นวาการถูกหอหุมดวยขายคลื่นเสียงสวด
มนตอันมีพลังลึกของหมูสงฆนั้นอบอุนเปนสุขนาพึงใจเพียงไร ทั้งวิเวกชวนเคลิ้มสงบ ทั้งไพเราะนาฟง
ใหเกิดปติเมื่อเงี่ยหูสดับ ที่วาทําสังฆทานไดบุญมากก็คงเพราะมีสุขมากอยางนี้นี่เอง

เสร็จสิ้นทุกกระบวนการแลวสองหนุมสาวก็กราบสงฆสามครั้ง พระสี่รูปนั้นทยอยลงจากกุฏิไป

“ปูเราเปนไงฮึแพ ไมสบายรึเปลา ทําไมไมมา?”

ทานสมภารถามฉันคนรูจักคุนเคย ฟงดูคลายทานกับปูชนะมีความเปนเพื่อนกันอยูแตเกากอน

“เปลาหรอกคะ”

แพตรีตอบออมแอม ภิกษุชราหัวเราะออกมาอีก ดูทานหัวเราะงายเสียจริง


๓๖

“ถามนี่ไมใชอะไรหรอก คนแกนะ ฉันรูวาโรคมันมาก อยางหลวงตาใกลจะลงโรงที่นั่งอยูนี่เปนตน สามวัน


ดีสี่วันไข แตก็ดีไปอยางนะที่ไดมรณานุสติโดยไมตองกําหนดกันมาก เอาแคเห็นอาการรอแรจะจะนี่ก็
เหลือกินเหลือใชแลว”

เสียงทานพูดอยางอารมณดีราวกับเลาใหฟงวาวางแผนจะไปเที่ยวตากอากาศ เกาทัณฑอดขันไมได การ


อยูในพุทธศาสนามานานคงทําใหทานสมภารเชื่อนรกสวรรค เชื่อวาตายในผาเหลืองแลวไปสบาย นี่เปน
แงหนึ่งที่เขานึกตั้งแงกับศาสนาทั้งหลาย คนเราคงเลิกทําอะไรหมดถาเชื่ออยางนี้กันสักครึ่งโลก บวช
ครองผาเหลืองรอรางวัลลี้ลับในชาติหนาดีกวา เขาวาเผลอๆคนสวนใหญบวชก็เพราะเหตุนี้ ดูแลวนาเสีย
ดายที่ไปเชื่อมั่นชีวิตหลังความตายอันเลิศเลอทวาเลื่อนลอย ไมไยดีกับชีวิตปจจุบันซึ่งเห็นตําตาอยูชัดๆ

“พอหนุมนี่ทํามาหากินอยูแถวไหนละ บานอยูละแวกใกลนี่รึเปลา?”

ทานหันมาทางเกาทัณฑอยางชวนปราศรัย ชายหนุมมองตอบดวยสายตาและรอยยิ้มแสดงความเคารพ
เพราะสังเกตดูแพตรีใหความนับถือสูงมาก

“ไกลเหมือนกันครับ บานกับที่ทํางานผมอยูในตัวเมือง”

“ออ”

ทานครางรับรู ยิ่งดูยิ่งเห็นไมตางจากคนแกที่วางงานตรงไหน ทั้งการพูดการจา ทั้งอิริยาบถตางๆ ปูชนะ


ยังดูทรงภูมิและเปยมบารมีนายําเกรงเยี่ยงผูสูงวัย สูงประสบการณกวาตั้งหลายเทา ปูกับหลานสาว
เลื่อมใสหลวงตาองคนี้ที่ตรงไหนหนอ? ถาใหเดาก็คงพอประมาณไดแหละวาวัดแถวนี้มีนอย เจอองค
ไหนก็เอาองคนั้นไวกอน

“หนาตาเหมือนพระเอกหนังดีจริงๆ”

ทานชมเกาทัณฑประสาคุณตา แลวควาหนังสือพิมพใกลตัวขึ้นมาทําทีเหมือนอยากอานขาวพาดหัวหนา
หนึ่ง นี่คงตั้งทาไลเขากับหลอนแลวกระมัง

“คนสมัยนี้เขาไปถึงไหนกันแลวละ หลวงตาเดินเหินไปดูไปฟงไมไหว แตเห็นขาวที่เขาเอามาใหอานนี่


แลวก็เขาใจวาโลกเหมือนจะลุกเปนไฟ...”

ขณะที่ทานทอดตามองหนังสือพิมพและพูดไปเรื่อยนั้น เปลวไฟก็คอยๆกอตัวและลามเลียมแผนกระดาษ
ทีละนอย

“สิ่งยั่วยุมันมีมาก ถาเราไมรูวาเปนไฟ และปลอยใหลุกลามเปนกองโตขึ้นเรื่อยๆโดยไมหาทางดับ ไฟก็


จะนําความพินาศที่นึกไมถึงและไมเคยรูจักมาสู”
๓๗

หนังสือพิมพกลายเปนไฟกองโตที่ลุกโพลงและมียอดเปลวสูงขึ้นอยางรวดเร็วจรดเพดานกุฏิทามกลาง
ความตกตะลึงพรึงเพริดของสองหนุมสาว ทุกสิ่งเกิดขึ้นอยางเดียวกับฝน คือไมมีตนสายปลายเหตุสม
จริง ความรูสึกของเกาทัณฑและแพตรีจึงคลายฝนเชนกัน ไมมีใครกระดิกกระเดี้ยไดเลยสักนิดเดียว

เสียงฮือของเปลวเพลิงดังขึ้นเรื่อยๆอยางนากลัว ไฟเริ่มแผลามไปบนเพดาน และบัดนั้นเองเกาทัณฑก็


ไดสติลุกพรวดขึ้นยืนเหมือนหลุดออกจากกรงแหงอาการช็อก สมองสั่งงานวาจะตองหาทางดับไฟใหได
โดยเร็วที่สุด

“เพียงเรารูวิธี ก็ดับไฟไดโดยไมตองวิ่งไปหาเครื่องมือจากไหน”

ทานสมภารพูดอยางเยือกเย็นทวาทรงอํานาจชนิดที่ทําใหเกาทัณฑตองขนลุกเกรียว เห็นถนัดตาวาทาน
ยังถือไฟกองโตไมปลอย นับเปนภาพที่นาตระหนกและชวนพิศวงงงงวยเหนือคําบรรยาย แมยืนหางออก
มาสองสามกาวยังสัมผัสถึงความแผดรอนผะผาว กองเพลิงอันรอนระอุคุคลั่งคลายมีแรงพิโรธกราด
เกรี้ยวในตนเองเห็นปานนั้น ทานสมภารทนอยูไดอยางไรไหว

ภิกษุชราปดตาลงครูหนึ่งเปนดุษณี กอนเปดเปลือกตาขึ้นเปาลมปากพรวดลงไปบนกองเพลิงระหวาง
แขนเบาๆ มันดับพรึ่บในพริบตาเดียว เศษขี้เถากระดาษฟุงกระจายทั่วหอง เลนเอาตาคนเห็นเบิกโพลง
อยางยากจะเชื่อตนเองอีกคํารบ

แลวอยางตอเนื่อง ทานเงยหนาขึ้นมองเพดานซึ่งบางสวนกําลังถูกริ้วไฟแดงฉานคุกคามหนักขึ้นทุกขณะ
ราวกับมีเชื้ออยางดีฉาบไว หรือเหมือนเพดานสรางขึ้นดวยฟางแหง ทานสูดหายใจเต็มปอดแลวปองปาก
เปาลมพุงขึ้นไปดังฟูใหญ เกาทัณฑและแพตรีรูสึกเหมือนมีแรงลมมหาศาลสงออกมาจากตนทางที่เล็กไม
สมขนาด มันเปนพลังลมที่หนักหนวงรุนแรงราวกับพายุสลาตัน สะเทือนโยกไปทั้งกุฏิ ไดยินเสียงออด
เอียดของไมคลายปรากฏมือยักษไรตนมาตบ

ผลคือไฟดับสนิท

เกาทัณฑปากคอสั่น เกิดมาไมเคยคิดวาชีวิตนี้จะไดพบเจออะไรอยางนี้เลย เขาทรุดกายนั่งลงพับเพียบ


ดวยอาการของคนขาดสติสัมปชัญญะไปชั่วขณะ

ทานสมภารทอดตาดําลึกและฉายแววพิสดารลี้ลับไปทางแพตรี กลาวดวยน้ําเสียงการุณยวา

“กลับไปกอนนะแพเอย หลวงตาจะปลงอาบัติ...ตองนั่งสมาธิขอขมาธรรมกันนานละ”

พูดแลวก็ระบายลมหายใจยาวเหยียดและปดตาลง ยามนั้นเกาทัณฑไมรูสึกวาทานเปนคนแกอีกแลว

สองหนุมสาวกราบลาแลวลงจากกุฏิของทานสมภารอยางเงียบเชียบ พูดอะไรไมออกกันแมแตคําเดียว
๓๘

เมื่อมาถึงบานของปูชนะ เกาทัณฑก็ยังคงเงียบราวกับถูกมัดปากอยูนั่นเอง เขาจอดรถที่หนาประตูรั้ว


และเดินตามหญิงสาวเขาบานงกๆเงิ่นๆอยางคนจิตใจไมอยูกับเนื้อกับตัว

“แพ” ชายหนุมเรียกเบาๆเมื่อกําลังจะผานโตะหมูมาหินใตรมไมใหญ “นั่งคุยกันกอนสิฮะ”

เขาสบตาดวยลักษณะเรียกรองของเพื่อนที่รวมประสบเหตุการณสุดระทึกมาดวยกัน แพตรีเริ่มระงับ
อารมณได แมยังไมปกติดีนัก แตพอหันมาเห็นทาทีเกๆกังๆนาขันของเขาแลวก็สงบเย็นลงทันที ดวยถือ
วาตนใกลชิดบุคคลผูทรงคุณมานาน จึงสมควรทําใจหนักแนนไดมากกวา ‘ไกตื่น’ ตรงหนา

หญิงสาวลงนั่งบนมาหินตามคําขอ ทําใหเกาทัณฑโลงอกและนั่งตาม

“เมื่อกี้หลวงตาทาน...”

ปลายเสียงขาดหวงอยางคนหายใจผิดจังหวะ เคยเสียงหลอตอนนี้หายหมด แพตรีเห็นเขาพูดติดๆขัดๆ


เลยชิงตอบเสียกอนอยางรูคําถามในใจเขาดีอยูแลว

“หลวงตาแขวนทานคงเมตตาคุณนะคะ”

“อะไรครับ?” เพิ่งทราบนามทานสมภาร “หลวงตาแขวนทานเมตตาอะไรผม?”

ถามอยางปะติดปะตอเรื่องราวไมถูกจริงๆ

“อยาใหดิฉันพูดเลยคะ ทบทวนและคิดดูดวยตัวเองก็แลวกัน ถอยคําของทานนาจะชัดเจนพออยูแลว”

เกาทัณฑสายหนา กระดาษหนังสือพิมพที่กลายเปนไฟกองมหึมาอยางพรวดพราดยังติดตาติดใจมาจน
บัดนี้ เลนเอาความคิดอานติดขัดไปสิ้น

“อธิบายหนอยเถอะ อยางนอยใหผมเขาใจบางวาเกิดอะไรขึ้น หลวงตาทานทําไดยังไง”

เกาทัณฑออนวอน และนี่ก็มิใชการหาเรื่องคุยกับสาวนอยที่เขาพึงใจ แตเปนการแสวงหาคําตอบจากผูที่


นาจะใหความกระจางได เขาเคยเขาชมมายากลระดับโลกชนิดนั่งติดเวทีมาหลายครั้ง แตบรรยากาศตาง
๓๙

กันเปนคนละเรื่อง เพราะนี่เหมือนหลุดเขาไปอยูในมิติเหนือธรรมดา กับทั้งมีพลังเขมขนบางชนิดกระทบ


กระเทือนจิตใจผิดปกติ

“ทําไมไมสนใจหาเจตนาของทานละคะ ทานทําไดยังไงนี่เกินกําลังสติปญญาของดิฉันเหมือนกัน”

เกาทัณฑสายหนาอีกครั้ง

“ทานมีเจตนาอะไร? ยอมรับวาผมงงไปหมดแลว”

“เชื่อแนวาคุณจําไดวาทานพูดไวอยางไรบาง รวมแลวจะพบขอสรุปเอง ลองอยูคนเดียวเงียบๆใชเวลาทบ


ทวนดูเถอะคะ “

ชายหนุมพยายามฝนยิ้ม เพราะสะดุดกับคําแนะของหลอนที่ให ‘ลองอยูคนเดียว’

“แพทําเหมือนรังเกียจผมจังนะ ตั้งทาจะไลใหพนๆอยูเรื่อย”

หญิงสาวชะงักนิดหนึ่งกับคําที่เหมือนตัดพอกลายๆของเขา เกรงจะเอาไปฟองปู เลยแกดวยกิริยาที่ลด


ความหมางเมินลง

“เปลาหรอกคะ เพียงแตดิฉันมีความสามารถนอยเกินกวาจะไขขอของใจตางๆของคุณได นี่พูดจริงๆนะ


คะ อยาหาวาถอมตัวเลย อยูใกลกาสาวพัสตรของหลวงตาทานมาตั้งแตเด็ก ยังไมเคยเห็นทานแสดงฤทธิ์
ถึงขนาดนี้ ทราบเพียงวาทานสอนทุกคนที่อยูใกลดวยกุศโลบายหลากหลาย และ...ตองเปนกรณีพิเศษ
จริงๆถึงจะ...”

เกาทัณฑเมมปาก เลิกคิ้วมองหญิงสาว เมื่อเห็นเงียบนานก็คาดคั้น

“ถึงจะอะไรฮะ?”

แพตรีอึ้ง วาไปหลอนก็พิศวงใจระคนครามเกรงเดชะแหงพระคุณเจาเพิ่มขึ้นเปนเทาทวี เจตนาของพระ


ระดับเกจิผูปฏิบัติชอบนั้นลึกซึ้งนัก ความคิดกระทําการของพวกทานมิไดเกิดจากอารมณชั่วแลนเฉกเชน
สามัญมนุษย ทวามักเกิดจากการเพงประโยชนที่อาจทอดระยะยาวไปในอนาคตเบื้องหนาเสมอ การ
แสดงฤทธิ์เดชในตนจัดเปนอาบัติอยางหนึ่ง หลวงตาแขวนทานเห็นอยางไรจึงยอมฝนนั้น สุดที่หลอนจะ
กลาคาดเดา

ทบทวนพระวินัยเกี่ยวกับการนี้ ก็สบายใจนิดหนึ่ง เพราะพระพุทธองคระบุไววาภิกษุ ‘ไมพึง’ แสดงอิทธิ


ปาฎิหาริยแกคฤหัสถ หากรูปใดแสดง รูปนั้นตองอาบัติทุกกฏ ซึ่งวาไปอาบัติทุกกฏจัดวาเบาสุดใน
บรรดาอาบัติทั้งปวง คือเปนการกระทําอันไมเหมาะ ไมสม ไมควร ไมใชกิจของสมณะ ใชไมได ไมควร
๔๐

ทํา แตหากแสดงฤทธิ์ชนิดจัดฉากกลลวงหวังลาภสักการะชื่อเสียง อยางนั้นโทษจะกระโดดจากเบาสุด


เปนหนักสุด คือเขาขั้นอาบัติปาราชิก ขาดจากความเปนพระชนิดที่กลับมาบวชใหมไมไดอีกเลย

แพตรีชั่งใจครูหนึ่ง กอนตอบเกาทัณฑถึงสิ่งที่ยังคางคา

“ไวถามีโอกาส คุณถามจากทานเองดีไหมคะ? ดิฉันไมกลาเดาใจทาน ถาพูดผิดเดี๋ยวจะเปนบาปเปลาๆ”

เกาทัณฑหัวเราะ แมไมทราบเหตุผลที่หลอนบายเบี่ยงแนชัด เขาก็ไดเห็นคุณสมบัติขอหนึ่งของหลอน


นั่นคือความระมัดระวังทุกคําพูดและการกระทําของตนเอง พอรูอยูบางหรอกวาในโลกนี้มีหลายสิ่งทําแลว
ใหคุณอนันตแตก็อาจยื่นโทษมหันต ทวากรณีนี้แคหลอนตอบคําถามเขาสองสามคํา จะไปเกิดผลลบผล
รายชนิดใดได

“ดูนัยนตาแพแลวเหมือนคนรูดีสารพัดเลยนะ แบงปนใหผมรูมั่งสิวาแพเก็บอะไรไวบาง”

“นอยคะ นอยมาก อยาวาถอมตัวเลย ดิฉันอานนอย ฟงนอย แลวก็รูเห็นคับแคบ ถาอยากไดความรูแจง


แทงตลอดละก็ คุยกับหลวงตาแขวนหรือคุณปูสิคะ”

สําเนียงอันเปยมไปดวยความจริงใจและตรงไปตรงมาของหลอนทําใหเขาสายหนากับตนเองเหมือนอับ
จน

“ทราบจากปูวาแพเรียนครู…แพมีคุณสมบัติที่ดีของครูอยูขอหนึ่ง คือไมพูดอยางคนรูมาก แตจะพูดอยาง


คนรูจริง”

เขาเริ่มสงบบางแลว สงบพอที่จะนั่งไขวหางใหสบายอารมณขึ้น หญิงสาวไมโตตอบประการใดกับคําสดุดี


กรุยทางอันหรูหราของเขา

“แตความรูนี่ถึงนอยก็เปนทุนไวเพิ่มวันหนาได แคเพียงใหเฉพาะสวนที่แพรู หรืออยางนอยคาดคะเนจาก


ที่เคยรู ก็ถือวาเปนการจุดแสงสวางใหคนที่ยังมืดสนิท จริงไหม?”

แพตรีถอนใจ

“อยากรูอะไรคะ?”

“หลวงตาแขวนทานทําไดยังไง?”

หญิงสาวกะพริบตาเนิบชา
๔๑

“ตามตํารา เมื่อมนุษยทําสมาธิไดอยูตัวถึงระดับหนึ่ง กระแสจิตจะผนึกรวมหนักแนนทรงพลังมหาศาล


เพงจับสิ่งใดก็มีอํานาจเหนือสิ่งนั้น หากเพงไฟแนแนวจนจิตกลายเปนไฟ มีไฟอยูในจิต กระทั่งจิตทรง
อิทธิพลอยูเหนือเตโชธาตุรอบตัว ก็อาจบันดาลความรอนใหเกิดขึ้นจริงไดตามปรารถนา

ทํานองเดียวกับดิน น้ํา และลม ขอเพียงฝกจิตจนมีธาตุเหลานี้ขึ้นใจ กระทั่งเขาใจอํานาจของตนที่มีเหนือ


ธาตุเหลานี้ ก็อาจใชจินตนาการปรุงแตงใหเกิดความเปนไปตางๆตามตองการ เนื่องจากจิตวิญญาณมี
ความสัมพันธแนบแนน และอยูเหนือดิน น้ํา ลม ไฟโดยเดิม”

คลายปรากฏพานทองแหงการยอมรับผุดขึ้นที่กลางใจ เหมือนมีความทรงจําเกาวูบไหวขึ้นมาใจกลาง
สมอง ราวกับภายในนั้นแจงประจักษสิ่งที่หลอนพูดถึงอยูแลว แตเพิ่งถูกเปดเผยในบัดนี้ เกาทัณฑยนคิ้ว
นอยๆและเงี่ยหูตั้งใจฟงเต็มที่

“หลวงตาทานเปนพระปฏิบัติ ผานแนวทางกรรมฐานมานานชั่วชีวิต คนใกลชิดจะทราบวาทานมีอภิญญา


ประเภทรูวาระจิต คือใครกําลังคิดอะไรอยู หรือมีอารมณชนิดไหนนี่อานออกหมด ดิฉันเองก็ประจักษกับ
ตัวมาหลายหน เพียงแตนึกไมถึงวาทานจะ...มีอภิญญาแกกลาขนาดนี้”

เกาทัณฑยกมือลูบคาง

“นิยามของอภิญญาคืออะไรฮะ?”

“ความรูยิ่งที่ไดมาจากอภิจิต เปนจิตในอีกระนาบหนึ่งที่อยูสูงเหนือสามัญจิตอยางพวกเรา มีอยูทั้งหมด


หกชนิด ชนิดแรกก็เชนที่เห็นหลวงตาทานบันดาลลมไฟ เรียกวาเขาขายรูวิธีแสดงอิทธิฤทธิ์ ชนิดที่สอง
คือหูทิพย ชนิดที่สามคือญาณรูใจคนอื่น ชนิดที่สี่คือญาณระลึกชาติ ชนิดที่หาคือตาทิพย และชนิดที่หก
คือความรูวิธีที่จะทําใหเกิดธรรมชาติแหงการลางกิเลสออกจากใจอยางเด็ดขาด...”

เมฆกลางฟาเคลื่อนคลอยจากการบดบังดวงอาทิตย แสงแดดที่แผดกลาสวนหนึ่งฉายลอดเงาไมลงมา
เปนลํา พรอมกันขณะเดียวกับวูบสายลมรําเพยผานสองหนุมสาว

“ธรรมชาติแหงการลางกิเลส?”

เกาทัณฑทวนคําของหลอนแผวเบา คลายมีคลื่นปฏิรูปสะทอนกองอยูในหัว ทําใหงงเควงไปชั่วขณะ

“สิ่งนี้ใชไหม ที่เรียกวามรรคผล?”

นาแปลกที่เนื้อหาทางพุทธศาสนาในตําราที่เคยศึกษาในชั้นเรียนมัธยมคอยๆทยอยขึ้นสูจิตสํานึกทีละ
ระลอกอยางเปนไปเอง

หญิงสาวพยักหนา
๔๒

“คะ อภิญญาขั้นสุดทายนี้เปนอภิสิทธิ์เฉพาะผูเดินตามทางอริยมรรค เพิ่มขึ้นจากอภิญญาหาของฤาษีชี


ไพรธรรมดา”

“ถาผมจําไมผิดและเขาใจไมคลาดเคลื่อน การชะลางกิเลสนี่ก็มีลําดับขั้นเหมือนกันใชไหม? ไมใชลางที


เดียวสะอาดบริสุทธิ์ไดเลย”

แพตรีตรึกทวนถอยคําที่ปูชนะเคยแจกแจงครูหนึ่ง กอนเริ่มถายทอดดวยใจเคารพธรรม

“ธรรมชาติการลางมีสี่ครั้ง พระพุทธเจาบัญญัติเรียกครั้งแรกวาโสดาปตติผล เมื่อเกิดขึ้นแลวยังมีโลภ


โกรธ หลงอยูเหมือนตอนเปนคนธรรมดา เพราะธรรมชาติจิตยังยอมติดกับอารมณไดแนบแนนอยู ตาง
แตเขากระแสพระนิพพานแลว รูนิพพานแลว เที่ยงที่จะหมดกิเลสสิ้นเชิงในกาลตอไป ครั้งที่สองเรียก
สกทาคามิผล เกิดขึ้นแลวราคะ โทสะ โมหะเบาบางลงมาก เพราะธรรมชาติจิตแยกจากอารมณไดงาย
เอง

ครั้งที่สามเรียกอนาคามิผล เกิดขึ้นแลวหมดกามราคะ หมดโทสะอยางสนิท เพราะธรรมชาติจิตมีความ


สม่ําเสมอในกระแสสมาธิ แตยังมีโมหะขั้นละเอียด เพราะอวิชชายังบดบัง ยังหลงคิดวาตนเปนนั่นเปนนี่
สวนครั้งที่สี่...ครั้งสุดทาย เรียกวาอรหัตตผล เมื่อเกิดขึ้นแลวจิตแทงขาดจากความครอบงําทั้งปวง แม
อวิชชาวากายนี้ใจนี้คือบุคคลเราเขาก็ไมปรากฏสักนิดเดียว จิตบริสุทธิ์ตั้งมั่น คงที่ถาวรจริง ไมกลับคืน
ไมปฏิรูปเปนอื่นอีก”

ดวยน้ําหนักคํา การใหจังหวะวรรคตอนอันกลมกลืน และวิธีออกเสียงควบกล้ําชัดเจนนาฟง รวมแลวได


ผลเปนลีลาการถายทอดที่ถูกรับรูและคลอยตามไดงายดาย จนเกาทัณฑตองลอบมองอยางแอบทึ่งใน
ความเปนสตรีที่กอปรพรอมทั้งรูปสมบัติและคุณสมบัติชั้นเลิศของหลอน

กระแอมทีหนึ่งอยางพยายามเอาตัวเองออกมาจากบวงเสนหที่หลอนมิไดมีเจตนาคลอง

“หลวงตาทานเปนพระอรหันตหรือเปลาฮะ?”

“นั่นแหละคะสิ่งที่ดิฉันตอบไมไดอยางแนนอน และก็ไมอาจเอื้อมที่จะเดาดวย ใครจะเปนพระอริยบุคคล


ระดับไหนนั้นทานรูอยูแกใจ แตสิ่งหนึ่งที่ดิฉันบอกไดก็คือผูสามารถแสดงฤทธิ์ใชจะตองพระอริยบุคคล
เสมอไป อยางที่บอกแลววาอภิญญานั้นมีหลายชนิดและก็แยกกันเด็ดขาด บางทานอาจมีหนึ่งอยาง บาง
ทานอาจมีหลายอยาง ขึ้นอยูกับวาสนาเฉพาะตัว ถาทานมีบารมีสูงมากก็อาจมีอภิญญาครบพรอมทั้งหก
คือมีความสามารถพิสดาร แลวก็เปนพระอรหันตดวย ซึ่งเทาที่รู...หายากมาก”

อีกระลอกสายลมหนึ่งพัดผานมา เกาทัณฑเห็นหลอนทอดตามองกิ่งไมไหว เห็นความสงบใจในดวงตา


สวยหวาน ดูทีหลอนเปนคนมีความสุขไดงายๆอยางนาอิจฉา ใครอยูใกลก็พลอยรูจักความสงบชนิดนั้น
ตามไปดวย
๔๓

“เพราะอะไรฮะ เมื่อมีพลังจิตสูงพอ ทุกอยางก็นาจะอยูในวิสัยไมใชหรือ หากมีกําลังจิตสูงขนาดลุ


อภิญญาขั้นสุดทายได ก็นาจะครอบคลุมอภิญญาขั้นตนทั้งหมดเหมือนกัน อา...นี่คิดเอาตามการคาด
หมายของผมนะ วาสิ่งดีที่สุดนาจะครอบงําสิ่งที่อยูลางๆลงมา”

“อภิญญาขั้นสุดทายที่มีไวลางกิเลสนั้น จัดวาประเสริฐสุด แตใชวาทรงอํานาจครอบงําสูงสุดนะคะ คนละ


อยางกันเลย เหมือนคนจบปริญญาแลว ทํางานรับผิดชอบตัวเองไดแลว ไมจําเปนตองเลนกีฬาเกงเทา
เด็กมัธยมบางคน อยางที่บอกแตแรกวาอภิญญาแตละชนิดแยกเปนเอกเทศจากกันเด็ดขาด ไมอิงอาศัย
หรือมีอยางหนึ่งแลวตองมีอีกอยางดวย

และตามที่เคยไดยิน พระอริยบุคคลทานไมคอยนิยมเรื่องฤทธิ์เดชกันเทาไหรหรอกคะ เพราะเปนเรื่อง


สนุกเกินไปสําหรับดวงจิตที่รักสุญญตภาพของทาน ผูที่ชอบเรื่องพรรณนี้โดยมากเปนพระโพธิสัตว พวก
ทานมีบารมีสูงกวาพระอริยบุคคล ปรารถนาความเปนพระพุทธเจาในอนาคตเบื้องหนา ไมอยากถึง
นิพพานดวยการเปนสาวก ตองการถึงดวยตนเองกับทั้งสามารถนําพาคนอื่นไปดวยมากๆ แลวก็มีอัจฉ
ริยภาพทางจิตสูง อุดมดวยอิทธิบาทสี่เหมาะกับการเลนฤทธิ์เลนเดชสรางบารมี”

เขาเคยไดยินคําวา ‘พระโพธิสัตว’ มาหลายครั้งหลายครา แตคราวนี้ฟงดูมีความพิเศษนาฉงน อาจเปน


เพราะหลอนโยงมาเกี่ยวของกับฤทธิ์อภิญญา หรือเพราะหลอนขยายคุณสมบัติดวยการบวกคําวา ‘อัจฉ
ริยภาพทางจิต’ เขาไป เขาชอบคํานี้ เพราะปลุกเราสํานึกในอัตตาทั้งสวนตื้นและสวนลึกเอาเรื่อง

โดยนัยการจาระไนไขความของหญิงสาว เกาทัณฑเกือบสรุปวาหลวงตาแขวนไมใชพระอรหันต ทาน


เปนพระโพธิสัตว นั่นเปนอีกจุดหนึ่งที่นาสนใจสําหรับเขา เพราะสวนลึกรูสึกวาตนหางไกลจากคําวา
‘อรหันต’ พิกล สัมผัสแผวเต็มที

“พระโพธิสัตวนี่ทํายังไงถึงจะไดเปนฮะ?”

“ก็...”

หลอนอึกอักไปชั่วขณะ เมื่อหันมาเห็นดวงตาดําลึกที่ฉายอํานาจประหลาดของเขา

“แคอยากเปนก็ไดเปนตอนนั้นแลวละคะ”

เกาทัณฑเลิกคิ้วเล็กนอย

“งายขนาดนั้นเลยหรือ?”

“คะ” คิดหาอุปมาอุปไมยเปนครู กอนอรรถาธิบาย “เหมือนตื่นเชาตั้งใจวาวันนี้จะทําแตความดี ขณะที่คิด


นั้นก็เปนคนดีแลว ยังไมตองลงมือกอกุศลดวยการพูดหรือลงมือกระทําจริง”
๔๔

“แตระหวางวันพอเจอเรื่องยั่วใจใหเขวอยากทําชั่ว ก็เปลี่ยนเปนคนชั่วไดใชไหม?”

ชายหนุมแยงเบาๆตามความนาจะเปน

“คะ ชาวพุทธทั่วไปเมื่อศึกษาพุทธศาสนา เห็นคาของพระธรรมคําสอน เห็นคุณของพระพุทธองคที่โปรด


เวไนยสัตวไดมากมาย บําเพ็ญตนเปนประโยชนกวางขวาง หลายคนก็นึกปรารถนาจะทําเชนนั้นบาง
โดยมีความคิดอุทิศตนเปนทานแกหมูชนไมเลือกหนาเปนที่ตั้ง ก็ไดจิตชนิดที่เปนพระโพธิสัตวแลว แต
แคเพียงดวยเจตจํานงและแรงปรารถนาประการเดียว ยังไมเที่ยงที่จะไดเปนพระพุทธเจาในอนาคตชาติ
หรือไม ทานใหเรียก ‘อนิยตโพธิสัตว’

หลังจากอนิยตโพธิสัตวผานการเวียนวายตายเกิด บําเพ็ญคุณงามความดี พบพุทธศาสนาหลายๆครั้ง


เขา เห็นพุทธคุณแลวปลาบปลื้ม คิดปรารถนาจะทํามหากรุณาเชนพระพุทธเจาซ้ําแลวซ้ําเลา จนเงา
กรรมที่ทอดยาวไปเบื้องหนาแจมชัดพอ กับทั้งไดพบพระพุทธเจาสักพระองคเพื่อตรัสพยากรณ เปน
กําลังใจใหทราบชัดวาตนเที่ยงที่จะเปนพระพุทธเจาองคหนึ่งในอนาคตแนแลว อยางนั้นจึงจะเรียกวาเปน
‘นิยตโพธิสัตว’ เหตุที่มั่นใจก็เพราะคําของพระตถาคตนั้นไมเปนสอง เมื่อตรัสวาสิ่งใดจะเกิด สิ่งนั้น
เหมือนเกิดแลว รอแตเวลาคลี่คลายมาถึงเทานั้น”

เกาทัณฑกะพริบตาสองหน

“ทีแรกผมนึกวาพระโพธิสัตวหมายถึงผูมีจิตใจประเสริฐสูงสงหาที่ติไมได หรือเทพเจาในตํานานซึ่งมีหนา
ที่ชวยเหลือมนุษยอะไรทํานองนั้น”

“ถานับกันโดยนัยของขณะจิตที่คิดเสียสละ อธิษฐานขอเปนพระพุทธเจาเพื่อนําเวไนยสัตวใหพนทุกข ตัว


เองเดือดรอนทรมานเนิ่นนานอยางไรก็ชาง ตองถือวาเปนผูมีจิตใจประเสริฐสูงสงจริงๆคะ ทานวากําลังใจ
ตองยิ่งใหญเหมือนแผนฟามหาสมุทร”

“ฉะนั้นควรสันนิษฐานวาเมื่อเปนนิยตโพธิสัตวแลว จะตองมีนิสัยเสียสละ ประเสริฐสูงสงสมภูมิความดี


ดั้งเดิมใชไหม?”

แพตรีมองเขาดวยแววนิ่งครูหนึ่ง กอนตอบเรียบๆวา

“ก็ไมจําเปนนักหรอกคะ บางชาติอาจเดนเพียงบารมีดานใดดานหนึ่ง บางชาติอาจเดนหลายดาน หรือ


บางชาติก็แทบไมมีโอกาสสะสมอะไรเพิ่ม โดยเฉพาะเมื่ออยูสูงหรือต่ํากวาภูมิมนุษย”

“เอ…ถาการปรารถนาเปนพระพุทธเจาตองใชเวลาเปนชาติๆ อยางนี้กอนอื่นตองเชื่อเรื่องเวียนวายตาย
เกิดใชไหม?”
๔๕

“คะ ถาขาดปจจัยใหพรอมลงอธิษฐาน เชนขาดความแจมแจงถองแทเกี่ยวกับภพชาติและการเวียนวาย


ตายเกิด ก็ไมเกิดจิตคิดปรารถนาขึ้นมาไดตามจริงหรอก”

เกาทัณฑเมมปาก กะพริบตาถี่ๆ

“ถามหนอยนะ แพเชื่อเรื่องชาติกอนชาติหนารึเปลา?”

“คะ…เชื่อ”

“เรื่องทํานองนี้มีวิธีพิสูจนที่แนนอนไหมฮะ?”

“มี...แตยากมาก อยางที่เมื่อกี้คุยกันไปแลวไงคะ การระลึกชาติเปนอภิญญาชนิดที่สี่ หากทําสมาธิจนแก


กลาเขาขั้นอภิจิต ก็ฝกระลึกเอาได”

“แพเห็นดวยตัวเองแลวจากอภิญญาชนิดนั้น?”

คราวนี้หลอนสายหนา ทําใหเขาผิดหวังเล็กนอย

“งั้นเลาใหฟงถึงเหตุจูงใจใหเชื่อหนอยไดไหม?”

พอเห็นหญิงสาวทําทีอึดอัดที่จะเฉลย ก็ปลอบแกมคะยั้นคะยอ

“อยาเขาใจวาซักไซไลเลียงวุนวายเลยนะ ผมเห็นแพอยูใกลชิดผูใหญผูรูธรรมถึงสองทาน คงไมใชสักแต


เชื่อตามตําราหรือโบราณวาไว หากมีหลักการที่ขยายความคิดผมใหกวางขวางตามได ก็อาจเปน
ประโยชน เปดหูเปดตา เหมือนอยางที่ประจักษอิทธิฤทธิ์อภิญญาจากหลวงตาทานมาแลว”

แพตรีทอดจับใบหนาของเขาเต็มหนวยตา จนเกาทัณฑใหฉงนขึ้นมาอีกคํารบวาแฝงเลศนัยชนิดใดไวกัน
แน รูวาหลอนคิด แตคิดอะไรไมรูนี่ชวนใหจุกอกจุกใจเสียจริง เดี๋ยวก็ฝกอภิญญาอานใจคนมาเจาะดูเสีย
หรอก

นานครูหนึ่งกอนหลอนจะตอบเสียงนิ่ม

“มีบางสิ่งในชีวิตที่ทําใหดิฉันรูวา ‘ใช’ แตขอใหเปนเรื่องเฉพาะตัวเถอะคะ อยาเชื่อหรือไมเชื่อเรื่องพวกนี้


เพราะถามจากคนอื่น ผูรูทานไมสรรเสริญ”

“แพปดเปนความลับอยางนี้ ถาผมอยากรู หรือเชื่อมั่นไดเหมือนแพบาง จะทราบยังไงวาตองเริ่มจากตรง


ไหน?”
๔๖

ถามยิ้มๆแบบใหเห็นวาเขาวอนขอคําตอบดีๆ แพตรีมองคนชางซักอยูพักหนึ่ง กอนเอยทั้งสายตาจับอยู


กับใบหนาเขาสนิท

“บางเรื่องคงเปนวิถีทางเฉพาะตัว เหมาะสําหรับคนบางคนเทานั้นมั้งคะ ถึงใชคาถาบทเดียวกัน ตอให


สวดรวมเรียงเคียงขาง ก็อาจใหผลแตกตางเปนคนละแนว”

ชายหนุมอึ้งงันดวยความแปลกใจ อุปาทานหรือเปลานี่ ตอนทายคลายสําเนียงหลอนแปรงปราไป และ


ปุบปบเหมือนเขาถูกรายลอมดวยกระแสเศราที่กระจายจางมาจากหลอน เมื่อกี้ยังเย็นสนิทเหมือนสาย
ธารสะอาดใสอยูแทๆ

“ฮะ…เอาเปนวาผมใชวิธีเดียวกับแพไมได ชางเถอะ ใครจะรู ผมอาจมีพรสวรรคในเรื่องการระลึกชาติ


เปนพิเศษ ถาขอฝกกับหลวงตาแขวนอาจสําเร็จภายในครึ่งชั่วโมงก็ได”

มีแววสมเพชจากดวงตาที่เคยวางอุเบกขาเปนนิจ แตก็จางหายไปอยางรวดเร็วจนเกาทัณฑไมแนใจวา
แววชนิดนั้นเกิดขึ้นหรือเปลา เขายิ้มนิดหนึ่ง อยากใหหลอนรูเห็นวาที่ผานมา เมื่อตั้งใจจริงแลว เขาเปน
ทําไดสําเร็จเสมอ แมตองใชความพยายามจนดูเหลือวิสัยปานใดก็ตาม

ชายหนุมผินหนาไปทางทิศที่ตั้งของวัดทางนฤพาน สายลมเย็นหอบมาอีกระลอก คราวนี้แรงกวาครั้ง


กอนๆจนเหมือนพัดพาบางสวนในตัวเขาปลิวหายไปดวย

เวนระยะระบายลมหายใจยาวอยางคนที่ผอนคลายลงไดชั่วขณะหนึ่ง

“วัดในกรุงเทพฯนี่มีแตชาวบานนุงจีวร หาพระไมคอยเจอ เลนเอาผมนึกวาโลกสิ้นพระเสียแลว ตอน


เด็กๆเคยชอบใสบาตรเหมือนกัน แตโตๆมานี่ไมเคยเลย เพราะเห็นพวกชาวบานนุงจีวรแลวเสื่อม
ศรัทธา”

แพตรีฟงเขาพูดโดยปราศจากความเห็น

“เรื่องคิดจะบวชตามประเพณียิ่งไปกันใหญ ผมไมใชคนยึดถือความเชื่อสืบตอกันมา จะทุมเททําอะไรตอง


เห็นประโยชนตามจริง เคยเขาไปเยี่ยมเพื่อนที่ลาบวชสิบหาวัน เห็นสภาพแลวอายแทน คือมันขอขาว
จากชาวบานกินไปวันๆอยางกับ...”

เกือบหลุดคําพูดคอนขางแรงออกไป หากแตยั้งไวเมื่อจังหวะนั้นพอดีกับที่เหลือบมาเห็นดวงหนาสงบ
ละไมของหญิงสาว

“...อยางกับสิ้นปญญาตองลวงขาวชาวบานกิน”

ตอคําพูดตัวเองจนจบอยางไมชอบคางคา ทวาดัดแปลงใหนุมนวลลงกวาที่ตั้งใจพูดแตแรก
๔๗

พอเขาเงียบหลอนก็เงียบ สบตากันพักใหญ เขาวาเขาเห็นรอยระคางซอนอยูเบื้องหลังประกายออนและ


เปยมไมตรีจิตแนๆ ตาไมฝาด ไมไดคิดไปเอง อยากถามตรงๆใหหายของใจ แตจะปนคําพูดอยางไรดี
ละ…

แพโกรธผมหรือเปลานี่?

มีความผิดอะไรที่ผมควรจะรูตัวบางไหม?

ผมทําใหแพรําคาญมากกระมัง?

คําถามวิ่งวนอยูแตภายในขอบขังของตนเอง แตก็อาจสื่อผานประกายยิ้มในดวงตาออกไป เมื่อตางฝาย


ตางนิ่งในความแปลกหนาที่คลายเคยคุน สุดทายก็เหมือนลองดีกันอยูในที ตอเมื่อนานครูหนึ่งหญิงสาว
จึงเปนฝายเลี่ยงไปเมื่อเห็นวาหาสาระมิได

“นึกออกแลว!”

แพตรีสะดุงนิดๆ อยูไมอยูเขาก็แกลงตบเขาฉาด ระเบิดอุทานดังๆราวกับพวกเชียรมวยตู

“หลายปกอนที่ผมเคยมาเยี่ยมปูกับพอ เห็นเด็กผูหญิงผมมานั่งบีบนวดปูบนเรือนก็แพนี่เอง แพเปลี่ยน


ไปเสียจนผมเห็นทีแรกจําไมไดนะนี่”

คราวนี้หญิงสาวปรายตาเฉี่ยวผานเขาแวบหนึ่ง เปนแวบที่เผยรองรอยขุนขึ้งอยางไมปดบังเปนครั้งแรก

แตขุนที่เขาแกลงใหตกใจเดี๋ยวนี้ หรือขุนที่เขาทําสิ่งใดไวเมื่อหนไหนนี่ยังนากังขาอยู...

“ผิวสวยขึ้นราวกับเปนคนละคนเลย แพวาเปนอิทธิพลของพระศาสนาหรือเปลา ใครปฏิบัติดีก็เห็นผลดี


ทันตาอยางนี้เอง”

หลอนคงถูกผูชายรุมจีบอยูทุกเมื่อเชื่อวันจนชินกระมัง จึงมีสีหนาทาทางเปนปกติทุกอยาง

“ถาจับแพไปออกรายการธรรมะทางทีวี คดีอาชญากรรมอาจลดลงก็ไดนะ ดูสิเนี่ย ไมยิ้มก็เหมือนยิ้ม


ตอนชักชวนใครทําดี ยืนยันวาสวรรคมีจริง ลูกเด็กเล็กแดงคงเชื่อหมด”

แมงามงอนยังเฉยเมย ริมฝปากปดสนิท แนนิ่งราวกับดิ่งอยูใตน้ํา เกาทัณฑชักนึกสนุก อยากดูซิวาตอน


หลอนหมั่นไสใครจนหนาเขียว จะออกหัวออกกอยอยางไร

“วาไปแลวผมนี่ก็เปนคนใจบุญสุนทานอยูเหมือนกันนา ของแบบนี้ถึงไมปรากฏชัดใหคนอื่นเห็น แตเรา


เองก็รูสึกอยูในใจ…”
๔๘

คําทายๆกลาวลากชาพรอมกับโหยงมือเกาะอก

“ถาผลกรรมติดตามเรามาแตชาติปางกอนจริง ก็เปนเรื่องนายินดีที่ไดประจักษวามีบุญตามมาอุปถัมภผม
แลว ชาตินี้เกิดมาไมเดือดรอนเรื่องความเปนอยู ถึงเวลาก็ไดปูชี้ทางธรรมะ ไดแพพาไปพบพระดี เรียก
วาบุญตอบุญ เห็นไดชัดวาชาติหนาเกิดใหมคงหลอเหลาเหมือนพระเอกหนังอยางที่ตะกี้หลวงตาทานชม
อีก”

รูสึกรื่นรมยเมื่อเห็นมุมปากของหลอนเบะนิดๆจนได ผูหญิงคนนี้ขนาดเบะปากยังสวยเลย เพิ่งซึ้งวาจิต


ใจที่งดงามอยางแทจริงยอมไมปรุงกิริยานาชังออกมา แมเขมนใครสุดจะกลั้นก็ตาม

ขณะที่กําลังจะทํากอรอกอติกเปนเรื่องเปนราวอยูนั่นเอง ก็ใหมีเสียงขัดจังหวะดังมาจากหนาประตูรั้วเสีย
กอน

“พี่แพฮะ”

เกาทัณฑเห็นหญิงสาวเหลียวไปตามเสียงเรียก มานตาเบิกกวางดวยความยินดี

“มติ!”

หลอนรองออกมาเสียงแหลม ก็ไมเบานักหรอกสําหรับความดีใจของผูหญิงคนหนึ่ง เกาทัณฑเหลียวตาม


ตองชะโงกนิดหนอยเพราะตนไมบัง แพตรีรีบลุกออกไปหาเด็กหนุมคนนั้นทันที ดูทาวาจะลืมสนิทไปเลย
วามีเขานั่งอยูดวย

“เปนไง กลับมาถึงเมื่อไหร?”

หางกันแคเกาทัณฑไดยินถนัด เห็นผูเปนอาคันตุกะหนาเรี่ยลงเมื่อหันมาสังเกตเห็นเขาเขา นายคนนั้น


กระซิบอุบอิบแบบที่หญิงสาวไดยินเพียงคนเดียว

“ไมทราบวาพี่แพมีแขก นึกวานั่งคนเดียว ขอโทษที่เรียกฮะ”

หญิงสาวยังอมยิ้ม ไขกุญแจเปดประตูรับแขกใหมหนาตาเฉย

“เขามากอน”

นั่นเปนจังหวะเดียวกับที่เกาทัณฑลุกขึ้นยืน

“ผมขอตัวขึ้นไปหาคุณปูนะฮะแพ”

ฝนทําเสียงเปนปกติ แตคนคุยดวยมากอนรูดีวากรอยลงกวาเดิมเยอะ
๔๙

“คะ”

ไดเห็นเรียวปากคูงามสยายเปนรอยยิ้มรื่นเหมือนโลงอก ยังผลใหแสบคันคะยิกที่กลางอกแทบดิ้นแลว
เกาทัณฑก็กลับหลังหันกาวดุมขึ้นเรือนทันที สติขาดหาย อกใจไหวสั่น เดินอยางไมเปนอันรูวาเดินไป
ทําไม ขนาดเห็นปูยังไมรูเลยวาเห็น

“อาว! วาไงนายเต มาอีกแลว”

เกาทัณฑไดสติ ยกมือไหวปูแลวนั่งลง หนาตาหมนหมองจนปูตองทัก

“ไปทําอะไรมาละนี่ หนาตาถึงไดช้ําๆพิกล วันนี้โชคไมเขาขางรึไง?”

ผูเปนหลานยิ้มไมออก

“สบายดีเหรอฮะปู?”

ถามเสร็จก็คิดไดวาเพิ่งมาเยี่ยมปูเมื่อวาน คําถามนี้เอาไวสําหรับคนไมเจอกันนานๆตางหาก จึงรีบกลบ


เกลื่อนกอนปูทันตอบ

“ผมซื้อองุนกับเงาะมาฝาก”

วาแลวก็แทบตบหนาผากตัวเอง เพราะกระเชาผลไมยังอยูในรถ ลืมนําติดมือขึ้นมาดวย นี่เดินขึ้นเรือน


ตัวเปลาแทๆดันบอกออกไปแลว

ปูชนะพยักหนา

“อือม ขอบใจ วางไวแถวๆนั้นแหละ เดี๋ยวหิวแลวจะกิน”

ปูชวยแกเกอหรือประชดก็ไมทราบ เกาทัณฑรูสึกแนนหนาอกจนตองแคนหัวเราะระบาย

“ปูนั่งอยูแตบนนี้ทั้งวันไมเบื่อมั่งหรือไงฮะ?”

ถามดวยเสียงพาล

“เอา! คนแกจะใหทําอะไรละ อยูบนนี้ไมตองไปนอนโรงพยาบาลหรือสถานเลี้ยงดูคนชราใหเดือดรอนลูก


หลานก็ดีขนาดไหนแลวฮึ”
๕๐

โสตประสาทคลายใกลหยุดทํางาน ชายหนุมทอดตามองออกไปนอกเรือนซึมๆ เห็นแวบเดียวก็รูวาสนิท


กันขนาดไหน สงเสียงเรียกเสียแหลมเปยวไปเลย ยินดีปรีดาออกนอกหนาเหมือนจะบอกเขาใหทราบ
เปนนัยอยางนี้คงชัดพอแลวกระมัง

นาแปลก เขาไมเคยยี่หระเลยถาจะตองตอกรทําศึกชิงนางกับใคร แตทําไมแคเห็นหนาไอหนุมเมื่อวาน


ซืนทาทางเหมือนไมมีสตางคขึ้นรถเมลคนนั้นทีเดียว ถึงกับรูสึกเหมือนคนแพทั้งที่ยังไมไดเริ่มสูอยางนี้
ได

จริงซี...รอยยิ้มโลงอกที่มีเหตุมาผลักไสเขา มีคูตุนาหงันมาปรากฏอวดตางหาก ที่บาดจิตบาดใจ กัดลึก


เกินจะรับ คนอยางเขาเคยเจอยิ้มชนิดนี้เสียที่ไหน

“นั่นซีฮะ” เขาตองคิดทบทวนอยูอึดใจกวาจะนึกไดวารับคําปูเรื่องอะไร “ดีแลวที่ปูแข็งแรงอยูตลอดเวลา


มีหลานดีๆคอยดูแลก็หยั่งงี้แหละ”

ปูชนะจิบน้ําชาซึ่งเห็นวางอยูขางกายทานเสมอ เกาทัณฑมองตาม แลวจูๆก็คิดถามทาน

“ตอนปูมียา ปูรูสึกวาเปนเรื่องยากลําบากไหมฮะ ผมหมายถึงวาเวลาเราเจอใครสักคนที่อยากอยูดวย


ตลอดไป เราออนไหวจนเห็นเรื่องขี้ผงกลายเปนเรื่องใหญโตเหลือฝนเสมอหรือเปลา?”

นัยนตาอันดําสนิทตางจากผูสูงวัยทั่วไปเล็งแลมายังชายหนุม แลวเบนไปทางอื่นเชื่องชา กอนหัวเราะ


เอื่อยๆในลําคออยางคนผานรอนหนาวมาจนเจนใจ จะเพราะอะไรก็ตาม เกาทัณฑเกิดความอบอุนและ
เหมือนไดรับการปลอบประโลมจากเสียงหัวเราะต่ําทุมนั้น

“ก็เจอกันทุกคนแหละเต”

ปูชนะกลาวในที่สุด เกาทัณฑนิ่งฟงอยางเงียบงัน

“และตอไปเมื่อมีลูกเมียใหรับผิดชอบ แกจะยอนมองกลับมาเห็นความเหลือฝนอยางเดี๋ยวนี้เปนแคปญหา
ขั้นเริ่มตน เปนเพียงหนึ่งในเรื่องราวนอยใหญประจําชีวิตคู มันก็แคความรูสึกวูบวาบนั่นแหละที่ใหญเกิน
ตัวปญหาไปจนถึงกับเห็นวาเหลือฝน”

“เหรอฮะ”

เกาทัณฑเอยรับเปนทํานองทอดอาลัยระคนขบขันวิธีเลนตลกของชีวิต พยายามเลื่อนตัวขึ้นนั่งตรงเมื่อ
รางคลายจะเลื้อยตกเกาอี้ลงไปทุกที

“เมื่อกอนผมวาบรรดาพรรคพวกที่จริงจังกับความรักนี่มันโงเงา” ชายหนุมยิ้มเฉียง “แตเดี๋ยวนี้ชักเห็นใจ


ไอพวกนั้นขึ้นมาบางแลว”
๕๑

ปลายเสียงของเขาหายไปลอยๆ

“ก็งั้นแหละ” ปูชนะวา “เราจะเห็นใจใครไดจริงๆก็ตองมีหัวอกเดียวกันเสียกอน มายงั้นจะรูรึวาความทุกข


ของเขานาเห็นใจยังไง”

“ถาคําสอนของพระพุทธเจาดับทุกขไดสนิทจริง ผมก็ชักเห็นคาบางแลว”

เกาทัณฑวาแบบลอยตามลมไปแกนๆ

“ยังไมตองไปถึงขั้นดับทุกขสนิทก็เห็นคาเดี๋ยวนี้ได”

น้ําเสียงทอดเนิบของปูมีแรงจูงใจใหตามฟง

“อยางที่เราคุยกันวันกอนไง เรื่องทุกขเรื่องรอนอะไรนี่แหละ วันนั้นยังวางๆ ไมมีตัวอยาง ตอนนี้ทุกขมา


แสดงตัวแลว ลองดูที่อกใจของแกซี ถอดโขนของหนาตาตัวตนแกออกไปใหหมด เหลือแตใจอยางเดียว
จะเห็นเองวาหนาตาความทุกขเปนยังไง”

เกาทัณฑสังเกตจิตใจตนเอง เห็นความวาวุนอยูกลางอกจริงๆ

“ในทุกขนั้นมีภาพใครคนหนึ่งปรากฏรวมอยูดวยใชไหมละ ใครคนนั้นแหละที่เขาเรียก ‘ตนเหตุทุกข’ ถา


แกนึกถึงภาพตัวตนเหตุได ก็จะรูวาอาการยึดไวเปนอยางไร พอรูจักอาการยึดก็มองออกวาจะปลอยดวย
ทาไหน ปลอยเมื่อไหรใจสบายวาบขึ้นมาเมื่อนั้น”

ชายหนุมนึกถึงดวงหนาเดนของหญิงสาวที่คลายคมมีดกรีดอก สัมผัสไดถึงใจที่พุงเขาสูมโนภาพดวง
หนาหลอนอยางแรง เห็นจริงเห็นจังวานั่นเองอาการที่จิตเขายึดเหตุ อันไดผลเปนความทุกข พอลอง
เปลี่ยนเปนตรงขาม ถอนอาการยึด อาการหลงหาเสีย ก็คลายมโนภาพงามที่ตามหลอกหลอนทุกขณะจิต
พลอยสลายตัวเปนอากาศธาตุไปดวย สบายหัวอกขึ้นทันที

เหมือนปลอยมือจากเชือกใหวาวหลุดลอยลม ไมหนักมืออีกตอไป

“ตัวปลอยนั่นแหละที่ทานเรียก ‘ทาง’ ตัวสบายที่ขึ้นมาแทนที่ความวุนวายใจนั่นแหละที่ทานเรียก ‘ความ


ดับทุกข’ เมื่อทําได ก็เหมือนรูจักอริยสัจสี่เบื้องตนแลว”

เกาทัณฑกะพริบตาปริบๆ โลงอกไปถึงไหน วางสบายอยางนาพิศวง เหมือนเสนผมบังภูเขาถูกยายออก


พนความเขลาที่เคยหวงตนเหตุทุกขไวนิดเดียว พอเลิกหวงได ปลอยวางตนเหตุออกจากใจได ก็กลาย
สภาพใหมเปนตรงขามทันที เหมือนพลิกฝามือจริงๆ

เมื่อชายชราเห็นผูเปนหลานกระจางใจในอริยสัจสี่ขึ้นมาเปนครั้งแรก ก็กลาวเสริม
๕๒

“อุปาทานดับชั่วคราวก็ดับทุกขชั่วคราว เชื้ออุปาทานดับสนิทก็ดับทุกขไดสนิท แกจะเห็นคุณคาของพระ


ธรรมคําสอนมากกวานี้ ถาไดรู และไดประสบพบวาความทุกขรออยูเทากองภูเขาในอนาคตชวงอื่นๆอีก
และอีก กับทั้งเห็นซึ้งวาภาวะของการดับทุกขอยางสนิทนั้นแสนสบายเหลือเชื่อยังไง”

หลานชายตรองนิ่งเปนครู ภาพบาดใจของหญิงสาวเวียนผานมาเขาหัวอีกระลอก คราวนี้เขาไมตั้งใจขจัด


ทิ้ง ความรุมรอนออนใจก็เกิดขึ้นอีก จนตองหัวเราะหึๆ

“ปูไมถามเลยนะวาเธอที่เปนตนเรื่องคือใคร บานชองอยูแถวไหน”

“ถามไปทําไม ปูเคยรูจักผูคนในชีวิตแกสักรายเมื่อไหร พอแกบอกจะใหปูรองออออกมายาวๆเหรอะ?”

คอนขางโลงอกที่ปูไมระแคะระคาย ทั้งที่เรื่องมันจุดไตตําตอแทๆ

“กอนผนวช พระพุทธเจาทานเคยมีทุกขมามากหรือฮะ ถึงตองออกแสวงทางพนทุกข”

“ก็แลวแตวาแกจะถืออะไรเปนมาตรวัดความทุกข อยางถาเอาเรื่องความรักไปวัดละก็ พระองคทานไมได


มีความทุกขเหมือนอยางแกหรอก ตรงขาม พระองคทรงมีชายาอันเปนที่รัก พระนางมีคุณสมบัติเลอเลิศ
เหนือสตรีนางใดในยุคเดียวกัน คิดเอางายๆนะ ขออนุญาตยกตัวอยางใกลๆ อยางยายแพของฉันนี่ ไม
ไดหนึ่งในรอยหรอก”

ชายหนุมสะดุงไหวอยูภายใน เหลือบตามองปูก็ไมเห็นพิรุธ จึงคอยๆผอนลมหายใจทีละนอย พูดโตตอบ


ตามปกติ

“อยางที่ปูบอก ถาไมใชหัวอกเดียวกันก็ไมเห็นใจกัน พระองคเผยแผพระสัทธรรมก็ดวยตองการใหใครๆ


พนทุกขตามพระองค ทีนี้พระองคมีทุกขอยางไรละครับ...เรื่องครองราชสมบัติ?”

“เรื่องการงานและความสามารถทางโลกนะพระองคไมทรงเกี่ยงงอนหรอก แกเคยไดยินขาวเด็กอัจฉริยะ
ประเภทเรียนมหาวิทยาลัยตั้งแตอายุสิบเอ็ดใชมั้ย นั่นแหละ เทาหนึ่งในรอยหนึ่งในพันของพระองคสมัย
ปฐมวัย แคเรื่องครองบานครองเมืองนะสบายมาก เพียงแตพระองคไมทรงยินดีในราชสมบัติและความ
เปนพระเจาจักรพรรดิเทานั้น”

เกาทัณฑเกือบจะหลุดคําถามวา ‘รูไดอยางไร’ ออกไป แตดวยกําลังโศกเลยครานที่จะซัก ชายาก็ดีกวา


หลานสาวคนดีรอยเทา ตอนปฐมวัยก็เกงกวาเด็กอัจฉริยะยุคไฮเทครอยเทา ปูคงจําจากตํารามาขยาย
ความตามอัธยาศัยกระมัง

“สรุปแลวผมไมเห็นเลยวาพระองคจะตองเปนทุกขดวยเรื่องอะไร ใชสามัญสํานึกเอาไดนี่ครับ ผูชายสัก


คนดีพรอมไปหมด แถมมีคูที่ตองตาตองใจใหอีกคน อยางนี้จะรูจักทุกขยังไงไหว”
๕๓

“ทุกขที่พระองคมีเหมือนทุกคนคือเกิด แก เจ็บ ตายไงละเต”

ชายหนุมสายหนาอยางไมเชื่อทันที

“ผมเคยเรียนมาฮะ แลวจากวันแรกที่เห็นเหตุผลของพระองคในแบบเรียนจนกระทั่งคิดอะไรเองไดทุกวัน
นี้ ผมก็ยังไมเชื่อจากตนจนปลายวาคนเราเห็นทุกขแคนั้นแลวถึงกับจากบานจากเมืองและสิ่งอันเปนที่รัก
ทั้งหลายเขาปาเพื่อแสวงหาทางหลุดพน พระองคตองไมไดมีชีวิตอยูในโลกของความเปนจริงแนถาถือวา
ตํารากลาวไวถูก”

เกาทัณฑเมมปาก เห็นปูยิ้มๆโดยไมตอบโต ตอนนี้เหมือนเครื่องติด เขาวาพอไดใชเหตุผล ไดพูดจาเสีย


บาง ก็ทําใหความโศกจางลงดีเหมือนกัน จึงนึกอยากวาตอตามความเห็นอันเต็มไปดวยความรูจักคิดของ
ตนใหแตกกิ่งกานยิ่งขึ้น

“ดวยวัยยี่สิบเกาซึ่งยังหนุมแนน รางกายแข็งแรงขนาดบุกปาฝาดงตามลําพังได มีที่ไหนจะสัมผัสทุกขอัน


เกิดจากความเจ็บความแกละครับ แลวอยางเรื่องที่พระองคบรรลุธรรมก็เหมือนกัน ตํารากลาวไวคลุม
เครือเหลือเกิน ตอนทองหนังสือสอบนี่ผมสงสัยเปนที่สุดวาขั้นตอนในการนึกรูวิธีบรรลุธรรมของพระองค
เปนยังไง เพราะเบื้องตนก็กลาววาพระองคหนีจากบานเมืองมาใชชีวิตแบบฤาษี แตทําๆไปก็เห็นวายังไม
ใชทางออกที่ถูก

เสร็จแลวเกิดความคิดขึ้นใหมวาถาลองทรมานตัวเองลดกิเลสลงอาจไดผล แตลองดูหลายปก็เห็นวาไมใช
อีก เลยคิดอีกครั้ง เอาทางสายกลาง ไมสุขไมทุกข เรียกวามรรคแปด มีอะไรมั่งผมลืมไปหมดแลว นั่งอยู
ใตตนไมคืนเดียวบรรลุเลย ผมไมเขาใจวาการเอาความไมสุขไมทุกขมาเปนตัวยืนแลวจะโยงมาถึงความรู
ในเรื่องมรรคแปดไดอยางไร ปูไมเคยสงสัยมั่งหรือฮะ?”

“ก็เคยอยูเหมือนกัน” ปูชนะผงกศีรษะ “คลายกับนักเรียนวิทยาศาสตรอยางพวกแกที่ไมอาจหยั่งวาไอนส


ไตนรูไดยังไง ใชจินตนาการทาไหน จึงเขาถึงความเห็นวาสสารกับพลังงานเปนสิ่งเดียวกัน เทาที่เชื่อก็
เพราะไอนสไตนมีวิธีพิสูจนเปนสูตรคณิตศาสตร ซึ่งเอาไปทดลองเปนรูปธรรมไดผลลัพธตรงจริงเหมือน
กันหมดทุกมุมโลกนั่นแหละ”

ปูคอยๆยืดตัวตรง บรรยากาศเปลี่ยนไป คลายทานสํารวมอยูในฐานะหรือหนาที่อีกอยาง

“ตองยอมรับนะเตวาโลกเรานี้มีบุคคลพิเศษประเภทหนึ่งในพันลานอยูจริง บุคคลอยางนี้ไมไดมีอยูในตัว
แก ไมไดมีอยูในคนรูจักหลักรอยหลักพันในชั่วชีวิตของแก ไมไดมีใหแตะตองเปนประสบการณทั่วไป แต
มีอยูจริงในหนาประวัติศาสตร อาจจะหาสิบ รอย สองรอย หรือพันปครั้งถึงจะมีคนประเภทไอแซค นิวตัน
หรืออัลเบิรต ไอนสไตนเกิดขึ้นมาสักคน คนพวกนี้เขยาโลกไดก็ดวยความคิดที่เปนหนึ่งในพันลานนั่น
แหละ หากใครเทาทันดวงจิตขณะคิดงานยิ่งใหญของพวกเขาได พวกเขาก็คงจะไมมีชื่อเสียงและถูกถือ
เปนหนึ่งในพันลานแนๆ”
๕๔

เกาทัณฑชักเริ่มทึ่ง นึกแปลกใจตัวเองเหมือนกันที่ไมเคยคิดแบบปู ตําราทางวิทยาศาสตรในหองเรียนไม


เคยสอนใหเขามองอัจฉริยบุคคลเหลานั้นดวยมุมมองเชนนี้เลย

“การเกิดมาของไอนสไตนทําใหมนุษยไดความรูที่มีคามหาศาล เขาทําใหนักศึกษาบางกลุมเปลี่ยนโลก
ทัศนที่มีตอธรรมชาติแตกตางไปจากสามัญสํานึกของคนธรรมดา เขาทําใหเรามีพลังงานรูปแบบใหมไว
ใช เขาทําใหจินตนาการของคนยุคใหมบรรเจิดขึ้นเปนคนละระนาบกับสมัยอื่น แตไตรตรองดูนะเต เคยมี
ใครสักคนไหมที่อางวาศึกษาและรับผลพวงจากงานของไอนสไตนแลวมีมโนธรรมสูงขึ้น จิตใจสูงขึ้น หรือ
กระทั่งพนกิเลสพนทุกขไมตองทรมานใจกับแงมุมใดๆของชีวิตอีกเลย?”

ชายชราแยมยิ้มเล็กนอย เกาทัณฑเห็นเปนรอยยิ้มที่งามจับตา

“มหาบุรุษเชนพระพุทธองคทรงเปนยิ่งกวาหนึ่งในพันลาน และความรูของพระองคก็มีคามากกวานั้น พบ
ไดยากยิ่งกวานั้น การมีใครสักคนพูดวา ‘สภาพจิตที่เปนสุขถาวรนั้นมีจริง เขาถึงไดจริงดวยวิธีปฏิบัติที่
แนนอน’ ฟงดูแสนแปลกแสนมหัศจรรยขนาดไหน โลกอาจตองรอการเกิดของนิวตันและไอนสไตนนับ
รอยนับพันป แตโลกจะตองรอการอุบัติของพระพุทธเจาเปนจํานวนปที่แกไมเคยรูจัก มันมากขนาดขาม
วัฏจักรของเผาพันธุมนุษย นานขนาดที่แกอาจเรรอนไปสงสัยรูปแบบชีวิตตางๆกี่แสนกี่ลานครั้ง ก็ยังไม
มีโอกาสพบบุคคลเชนพระองคซ้ํา”

หลังจากทอดระยะ ปูชนะก็สรุปแกปม

“ดังนั้นถาแกหวังจะใหตําราเรียนอธิบายวาพระพุทธเจาทรงเขาสูการรูทางมรรคผลไดอยางไร ก็ตองแน
ใจเลยวาคนเขียนตําราเลมนั้นเปนพระพุทธเจาเสียเอง และจะตองบรรยายเปนมิติที่พิสดารเหนือตัว
หนังสือธรรมดาอยางคาดไมถึงดวย จิตของพระองคในขณะจะบรรลุธรรมนะเปนจิตของผูอยูเหนือคําวา
อัจฉริยะ เกี่ยวของกับฌานญาณและวิธีใชปญญาในรูปแบบที่แกไมเขาใจ เปนการสืบเหตุสืบผลที่เรียก
พิจารณาปจจยาการอันเกินหยั่ง เปนจิตที่กอตัวขึ้นดวยบารมีสั่งสมบําเพ็ญมานับภพนับชาติไมถวน เปน
ธรรมชาติตัวเดียวอันเดียวในอนันตจักรวาลชั่วคาบเวลาหนึ่งๆ

และทํานองเดียวกับการเกิด แก เจ็บ ตาย ฐานะอยางแกหรือปูและคนรอบๆตัวนะมองใหเห็นเปนกอน


ทุกขไมออกหรอก บารมีไมถึง โดนธรรมชาติครอบงําใหทะยานอยากเฉพาะหนาครั้งตอครั้งไปเรื่อยเทา
นั้น ตองอยางพระองคทาน จิตที่สั่งสมบารมีมาพอนั้นรูลึกรูซึ้ง ฉุกคิด เฉลียวรู และกระจางในภัยของการ
เกิด แก เจ็บ ตายดวยตนเอง หาทางออกทางพนไดดวยตนเอง กับทั้งสามารถนําความรูแจงมาเผยแผ
เปนมหาคุณกับชาวโลกได”

เกาทัณฑนิ่งงันอยางจุกคอหอย ในบัดนั้นเหมือนปูมีรัศมีสวางและเหมือนอยูสูงเกินกวาจะพูดจาถกเถียง
หรือแตะตองแมเพียงนอย
๕๕

“ปูวาแทนที่แกจะมานั่งสงสัยประวัติของพระองคหรือวิธีคนพบของพระองค ก็นาจะลองหาทางพิสูจน
เหมือนกับที่นักวิทยาศาสตรพิสูจนวา ‘อี’ เทากับ ‘เอ็มซีกําลังสอง’ เปนความจริงหรือเปลา สูตรของพระ
พุทธองคคือมรรคแปดประชุมพรอมกันสี่ครั้ง เทากับภาวะดับทุกขและกองกิเลสอยางถาวร”
๕๖

เปนเชาที่เกาทัณฑนอนแชบนเตียงนานผิดไปกวาเคย เหมือนไมพรอมจะทําอะไรทั้งนั้น สมองปนปวน


สับสนคลายคนปวย ภาพหญิงสาวกับชายชราสลับกันเวียนวนอยูในหัวแบบลอยไปลอยมาซ้ําแลวซ้ําเลา
นั่นไมใชแบบแผนระบบความคิดของเขาเลย

ความเนือยนายและความเชื่อมั่นที่ถูกสั่นคลอนแบบนี้ไมเกิดขึ้นบอยนัก หลานสาวคนสวยของปูทําใหเขา
รูสึกวาตัวเองมีคาต่ําตอยกวาเจาหนุมนอยผอมแหงทาทางกระจอกๆ สวนปูชนะก็ทําใหเขาเกิดความคิด
ถกเถียงอยูในใจอยางตอเนื่อง เหมือนสงสัยชีวิตขึ้นเปนครั้งแรก ทั้งที่ผานมาชีวิตเขาใหคําตอบกับตัวเอง
เปนฉากๆ เริ่มตนดวยความพรอมทางกําลังกาย กําลังสติปญญา ตามดวยความสําเร็จ ผลงาน และลง
เอยดวยสงาราศีจับตาคนรอบขางทั้งใกลและไกล เขาควรอยูในครรลองแหงตัวตนอันนาภาคภูมิจวบถึง
อายุขัย

ภาพลักษณชีวิตปรากฏคลายธงชัยแหงความเปนหนึ่งที่ชูสูงตลอดกาล จูๆจะใหยอมรับหรือวาทั้งหมดคือ
อุปาทานทั้งเพ ที่ขยับแขนขาได อาปากพูดไดนี่เปนกอนอนัตตาในระหวางแหงการเกิด แก เจ็บ ตายอัน
เปนทุกขทั้งสิ้น

ชีวิตคือผลงาน ทํางานสําเร็จชีวิตก็สําเร็จ ทํางานชนะชีวิตก็ชนะ เขาเห็นจริงมาตลอดตามนั้น และมีสัจจะ


สูงสุดอยูเทานั้น

แตก็ตองยอมรับวาเมื่อคืนเขานอนกายหนาผาก...

ถาหากคนโบราณพูดถูก สมมุติวานรกสวรรคเปนเรื่องจริง สมมุติวาชีวิตนี้เปนแครูปแบบหนึ่งระหวาง


การคลี่คลายของกระบวนการเกิดแลวตาย ตายแลวเกิด มิแปลวาคนทั้งโลกสั่งสอนและร่ําเรียนกันผิดๆ
เอาแคชีวิตรอดไปวันๆ โดยมองไมเห็นภยันตรายใหญหลวงที่รออยูขางหนา ไมมีการเนนหนักเอาจริง
เอาจังกับการเตรียมเสบียงไวเลี้ยงตัวในกาลตอไปหรอกหรือ?

พลิกตัวจุดบุหรี่สูบมวนหนึ่งแลวนอนหงายหนามองเพดาน หองนี้เปนเขตสวนตัว เปนกรรมสิทธิ์ของเขา


เปนเครื่องแสดงความสามารถเอาตัวรอดได ในวันที่เขาซื้อดวยเงินสดโดยไมตองผอนอยางคนอื่น วันนั้น
เขาเห็นตนเองมีหลักประกันชีวิต หรือใบรับรองความสามารถยืนหยัดดวยลําแขงตนเองเต็มภาคภูมิ และ
๕๗

เปนผลใหวันนี้เขากําลังคิดกาวตอไปอีก คืออยากมีบานที่ใหญขึ้น ในสิ่งแวดลอมระดับสูงขึ้น แสดง


พัฒนาการของชีวิตอยางเปนรูปธรรม ถูกจังหวะจะโคนตามกาล

เขายังซื้อบานหรูหลังใหญดวยเงินสดไมไดเหมือนซื้อหองเปนกลองๆแบบนี้แน ถาคิดครอบครองบาน
ใหญ ก็คงตองใชเงินผอน ซึ่งก็พอไหวอยู ตอใหเดือนละหลายๆหมื่นก็เถอะ ปญหาคือเขาเกลียดการเปน
หนี้ยืดเยื้อยาวนาน ความรูสึกมันวิ่งไปไมไกลถึงขีดของการครอบครองเต็มภาคภูมิ เขาจะตองทํางาน
แบบหามพัก มีรายไดประจําตอเนื่องนับสิบป ซึ่งคนเราตองมีสิ่งผลักดันหรือแรงบันดาลใจใหญพอ จึงจะ
มุแบกภาระยืดยาวปานนั้นโดยไมทอเสียกลางคัน

แรงผลักดันอะไรละที่ทําใหคนเรายอมแบกงานหนักไดนานๆ? การเปนหมายเลขหนึ่ง การเปนที่รูจักทั่ว


ประเทศหรือกระทั่งทั่วโลกอยางนั้นหรือ? เกาทัณฑแวบคิดขึ้นมาวาหากชื่อเสียงและเงินทองเปนเพียง
เหยื่อลอใหโถมตัวไปขางหนา หลงตามเหยื่อไปเรื่อยๆ ก็ควรแกการออนลาระยอ วันหนึ่งอาจเฉลียวคิด
ไดวาตัวเองสูเหนื่อยตามเหยื่อไปทําไม ในเมื่อกินอิ่มเพียงพออยูแลว

เขาผานจุดของความสําเร็จมาหลายครั้ง นับแตเรื่องกีฬา เรื่องเรียน มาถึงเรื่องงาน ทุกครั้งพบรางวัล


ใหญเดียวกันเปนประจํา นั่นคือการดับความกระวนกระวาย ดับความทะยานอยากชนะชั่วแลน แตละจุด
ของความสําเร็จไมไดมีอะไรมากกวานั้นเลยจริงๆ

เพิ่งไดคําตอบชัดๆวาคนเราตองมีครอบครัว มีความอบอุนในรักแทเปนเครื่องหนุนหลัง เพื่อไมใหคิดพัก


นิ่งอยูกับที่ ครอบครัวจะเปนเหตุผลและคําตอบใหใจตัวเองไดวาที่กาวรุดๆไปขางหนานั้น จะเพื่ออะไร

หรี่ตาลงเปนเสนตรงจนสามารถเห็นภาพสาวนอยในบานปูผุดชัดขึ้นในมโนนึก หลอนวิเศษสักแคไหน
หรือ จึงทําใหเขาคิดถึงการมีครอบครัว คิดถึงการลงหลักปกฐานเปนฝงฝาชั่วขามคืนที่รูจัก

เขาเปนพวกเกิดมากับความพรั่งพรอมทุกดาน ทั้งรูปสมบัติ ทรัพยสมบัติ และคุณสมบัติ พูดงายๆวา


หลอ รวย เกง อันเปนที่ไขวควาโหยหาของเพศตรงขาม และหมายความวาวิถีทางยอมเรียงรายดวยการ
หยิบยื่น การกลุมรุมเสนอตัว กระแสสังคมปจจุบันโยนสาวเนื้อหวานมากหนาหลายตามาใหเขาเชือดราว
กับผักปลา มีหรือชายหนุมอยางเขาจะไมหลงตัว และเห็นเพศสตรีเปนเพียงเครื่องบํารุงสุขชั่วคราว

แตสาวนอยนางนั้นพลิกมุมมองชีวิตของเขาไดเพียงชั่วระยะเวลาที่พบปะกันเพียงผานเผิน อยางนอยเขา
ตองทบทวนและถามตนเองจริงจัง วาสุดยอดของชีวิตควรจะเปนอยางไร สะดุดเขากับรักแท ตกรอง
ปลองชิ้น แลวครองเรือนรวมกันอยางผาสุกสวัสดีเหมือนบรรทัดสุดทายของนิทานกอนนอนอยางนั้น
หรือ?

สลัดความฟุงซานทิ้ง หยิบรีโมทคอนโทรลจากโตะขางเตียงขึ้นมาเล็งไปที่โทรทัศนแลวกดปุมเปด ภาพ


แรกที่เห็นคือขาวปลนฆากลางเมือง ชายรางใหญนอนคว่ําหนาจมกองเลือดกับพื้นบานของตัวเอง
เกาทัณฑดูอยูครึ่งนาทีแลวเปลี่ยนไปยังชองทีวีตางประเทศ เจอขาวเครื่องบินตกกลางมหาสมุทรแปซิฟก
๕๘

คนตายไปสองรอยกวาๆ สํานักขาวตางประเทศประโคมกันเปนเรื่องใหญโต เพราะถือวาการตายนับรอย


ชีวิตพรอมกันบนเครื่องบินคือโศกนาฏกรรมสะเทือนขวัญระดับโลก

ชายหนุมปรือตาหัวเราะหึหึ โธเอย แคสองรอยกวาเอง คงมีนอยคนที่ทราบสถิติขององคกรอนามัยโลก


วาปหนึ่งๆมีคนตายตั้ง 56 ลาน หรือเฉลี่ยกวาแสนหาคนหมื่นตอวัน เมื่อวานแสนหา วันนี้อีกแสนหา
พรุงนี้จะอีกแสนหา นี่สิโศกนาฏกรรมของแท สองรอยกวาชีวิตบนเครื่องบินก็แคสวนกระจิ๋วที่จะถูกนําไป
นับรวมกับอีกแสนหาเทานั้น ทิ้งคนในโลกใหตื่นเตนกับขาวเครื่องบินตกโดยไมอาจกลับมารวมตื่นเตน
และตั้งตาคอยการสืบหาสาเหตุเชนเดียวกับคนตายกลุมอื่นๆ

เปอรเซนตการเสียชีวิตดวยอุบัติเหตุก็ต่ําเพียงหนึ่งในสิบของสาเหตุการตายทั้งหมด แตขาวการตายดวย
อุบัติเหตุหรือการทําราย ขมขืนฆา กลับถูกหยิบยกมานําเสนอเปนหลัก ดวยเหตุผลคือการแกตายและ
เปนโรคตายนั้น ไมสะเทือนขวัญเทา ทั้งที่จริงมันก็ตายเหมือนกัน

ความตายมีคาเสมอกันสําหรับคนตาย จะพิเศษอยูบางก็สําหรับคนเปนเทานั้นกระมัง

ฉุกคิดยอนกลับไปถึงเรื่องที่เพิ่งคํานึงเมื่อครู ถาหากการตายไมใชการดับสูญ ยังมีทางตออีกละ เชนนี้


ความตายก็มีคาไมเสมอกันแมสําหรับคนตายดวยกันแลวซี?

ความทรงจํารางเลือนสมัยเด็กผุดขึ้นมา เคยไดยินวาพระพุทธองคตรัสเกี่ยวกับคติ หรือที่ไปของคนตาย


วารวงลงสูอบายนั้นเหมือนจํานวนขนบนตัววัว สวนที่ขึ้นสูงสูสวรรคหรือกลับมาโลกมนุษยนั้น นอยเทา
จํานวนเขาของวัว

ขนหัวลุกขึ้นมาหนอยๆ เพราะถานั่นเปนเรื่องจริง ก็แปลวามีภาพใหญที่นาสะพรึงกลัวเกิดขึ้นทุกวันโดย


ไมเปนที่รู นั่นคือมนุษยนับแสนคนตองไหลลงเหวนรกอยางตอเนื่อง ถาหากทําเปนขาวไดถึงทางไปอัน
แทจริงของคนตายทั้งหมดถวนทั่วเพียงวันเดียว ก็คงสะเทือนขวัญ ช็อกโลกใหแขงขาสั่นยิ่งกวาทุกขาว
โศกนาฏกรรมทั้งหมดในประวัติศาสตรทีเดียว!

ที่ผานมาเขาก็เหมือนคนอื่นๆ คือรับรูขาวคราวการตายอยางผิวเผิน ถาทราบสถิติก็สักแตเปนเรื่องของ


ตัวเลขในหนากระดาษที่ไมมีความเกี่ยวของกับชีวิตจริง อาจตื่นเตนฉาบฉวยแบบเดียวกับที่ทราบวาเดิม
ทีเมื่อหลายพันปกอน โลกมีประชากรอยูราว 150 ลาน เพิ่งพุงขึ้นเปน 500 ลานในกลางศตวรรษที่ 17
และกระโดดพรวดอยางนาตกใจเปนหนึ่ง 1,000 ลานเมื่อสองรอยปกอน แถมอีกรอยปตอมาพุงกระฉูด
แทบเปนกราฟตั้งฉากถึง 2,000 ลาน และในรอยปเดียวกันนั้นเอง เหมือนมีใครปลอยกรงจากแหลงลี้ลับ
ใหวิญญาณมาครองอัตภาพมนุษยทั้งหมดรวม 6,000 ลาน!

ตัวเลขนั้น ตอใหใหญโตแคไหนก็กอความยินดียินรายขึ้นในใจมนุษยไมได ตอเมื่อมนุษยคิดถึงขอเท็จ


จริงในแงมุมตางๆของตัวเลข นั่นแหละความยินดียินรายจึงคอยครอบงําหรือคุกคามเขาได
๕๙

เกาทัณฑบังเกิดความประหวั่นพรั่นในสวนลึกเมื่อคํานึงคํานวณเกี่ยวกับมนุษยจํานวนมหาศาลที่ทยอย
ไหลลงอบาย คนเราอาจตายในวันใดวันหนึ่งก็ได อันนั้นเปนความจริงแท และคนเราถูกกระทบใหคิด ให
ตรอง ใหกลา ใหกลัว หรือใหเปลี่ยนความเชื่อไปเรื่อยๆไดสารพัดทุกวัน เทากับวาใชชีวิตมาถึงความเชื่อ
แบบไหน ก็จัดวาเตรียมตัวตายในแบบนั้นนั่นเอง

เสียแตคนสวนใหญอาจใชชีวิตแบบผิดๆ เรียกวาเปนการเตรียมตายแบบไมพรอม หรือเตรียมแบบไมรู


จึงตองรวมเปนหนึ่งในจํานวนขนวัวที่จะเดินทางไปอบาย

ชั่วขณะตอมา เกาทัณฑก็บังเกิดความตระหนักวาทั้งหมดในหัวเปนเรื่องของจินตนาการเทานั้น
จินตนาการที่จิตสรางภาพปลอมๆในอากาศขึ้นมาจากตัวเลขซึ่งเปนของจริง เพียงเทานั้นชายหนุมก็
หัวเราะขบขันใหกับตนเองที่คิดเพอเปนตุเปนตะอยางไรสาระไปได

เปลี่ยนไปอีกชองที่มีภาพยนตรฮอลลีวูดฉายตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง หนังที่ฉายเปนเรื่องของเด็กสาวหนาตา
บริสุทธิ์ไรเดียงสาผูมีชีวิตผันผวนเขามาพัวพันกับอันธพาล ฉายมาไดถึงกลางเรื่องแลว เปนฉากประเภท
สูตรสําเร็จที่พระเอกบุกรังผูรายเพื่อชวงชิงนางเอกกลับคืนสูออมอกพอแมพี่นอง เกาทัณฑยิ้มหยัน โลกนี้
มีสักกี่คนที่คิดวาตัวเองเปนพระเอก พยายามกลับเรื่องรายใหกลายเปนดี แตละคนทําเพื่อความอยูรอด
ใชศักยภาพเพื่อสนองความอยาก ความตองการเฉพาะหนาของตัวเองกันทั้งนั้น

เหมอมองจอแกวแลวสะดุดหูสะดุดตา เมื่อยินนางเอกเรียกชื่อพระเอกเสียงหลง ชวยไมไดที่มันสะกิด


แผลเขา ใหใจประหวัดถึงเสียงรองยินดีของหลานสาวปู ที่ขานเรียกหนุมนอยผูทะเลอทะลามาขัดจังหวะ
เขา ราวกับหมอนั่นเปนกรรมการตีระฆังพักยกใหหลอนปลีกตัวจากบุคคลอันไมพึงประสงค

ทั้งภาพและเสียงยังบาดเขาไปทุกอณูสํานึกจนลมหายใจลาสุด ไหนจะรอยยิ้มโลงอกเมื่อเห็นเขาลาผละ
ขึ้นเรือนอีกละ ชางนาคับแคนขนาดไหน ความเปนชายที่พรอมไปทุกสิ่งทําใหเกาทัณฑไมเคยเจออะไร
อยางนี้มากอน ยิ่งคิดยิ่งเดือดปุดจนร่ําๆนึกอยากเปนโจรราย วางแผนฉุดครามาขยี้ขยําใหสาแกใจ รับ
รองครั้งเดียวเทานั้นจะเอาใหออนเปยกลงกอดขาเขาแนนทีเดียว เขาทําไดแนอยูแลว

กําหมัดขบเขี้ยวเคี้ยวฟนดวยความมันเขี้ยว การอยูคนเดียวตามลําพังโดยมีหนังยั่วยุปลุกเราสัญชาต
ญาณเถื่อนเยี่ยงนี้ กอความคิดชั่วรายขึ้นมาโลดแลนชะงัดนัก ผูรายที่แสดงบทฉุดครานั้น บางทีทําใหคน
ดูสะใจและสงเสียงเชียรในสวนลึกเสียยิ่งกวาพระเอกที่เขาไปปลดพันธนาการจากขอมือขอเทานางเอก
เสียอีก คนเราไมสนใจหรอกวาใครคือผูราย ใครคือพระเอก สนแตสิ่งที่เห็นแลวเรงเราสัญชาตญาณดิบ
เทานั้นแหละ

ความคิดดานมืดดําเนินตอเนื่องไปเปนฉากๆอยูพัก ก็เกิดคําเดนขึ้นมาในหัว

ผูราย...
๖๐

ชายหนุมหัวเราะหึๆ สมัยนี้คําวาผูรายหรือวายรายกวนเมืองกลายเปนคําเรียกเทๆไปแลวดวยซ้ํา วัยรุน


วัยคะนองหลายคนใสเสื้อกางเกงรูปกะโหลกกะลาตาปลิ้นลิ้นแลบ แสดงความฝกใฝในบรรยากาศผีหา
ซาตานกันใหเกลื่อน

ไมเคยมีสถานการณคับขันบีบคั้นใหเขาสําแดงแปลงกายเปนวีรบุรุษ แบบเหาะไปชวยสาวออกมาจากตึก
ไฟไหม หรือจับเหลารายมัดรวมเหมือนหมูรอตํารวจมารับไปนอนซังเต ถาอยางประเภทฉวยลูกหมาให
รอดจากการโดนรถทับอยางหวุดหวิดนี่เคยมาบางนิดหนอย หรือเห็นยายแกเดินโตเตจะเปนลมแลวชวย
พาสงบานนี่ก็พอมี แตลวนเปนเรื่องดาษๆที่ใครเขาก็ทํากันทั้งโลก หากละเลยเฉยเมยตางหาก ถึงจะถูก
ตราหนาวาเปนคนใจดําไป

สรุปแลวชั่วชีวิตที่ผานมาเขาไมเคยมีโอกาสเปนพระเอกใหญ แตวันนี้ร่ําๆจะกลายเปนวายรายตัวเอ คิด


ฉุดครา ‘นางเอก’ มาสนองสันดานเถื่อนเสียแลว

เกาทัณฑขบริมฝปาก ใจภาคหนึ่งกระซิบตนเองดวยกระแสกุศลประหลาด วาหากเขาจะไดหลอน ตองไม


ใชดวยวิถีทางโสโครกของยักษมาร แตดวยวิถีทางอันสะอาดของมนุษยดีๆคนหนึ่ง ตลอดมาไมเคยรูสึก
ละเอียดออนกับผูหญิงคนไหนเทานี้ เมื่อเกิดขึ้นแลวก็อยากรักษาไว เพราะถาทําลายแลว ก็ไมทราบวา
ชั่วชีวิตที่เหลือจะยังมีโอกาสพบเจอหัวใจตนเองอีกหรือเปลา

กดสวิทชปดทีวี นอนปดตาฟงเสียงลมหายใจตนเองกลางหองนอนฉ่ําเย็นสงบเงียบ เหมือนถูกทิ้งไวคน


เดียวในโลก เหลือแตเขาผูมีใจกระสับกระสายสับสนนอนนิ่งไรประโยชนตามลําพัง อัดควันบุหรี่เขาปอด
เปนครั้งสุดทาย กอนลืมตาลุกขึ้นเดินย่ําพรมนุมไปขยี้กนกรองที่เหลือกับจานรอง

เดินไปเดินมา ความคิดกระโดดไปจับที่การสนทนาระหวางเขากับปูชนะ ชักนึกขัดอกขัดใจที่ตองเอาแต


ยอมรับคําพูดลุมลึกของทาน ชนิดที่ตองกลับมานอนกายหนาผาก สมองอึงอลไปดวยเครื่องหมายคําถาม
เขาอยากผูกมัดความเชื่อแบบเกาๆเอาไว ถาถูกสั่นคลอนไป ระบบความคิดคงระส่ําระสายอีกนาน

คงตองตั้งอกตั้งใจศึกษาและวินิจฉัยประเด็นหลักทางศาสนาใหแยบคายแลวกระมัง เขาเชื่อละวาพุทธ
ศาสนาพูดถึงเรื่องทุกขและการดับทุกข แตปจจุบันก็มีเทคนิควิธีรอยแปดพันเกาเอาไวดับทุกข ตั้งแตของ
ดีราคาถูกไปจนถึงของหรูราคาแพง ทั้งวิธีอันเปนธรรมชาติ และทั้งเทคโนโลยีแสงเสียงชั้นสูงที่ปูคงไม
เคยรูจัก

ทราบดีวาความเชื่อทางศาสนาสามารถเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตใครตอใครไดหลายคน ตรงนั้นแหละที่เขา
อยากจับเปนประเด็น เรื่องทุกขและการดับทุกขขอใหยกไวเสีย เพราะเปนเรื่องที่ใครๆก็พูดขึ้นมาเปนบท
ตั้งไดอยูแลว วิธีการหรือกลยุทธในการดับทุกขตางหาก ที่นาวิเคราะหวามีความเปนไปไดสูงหรือต่ํา
เพียงใด
๖๑

ใจที่มีพื้นเปนนักวิทยาศาสตรขนานแท ทําใหเกาทัณฑปกใจเชื่ออยูอยางหนึ่ง คือคําพูดของคนโบราณ


ผิดไดเสมอ ตอใหเปนปราชญผูชาญฉลาดล้ําลึกเพียงใดก็ตาม เครื่องไมเครื่องมือและระบบวิธีหาคําตอบ
หาความจริงยังลาสมัย เชนที่สมัยหนึ่งอริสโตเติลแทบจะเปนศูนยกลางการอางอิงความรูและความเชื่อ
ยังเคยปลอยไกสรุปงายๆวาของหนักยอมตกถึงพื้นกอนของเบา ที่ดวนสรุปก็เพียงเพราะเห็นของแข็ง
รวงลงพื้นเร็วกวาขนนก ยังไมไดทดลองใหเห็นจริงอยางกาลิเลโอเลยวาแมของแข็งน้ําหนักตางกันมากก็
ตกถึงพื้นพรอมกันได ที่ขนนกตกลงมาชาก็เพราะเบาเสียจนถูกแรงลมตาน ถวงเวลาเอาไวตางหาก

เขาอยากมองใหออก อานใหขาดดวยมันสมองของคนยุคใหม วารายละเอียดตางๆในเนื้อหาพระธรรม


วินัยนั้น ตรงไหนบางที่ขัดกับความจริง ชนิดที่ลองชี้ใหปูเห็นแลว จะไดทราบวาความเชื่อของปู อาจมีจุด
ดางพรอยอยู และเมื่อมีจุดดางพรอย ก็แปลวามรดกทางศาสนานาจะปรับประยุกตไปตามยุคสมัย เชน
เดียวกับนักวิทยาศาสตรยอมรับทฤษฎีใหมที่คานทฤษฎีเกาอยางเต็มอกเต็มใจ ถาพิสูจนกันเจงๆไดวา
‘ใชยิ่งกวาเดิม’

มาหยุดยืนตรงหนาโตะเครื่องแปง มองดูสารรูปตัวเองในกระจกเงาบานใหญ เห็นชายวัยเบญจเพส


หนวดเคราเขียวครึ้ม หัวหูยุงเหยิงอยางคนนอนดิ้น อยูในชุดเสื้อกางเกงแพรยับยูยี่ ดวงตาที่เคยสดใส
และแรงดวยรังสีทรงภูมิดูแหงๆชอบกล ไมชอบเงาตัวเองตอนนี้เลย

เหลือบตามองดูหนังสือธรรมะที่ปูยื่นใหกอนกลับ มีอยูสองเลม เลมหนึ่งชื่อ ‘พุทธธรรม’ อีกเลมหนึ่งเปน


พจนานุกรมพุทธศาสน

หรี่ตาลงเล็กนอย ปูคงหวังจะใหเขาซาบซึ้งในธรรมะละสิ ฝนไปเถอะ โครงสรางทางจิตใจของเขามันรับ


เรื่องไรรสเผ็ดรอนทํานองนี้ไมไหวหรอก เขายังหนุม ยังชอบสัมผัส ยังโหยหิวความเขมขนของชีวิต ยังใจ
รอนและมีไฟกับความกาวหนาใหมๆ ใครละจะทิ้งความสนุกสุดเหวี่ยงแหงวัยไดลงคอ คนวัยปูเหมาะจะ
ใชเวลาวางที่เหลือเตรียมทิ้งชีวิตดวยความคิดและความทรงจําเกาๆ สวนคนที่ยังหนุมแนนอยางเขา
เหมาะกับการใชเวลาอันมีคาสรางชีวิตดวยน้ําพักน้ําแรงมากกวา

แตนาทีนั้น หนังสือพุทธธรรมถูกมองเปนอาหารสมองจานใหญ หาก ‘วิธีดับทุกข’ ถูกแสดงไวอยางเปด


เผย ถือเปนสรณะ เปนหลักปฏิบัติในปจจุบันของปูมีจุดนาสนใจใหจับผิด คราวหนาคงมีประเด็นตอความ
ยาวไดอีกไกล เขาจะเลิกเปนฝายฟงขางเดียวเสียที

หยิบหนังสือปกแข็งขนาดใหญติดมือมานั่งที่โตะทํางาน เปดไฟโคม วางคัมภีรอันหนักอึ้งลงบนแผนหนัง


รองพื้น เหลือบดูชื่อผูเขียนตามนิสัยนักอานที่ดี เห็นชื่อพระธรรมปฎกและมีวงเล็บวา ‘ประยุทธ ปยุตฺโต’
แลวพลิกเปดดูเนื้อหาภายใน โดยเริ่มตนที่หัวขอทั้งหมดในหนาสารบัญตามแบบวิธีของนักศึกษายุคใหม

เปนหนังสือที่เหมาะกับคนเกงวิชาการอยางเขา ทั้งเลมเต็มไปดวยความรัดกุมในการนําเสนอ ทุกขั้นตอน


ประจุดวยจุดมุงหมายและเนื้อหาสาระตามหัวขอกําหนดเปะ กับทั้งมีแหลงที่มาอางอิงละเอียดยิบแทบทุก
๖๒

ประโยค ทุกยอหนา เรียกวามั่นใจไดวาเปนการกรองเอาพระไตรปฎกมาเปนประเด็นธรรมอันครอบคลุม


ความใฝรูของผูศึกษาครบถวน

เขาอานไดอยางงายดายดวยบรรยากาศการทํางานของสมองแบบเดียวกับอานตําราใหญๆในรั้ว
มหาวิทยาลัย ไดเขาใจประเด็นหลักของพระพุทธศาสนาทีละจุด เริ่มจากการมองชีวิตเบื้องตนในแงตางๆ
ตลอดจนกระทั่งคําแนะนําเกี่ยวกับชีวิตในอุดมคติเชิงพุทธปรัชญา ไดทบทวนศัพทแสงกับรายละเอียดที่
หลงลืมไปหมดแลว อยางเชนขันธ 5 อายตนะ 6 ไตรลักษณ ปฏิจจสมุปปบาท กรรม นิพพาน
มัชฌิมาปฏิปทา และสรุปดวยอริยสัจ 4

เกาทัณฑมารวมความเขาใจเชิงประเด็นสัมพันธวาเนื้อหาหลักแหงพุทธศาสนากลาวถึงการประกอบขึ้น
เปนตัวตนของสิ่งมีชีวิตหนึ่งๆดวยขันธหา มีกรรมวิบากเปนปจจัยปรุงแตง มองความตอเนื่องของสาย
ชีวิตไดแบบปฏิจจสมุปบาท มีผลลัพธเปนทุกข จะดับทุกขไดก็ดวยมรรคแปด

เขาพบความเชื่อมโยงมากมายที่คอนขางซับซอนระหวางจุดตางๆ มีศัพทเฉพาะหลากหลายที่บางครั้ง
พูดถึงสิ่งเดียวกัน แตเปนคนละนัย ทวาดวยความปราดเปรื่องและวิธีอานอันแยบคายมีขั้นตอน กระโดด
ผานเปน ปะติดปะตอเปน ตั้งคําถามดักรอคําตอบเปน ผนวกเขากับความสามารถอานเร็วและอานทนยิ่ง
ยวด อีกทั้งมีพจนานุกรมพุทธศาสนเปนคูมือชวย การสรางสะพานเชื่อมความรูใหเปนโครงขายใยมหึมา
จึงเกิดขึ้นในเวลาอันลัดสั้น เพียงเจ็ดชั่วโมงเศษๆจากเชาถึงบาย เกาทัณฑก็คิดวาเขาไดขอมูลเกี่ยวกับ
พุทธศาสนไวในหัวเพียบแปลตามตองการ ถึงแมจะไมละเอียดจบกระบวนความทั้งหมดของหนังสือ ก็
พอพูดไดวาบัดนี้กระบะสมองบรรทุกสาระอันเปนแกนสําคัญที่เอาไวสนทนากับปูไดอยางถึงรสไหวแลว

ดวยสายตาของคนชางจับผิดทําใหชายหนุม ‘ไมรับ’ เนื้อธรรมไปทําความสวางใหจิตใจเทาไหร ขอธรรม


มากมายเปนเรื่องเกินวิสัยพิสูจน นับแตกรรมวิบาก ปฏิจจสมุปบาท หรือกระทั่งเปาหมายสูงสุดเชนพระ
นิพพาน ทวาก็มีขอธรรมนาสนใจที่ทําใหเห็นมุมมองอันนาทึ่งของปราชญผูปรากฏตัวอยูเมื่อสองพันกวา
ปกอน เชนขันธหา คือการแยกแยะมนุษยออกเปนองคประกอบตางๆ เพื่องายตอการศึกษาและเขาถึง
ความจริงในแตละองคประกอบ อันนี้เปนหลักการเดียวกันกับนักวิทยาศาสตรยุคปจจุบัน

เชนทางจิตวิทยาก็แยกแยะมนุษยออกโดยนัยเดียวกับสิ่งที่เรียก ‘ขันธหา’ กลาวคือเลิกมองมนุษยเปน


บุคคล เพราะหากมองเชนนั้นจะมีการผูกโยงเขากับตัวตนอันนารักหรือนาชัง ทําใหการวิเคราะหวิจัยเปน
ไปโดยอคติหรือลําเอียง ทางที่ดีคือแยกออกเปนสวนๆเสีย ไดแกระบบประสาททางกาย ความรูสึกรูสา
ความกําหนดจดจํา ความมีเจตจํานง และความมีสํานึกรู นาแปลกที่สอดคลองกับเกณฑการแยกแยะของ
พุทธศาสนาเปนอยางยิ่ง

สิ่งที่สรุปไวใกลเคียงกันอีกอยางคือระบบประสาท อันเปนสวนของกายนั้น มีสวนสัมพันธตรงไปตรงมา


กับจิตใจ พูดใหฟงงายกวานั้นคือทางประสาทวิทยา ‘เชื่อ’ วาจิตใจก็คือกิจกรรมของเครือขายประสาทอัน
๖๓

สลับซับซอนนั่นเอง ทางพุทธศาสนาก็ยอมรับวาผัสสะดีรายทางกายเปนปจจัยใหเกิดการเสวยอารมณ
เมื่อเสวยอารมณก็เกิดการหมายรู เมื่อหมายรูก็เกิดการตรึกนึกตางๆนานาในอารมณนั้นๆ

อยางไรก็ตาม เสนแบงแยกอยางเปนขั้วตรงขามระหวางจิตวิทยากับพุทธศาสนาก็คือเรื่องของตัวตน
ทางจิตวิทยายอมรับวาผลผลิตอันเกิดจากการผสานงานระหวางกายใจ อันไดแกความรูสึกในตัวตนนั้น
ถูกตอง เปนเรื่องธรรมดาอยางที่สุด ในขณะที่พุทธศาสนามองวา “ความยึดมั่นในตัวตน” เปนเพียงสิ่งที่
เรียก ‘อุปาทานขันธหา’

ถาจินตนาการวาคนๆเดียวในยุคสองพันกวาปกอนสามารถคิดไดเทากับศาสตรสมัยใหมของตะวันตก
กับทั้งล้ําหนาไปขั้นหนึ่งดวยมุมมองสรุปรวบยอดที่วาความรูสึกในตัวตนเปนเพียงอุปาทาน หรือความยึด
มั่นผิดๆในของสิ่งที่ปรุงประกอบกัน ก็ตองนับวาเปนแนวคิดที่เกินธรรมดา เหลือเชื่อวาสามัญมนุษย
สามารถตีโจทยแตก และจับประเด็นความจริงในชีวิตเพื่อดับทุกขไดนาทึ่งปานนี้

หากพูดแบบไมออมคอม เขาเห็นทฤษฎีทางพุทธศาสนาทั้งหมดเปนผลงานของสมองปราชญโบราณ
ขนาดใหญชิ้นหนึ่ง ถูกรังสรรคขึ้นโดยผูฉลาดคิดเกี่ยวกับกลไกการทํางานของจิตใจสักกลุม ตั้งไอเดีย
เพื่อบรรเทาทุกขแกคนทั้งหลาย จากนั้นก็มีการสืบทอดมรดกทางปญญา คอยๆพัฒนาทฤษฎีตางๆขึ้น
หลายยุคหลายสมัยจนดูสมจริงสมจังและมีน้ําหนักเหตุผลนาเชื่อถือจนถึงที่สุด ชนิดมีหลักฐานความรู
ประกอบอุดชองโหวจนหมดสิ้น ทํานองเดียวกับที่นักวิทยาศาสตรสืบทอดความกาวหนาจากรุนหนึ่งสูรุน
หนึ่งนั่นเอง

ครั้งเมื่อศึกษาพุทธศาสนาในโรงเรียน ซึ่งเขาใหความสนใจอานแบบทองจํากอนสอบ ความรูเชิงจริย


ธรรมที่ปะปนมากับองคความรูสําคัญของพุทธทําใหมองขามความนาสนใจเกี่ยวกับแกนศาสนาไป เพิ่ง
มาเริ่มอานดวยสายตาชางคิดชางวิเคราะหก็คราวนี้

สัจจะในมุมมองของปราชญและนักวิทยาศาสตรยุคใกลกับพระพุทธองคคือการมองไปรอบๆ แลวพูด
อยางไรก็ไดใหธรรมชาติเขามาอยูในการรับรู ดวยลักษณะเปนเหตุเปนผล ทวาสิ่งที่พระพุทธเจาตรัสไว
จะฉีกแนวออกไป กลาวโดยยนยอคือความจริงสูงสุดจะสืบสาวไดจากกายตนเองและใจตนเอง โดยตั้งสติ
รูเขาไปตรงๆ ตั้งสติพิจารณาเขาไปตามจริง กระทั่งลุถึงเปาหมายสูงสุดในเชิงปฏิบัติ อันไดแก ‘เห็น’ เหตุ
แหงทุกขคือเชื้อกิเลส และมีความสามารถทางจิตที่จะลางเชื้อกิเลสอยางหมดจด

พูดใหงายคือพระพุทธเจาและพระสาวกจะพึงพอใจกับคําตอบที่เปนตัวสภาวะ เมื่อไหรจิตถึงสภาวะที่ไม
ทําตัวเปนเชื้อกิเลส เมื่อนั้นถือวาจบปริญญาเอกทางพุทธศาสนา ไมมีอะไรตองทํา ไมมีอะไรตอง
ขวนขวาย ไมมีอะไรเปนคําถามในประเด็นธรรมชาติวาดวยทุกขและการดับทุกขอีกเลย

ในสายตาของคนเริ่มศึกษาผูมีความสุขอยางเต็มเปยมกับชีวิต ชีวิตปรากฏเปนความกระจางแจงในวิถี
ทางแหงความสุขโดยตัวเองเชนนี้ พอรูเปาหมายสูงสุดของพุทธศาสนา วาราคะ โทสะ โมหะเปนเหตุแหง
๖๔

ทุกขที่ตองลางผลาญใหหมดจดจากใจ ก็ตองนึกคานเปนธรรมดา ในเมื่อปกใจเชื่อแนบแนนอยู วาสีสัน


สนุกสนานกับกามคุณทั้งปวงเปนของนายินดี มีเหตุผลเพียงพออยางไรถึงจะหามมันเลา

เมื่อวานเขานึกทอและหดหูจากการเมินของผูหญิงคนหนึ่ง ยอมรับวาทุกขหนักและเจ็บลึกจนหอเหี่ยวไป
หมด แตนั่นก็คือรสชาติอีกแบบ เปนสภาวะทางใจอีกชนิดหนึ่ง ที่บัดนี้ถูกแทนแลวดวยกําลังสมาธิแรงๆ
อันเกิดแตการอานตําราอยางตอเนื่องยาวนาน

หากการดับทุกขถาวรคือการปลิดสุขทุกขทิ้งไปเสียทั้งยวง แมทําไดจริง แตแนหรือวาเปนคุณคาสูงสุดที่


ควรไขวควา รสชาติของการผิดหวัง แลวกลับลําตั้งความหวังใหมดวยกําลังกายกําลังใจ มิใชสีสันของ
การมีชีวิตมนุษยหรอกหรือ?

จุดแตกหักอยูที่ตรงนี้ หากเชื่อวาคนเราเกิดหนเดียวตายหนเดียว ก็ควรสรุปวาปลอยใหจิตใจเสพความ


เปนชีวิตอยางครบเครื่องนะดีแลว ควรแลว เพราะนั่นคือวิถีทางของธรรมชาติ แตหากเชื่อวายังมีการเกิด
ตายแลวๆเลาๆ อยางนั้นก็ตองถามหา ‘ตัวเลือกที่ดีที่สุด’ กันใหม

ดวยความเปนมนุษยในยุคบริโภคขอมูลขาวสารอยางเขา ควรใชเกณฑอยางไรในการเลือกเชื่อ ระหวาง


มีหรือไมมีชาติกอนชาติหนา?

ทางแพทยทราบแลววาศูนยรวมประสาทใหญอยูที่สมอง เพราะฉะนั้นสมองก็คือจิตใจ หากจิตใจเปนอื่น


จากสมอง และสามารถสืบคนจนเจอรองรอยของจิตใจดวยวิทยาการยุคนี้ชัดๆ ความคลางแคลงทั้งหลาย
คงปลาสนาการไปโดยงาย

แตนี่อยางไรเลา เมื่อครั้งศึกษาอยูตางแดน เขาเคยเขารวมฟงสัมมนาวาดวยเรื่องชาติภพในเชิงวิทยา


ศาสตร ซึ่งมีขอมูลใหมๆลึกๆเกี่ยวกับผลการวิจัยความสัมพันธระหวางระบบประสาทและสิ่งที่เรียกวา
‘จิตใจ’ และแสดงผลการวิจัยอยางเปนกลาง ปราศจากอคติและลําเอียง ที่ผลการคนควาจริงจังใหผลโนม
เอียงไปทางปฏิเสธความเชื่อเกาแกทั้งสิ้น

เปนตนวาเราอาจลบแทรกขอมูลความจําหรือมโนภาพในมนุษยไดจริงดวยวิธีจี้ไฟฟาลงไปบนจุดตางๆ
ของสมอง หรือเด็ดกวานั้นคือการคนพบเคาเงาวิธียักยายถายเทขอมูลความจําในเยื่อประสาทสมองของ
คนหนึ่งไปใหอีกคนหนึ่ง ซึ่งนั่นหมายความวาวันหนึ่งวิทยาศาสตรอาจสรางหรือปรับแตง ‘ตัวตน’ ใน
มนุษยอยางไรก็ได ขอเพียงมีเทคโนโลยีสูงพอจะจัดการกับระบบสมองใหครบวงจร

ถาตัวตนเปนสิ่งสรางได ทําลายได ปลูกสํานึกใหมได ก็แปลวาภพชาติ กรรมวิบาก นรกสวรรค เรื่องราว


บรรดามีทั้งหลายในพระคัมภีรศาสนาตางๆ ลวนเปนเท็จทั้งสิ้น

เมื่อขอมูลหลายชิ้นประกอบเขาดวยกันเปนภาพใหญ โดยรวมจึงตองสรุป ‘แบบวิทยาศาสตร’ วาถึงวันนี้


เทคโนโลยีบอกเราวามนุษยนั้น...
๖๕

เกิดหนเดียว ตายหนเดียว

สมองหยุดทํางานเมื่อไหร จิตใจก็ดับลงเมื่อนั้น

นับจากวันที่เขาฟงสัมมนา เกาทัณฑก็สบายใจมาตลอด ปกใจเชื่อวาโลกหนาเปนเรื่องหลอกของคน


โบราณ ศาสนาเปนแคการสอนจริยธรรมใหสังคมมนุษยสงบสุขรมเย็น ซึ่งนั่นก็ดี และตองมีไวหนอย แต
เรื่องขูประเภทนรกสวรรคหรือรางวัลเปนนิพพาน คงถึงเวลาตองเก็บใสลิ้นชักเสียทีแลว เพราะวิทยาการ
เจริญขนาดนี้ ผูคนมีภูมิคุมกันทางปญญามากพอ เกินกวาจะหลอกลออะไรแลวเชื่อหมด

เกาทัณฑทบทวนความรูและการตัดสินใจเลือกเชื่อมาถึงจุดนั้น ก็พักทานขาวปลาโดยสั่งจากรานขางลาง
พอทานเสร็จ แทนที่จะหันเหความสนใจไปทางอื่น กลับรูสึกวาไฟแหงปญญาคิดอานยังลุกโพลงทวมหัว
จึงเปดคอมพิวเตอรเขาอินเตอรเน็ต ตระเวนกวานหาแหลงขอมูลเกี่ยวกับศาสนาที่มีอยูดาษดื่น เริ่มสนุก
กับการเจาะและจับประเด็นทางศาสนศาสตร ไมเฉพาะที่เกี่ยวกับศาสนาพุทธ แตยังรวมถึงศาสนาและ
ปรัชญาอื่นๆ นึกพอใจที่มีบางแหลงทําวิเคราะหเชิงเปรียบเทียบไวแลวเปนแนวทาง

ยิ่งคนยิ่งสนุก ปจจุบันมีคนฉลาดคิด หรือกระทั่งนักปฏิบัติในไทยมากมายพยายามรวมศาสนาทั้งหมดให


เปนหนึ่งเดียว เขาพบการพยายามบรรยายหรือพรรณนาสภาวะวิเศษเหนือชั้นที่ประจักษไดดวยการฝก
จิตสารพัดรูปแบบ แตละคนบอกวาของตนถูก เปนของแททั้งนั้น ซึ่งนั่นยิ่งทําใหเขามั่นใจวา ‘ความจริง
สูงสุด’ ไมใชอะไรอื่น

มุมมองของมนุษยนั่นเอง...

เกาทัณฑรูสึกเหมือนตัวเองไปเที่ยวปา เขาไมอยูปาหรอก แตจะชมใหเพลินทั่วๆเสียหนอย เชื่อใจตนเอง


วาไมมีวันหลงเด็ดขาด คนจับทิศเกงแบบเขา แคเขามาเอาความรูจากปาเทานั้น

แรงจูงใจใหเดินทางมาวัดทางนฤพานอีกครั้งคืออภินิหารเกินสามัญมนุษยของหลวงตาแขวนโดยแท
เกาทัณฑเคยเห็นจากทางทีวีและนิตยสารประเภททาพิสูจนเรื่องพิสดารมาบาง แตไมเคยประจักษตาตน
เองอยางคราวกอน เขาพอจะรับไดเกี่ยวกับเรื่องอํานาจเหนือธรรมดา เพราะตนก็เกี่ยวของอยูกับ
อภินิหารเหนือธรรมดาอยูทุกเมื่อเชื่อวัน ผิดแตมิใชอภินิหารทางพลังจิต แตเปนอภินิหารทางพลังสมอง
อันเต็มไปดวยระบบตรรกะที่ผนวกเขากับจินตนาการของผูผานการศึกษาในซีกโลกสวางสุด

ภาพชีวิตคงถูกแตมเพิ่มขึ้นมาอีกสี หากหลวงตาแขวนจะสอนวิชาใหแกเขา มัคคุเทศกสาวผูนําเขามาพบ


ทานเคยบอกวาหลวงตาแขวนแสดงฤทธิ์ใหดูนั้น นาจะเพราะทานเมตตา ถึงแมจะไมเขาใจกระจาง แต
เกาทัณฑก็เชื่อวาหญิงสาวคงรูอะไรลึกๆเกี่ยวกับเจตนาของพระสงฆองคเจาเปนแน ในเมื่อหลอนคลุกคลี
ใกลชิดมาแตเด็ก ดังนั้นถาเขาจะมาขอความเมตตาจากทานคราวนี้ ก็มีเหตุผลควรเชื่อวานาจะสมหวัง
๖๖

ชายหนุมขึ้นไปบนกุฏิเมื่อทานฉันเชาเสร็จพอดี เห็นพระลูกวัดและเด็กวัดกําลังจัดแจงเก็บกวาดสํารับ
เครื่องถวายอยู ตัวหลวงตาแขวนกําลังยืนบวนปากที่ราวชานกุฏิ เกาทัณฑคุกเขากราบโดยไมเคอะเขิน
เมื่อทานกลับมานั่งประจําที่ซึ่งใชตอนรับญาติโยม พอทานเห็นเขาก็ยิ้มให

“วาไงพอหนุม?”

“ผมอยากมาขอเรียนสมาธิกรรมฐานกับหลวงตาครับ”

โยมหนุมเขาหาจุดประสงคอยางไมออมคอมตามนิสัย ขณะประกาศความปรารถนาก็ทรงกายตรง
กระพุมมือไหวนอบนอม ดวงตามีประกายมุงมั่นจัดจา คลายบอกอยูในทีวาทานจะสั่งบุกน้ําลุยไฟอยางไร
ก็ยอมทั้งสิ้น ขอเพียงแลกกับวิชาความรูเทานั้น

หลวงตาแขวนยิ้มกวางกวาเดิม ลุกขึ้นกวักมือเรียกเขา

“ตามมา”

ทุกสิ่งงายดายจนเกาทัณฑงง จําไดจากหนังสือบางเลมที่ขวนขวายซื้อมาตลอดอาทิตยวาเกจิอาจารยที่
เกงกาจนั้นรับใครเปนลูกศิษยลูกหายาก ตองมีพิธีรีตองและการพิสูจนใจกันอยางเต็มกําลังเสียกอน แตนี่
ดูสะดวกโยธินผิดสังเกต

หลวงตาลุกนํา แตกอนออกเดินก็หันไปสั่งความกับพระที่อยูใกลสองสามคํา จับความไดวาจะยังไมรับ


แขก ขอใหบอกปดญาติโยมจนกวาทานจะออกจากหอง นั่นยิ่งทําใหเกาทัณฑแอบฉีกยิ้มอยูในใจ นึก
กระหยิ่มวาตนนี่คงบุญหนักศักดิ์ใหญเปนแนแท หลวงตาทานจึงใหความเมตตาเปนพิเศษเห็นปานนี้

พอเกิดสติวาอัตตาโตไปหนอยก็รีบสะกดใจ เทาที่ทราบ พระปาพระธุดงคทานไมโปรดคนทะนงหลงตัว


นัก เพราะอัตตาหยาบเปนที่ระคายเคืองกับจิตอันละเอียดสุขุมของพวกทาน

ตามหลวงตาเขาไปในหองที่แบงไวสําหรับจําวัด ไมเห็นอะไรอื่นนอกจากมุงที่ตลบไว หมอนอีกใบพิงฝา


ยามพระเกาๆ และพระพุทธรูปบนโตะเล็ก ทั้งหองสะอาดเรี่ยม ปราศจากสิ่งของอื่นใดสักชิ้น ไมมีแมแต
พัดลมสักตัว

ทวาหองเล็กนั้นก็ใหสัมผัสเยือกเย็นขรึมขลังอยางนาพิศวง เกาทัณฑงงๆเควงๆคลายดิ่งสูน้ําลึกเงียบงัน
กอนจะทันตั้งตัว หนาตางไมบานกวางเปดออกเต็มที่ ทําใหเกิดภาพโดยรวมเปนความสวาง โปรงสบาย
ปราศจากพันธะผูกพัน คลายลานพื้นดินใตรมไมที่เชิญคนผานทางมาพักนอนชั่วคราวแลวจากไปไมตอง
อาลัยกัน ทานคงปฏิบัติตามแนวสันโดษ ทําตัวเหมือนอยูกลางปาลึกตามลําพัง แมจะอยูทามกลางชุมชน
สะดวกสบายเชนนี้
๖๗

หลวงตาแขวนสั่งใหเขาปดประตูและลงนั่งกลางพื้นหอง

“เอ็งเปนหนุมสมัยใหม” ทานเริ่มเมื่อตางนั่งเขาที่เรียบรอย “ตองเริ่มดวยความเชื่อของตัวเอง”

เกาทัณฑตั้งใจฟงอยางสงบ สรรพนามที่เปลี่ยนไปทําใหเกิดความเปนกันเองใกลชิดทานมากขึ้น ยามนี้


เขาเห็นทานมีความขลังนายําเกรงอยางประหลาด ดูตางจากคนแกธรรมดาๆอยางเมื่อตอนพบครั้งแรก
ชนิดหลังมือเปนหนามือ ตอภายหลังเขาจึงทราบวาผูทรงฤทธิ์อยางแทจริงนั้น อาจกําหนดจิตใหมีความ
นิ่มนวล กอบรรยากาศเยือกเย็นสบายกับผูอยูใกล หรือจะกําหนดใหเขมขนคมกริบเพื่อสยบมานะของลูก
ศิษยก็ได ขึ้นอยูกับวาระโอกาสอันเหมาะควร

หลวงตากายสิทธิ์เอี้ยวตัวไปลวงกระดาษดินสอจากยามมายื่นสงใหเขา

“เขียนเลขหนึ่งถึงเกาใหดูซิ เอาตัวเล็กหนอย ติดกันพอดีๆ แลวก็ใหเสร็จเร็วที่สุด หามหวัดแบบไกเขี่ย


นะ”

เกาทัณฑทําใจเหมือนหุนยนตรที่ถูกกดปุมสั่ง เจาของสั่งอยางไรก็ทํา ตัดความสงสัยไมใหเหลือในใจแม


นอย เขาปฏิบัติตามคําทานทันที และทําไดอยางครบถวน นั่นคือเร็ว ไมหวัด ขนาดเล็กเทากันและมีชอง
ไฟหางสม่ําเสมอ เสร็จแลวก็เงยหนามองทานอยางจะรอคําสั่งตอไป

“สังเกตความรูสึกตอนนี้ไวนะ เอา ลองใหมอีกที ทําเหมือนเดิม แตขึ้นบรรทัดใหมแลวเรียงเลขใหตรงกัน


ดวย”

ชายหนุมทําตาม เขาทําไดเร็วกวาเดิมเล็กนอย โดยพยายามใหตัวเลขตางกันนอยที่สุด เพราะนึกเดาวา


ทานอาจมุงเอาเรื่องของความแตกตาง

“เอาอีกสามหน”

เขาปฏิบัติตามคําสั่งและสังเกตความรูสึกในใจทุกระยะ เริ่มถึงบางออเมื่อเห็นภายในสงบลงเรื่อยๆ กับทั้ง


เขาใจวิธีเขียนใหเร็วยิ่งกวาเดิมเนื่องจากทําซ้ํากันหลายหนจนขึ้นใจ

ปฏิบัติเสร็จสิ้น ก็ไดรับคําสั่งใหม

“บวกกันใหดูซิ”

ไมมีปญหาสําหรับเขาอยูแลว เกาทัณฑเห็นทางลัดโดยพลัน ก็แคเอา 9 คูณ 5 ในตั้งแรก เอา 8 คูณ 5


ในตั้งที่สองแลวบวกดวยทด 4 และทําอยางเดียวกันนั้นอีกเรื่อยๆจนถึงเลขหนึ่งอันเปนหลักรอยลาน
ความเฉียบไวของสมองบวกกับสายตาคมเปนเหยี่ยวทําใหใชเวลาเทากับที่ตองออกแรงจรดปากกาเขียน
ผลลัพธนั่นเอง
๖๘

เกินจะหามความคิด ถาทานจะทดสอบเชาวไวไหวพริบเขาดวยวิธีนี้ละก็ คงยากจะทราบอยางแทจริงวา


เขามีสติปญญาทางคณิตศาสตรล้ําลึกปานใด ความเปนคนคลั่งไคลตัวเลข ชื่นชอบเรขาคณิต สถิติ
ประยุกต และทฤษฎีคณิตศาสตรชั้นสูงทุกแบบมานมนาน สงผลใหเกิดความแตกฉานและมีสมองดุจ
เครื่องคํานวณชั้นเลิศ จึงเหมือนถูกกดลงต่ํากวาภูมิรูและความสามารถที่แทจริง ระดับเขาจะทําปริญญา
เอกทางคณิตศาสตรดวยการเอาตัวเขาไปทุมเทกับการทําทฤษฎียากๆที่แสนทาทายขุมพลังสมองของ
มนุษยยังไหว แตนี่ใหตองมานั่งบวกเลขระดับประถม เฮอ…

“ดูไวนะ” ทานวา “ลองสังเกตดูการควบคุมขอมือของตัวเองแลวเอ็งจะเห็นความออนหยุนไมกําเกร็ง


เหมาะกับการใชงาน ที่เปนอยางนั้นไดเพราะจิตเอ็งเขาฉลาดที่จะควบคุมเครื่องมือของเขา ยิ่งเอ็งตั้งใจ
จดจออยูกับตัวเลขหนึ่งถึงเกามากเทาไหร ทําตากับมือใหกลมกลืนเปนอันเดียวกับความตั้งใจนานแค
ไหน ผลงานก็ออกมาตามขอจํากัดที่ขาใหไวไดครบ และกาวหนาขึ้นเรื่อยๆ”

บทวิเคราะหของหลวงตาทานเปนที่ถูกใจเขาพอควร อยางนอยก็ทําใหรูสึกวาทานยืนอยูบนระนาบการใช
ความคิดแบบเดียวกับเขา ไมใชพูดกันคนละภาษา

“ทางพุทธศาสนาเรียกตัวเลขในงานของเอ็งครั้งนี้วา 'อารมณ' หมายถึงเครื่องยึดหนวงจิต หรือเครื่องตรึง


จิตใหรูอยู ถาจิตยึดอารมณไวไดนานๆ จะเปนอารมณชนิดไหนก็ตาม ผลคือมีธรรมชาติของความตั้งมั่น
เปนสมาธิเกิดขึ้น แตตางกันที่คุณภาพ ความหนักแนนและความละเอียดสุขุมของดวงสมาธิ เอ็งลอง
เปรียบเทียบเอาเองนะ วาระหวางใชมือเขียนเลขมากๆ กับใชความคิดบวกเลขมากๆนะ อันไหนใหสมาธิ
มากกวากัน”

เกาทัณฑเพิ่งเขาใจแจมแจงวาที่แททานเพียงตองการใหปฐมบทแหงการฝกสมาธิ มิใชการทดสอบเชาว
ไวดังที่ตนนึกเอาเองแตแรก

“เอ็งเห็นฤทธิ์ของจิตไหม มันนึกสิ่งไหนสิ่งนั้นก็เกิด คงรูนะวาอํานาจการนึกของแตละคนผิดแผกแตกตาง


กัน แขงกีฬาแพชนะก็ตรงอํานาจการนึกนี่แหละ นึกเร็วกายก็ไปเร็ว นึกชากายก็ไปชา จิตคนเราเมื่อฝก
ถึงจุดๆหนึ่งแลวก็อาจนึกอะไรไดพิสดารมากมายไมจํากัด ถึงขั้นที่ ‘ความจริง’ อาจไมใชสิ่งที่เราตองคอย
ใหเกิดกอนแลวคอยเห็น แตอาจ ‘นึก’ อยากเห็นแลวมันก็เกิด”

ทานหยิบกระดาษดินสอไปวางใกลตัก พลิกกระดาษไปอีกดานหนึ่ง กมหนาจรดดินสอเหนือแผน


กระดาษครูหนึ่งเหมือนจะรวบรวมสมาธิ แลวก็ลากมือพรืดไปบนที่วางของกระดาษ เกาทัณฑเบิกตา
แทบปะทุเมื่อเห็นตัวเลขเรียงกันเปนตับวัดไดคืบหนึ่ง ใชสายตากะคราวๆวาไมนาต่ํากวาหาสิบหลัก

ไมเชื่อเด็ดขาดวาใครลากดินสอเหมือนขีดเสนบรรทัดแลวปรากฏตัวเลขขึ้นมาไดอยางนี้ ตอใหเปนนัก
จดชวเลขมือหนึ่งของโลกก็เถอะ

แตในเมื่อเขาเห็นแลวจะบอกวาไมเห็นไดยังไง
๖๙

“จิตเขาทํา” ทานเงยหนาขึ้นมาพูด “มือมันทําไมไดหรอก”

แลวทานก็กมลงขีดเสนของทานอีกสิบบรรทัด ลวนแลวแตกลายเปนตัวเลขสุมปราศจากการเรียงลําดับ
พอเสร็จก็ผลิตตัวเลขบรรทัดสุดทายหางจากบรรทัดอื่นๆหนอยหนึ่ง

“เอาไวกลับไปถึงบานแลวดูซิวาขาบวกถูกไหม ถาถูกก็ขอใหรูวาจิตเขาบวก สมองบวกไมไดอยางนี้”

เกาทัณฑพูดอะไรไมออก เหมือนเจออัดชายโครงดวยลูกรักบี้เต็มรัก รับแผนกระดาษจากทานมาพับเก็บ


ใสกระเปาเสื้อดวยมือที่สั่นเทา ขนลุกเกรียวเปนระลอกอยางตอเนื่อง เคยไดยินมาบางเกี่ยวกับมนุษยที่มี
ความสามารถบวกลบคูณหารเลขจํานวนมหาศาลในเวลาอันรวดเร็ว แตใหติดฝุนของฝุนของหลวงตา
แขวนนั้น คงเหลือวิสัย

“อยางที่บอกนะวาอารมณจิตตางๆมันใหคุณภาพสมาธิหยาบละเอียดผิดกัน สังเกตไหมวาตอนแรกเอ็ง
ตองใชทั้งตา ทั้งมือ ทั้งความคิดถึงตัวเลข จิตถูกใชงานหลายทาง พอสงบก็เลยสงบแบบงั้นๆ แคใหรูสึก
วาดวงตานิ่งขึ้นมานิดหนอย แตขณะที่เอ็งคิดหาทางลัดในการบวกเลขและลงมือบวกในใจ จิตมันผูกอยู
กับตาและความคิดเพียงสองอยาง และระดับความนึกคิดของงานนี้ก็ตองการพลังสนับสนุนที่แนนหนา
เพราะภาพตัวเลขในหัวเปนสิ่งไหวเลือนงาย ตองอาศัยใจหนักแนนอยางนอยชั่วระยะหนึ่ง พอจิตมันแนว
แนเปนสมาธิเขาก็ไดคุณภาพที่ลึกซึ้งกวากัน ดวงตานิ่งกวา ใหจิตตานุภาพมากกวา”

ชายหนุมฟงอยางเขาอกเขาใจแจมแจง เขาคลุกคลีและเลนสนุกกับตัวเลขมาแตเด็ก ทวาไมเคยสังเกต


และแยกแยะไดละเอียดลออเหมือนอยางกําลังฟงหลวงตาแขวนอธิบายเลย

“นี่แคตัวอยางเล็กๆนอยๆของอารมณสมาธิที่เอ็งประสบพบเจออยูทุกเมื่อเชื่อวัน ยังมีอารมณสมาธิที่ใจ
เอ็งจับแลวตื้นกวานี้บาง ลึกกวานี้บาง จากการเลนกีฬา ทํางาน หรือแมแตวางทาเดินโกเกอวดใครตอ
ใคร คิดอะไรยังไงมันเปนอารมณจิตไปไดทั้งนั้น เพียงถาเอ็งมีสติจับเขาไปในอารมณนั้นอยางเดียวสัก
ระยะ เดี๋ยวจิตก็รวมเปนสมาธิได”

เกาทัณฑผงกศีรษะนิดหนึ่งพรอมยกมือไหวรับ และเงี่ยหูฟงอยางจดจอ

“แตสมาธิที่ไดจากการทํางานแบบโลกๆนะ เปนสมาธิวุน เพราะจิตตองหมุนไปเรื่อย รวมนิ่งกับที่ไมได ก็


ไมเกิดธรรมชาติความสงบสวาง ยังเต็มไปดวยฝุนสกปรกใหญนอย เมื่อไมสงบสวาง แมจิตมีพลังมากก็
หนวงรวมมาใชกออิทธิฤทธิ์ไมได

ขั้นแรกเอ็งตองรูจักวางตัวใหเบาสบายอยูกับอารมณละเอียด หยุดนิ่งอยูกับมันเพื่อเรียนรูวิธีรวมจิตจน
เกิดพลังเปนปกแผน พื้นฐานสติสัมปชัญญะนั้นเอ็งมีอยูแลวจากงานทางโลก หากตั้งใจจริงและทําใหตอ
เนื่อง ก็จะงายเขา”
๗๐

หลวงตาแขวนเวนระยะสํารวจชายหนุม สายตาทานทรงอํานาจและมีประกายกลาแข็งดวยตบะเดชะผิด
มนุษย ชายหนุมคอหดโดยไมรูสึกตัว ทานเคยมีสายตาใจดีของคุณตาแกๆคนหนึ่ง ใครจะนึกวาแทจริง
แลวซอนแววดุยิ่งกวาเสือ สะทานขวัญไดมากมายเพียงนี้

“อารมณสมาธิที่ถือกันวาประเสริฐสุด และมีอยูคูกายเรามาแตเกิด ไดแกลมหายใจ นอกจากจะเปนตัว


อารมณใหจิตจับแลว ธรรมชาติลมหายใจเองยังเปนตัวปรุงแตงจิตใหเดินกระแสหยาบละเอียดตามได
ดวย ลมหายใจหยาบจิตก็หยาบ ลมหายใจละเอียดจิตก็ละเอียด จึงเหมาะจะใชทั้งในเบื้องตน เบื้องกลาง
และเบื้องปลาย สติกําหนดลมหายใจเขาออกอยางนี้ทานเรียก ‘อานาปานสติ’ ซึ่งเอ็งคงไดศึกษามาจาก
หนังสือหนังหาบางแลว”

เกาทัณฑพยักหนารับและกลาววาครับ

“เอา” หลวงตาแขวนพยักหนา “นั่งขัดสมาธิ์ ขาขวาซอนขาซาย มือขวาทับมือซาย ตั้งหลังตรง”

เกาทัณฑปฏิบัติตามทันทีดวยอาการกระตือรือรนเงียบๆ

“ทานั่งนี่ไมใชองคประกอบสําคัญของสมาธิ แตเปนตัวคุมสติที่จําเปนอยางหนึ่งในการเริ่มตน กายเปน


อยางไรก็ปรุงจิตใหมีความเปนอยางนั้น วางกายไวสบายจิตก็สบาย หลังตั้งคอตรงก็ชวยทรงความรูตัวได
ดี จําไวนะวาความสบายกับความตื่นพรอมเปนบันไดขั้นแรก อยาเริ่มดวยการใสอาการเพงเขาหาลม
หายใจ ใหเริ่มดวยอาการรูสึกตัวกอน”

เกาทัณฑเปนคนนั่งตรงเดินตรงหลังไมงอไดนานๆอยูแลว เรื่องนี้จึงผานตลอด เขานั่งทรงกายอยาง


สบายตามหลวงตาสั่ง พรอมกับตั้งใจวาจะใหมันทรงในลักษณะนี้ไปเรื่อยๆไมเผลอหลังงอ

"ดวยความรูสึกตัวอยางนี้ เอ็งทอดตามองตรงไปขางหนาสบายๆ รักษาความนิ่งไวอยาใหกลอกหลุกหลิก


แลวปดตาลงทั้งยังทอดตรง จะไดความรูตัวแบบเปดพรอม เวลากําหนดรูลมหายใจจะไดไมจดจองคับ
แคบ"

ชายหนุมปดเปลือกตา มีความเชื่อมั่นในตัวอาจารยเปนหลักเปนฐานการปฏิบัติ คิดในใจวาคนเราตองมี


อาจารยก็เพราะอยางนี้เอง

“ลมหายใจมีอยูแลว สิ่งที่ยังไมมีคือสติ อุบายสรางสติตามลมหายใจของพระพุทธเจาประการแรกคือให


กําหนด ‘รู’ ลมหายใจออกกอน คืออัดลมหายใจเขาเต็มปอดแบบไมตองคิดอะไรมาก แตพอคืนลมหายใจ
ออกสูภายนอก คอยกําหนดรูวานี่คือการหายใจออก เริ่มตั้งหลักอยางนี้จะทําใหไมจอเพงอยูกับการ
หายใจเขามากเกินไปเหมือนปกติ เอาลองดู”
๗๑

เกาทัณฑดึงลมหายใจเขาเต็มปอดเร็วๆโดยสักแตเปนอาการเหมือนหายใจทั่วไป ไมไดตั้งทารูเห็นเปน
พิเศษ แตพอผอนระบายลมหายใจออกจึงเริ่มกําหนดสติถึงความเปนลมหายใจที่สงจากภายในกายออกสู
ภายนอก

“พอลมหยุดก็รูวาลมหยุด ถึงเวลาที่กายเรียกลมเขา ก็รูตามจริงวานี่คือการหายใจเขา ระลึกใหเสมอกัน


กับการหายใจออกที่เปน ‘ตัวตั้ง’ เมื่อกี้”

ชายหนุมพบวาเมื่อกําหนด ‘ลมออก’ เปนตัวตั้ง ปรากฏวาสามารถรูตลอดทั่วถึงไดอยางรวดเร็ว

“นี่คือขั้นแรกของอานาปานสติ คือมีสติหายใจออก มีสติหายใจเขา พระพุทธองคสอนไวอยางนี้ เปน


อุบายลัดที่จะทําใหสติอยูกับลมหายใจเสมอกันทั้งขาออกและขาเขา อยามองขามไป”

ฝายลูกศิษยดูใจตัวเอง วามีสติขณะหายใจออก มีสติหายใจเขา ภายในปลอดโปรงขึ้นทันที ก็รับทราบ


ตามจริงวาผานขั้นแรกอยางงายๆไดแลว

“สังเกตนะ พอทําความรูสึกไดทั่ว ไมมีสวนใดกําเกร็ง และเฝารูลมหายใจออกกับเขาตามสบาย ผลคือ


เหมือนทั้งตัวมีลมหายใจปรากฏเดนอยูอยางเดียว นี่คือการเริ่มตนที่ถูกตอง จําไววาตองเริ่มอยางนี้ทุก
ครั้ง”

การเริ่มตนที่เรียบงาย ทําใหความคิดฟุงที่ครอบงําจิตใจเปนปกติหายหนไปชั่วคราว พรอมรับฟงและ


ปฏิบัติตามพระอาจารยอยางปราศจากขอสงสัย

“ลองดูวาลมหายใจในชวงเริ่มกําหนดสตินั้นจะลากยาวกวาปกติ ก็ใหรูวาอยางนี้ลมหายใจออกและลม
หายใจเขามีความยาวเสมอกัน นี่คืออีกขั้นของอานาปานสติ คือรูชัดวาหายใจออกยาว รูชัดวาหายใจเขา
ยาว”

เกาทัณฑจําลักษณะลากยาวของลมหายใจออกและเขาไว กับทั้งพยายามรักษาใหสม่ําเสมอ แตพอถึงจุด


หนึ่งก็รูสึกวาเกินพอดี มีความอึดอัดคับแนนอกขึ้นมา เปนจังหวะที่ถูกพระอาจารยทักวา

“หลักการทําอานาปานสตินั้นใหความสําคัญที่สติรูตามจริง ไมใชบังคับลมหายใจใหยาวหรือสั้น อยาบีบ


บังคับฝนกายใหทํางานผิดธรรมชาติ เมื่อถึงเวลาจะตองออกสั้นก็ใหมันออกสั้น เมื่อถึงเวลาจะตองเขาสั้น
ก็ใหมันเขาสั้น สติเราเทานั้นที่รูตามจริงวาอยางนี้คือลมตองสั้น นี่คืออีกขั้นหนึ่งของอานาปานสติ คือรูชัด
วาหายใจออกสั้น และรูชัดวาหายใจเขาสั้น”

พอเขาใจหลักการดังนั้นก็เริ่มสนุก เพราะเหมือนเขาเริ่มไมตองทําอะไร ปลอยใหกายหายใจออกหายใจ


เขาตรงกับความเรียกรองตามธรรมชาติที่เปนจริง หนาที่คือเพียงรูเทาทันวาเที่ยวนี้ยาวหรือสั้น
๗๒

“จิตที่เปนผลของการตามรูอยางถูกตองนั่นแหละ จะเหมือนแยกออกไปเปนผูเฝารูเฝาดูเฉยๆในกองลม
ทั้งปวง ไมวาจะออกหรือเขา ไมวาจะยาวหรือสั้น นี่คืออีกขั้นหนึ่งของอานาปานสติ คือขณะแหงลมออก
และลมเขา จิตตั้งมั่นอยูในอาการรูชัดตามจริงในฐานะของผูสําเหนียกเห็นลักษณะของลมขณะนั้นๆ”

เกาทัณฑพบดวยตนเองวาเมื่อจิตเอาแตจดจอลมหายใจดวยอาการตื่นรูพอดีๆ ผลคือความสงบลงทาง
กาย คอตั้ง หลังตรงไมกระดุกกระดิก แมยังมีคลื่นความคิดแทรกแซงเปนระยะ ก็ไมรําคาญ และไมสงผล
ใหกายไหวติง และพอถึงจุดนั้นก็ไดยินหลวงตาแขวนสอนตอ

“ความรูสึกสงบทางกายนั้นเปนของดี เพราะความที่กายไมกวัดแกวงนี่เอง จะยิ่งเนนใหลมหายใจถูกรับรู


ไดเดนชัดยิ่งขึ้น นี่คืออีกขั้นหนึ่งของอานาปานสติ เห็นกายนิ่งแลวก็ประคองความนิ่งนั้นไว มีแตทางเดิน
ลมหายใจที่ยังเคลื่อนไหวอยูอยางเปนอัตโนมัติ”

หลวงตาแขวนเงียบไปพักหนึ่งกอนกลาวสืบตอเมื่อเห็นลูกศิษยหนุมชักเกิดอาการฝน

“หลักของการเริ่มกําหนดสติรูลมหายใจมีอยูเทานี้ ถาหากพลัดหลงจากลม หรือหากคิดฟุงแนนขึ้นมา ก็


สํารวจวาจิตเรายังเหลือสติอยูในขั้นไหน ถาไมเหลือเลย คือจิตไมจับที่ลม กายยังกระสับกระสาย ก็ตอง
เริ่มนับหนึ่งกันใหม ทองคาถา ‘นับหนึ่งใหม’ ไวใหดี เพราะจะขลังที่สุดสําหรับการเริ่มภาวนา สําหรับอา
นาปานสตินั้น การนับหนึ่งคือมีสติรู วากําลังหายใจออกหรือหายใจเขา ตอมารูวาลมนั้นยาวหรือสั้น ถารู
ไดเรื่อยๆอยางเปนธรรมชาติ จิตก็จะแยกออกไปเฝาดูลักษณะลมตามจริงอยูเฉยๆ และเมื่อแยกออกมา
เปนผูรูตั้งมั่นถูกตอง ก็จะสงบจากความตองการขยับไหวสวนเกินของกายที่ไมเกี่ยวของกับลมหายใจไป
เอง”

เกาทัณฑเขาใจกระจางดวยประสบการณภายในประกอบพรอมอยูดวย ทวาพักใหญตอมา จิตก็เริ่มซึมลง


ในลักษณะเคลิ้มสบาย หมดแรงจับลมหายใจ หลวงตาแขวนก็ทักอีก

“คอยสํารวจตัวเองบอยๆหนอยไอหนุม พอเริ่มจะฟุง หรือเริ่มจะเลื่อนลอยลืมลมหายใจ ก็กลับมารูตัวที่


กําลังนั่ง แลวกําหนดระลึกใหมตั้งแตขั้นแรก”

ที่จุดนั้นเกาทัณฑจึงเริ่มระวังความเคลิ้มเหมอ ตามดู ตามรูลมหายใจไมลดละ กระทั่งจิตแยกออกมาตั้งรู


เห็นลมหายใจเปนสายเดียว เมื่อระดับน้ําหนักลมเสมอกันตอเนื่องถึงระดับหนึ่ง จึงเกิดภาพภายในหรือ
‘นิมิต’ เปนหนึ่ง คลายเสนเชือกเสนหนึ่งที่ชักรอกขึ้นลงดวยมือจับปลายทั้งสองดาน หนาที่ของจิตมีเพียง
เฝาตามอาการออก อาการเขา ซ้ําไปซ้ํามาตามลีลาของกลไกธรรมชาติแหงกายเทานั้น

เมื่อเห็นลูกศิษยมีใจจดจอตอเนื่องดีแลว พระอาจารยก็บอกบทตอ
๗๓

“จิตตั้งไวถูกสวนแลว แตกายยังรับกันไมสนิทนัก ถาจะใหเกิดความแชมชื่นหนักแนนกวานี้ ลมหายใจ


ตองยาวขึ้น ตอนหายใจเขาใหเริ่มดวยการขยายหนาทองพองขึ้นนิดหนึ่ง จะเห็นวาเมื่อมีอาการขยาย
หนาทอง ก็มีลมเขาเอง พอสุดหนาทองก็เลื่อนไปดึงลมตามปกติ”

เกาทัณฑปฏิบัติตาม และพบวาลมหายใจยาวขึ้น นุมนวลขึ้น มีความปลอดโปรงอยางคนหายใจทั่วทอง


มากกวาเดิมจริงๆ สิ่งที่ตามมาคือการทวีตัวขึ้นอยางรวดเร็วของความสุข ความคิดทั้งมวลสงัดเงียบลง
หายใจออกก็ราเริงเปนสุข หายใจเขาก็ราเริงเปนสุข สภาพกายดําเนินโดยอัตโนมัติราวกับเครื่องสูบลมที่
ทํางานดวยอัตราคงตัว เห็นแตสายลมผานออกผานเขา ผานออกผานเขา มีอยูแคนั้น เรียบงายเสียจนลืม
สิ้นวาโลกนี้เคยซับซอนเพียงใด

ถึงจุดๆหนึ่งก็สําเหนียกอาการควบแนนของกระแสจิต เหมือนกลุมน้ําขาวที่เขาผนึกรวมเปนหนึ่งเดียว มี
ศูนยกลางจับอยูที่การไหลเขาออกของลมหายใจอยางมั่นคง เกาทัณฑรูทันทีวานี่คือภาวะสมาธิขั้นตน
เห็นอาการปรากฏนั้นดวยความรูพรอมทั่วองคาพยพ

ภาวะนั้นจะดํารงอยูสักกี่วินาทีไมอาจทราบ แตรูตัวอีกครั้ง ก็เห็นความคิดหลั่งไหลเขามาเต็มไปหมดแลว


ไดเห็นชัดถึงตัวเหมอเผลอสติ รวมทั้งอาการรูตัวตั้งสติใหม เมื่อตั้งสติกําหนดลมหายใจในสภาพเดิมใหม
ได จิตใจก็เปดออก เห็นนิมิตลมแชมชัดอีกครั้ง

เหตุถูก ผลก็ถูก เหตุผิด ผลก็ผิด เกาทัณฑถึงกับเผลอออกอาการพยักหนาดวยความเขาอกเขาใจเต็ม


ตื้น แตแลวก็รูตัววานี่ก็ความคิด นี่ไมใชตัวสมาธิ จึงพยายามเพิกและเฝาดูลมหายใจนิ่งๆจนกระแสความ
คิดเลือนหายไปเองโดยปราศจากความพยายามขับไล

อิ่มเอมเปรมใจเนิ่นนานจนเกิดอาการลาและเหน็บกินตลอดชวงขา อันเปนเครื่องหมายวาจิตถอนแลว
จากอารมณสมาธิ และเกินกวาจะกลับเขาลูเดิม หลวงตาแขวนเห็นเชนนั้นจึงสั่งใหเตรียมกําหนดเลิก
โดยหายใจสบายๆและปรับความรูสึกนึกคิดเปนปกติเสียกอน ทบทวนการทําสมาธิแตตนจนจบวาเปน
อยางไร เพื่อวาเมื่อหลับตาลงเริ่มทําสมาธิในครั้งตอไปจะไดนึกออกงาย ถัดจากนั้นจึงคอยลืมตาขึ้นทีละ
นอยเหมือนตื่นนอนยามเชา

หลวงตาแขวนใหขอปฏิบัติเปนขั้นๆซ้ําอีกครั้งเพื่อใหเกาทัณฑนําไปใชในการทําสมาธิดวยตนเอง รวมทั้ง
ชี้แจงลวงหนาเกี่ยวกับปติและนิมิตชนิดตางๆที่เขามาดึงจิตใหเขวจากทางสมาธิ ใหคําแนะนํารวบยอดวา
เพียงทําใจวางเฉย สักแตรูสิ่งแปลกปลอม จะนารักหรือนากลัวก็ตาม รูไปจนกวาจิตจะยอนกลับมาสนใจ
จิตเอง และเห็นปฏิกิริยาของจิตมีความเปนกลางตอสิ่งรบกวน ทุกอยางก็จะสลายไปในที่สุด

เมื่อชายหนุมกลาวทบทวนใหทานแนใจวาเขาจดจําถี่ถวนถองแท หลวงตาแขวนก็นิ่งไป ทอดตามองอีก


ฝายดวยแววเมตตา สําทับซ้ําถึงจุดหมายที่ควรทําใหถึงในแตละครั้ง
๗๔

"ของมันตองหมั่นฝกบอยๆถึงจะชํานาญ ระหวางวันทํางานทําการไปตามปกติ นึกไดเมื่อไหรก็กลับมาระ


ลึกถึงลมสักครั้งสองครั้งก็ยังดี ถามีเวลาพักวางจากงานมากหนอย อาจจะสักหานาที ก็ตั้งเปาวาจะทําจน
เห็นเหมือนจิตนิ่งเปนผูรูผูดูลมหายใจอยูเบื้องหลัง ลมหายใจเปนเหมือนสายเชือกชักขึ้นลงใหดูอยูเบื้อง
หนา ชวงฝกแรกๆหากทิ้งลมหายใจนานนัก จิตจะกลับไปจับไมถูก อยางเอ็งหากขยันก็คงสําเร็จงายอยู"

ทานเวนจังหวะคลายไตรตรองบางสิ่ง แลวก็กลาววา

"อยากเห็นความจริงเรื่องชาติกอนไหม?"

เกาทัณฑหูผึ่ง ทําตาโตเหมือนถูกตบหลังหนักๆ

"อยากครับ!"

คําตอบนั้นหลุดจากปากโดยอัตโนมัติ

"ขาจะทําใหเอ็งไดเห็น" ทานสมภารพูดเสียงเรียบ "แตมีขอแมวาเอ็งตองไดสมาธิขนาดที่ขาพอใจภายใน


อาทิตยหนา"

ชายหนุมเมมปาก ความทะยานอยากของเขาก็เปยม แนวทางที่ถูกเขาก็มีพรอม แถมทานยังรับรองให


อีกวาถาขยัน เขาตองทําได อยางนี้ถายังขาดความเชื่อมั่นก็ไมรูจะวาอยางไรแลว

"ผมจะไมทําใหหลวงตาผิดหวังครับ"

"จะทําสมาธินะ ไมใชแคอยาก ไมใชแคทําถูกแลวก็จะไดผลเสมอไป วิถีชีวิตตองอยูในกรอบดวย จิตถึง


จะพรอม...เอ็งเลิกกินเหลาเมายาสักอาทิตยไดไหม?"

"ไดครับ"

พนมมือรับอยางแข็งขันทันที เพราะคิดลวงหนาอยูแลววาพระอาจารยทานตองหามเรื่องนี้

"ไมเสพกามไดไหม?"

เกาทัณฑเกือบอึ้ง แตพริบตาก็ใหคําตอบอยางเด็ดเดี่ยว

"ไดครับ!"

"ไมโกหก ไมพูดนินทาสอเสียด ไมพูดตลกคะนองไรสาระใหจิตขุนมัวไดไหม?"


๗๕

คราวนี้เขานิ่งไปนาน นึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นภายในหนึ่งอาทิตยขางหนา เห็นภาพตัวเอง


เปนเบื้อใบ พูดตลกโปกฮากับเพื่อนที่ทํางานคลายเครียดไมได อยางนี้ก็นาคิดเหมือนกัน แตพอนึกตอไป
วาอาทิตยหนาจะรูเห็นเรื่องภพชาติใหหายสงสัย ก็ตอบออกมาสั้นๆเหมือนเดิม

"ครับ ผมทําได"

"ดี!" หลวงตาแขวนลงเสียงหนักๆ "เอ็งอยูตอหนาขา มีความเชื่อมั่น ละทิ้งความหวงหนาพะวงหลังทั้ง


หมดได ถึงเปนสมาธิงาย แตเมื่ออยูกับตัวเองแลว ความเคยชินแบบโลกๆจะนํากิเลสกลับมาครอบงําเต็ม
หัวใจ เปนอุปสรรคกับสมาธิจิตโดยตรง ขาถึงใหเอ็งปฏิญาณไว วาจะเลิกของแวะกับตนเหตุกิเลสหลักๆ
ของเอ็งเสีย

กิเลสที่ขวางกั้นความกาวหนาในการภาวนาเรียกวา ‘นิวรณ’ มีความพอใจในกามคุณ ความคิดราย


พยาบาท ความหดหูงวงเหงา ความฟุงซาน แลวก็ความลังเลสงสัยในธรรมปฏิบัติ ถาเกิดนิวรณขอไหน
ขึ้นมา วิธีแกงายที่สุดคือเห็นมันเปนโทษ เปนเครื่องรอยรัดจองจําใหจิตอึดอัด สมควรละทิ้ง ผละหนี ก็จะ
ปลอดโปรงโลงใจ เปนอิสระ เปนไทแกจิตเองเหมือนนักโทษที่หลุดจากพันธนาการและหองคุมขัง

พอจิตสดชื่นและคุนกับการเปนอิสระจากนิวรณ ความนอมใจใฝสงบ ใฝความตั้งมั่นเปนสมาธิก็จะเกิดขึ้น


เอง และเกิดขึ้นบอย ระหวางวันจึงควรกําหนดสติดักไวดีๆ วามีนิวรณเกิดขึ้นเกาะจิตหรือยัง ถามีก็ละ
เสีย ทิ้งเสีย ดวยอุบายของพระพุทธองคที่ขาวา"

"ครับ หลวงตา ผมจะระวังปองกันจิต กั้นจากนิวรณทั้งหมดใหไดครับ"

"เออ! ขาขออวยพรใหเอ็งประสพความสําเร็จ เอาละ วันนี้กลับไปได เดี๋ยวขามีธุระจะตองทํา"

ชายหนุมยกมือไหวรับพร แตกอนกราบลาก็ถามสิ่งที่คางใจออกไป

"ผมไมตองทําพิธีหรือนําดอกไมมาบูชาอาจารยหรือครับ?"

"ขาชอบการบูชาดวยใจ เอ็งมีใหขาแลว ขาเห็น ขาไมไดจะสอนไสยศาสตร แตจะสอนตามแนวของพุทธิ


ปญญา ดอกไมธูปเทียนและพิธีขึ้นครูจึงไมใชสิ่งจําเปน แตถามันเปนศรัทธาอยากทํา จะเอามาถวายบาง
ก็ตามใจ"

เกาทัณฑกราบลาดวยความสดแจมแชมชื่นอยางประหลาด ชีวิตมีแรงบันดาลใจใหมๆ มีเครื่องกระตุน


ความอยากใหมๆ ยังใหเกิดพลังแหงความกระตือรือรนแลนพลานไปทั่วสรรพางคกาย
๗๖

ออกจากวัดทางนฤพาน ขับรถมาเกือบถึงหนาบานปู ชายหนุมเหลือบมองไปทางเบาะดานขาง มีหนังสือ


ที่ปูใหมาสองเลมคือพุทธธรรมกับพจนานุกรมพุทธศาสน เขาเตรียมจะคืนในวันนี้ เพื่อเปนเหตุประเภท
ติดไมติดมืออางมาหาปูอีกครั้ง

ตั้งใจมาตอนคนแกใหจนมุมเต็มที่ คราวนี้กับคราวที่แลวจะแตกตางกันอยางสิ้นเชิง เพราะมีการ


ตระเตรียมเปนเรื่องเปนราว จะไมมีการเหวี่ยงแหไรทิศทางอยางเมื่อกอนอีก โดยเฉพาะประเด็นหลักของ
พุทธ คือทุกขและการดับทุกข ซึ่งพระพุทธองคตรัสกลาวอยางชัดเจนวาพระองคตรัสสอนแตเรื่องนี้เทา
นั้น

เกาทัณฑกะพริบตาทีหนึ่งดวยความรูสึกกึ่งขัดแยง บัดนี้เขาไดชื่อวาเปนศิษยของ ‘พระ’ ในพุทธศาสนา


เริ่มเขาใจการตั้งจิตเปนสมาธิ ยอมรับวาเบื้องแรกไมไดมองหลวงตาแขวนเกินไปกวาผูวิเศษ แนใจเพียง
วาทานมิใชนักมายากล หรือผูมีอํานาจจิตสะกดใหเห็นไปตางๆเพียงชั่วขณะ เพราะหนังสือพิมพมอด
ไหมเปนเถาถานจริง และเมื่อลอบสังเกตเพดานกุฏิในวันนี้ ก็ยังพบรองรอยไหมเกรียมซึ่งเกิดจากลิ้นไฟ
เนรมิตของทาน เมื่อฝากตัวเปนสานุศิษยก็ใหความเคารพนับถือเปนครูบาอาจารย ทวาก็ดวยประสงค
เพียงเรียนรูศาสตรแขนงหนึ่ง ทํานองเดียวกับที่ยกยองนักกีฬาเกงๆเปนครูฝกสอน โดยไมจําเปนตอง
เตรียมใจยอมคลอยตาม 'ความเชื่อ' ทั้งหมดของทาน

อยางไรก็ตาม ทานทิ้งทายไวเปนที่ปลุกเราความสนใจลงไปถึงราก นั่นคือประเด็นเกี่ยวกับภพชาติ ซึ่ง


กําลังวนเวียนอยูในความสงสัยของเขาพอดี เพราะเมื่อศึกษาพุทธศาสนาในเชิงอรรถแลว พบวาจะมี
ความหมายตอชีวิตที่สุขพรอมสมบูรณแบบเชนเขา ก็ตอเมื่อตระหนักแนแกใจวาการ 'ดับทุกข' นั้น คือ
เลิกเวียนวายตายเกิดอยางไมรูอิโหนอิเหน บอดใบเรื่องกฎกติกาวาทําเหตุอยางไรจะถูกเหวี่ยงไปเกิดใน
ภพไหนภูมิไหน

เกาทัณฑสรุปไดอยางหนึ่งวาถาทฤษฎีเรื่องการเวียนวายตายเกิดของพุทธเปนของจริง ก็แปลวาธรรม
ชาติออกจะโหดเหี้ยมเอามาก คือไมบอกกฎใหใครรู แตใครผิดกฎเมื่อไหร ก็เสร็จเมื่อนั้น ไปเกิดรายตาย
ดีก็ดวยความไมรู หลงกอกรรมทําเข็ญจนวิญญาณชุมบาปอยางนาอเนจอนาถ เสร็จแลวตองกมหนากม
ตาไปรับกรรมแลวๆเลาๆอยางปราศจากที่สิ้นสุด เพราะเหตุแหงการเกิดยังสืบเนื่องเปนปฏิกิริยาลูกโซไป
เรื่อย
๗๗

ถาอาทิตยหนาเขารูวาชาติกอนชาติหนามีจริง หมายความวาทุกอยางจะเปลี่ยนไปหมด ความคิดอานกับ


ความเชื่อที่ผานมานับแตจําความได ลวนตองถูกจัดเปนความบื้อ ความหลงละเมอเพอพกของสิ่งมีชีวิต
อีกหนวยหนึ่ง ที่ทะนงนึกวาตนทรงภูมิ ทรงความรูล้ําลึก ทวาแทจริงไมไดรูอะไรเลย

ไมรูจักกระทั่งตนเอง แลวจะขึ้นชื่อวา 'รู' ไดอยางไร

ใจแกวงเล็กนอยเมื่อชะลอความเร็วของรถ เปนความหวั่นไหวชนิดหนึ่งที่เขาไมกลาสํารวจหาสาเหตุ เทา


แตะเบรกเตรียมหยุดรถเทียบขางประตูรั้ว แตแลวก็แตะคางเมื่อเหลียวไปเห็นสองหนุมสาวใตรมไมหนา
บาน เปนแวบเดียวแหงการเห็นและถูกสารพันความรูสึกจูโจม จนตองยายเทามาลงน้ําหนักเหยียบคัน
เรงใหรถพุงฉิวหางหายไปจากที่นั้นในพริบตา

แพตรีมองตามการจากไปของเรือนรถเพรียวลมสีสดสะดุดตาดวยแววเฉยนิ่ง

"ดูเหมือนจะเปนคนนั้นใชมั้ยฮะ?"

เปนเสียงถามออนๆจากมติ

"คนไหน?"

หญิงสาวถามกลับ

"ก็...ที่เขานั่งคุยกับพี่แพเมื่ออาทิตยกอน"

"คงใชมั้ง"

มติรูเห็นเรื่องราวเพียงนอย แตเขาก็เปนผูมีสามัญสํานึกดีเทาๆชายทั่วไป และดวยปกติของสามัญสํานึก


ดังกลาว ก็ทําใหทราบวาไมธรรมดาเลย ที่รถคันนั้นชะลอลงเหมือนจะจอดแลวกลับบึ่งจากไปเฉยๆ

อยางปราศจากความไยดีคั่งคาง แพตรีกมหนาพิจารณากรอบภาพสีน้ํามันบนผาใบผืนใหญบนโตะ มติ


เอามาใหหลอนดู มันเปนภาพสายลูกไฟที่ยืดยาวไรตนไรปลายในหวงวางมหันต คลายสรอยไขมุกที่เรียง
เม็ดคดเคี้ยวอยูบนสายยาวจากอนันตภาพเบื้องลึกสูอนันตภาพเบื้องไกลโพน การนําเสนอของภาพเนน
ไปที่ลูกไฟใหญสองสามดวงใกลตา นั่นคือฝมือนักศึกษาวิจิตรศิลปของมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งทางนี้
แนวคิดของภาพทําใหมันไดชื่อวา ‘สังสารวัฏ'

มีเศษกระดาษตางหากอีกแผนบรรจุถอยคําที่เรียงรอยบรรยายไว หญิงสาวนั่งอานในใจเงียบๆอยางมี
จินตภาพละเอียดออนตามกลอนแตละบาทแตละบท
๗๘

อันเปลวไฟใดกอก็รอลับ จะวับดับกลับวายสลายรอน
นี่ยับยอยรอยหรอแลวตอตอน พอรอนลับกลับฟนคืนวังวน
เปนโซหวงลวงดับสลับถาย สืบทอดเยื่อเชื้อรายขยายผล
ดวงตอดวงลวงตาเปนตัวตน ใหสับสนหนทางอันรางรา
กอรูปคุดุแดงดูแรงราย แลวกลับกลายฉายแสงเสนหา
เปนนรกผกผันสวรรคา เมื่อหันหาสิหายหนทุกตนจร
ตะลอนตอตลอดหนไรตนปลาย คายไวเพียงทุกขกับทิ้งสิ่งลวงหลอน
เรียกวังวน 'สังสารวัฏ' ไมตัดตอน ใหไฟรอนประการเดียวเที่ยวเกิดตาย!

เมื่ออานจบแพตรีก็สยายยิ้มกวาง มติจะนํางานชิ้นนี้ไปประกวดในงานทางพุทธศาสนาที่ภาคเอกชนรวม
กับสถาบันศึกษาใหญจัดขึ้น หญิงสาวเหลือบตามองรูปแลวพยักหนานิดๆเปนเชิงชม

"อื้อม..."

"พอใชไดไหมฮะ?"

แพตรีพยักหนาซ้ําอยางเต็มใจ

"อยางนี้เรียกเยี่ยมเลยไมใชแคพอใช ตองรับรางวัลใดรางวัลหนึ่งแนๆ พี่ไมอวยพรละ แตขอแสดงความ


ยินดีลวงหนาไวกอนเลย"

มติเปนจิตรกรที่เลนสีเกง ลูกไฟบางดวงแดงโชติฉานดูนาสะพรึงกลัวดุจจะแทนไฟนรกไดจริงๆ บางดวง


ก็มีสีสันวิจิตรนาหลงมองเพลินตาราวกับลูกไฟสวรรคไดปานกัน วิธีวางตําแหนงอยางถูกหลักการสราง
มิติที่สามทําใหคนดูรูสึกเปนจริงเปนจังถึงอนันตภาพทั้งของสายลูกไฟอันยืดยาวและหวงมืดอันลี้ลับ

มาบวกเขากับแนวคิดและคํากลอนกํากับภาพกินใจอยางนี้ จึงนาจะจัดเปนผลงานประกวดที่เขาตา
กรรมการงายหนอย

"ในวันตัดสินเขาจัดนิทรรศการใหคนทั่วไปเขาชมดวย พี่แพไปกับผมนะฮะ"

เขาชวนอยางรูวาหลอนจะไมปฏิเสธ และหลอนก็พยักหนารับงายๆดังคาด

"ไดสิ ไปดูเธอรับรางวัล จะไดดีใจดวย"


๗๙

หญิงสาวทอดตามองภาพ แลวยกมือชี้ไปยังลูกไฟดวงเดนที่สุดในภาพ

"นี่คงแทนมนุษยภูมิใชมั้ย?"

"ฮะ เปนลูกไฟที่แปลกและแตกตาง ปราศจากเอกภาพ บางสวนดูสวย บางสวนดูพลุงพลานรุมรอน ขาด


ความสม่ําเสมอ"

"ถามีความรูทางพุทธศาสนาดี คงดูภาพของเธอเขาใจและแปลความหมายออกทุกอยางนะ แครูชื่อภาพ


ก็พอแลว"

ชายหนุมลดสีหนายิ้มลงนิดหนึ่ง

"เพื่อนผมบางคนบอกวา...ถากรรมการไมเชื่อ ความหมายของภาพนี้จะดอยไปมาก"

แพตรีลดเปลือกตาลง นิ่งคิดแลวก็เห็นตาม จริงแหละ พุทธศาสนิกชนมีหลายประเภทนัก ลวนมีทรรศนะ


และความเชื่อสวนตัวแตกตางกันไป นอยเสียเมื่อไหรที่คนตําแหนงสูงๆและมีบทบาทตอวงการศาสนา
พุทธไมเชื่อ ไมศรัทธาบางคําสอนอันเปนหลักสําคัญยิ่งอยางเชนภพภูมิและการเกิดตายแลวๆเลาๆ

หญิงสาวมองภาพบนผืนผาใบตรงหนาดวยอาการใครครวญนิ่งเปนดุษณี หลอนกําลังคิด และมติก็เพลิน


มองอาการนั้นของหลอนดวยสายตาของศิลปนที่ไวกับรายละเอียดความงดงามทุกชนิด เขาชอบพินิจดู
หลอนในอิริยาบถตริตรอง ดวงหนาออนเยาวปราศจากริ้วรอยความกังวลทั้งปวง ตัดกันกับนัยนตาฉาย
แสงแหงความคิดฉลาดลึกซึ้งอยางผูใหญที่มีความมั่นคงทางปญญาและอารมณ ทุกมุมสะทอนแสงของ
แกวตาแพตรีทอประกายงามราวกับเครื่องประดับในฝน หากเชื่อวาคนเราวาดรูปตัวเองดวยกรรม อดีต
และปจจุบันของหลอนก็คงเปนจิตรกรผูมีฝมือนาพิศวงชวนเลื่อมใสยิ่ง

"นาเสียดายนะ" หลอนเอยขึ้นในที่สุด "ถาเปนอยางนั้นละก็ ลองเปลี่ยนแนวคิดของภาพเปน ‘ตรัสรู’ แทน


ไดก็ดีหรอก ใหปลายทางของสายลูกไฟเปนดวงประกายพรึกเดนที่แทนความหมายของการสวางรู เต็ม
ตื่นเปนไฟลางตัวเองจากเชื้อราย แลวลูกไฟที่ผานมาจะไดใชแทนความหมายของการหลงทุกขหลงสุขชั่ว
ครูชั่วคราว อยางนี้จะมีความหมายกับศาสนิกชนทุกทรรศนะ เพราะจุดหมายอันเปนที่สุดของเนื้อหาใน
พุทธศาสนคือการมีดวงจิตสวางรูหลุดพนจากความทุกขและความขึ้นลงไมเปนสาระตางๆ"

มติเบิกตาโพลง จับมองใบหนาหญิงสาวดวยแววจรัสแสงกลาของศิลปน

"เออแฮะ" เขายิ้มกระจาง "ไอเดียนี้เขาทาจริงๆ ผมไมทันคิดสะระตะเสียกอน มัวแตคิดถึงความยืดยาว


ไมรูจบของสังสารวัฏซึ่งนอยคนจะอานออกและคลอยตาม สูความเชื่อซึ่งเปนสาธารณะเชนการสวางรู
เหนือทุกขสุขไมได ยังไมสายหรอกฮะ ผมใชเวลาวาดสักสองสามอาทิตย ทันสงถมเถ"
๘๐

ความจริงการเสกสรรคปนแตงงานที่ลุลวงไปแลวขึ้นมาใหมหมดนั้นควรแกการเบือนหนาหนีเปนอยางยิ่ง
โดยเฉพาะกับงานศิลปที่ตองการความละเอียดปราณีตและการทุมเทแรงกายแรงใจมากๆอยางนี้ แตมติ
กลับไมนําพาความเหนื่อยยาก แสดงใหเห็นถึงศรัทธาปสาทะและแรงบันดาลใจทางศาสนาอยางเปยมลน

เมื่อหญิงสาวทราบเจตจํานงของนองเชนนั้น ก็ชําเลืองตาจองยิ้มๆ

"ศรัทธาแกกลาดีจริง"

"ภาพนี้ผมใหพี่แพก็แลวกัน"

เขายกใหงายๆ แพตรีเบิกตาเล็กนอย

"ไมขายละ? ถึงคนดูไมรูเรื่องก็อยากซื้อไดนะ ภาพสวยออกอยางนี้"

"ไมตั้งใจจะขายอยูแลวนี่ฮะ"

หญิงสาวนิ่งไปครู กอนจะกวาดตาพินิจรายละเอียดบนแผนภาพและยิ้มรับ

"งั้นก็...ขอบใจนะ"

รูวาปูก็ตองชอบ นึกหาที่แขวนเหมาะๆไดเดี๋ยวนั้น มติกับหลอนมอบของนอยใหญใหแกกันมาแตไหนแต


ไร จึงไมจําเปนตองย้ําคะยั้นคะยอหรือกระทําพิธีบายเบี่ยงใดใหมากความ

พอพูดถึงปู มติก็เปลี่ยนเรื่องอยางนึกขึ้นได

"วันกอนปูคุยกับผม บอกผมวาพอพี่แพเรียนจบ มีงานทําเลี้ยงตัวได ไมนาเปนหวงแลว...ปูจะบวช"

ดวยความเฝาสังเกตอยูตลอดเวลา มติไมเห็นแมแตความกระเพื่อมไหวในแววตาสงบดุจแผนน้ํานิ่งของ
แพตรี หลอนยังระบายยิ้มออนใหกับภาพตรงหนาเฉย แตเพราะมติรูจักใกลชิดมาเนิ่นนานจนเขาถึงและ
สัมผัสไดกระทั่งสวนลึก จึงทราบดีวาภายใตความไมไหวติงนั้น ที่แทหลอนเก็บซอนความโศกเศราเอาไว
อยางเงียบเชียบ

มติถอนใจ จะใหเขานิ่งดูดายไดอยางไร

"พี่แพรูแลวใชไหมฮะ?"

"รูแลว"

หลอนตอบเบาๆ ปราศจากวี่แววสะเทือนใจปนออกมา
๘๑

"แลวคิดยังไงตอไปฮะ?"

หญิงสาวเหลือบตาขึ้นสบกับเพื่อนรุนนองที่สนิทคุน แลวเบนไปทางตัวเรือนซึ่งปูคงกําลังนั่งอานหนังสือ
ธรรมะหรือเดินจงกรมอยูในหองพระตามลําพัง สิ่งเหลานั้นเปนกิจวัตรของปูเมื่อทานปดประตูหอง

"พี่อนุโมทนากับความตั้งใจของทาน พี่คงทํางานทําประโยชนใหสมคาความรูที่ร่ําเรียนมาสักสองสามป
แลวจากนั้น..." ปลายเสียงของหลอนแผวลง แตแลวก็กลับหนักแนนขึ้นอีกครั้ง "พี่จะบวชชี อยูในเพศ
พรหมจรรยบูชาพระคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ และคุณปู"

ถอยคําบงบอกเจตนารมณนั้นทําใหมติงันนิ่งไป เด็กหนุมเมมปากและมีคิ้วเครงเล็กนอย

"แนใจแลวหรือฮะ?"

แพตรีพยักหนาชาๆ เปนความเนิบชาที่ทําใหมติสัมผัสความพะวงบางประการที่แอบแฝงอยูในชั้นลึกสุด

"เปนความตั้งใจที่ดี"

เขาบอกอยางนั้น แตมิไดกลาวอนุโมทนาดวย กลับเปลี่ยนเรื่องถามมาอีกทาง

"พี่แพเอาไมแคระไปไวมุมไหน"

บานซึ่งเต็มไปดวยชั้นวางไมดอกไมประดับนั้น ทําใหเขาขี้เกียจกวาดตาควานหาพันธุไมแคระซึ่งตน
อุตสาหซอกซอนไปพบถึงบนยอดเขาใกลกับหมูบานชนบทที่กลุมอาสาพัฒนาของเขายกขบวนไปถึงเมื่อ
อาทิตยกอนๆ

"หลังบาน"

แพตรีตอบทั้งยิ้ม อันที่จริงมติไมใชนักเลงตนไม แตนานทีก็หาพันธุแปลกมากํานัลหลอน ไมวาจะแปลก


ขนานแทหรือเขานึกเอาเองวาแปลกก็ตาม มันมีคาเสมอ เพราะเขาไมเคยซื้อมาโดยงาย แตหามาดวยลํา
แขง...ลําแขงจริงๆไมใชอุปมาอุปไมย มติชอบทองเที่ยวไปตามปาเขาและชายทะเล นั่นทําใหเขามีโอกาส
เสาะสํารวจธรรมชาติไดหลากหลายภูมิประเทศ

"บางครั้งผมเกือบเขาใจวาสัมผัสพิเศษที่พี่แพมีตอตนไมเปนยังไง" เขากลาว "เวลาผมมองดีๆแลวรูสึกวา


พวกมันมีสัญญาณชีวิต สําเหนียกรูไดวานั่นคือวิญญาณ คือพลังที่ใหความออนโยนกับโลก อารมณของ
ผมจะแปลกไป คือกลมกลืนไปกับความเยือกเย็น สงบเรียบงาย และเหมือน...เออ"

เด็กหนุมหรี่ตาพักเฟนคํา

"ไมเคยตองคิด ชีวิตไมมีเรื่องนากังวลอยูเลย"
๘๒

แพตรีตอคําใหเมื่อเห็นมติเหมือนจะจนดวยถอย เด็กหนุมพยักหนารับดวยตาสดใส

"ใช...แบบเดียวกับที่เตาชี้ใหเห็นการเติบโตอยางงายดายตามธรรมชาติ ถาเขาถึงไดก็มีความดื่มด่ําเยือก
เย็น เพราะจิตเสมอกับธรรมชาติ ธรรมชาติเปนไปอยางไร จิตก็ปรับแปรตามนั้น พอปราศจากความขัด
แยงกับธรรมชาติ ก็เหลือแตความเรียบงายที่เปนไปเอง"

หญิงสาวคลี่ยิ้ม มองอีกฝายดวยสายตาแหงการถายทอดสัมผัสโดยตรงจากใจ

"ถาเธอรักพวกมันมากพอจะ ‘คุย’ กับมันไดเหมือนอยางที่คุยกับเพื่อนสนิทสักคน เธอจะเขาใจ ‘เสียง


เงียบ’ ที่สื่อกันอยูระหวางฝงเราผูเฝามอง และฝงชีวิตที่ถูกมอง เปนคลื่นสัญญาณอีกแบบหนึ่ง บอบบาง
แตก็มีกระแสแรง"

มติหัวเราะเอื่อยๆ ใชจะเยาะดวยความขบขัน แตหัวเราะอยางรูตัววายังไมอาจเขาถึงรหัสสัญญาณชีวิต


ระดับนั้น เขาใจแตวาเมื่อจิตมนุษยเพงอยูกับอะไรบางอยางชั่วนาตาป เมื่อแนบแนนมากเขาก็จะเกิด
ภาวะ ‘เห็น’ ความเปนสิ่งนั้นๆขึ้นมาอยางกระจะกระจาง หยั่งลงสูสัมผัสพิเศษที่คนอื่นดูดวยตา ฟงดวยหู
แลวไมเขาใจ

"พี่แพถึงเหมือนตนไมเขาไปทุกวัน...เคยสับสนไหมฮะเมื่อตองกลับมาพูดภาษามนุษย ถาผมคุยกับตน
ไมไดบาง เราอาจคุยกันในรูปแบบที่แปลกขึ้นกวาเดิมก็ไดนะ"

มติพูดกึ่งเลนกึ่งจริง แพตรีหัวเราะหนอยๆแลวเงียบ

"วาแตวาพี่พูดกับตนไมยังไง ไดความหมายเปนใจความเหมือนอยางติดตอกับผูคนหรือเปลา?"

หญิงสาวสายหนา

"มนุษยเราสื่อสารกันดวยการถายทอดความคิด ความคิดเปนเปลือกที่อยูผิวนอกของใจ ถูกขับออกมา


เปนระลอกดวยเจตนาที่ซอนอยูเบื้องหลัง หากเจตนาเปนโทษ คลื่นของจิตก็สงออกมาหยาบๆนาระคาย
หากเจตนาเปนคุณ คลื่นของจิตก็สงออกมาละเอียดนาสบายหนอย แตสวนใหญเราไมทันซึมซับรับรู
ลักษณะคลื่นของจิตมนุษยมากนัก เพราะใจมัวไปทํางานแปลความหมายของภาษาพูดเสียหมด เราถึง
ถูกหลอกบาง ถูกทําใหเขวบาง เพราะฟงเฉพาะภาษาเปนคําๆ"

พูดแลวก็เบนสายตาไปจับดอกพิกุลซึ่งอยูหางจากตรงนั้นเพียงสี่หากาว ดวงหนาของหลอนออนสงบยิ่ง
ในการเฝามองของมติ

“แตสัญญาณสื่อสารจากตนไมไมไดมาจากระบบความคิด ไมไดมาจากภาษา ปราศจากเจตนาดีรายซอน


อยูเบื้องหลัง ไมมีการปรุง ไมมีการปน ทุกอยางถายทอดตรงไปตรงมาจากความเปนตนไมเองทั้งราง สื่อ
สารกันจากวิญญาณถึงวิญญาณ ถาคลื่นวิญญาณสงออกมาดีๆ ก็แปลวามันกําลังเปนอยูเหมือนคนที่มี
๘๓

สุขภาพดีและราเริง ถาคลื่นวิญญาณสงออกมาอับหมอง ก็อาจสันนิษฐานวามีบางอยางผิดปกติไป อาจ


จะเพลี้ยลง หรือไดน้ําไดปุยนอย ดีอยางนี้แหละที่เราสามารถรูจักพวกมันโดยปราศจากภาษาขวางกั้น
เพราะเราจะไมมีวันเขาใจผิดหรือถูกหลอกใหเลี้ยงดูคลาดเคลื่อนจากที่ควรเลย”

มติยิ้มกวาง

"อยางนี้เองพี่แพถึงไวนัก กับการหลบคนใจราย ใจกระดาง เพราะคุนที่จะสัมผัสแตสิ่งละเอียดออน" พัก


มองโดยรอบ แลวเอยถาม "เคยไดยินวาความสั่นสะเทือนจากจิตวิญญาณเจาของ จะติดอยูกับตนไมดวย
เวลาดูตนไมนอกบานนี่พี่แพอานออกจากสัมผัสพิเศษไหมวาเจาของเปนคนนิสัยใจคอยังไง"

แพตรีกะพริบตาทีหนึ่ง หลอนคุยกับมติโดยไมจําเปนตองเก็บงําสิ่งใดไวเปนความลับ

"ถาฝากสัญญาณไวเดนพอ ก็อาจจับไดอยูบางมั้ง อยางเรื่องความสดใสเนี่ย ถาเจาของมีจิตใจที่สวางและ


เดินมารดน้ําตนไม รินใจเผื่อแผตนไมบอยๆ พวกมันก็จะมีความสวางตาม เราสัมผัสแลวสดชื่นตามได
งายๆ แตถาเจาของปลอยใหตนไมยืนอยูตามยถากรรม รอฝนตกลงมาเลี้ยงเอง ก็ไมมีคลื่นความใสใจ
ของมนุษยฝากไว"

มตินิ่งฟงอยางสนใจ พอแพตรีพูดจบก็เลาวา

"ผมเคยเห็นอยูรายหนึ่งบอกวาเขารูความตองการของตนไมที่เลี้ยงไว รูหมดเลยวามันอยากไดดินใหม
อยากใหงดปุยที่กําลังใช หรือตองการน้ํามากขึ้นอะไรทํานองนั้น ผมฟงแลวบางทีก็อดรูสึกไมไดวาเขารัก
ตนไมมากจนเกิดอุปาทาน หรือคลุกคลีผูกพันจนเกิดความหยั่งรูพิเศษขึ้นมาเอง ใชวาไดรับการติดตอ
จากตนไม แตฟงจากที่พี่แพพูดแลว ก็ทําใหคิดวาอาจมีบางอยางที่ก้ํากึ่งกันระหวางอุปาทานกับ ‘เสียง
จริง’ จากตนไม”

"จะอุปาทานหรือของจริงก็ไมนาสนใจไปกวาที่วา เมื่อทําตามตนไมตองการแลวตนไมดีขึ้นหรือเลวลง"

เด็กหนุมครางในลําคอเบาๆอยางเห็นดวย เคยไดยินมานานแลวเรื่องความเจริญงอกงามเปนพิเศษของ
ตนไมถาคนเลี้ยงมีใจให บางรายเลี้ยงไดถึงขั้นมหัศจรรย โตเร็ว เติบใหญกวาธรรมชาติ และงดงามกวา
ของชาวบานทั่วไปทั้งที่มีพืชพันธุ ดิน แดด และปุยอยางเดียวกันทุกประการ

“คนมีความสุขกับตนไมนี่ดูสันโดษและเหมือนไมตองการอะไรอีกแลว แครักตนไม อยูกับตนไมก็พอ นับ


วาพี่แพนี่นาอิจฉาเหมือนกันนะ"

“แตเธอคงไมอิจฉาพี่มั้ง เพราะรูจักบรมสุขในงานศิลปะอยูแลวนี่ อยางที่เคยเห็นเธอทํางาน ดูหนาตาอิ่ม


เอิบดีออก”

แพตรีหมายถึงเมื่อครั้งเขานั่งวาดรูปเหมือนใหหลอน
๘๔

“ตอนวาดไดอยางใจก็อิ่มเอิบดีหรอกฮะ แตถาเปนตรงขาม ก็หงุดหงิดเอาบอยๆเหมือนกัน ตางจากความ


สุขสนิทใจที่ไดจากตนไมอยางพี่แพ มีแตสุขเย็น ไมตองหงุดหงิดเลย”

แพตรีเลิกคิ้วสูงดวยความฉงน รูจักกันมาแตเล็ก เห็นหนาเห็นตาในสารพัดเหตุการณ หากคัดเปนภาพก็


คงไดนับพันนับหมื่น จําไดวาไมเคยเห็นสีหนาขุนขึ้งของเขาแทรกขึ้นมาเลยสักภาพเดียว

“อยางเธอเคยหงุดหงิดดวยหรือ?”

“เคยสิฮะ”

เขาตอบกลั้วหัวเราะ

“ไมรูสินะ ในความรูสึกของพี่เธอเหมือนคนที่เขาถึงศิลปะลึกซึ้งมาก เห็นเธอทํางานแลวเหมือนกําลังแยก


ตัวเองไปอยูอีกมิติหนึ่ง ลองลอยเบาสบายอยูตามลําพัง อีกอยาง เธอเขาใจพระธรรมคําสอนดี แลวก็ทํา
สมาธิไดผลกวาพี่มาก ยังหงุดหงิดกับอารมณหยาบๆไดอีกหรือ?”

“ศิลปนสวนใหญฝนแรง แลวก็อยากแรงฮะ ตราบใดที่ยังกลมกลืนไปกับศิลปะบริสุทธิ์ไมไดอยางถองแท


พี่แพอาจมีโอกาสรูจักพวกมีหัวทางนี้นอย แตละคนปงปงเปนฟนไฟงายจะตาย”

"สําหรับเธอ ความหงุดหงิดคงถูกขังไวแตขางในแหละนะ ขางนอกเธอสงบมาตลอดนี่ พี่ยังเผลอนึกวา


เธอหมดโกรธ หมดอยากไปแลวดวยซ้ํา" หลอนกลาวทั้งกลั้วหัวเราะ "คงมีแตเจาตัวเทานั้นแหละนะที่รูวา
สิ่งเหลานี้หมดไปหรือยัง"

มติมองหญิงสาวรุนพี่ดวยสายตาที่เปลี่ยนไป คลายจุดประกายความมาดหมายเรนลับทอตัวเปนแสงเขม
ในแกวตาที่เคยเยือกเย็นออนโยนเปนนิจ

"ผมเปนมนุษยธรรมดา ไมมีมนุษยธรรมดาคนไหนจบความอยากไดเพียงเพราะมีใจฝกใฝศิลปะและ
สมาธิ ผมมีอยากที่ยิ่งกวาศิลปะและสมาธิ ผูชายอื่นทะยานยังไง ผมก็ไมตางจากนั้น”

หญิงสาวสะอึกอึ้งนิดหนึ่ง แตทําเปนไมเห็นสายตาชนิดนั้นของเขา เสมองไปทางอื่นและพูดเอื่อยๆคลาย


ผสมโรง

"ใช พอพี่ตื่นจากโลกของตนไม พี่ก็พบวาความเปนมนุษยนี่ยุงเหยิงดวยความอยากหลายๆอยาง แลวก็


นาตลกที่บางทีมันขัดกันเอง"

ก็เชนที่หลอนอยากใหปูบวชตามความปรารถนาของทาน อยากจริงๆมิใชการเสแสรงทําใจเปนหลานผู
ประเสริฐ แตขณะเดียวกันหลอนก็มีความอยากทั้งในสวนตื้นกับสวนลึกที่จะใหปูอยูกับหลอนตลอดกาล...
อยางนอยก็จนกวาสังขารของทานจะพาทานไปจากหลอนเองในวาระอันควร
๘๕

มติใชขอนิ้วเกลี่ยปลายจมูก ขยับจะพูดอะไรอยางหนึ่ง แตแลวก็เสพูดไปอีกอยาง

"ครั้งหนึ่งผมเคยวาดรูปชื่อ ‘ตามนุษย' ไว รูสึกจะไมเคยเอามาใหพี่แพดู ขายไปแลวละฮะ สะใจกับความ


ไมอาจถูกหยั่งถึงกนบึ้งของมัน ผมวาตามนุษยเปนสัญลักษณของความซับซอนหาที่สุดไมเจอ สลับสับ
เปลี่ยนแวว เปลี่ยนนัยไดสารพัดในกาลเทศะตางๆ เขาใจยากยิ่งกวาความลี้ลับของรางกาย ของถนนหน
ทางคดเคี้ยว ของน้ําดินหรือดวงดาวและจักรวาลไหนๆทั้งหมด"

แวบหนึ่ง แพตรีนึกถึงประกายตาคมกลาของเกาทัณฑ จริงแหละที่มันนาจะเปนสัญลักษณของสุดยอด


ความซับซอน อํานาจโลกียวิสัยที่เขามีคงมาจากพลังในขุมสมองและกิเลสหยาบเยี่ยงคนเมือง ซึ่งก็ลวน
แลวแตเปนความวิจิตรพิสดารของดวงจิตในภูมิที่ความใฝสูงและความใฝต่ําทะยานเขาชนกันอยางบา
คลั่ง ภูมิที่ดวงวิญญาณมีอุปกรณและศักยภาพที่บันดลบันดาลสารพันดีเลวใดๆใหเกิดขึ้นก็ไดทั้งสิ้น

ฝายมติ ขณะพูดก็พินิจแพตรีไปดวย เห็นนัยนตาที่เปลงประกายฉลาดล้ําทวาสองแววซื่อจนคลายออน


เดียงสาของหลอนแลวเกิดความตองการปกปอง อยากคุมครอง อยากเปนปราการกั้นหลอนจากความ
สับสนวุนวายและความพลิกไปพลิกมาของผูคนรอบดาน เขาเจอมาแลว ทุกคนเจอมาแลว และหลอนก็
คงไมแคลวตองเจอมาแลวเชนกัน จะออนวอนอะไรมาชวยปกปองในวันตอๆไปเลา? เขาไมใชวิญญาณ
หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อาจตามไปพิทักษหลอนทุกฝกาว

นึกแลวก็ชักเห็นดีเห็นงามกับเจตนาออกบวชของแพตรี เขาหวงหลอนจากใจ และเขาใจศาสนาพุทธจน


ไมเห็นที่พึ่งอื่นปลอดภัยไปกวาการปฏิบัติธรรมหาทางหลุดพนจากสังสารวัฏ

ทวาแมเห็นจริงดังนั้น ใจก็ยังไมอาจอนุโมทนาไดอยูดี...เพราะกิเลสมันกั้นไวหนาแนน

"ชาตินี้ผมอาจไมรวย"

ดวงตาของมติเหมอจับยอดไมเบื้องไกลขณะเปรยลอยๆ เขาอายุนอยกวาแพตรีเกือบสองป ทวามีความ


สามารถเชิงวิจิตรศิลปเขาขั้นหารายไดมานานแลว และนั่นก็ทําใหเห็นชัดวาหากไมมีทางลัดอื่น กวาจะมี
เงินหลายๆลานคงนานเน เขาเคยใชเวลานับเดือนวาดภาพชนิด 'สุดฝมือ' เพื่อฝากขายในราคาระดับ
ดาวนรถมือสองมาขับได แตวางอยูเปนปยังไมมีเศรษฐีคนไหนตัดสินใจซื้อ อาจเพราะฝากวางไดแคกับ
รานเล็ก รานใหญยังไมกลาเสี่ยงกับจิตรกรหนาใหม โอกาสที่ลูกคากระเปาหนักจะกรายมาชมจึงพลอย
ยากไปดวย นั่นเองมติจึงไดบทเรียนมาตระหนักวาเขาเพิ่งเริ่มตน ตองสรางงานแบบไตระดับขึ้นไปอีก
นาน จะหวังขามขั้นดวยความมั่นใจในคุณภาพอยางเดียวนั้น เห็นทีคงเหลือวิสัย

แพตรีประหลาดใจกับคําเปรยของเขาอยูบาง

"ก็ดีแลวนี่ เธอจะไดไมตองทุกขกับความรวยและความอยากอันเปนสิ่งแปลกหนา แลวมีความสุขตอไป


กับความสมถะประจําตัวที่สนิทคุนเคยเรื่อยมาและนาจะเรื่อยไป"
๘๖

"แตสมมุติวาผมจะตองมีผูหญิงสักคน กับเด็กเล็กใหชวยกันเลี้ยงดู ผมก็คงทําใหพวกเขาลําบากและไม


เปนสุขกับความสันโดษชนิดนี้แน"

เขาพูดดวยน้ําเสียงออน แตหันมองหลอนดวยสายตาตรง ฉายเจตจํานงบางอยางแรงจนดึงหลอนมาสบ


ได มติดูเปนหนุมที่คมคายและเกงกาจในยามนั้น แตอยางไรก็คือนองชายหลอนอยูนั่นเอง

"พี่วาทั้งผูหญิงและเด็กไมใชสิ่งจําเปนสําหรับเธอหรอกมั้ง"

แพตรีทําเสียงใหออกทํานองสันนิษฐานมากกวาสรุปเดาใจ

"เหรอฮะ?" มติเลิกคิ้วนิดหนึ่งอยางแสรงฉงน "เพิ่งรูตัวเดี๋ยวนี้เอง"

แลวเขาก็สงสายตาเลยหลอนไปทางอื่น แพตรีอึกอัก การสนทนาเริ่มหักเหและออมคอม หลอนไมชอบ


มติกับหลอนไมเคยตองพูดจากันดวยวิธีพรางเจตนาเชนนี้ มันทําใหการตอคําสนทนาฝดลง

แตครูหนึ่งเขาก็เอยดวยปลายเสียงทอดเนิบเปนปกติ

"พี่แพไมไดไปบานผมนานแลว มีภาพใหมๆเยอะเลย อยากดูไหม?"

"อยาก"

หางจากบานหลอนไปเพียงสองหลังก็ถึงบานมติ ตัวบานดูโกโรโกโสสักหนอยเพราะขาดการบํารุงภาย
นอกซึ่งนับวันมีแตเสื่อมลงตามอายุ มติอยูกับพอและนองชายเพียงสามคน ไรแมบานคอยดูแล แตทุก
หองหับจัดวางขาวของเขาที่เขาทางเปนระเบียบ ไมรกรุงรังขนาดหาของทีเหงื่อตกกีบอยางบานชายลวน
บางแหง

อันเนื่องจากเขาออกบานของแตละฝายมาแตเด็ก เลยมีความสนิทคุนไมเห็นเปนอื่น แมบัดนี้โตเปนหนุม


สาวกันแลว แพตรีก็ยังแวะเวียนเขามาชวยตัดแตงตนไมรอบบานใหเกือบทุกเดือน เหตุหนึ่งเปนเพราะ
บานปูชนะมีบริเวณไมพอจะรับพฤกษานานาพันธุของหลอนไดทั้งหมด จึงตองแบงมาใหบานมติชวยรับ
ไวบาง และนั่นก็เปนผลใหเกิดความหวงตามมาดูแล บําบัดทุกขบํารุงสุขบริวารซึ่งบางครั้งอดๆอยากๆ
ดวยความไมเอาใจใสของเจาบาน

มติมีแบบฉบับคลายศิลปนที่สรางโลกเงียบสวนตัวใหตนเอง แตงตัวงายๆ แคเสื้อเชิ้ตกางเกงยีนสมอซอ


ผอมแหงและเหมือนเซื่องเฉยในบางครั้ง หองนอนของเขาสะทอนบุคลิกชนิดนี้ คืออวลกลิ่นอายสี กาว
และดูคลายโรงเก็บเครื่องเคราศิลปะเสียมากกวาจะเปนสถานที่เอนกายหลับ ขนาดที่แพตรีกาวเขามา
แลวไมเกิดความตะขิดตะขวงก็แลวกัน
๘๗

ทั้งบานปลอดคน มติเปดประตูหนาตางโดยรอบ ปลอยใหพี่สาวเขาไปดูภาพซึ่งเรียงเปนตั้งพิงผนังหอง


หลายสิบกรอบตามลําพัง

"เอาโกโกไหมพี่แพ?"

เสียงเด็กหนุมดังออกมาจากหองครัว แพตรีสงเสียงตอบปฏิเสธพลางพินิจดูภาพสีน้ํามันทีละกรอบ มติ


เปนคนมีพลังสรางสรรค งานของเขาสะทอนใหเห็นชัด เกือบทุกภาพชวนทัศนาไมจืดตา กับทั้งสามารถ
จุดประกายความคิดไดเสมอ นั่นเปนแรงดึงดูดใจใหแพตรีนึกอยากชมงานใหมๆของเขาอยูเรื่อย

"เธอนาจะมีแกลอรี่เปนของตัวเองนะมติ"

หลอนเอยเชิงชมดวยระดับเสียงธรรมดา เขาควรจะไดยินในความเงียบของบานและความหางไมเกินสิบ
กาวนั้น

"ถามีเงินก็ทําไดสิฮะ"

เขาตอบกลับมา แพตรีมองภาพตรงหนาดวยแววตาสนใจ ภาพที่กําลังพินิจนั้นเปนแกวเจียระไนทรงสูง


แบบบางและงดงามระเหิดระหง สะทอนแสงทองออกมาเปนหลากสีแพรวใสจับตายิ่งนัก ทวาในแกวกลับ
บรรจุอยูดวยเลือด...ที่รูวาเลือดก็เพราะนอกแกวซึ่งเปนพื้นโตะปูผาขาวนั้น เต็มไปดวยหยดเลือดและมีด
แหลมคมเปอนเลือดวางอยูใกลๆ

หลังภาพมีกระดาษเขียนปดไววา ‘ความสุขบนความตาย'

เปนภาพที่สะเทือนอารมณและนึกไปไดถึงหลายเรื่องหลายราวบนโลกที่พองพาน มติไมนิยมเรื่องโหด
เหี้ยมอํามหิต เขาคงไปพบขาวหรือเหตุการณใกลตัวบางอยาง แลวเกิดแรงบันดาลใจจะใชความเปน
ศิลปนสะทอนความรูสึกที่ไดรับออกมาเทานั้น อีกทั้งคงไมตั้งใจจะขายภาพนี้แตอยางใด...มันนากลัวเกิน
ไป

นําภาพที่ชมแลวไปวางพิงผนังดานวาง แลวกลับมาเลือกดูภาพตอๆไป มติวาดหลายแบบ มีทั้งธรรม


ชาติ วัดวาอาราม เหตุการณสับสน คนเหมือน ตลอดจนรูปทรงพิสดารหลากหลายจากจินตนาการ ลวน
ทรงชีวิตชีวาใหสัมผัสรูสึก อยางรูปคนเหมือนนี่ราวกับจองมองหลอนดวยกระแสตาของคนจริงๆ คลาย
กอปรพรอมดวยชีวิตวิญญาณที่อาจขยับเขยื้อนหรือเปลงเสียงพูดกับหลอนไดเดี๋ยวนั้น

มติทําใหแพตรีซาบซึ้งวาศิลปนฝากพลังและวิญญาณไวกับงานอยางนี้เอง ภาพวาดของเขามีความ 'จริง'


เสียยิ่งกวาภาพถาย ก็ดวยใจที่ฝากไวนี่แหละ

มีอีกภาพที่กวางใหญผิดจากกรอบอื่นคอนขางมาก ใหหลอนกางแขนทั้งสองออกจนสุดก็ยังกวางไมเทา
เห็นแลวสะดุดตาสะดุดใจแตแรก มันเปนภาพดวงประกายพรึกฟาอมทองสวางไสวงามงดดวงหนึ่งใน
๘๘

หวงมืด ลอมรอบดวยวงรี มองผาดๆแลวคลายภาพดาวเสารกับวงแหวนนั่นเอง ตางกันตรงที่ดาวเสาร


ถูกแทนดวยดวงประกายพรึก และวงแหวนถูกแทนดวยพระพุทธเจาหลายองคขัดสมาธิคูบัลลังกเรียง
รอบ

ยิ่งแปลกตรงที่รูปโฉมของแตละพระองคตางกันมาก ปราศจากเอกภาพโดยสิ้นเชิง บางองคมีพระ


กรัชกายตามมหาปุริสลักษณะ เชนพระหนุดุจคางราชสีห บางองคมีพระหนุเหลี่ยมดุจชายผูทรงภูมิทั่วไป
บางองคมีพระฉัพพรรณรังสี บางองคแคมีรัศมีสงา บางองคมีมวยเกศา บางองคปราศจากเกศา บางองค
ดูทวม (ตามลักษณะการสรางพระพุทธรูปของบางประเทศ) บางองคดูสมสวนองอาจ ผิดแผกแตกตางนับ
แตพระพักตรไปจนถึงพระกาย ราวกับมิใชรูปพระมหาบุรุษองคเดียวกัน ทวาพิศผาดแลวทราบทันทีวา
เปนพระพุทธเจาทั้งสิ้น

นี่คงเปนรูปที่มติคิดวาดแบบเผื่อเลือกเพื่อนําเขาประกวดอีกชิ้นหนึ่ง แตไมตัดสินใจสงดวยเหตุผลอยาง
ใดอยางหนึ่งของเขา แพตรีพยายามตามความคิดมติ ภาพนั้นชื่อ ‘พระพุทธเจา' ดูผิวเผินเหมือนมีเจตนา
เหนี่ยวนําใหนึกถึงดาวพระเสาร หลอนตาสวางและคิดขึ้นไดวาเมื่อพูดถึง ‘ดาวเสาร’ เรารูวาคือดาว
เคราะหดวงหนึ่งที่มีวงแหวน แตเราจะไมนึกวาดาวเสารคือวงแหวน เชนเดียวกับเมื่อพูดถึง ‘พระพุทธ
เจา’ เราก็ไมควรนึกถึงพระกรัชกายที่เปนเนื้อหนังมากกวาพระธรรมกายอันเปนเนื้อแท เราเถียงกันเสมอ
วาพระองคมีรูปโฉมผิดแผกหรือเหมือนสามัญชน ซึ่งเถียงใหคอเปนเอ็นอยางไรก็ไมมีวันพิสูจนได ในเมื่อ
พระกรัชกายอันเปนรูปธรรมสิ้นสูญไปแลว

ดวงจิตของพระองคตางหากที่พิสูจนได เพราะถาเปนของจริง คําสอนก็ตองจริงตาม ปฏิบัติแลวไดผล


เปนประกายพรึกชนิดเดียวกันไปดวย

รูปโฉมอันเปนกายหยาบนั้นอยูเพียงรอบนอก ขอเพียงพระรูปหนึ่งๆโนมใจใหศรัทธาและระลึกถึงพระทัย
อันบริสุทธิ์ทรงคุณไดก็เพียงพอแลว ใจที่นึกถึงพระองคแลวเปนกุศลไดจริงๆนั่นแหละควรเปนสิ่งนา
คํานึง

เพียงดวยรูปนั้น จินตภาพเกี่ยวกับพระพุทธเจาของแพตรีเกือบถูกเปลี่ยนไปอยางสิ้นเชิง นี่เปนภาพแทน


พระสุคตที่ลึกซึ้งมาก ดวงประกายพรึกสื่อถึงจิตสวางรูพนกิเลสของพระสัมมาสัมพุทธะ ควรเปนสิ่งเดน
ชัดที่นามองใหเห็นมากกวารูปพระกายของพระองค

นี่เองหนาที่หนึ่งของศิลปน คือเปลี่ยนโลกทัศนของผูพินิจงานของพวกเขาดวยมุมมองภายในที่แตกตาง
ผานภาพวาดอันเปนรูปธรรมจับตองได

แพตรีมีความรูและสายตาที่ไมคมลึกนักกับงานศิลปะ แตวัดดวยความเปนผูมีตาชางสังเกตใหกับสิ่งสวย
งาม หลอนก็พอบอกไดวาไมแปลกเลย ถาตอไปมติจะโดงดังขึ้นมาในวงการสักคน
๘๙

ภาพเขียนดีๆเปนสิ่งมีพลังดึงดูดสายตาในตัวเอง เปนสิ่งที่เห็นแลวกอความสุขใหแกคนรูจักดู รูจัก


พิจารณาได เปนสื่อจินตนาการจากใจถึงใจได เปนความหมายแทนคําพูดพันคําได และเปนอะไรตอมิ
อะไรอีกหลายตอหลายอยางสุดแลวแตผูสงสารและผูรับสารจะมีความกวางยาวลึกทางอารมณและความ
คิดสอดรับกันเพียงไร

"ถาภาพพวกนี้ถูกขายออกไปสมคาตามจริง แคสิบภาพพี่ก็วาเธอนาจะมีแกลอรี่ของตัวเองแลวละ เปน


หองโตๆดวย"

แววเสียงหัวเราะขันเหมือนมติกําลังเดินใกลเขามา

"เธอเกงมากนะมติ"

แพตรีชมซ้ํา พลางนําภาพพระพุทธเจาแยกไปวางตางหากในที่สูงกวาภาพอื่น ออกจะนึกตําหนินองชาย


อยูในใจที่ไมคัดแยกกลุมภาพใหเหมาะควร รวมภาพทุกประเภทไวในตั้งเดียวกันบนพื้นอยางนี้ อยางไร
ก็ตามใบหนาของหลอนยังคงบมดวยความพอใจสบายตาไมสราง ทวาเมื่อหันกลับมายังภาพสุดทาย ก็
ชะงักงัน หนาซีดลงเกือบจะในทันที กอนที่ครูหนึ่งจะกลับแดงขึ้นจนเขม

นานครั้งที่หลอนจะเกิดอาการตะลึงตะไลไมคาดฝนอยางเดี๋ยวนี้ ตรงหนาคือภาพคูบาวสาวในชุดวิวาหที่
งามเกินจริงสมกับเปนรูปวาด ไมมีสิ่งอื่นใดนอกจากคูบาวสาว รอยยิ้ม ชอกุหลาบสีชมพู และกลิ่นไอ
ความสุขสีขาวอมฟากวางไกล ภาพดูมีชีวิต มีมิติเคลื่อนไหวได ราวกับหนุมสาวในรูปกําลังสงยิ้มถึง
หลอนโดยเฉพาะ

มติเปนคนมีฤทธิ์ และเขาก็ฝากฤทธิ์แรงที่สุดไวกับภาพนี้

"อยางที่บอกใชมั้ยฮะ ชีวิตผมยังมีอยากที่ยิ่งไปกวาศิลปะ"

หญิงสาวหันขวับไปทางตนเสียง ถึงกับมือไมสั่น เขากําลังยืนพิงกรอบประตูหอง แววตาที่ทอดสบกับ


หลอนดูสงบเงียบนิ่งเย็นไมเปนอันตรายอยางไรก็อยางนั้น

ภาพชื่อ ‘สมรส' เจาบาวคือเขา เจาสาวคือหลอน...


๙๐

เกาทัณฑขับรถกลับที่พักดวยความรูสึกเศราอยางประหลาด มีความอาลัย เสียดาย คลายทําสิ่งหวงแหน


หาย

หวงแหน…

เคยหวงมานับครั้งไมถวน ผิดกันก็แตคราวนี้มันเกิดขึ้นเร็วเกินไป กับทั้งรุนแรงและกัดลึกอยางนาอับอาย


จิตใจวนเวียนอยูกับภาพบาดตาที่บานปูชนะเมื่อครูจนคลายตกอยูในหวงฝนหลอน

ชายหนุมหัวเราะออกมาเบาๆเมื่อรถจอดที่แยกไฟแดงแหงหนึ่ง หัวเราะเพราะขบขันความบาบอของตน
เอง กะแคเห็นผูหญิงคนหนึ่งที่...นาสนใจ...อยูกับชายอีกคนหนึ่งที่ไมใชเขา ถึงกับเกิดอาการวังเวงเชียว
หรือ? หลอนมีดีอะไรกัน ก็แคสวย เขาหาสวยๆ อยางนี้ไดเยอะแยะ

หรี่ตามองออกไปนอกกระจกรถ สบตากับสาวนอยในรถดานขาง หลอนนั่งอยูริมซายและเผอิญหันมา


จังหวะพอดีกัน

กะพริบตาทีหนึ่ง ตางฝายตางมีแรงดึงดูดที่ทําใหไมอาจถอนสายตาจากกันงายนัก แตชั่วขณะเมื่อใจเกิด


นึกเปรียบเทียบกับผูหญิงอีกคนที่บานปู เกาทัณฑก็เบือนหนาไปทางอื่น ไดคําตอบบางอยางใหตนเอง

เกือบจะเปนครั้งแรกๆในชีวิตที่นึกขึ้นได วาตลอดมาเขาตีคาผูหญิงดวยรูปรางหนาตาเปนหลัก เพียง


เพราะหลงใหลอยากกอดจูบสิ่งที่เห็นและจับตองไดภายนอก ถารวย เกง พูดจาดี ก็จะเปนแคปจจัยเสริม
ใหรูสึกเราใจขึ้นกวาเดิมเทานั้น ไมใชสิ่งสําคัญที่เขาจะคํานึงถึงและยกยองวาควรคาแกการฝากใจอะไร
เลย

เดี๋ยวนี้รูแลว วาคาทางใจมีความหมายอยางไร...

มาถึงหองพักและเปดตูเย็นทําแซนดวิชทานไปแกนๆ เลิกคิดวกวนและพยายามกลับมาเปนตัวของตัว
เอง เขาเกลียดเรื่องรบกวนจิตใจที่บั่นทอนความเชื่อมั่นทุกชนิด
๙๑

เมื่อทานอาหารเที่ยงมื้องายเสร็จก็เขาหองน้ํา ขัดสีฉวีวรรณเสียใหมจนแจมใส ผิวปากหลอกตัวเองวา


กําลังสดชื่น เห็นเจาหลอนที่รบกวนจิตใจเขาเปนแคผูหญิงอีกคนหนึ่ง หลอนไรรสนิยมจนมองไมเห็นคา
ในตัวเขา ทําไมเขาจะตองพยายามลืม แบบหลอนนี่นาลืมโดยธรรมชาติอยูแลว

หลอกตัวเองใหคิดและเชื่อเชนนั้น ก็ดันนึกขึ้นมาไดอีกวามีแตเขาเทานั้นที่เปนฝายเห็นคาหลอน รสนิยม


ชั้นสูงของเขานี่แหละที่ใหคาหลอนปนระดับขึ้นจนเกินขีด ตองวาวุนอยางนารําคาญตัวเองอยูนี่ เสียเชิง
พิลึกละ

เมื่ออาบน้ําแตงตัวเรียบรอย มายืนอยูนิ่งๆกลางหองโดยไรความคิดหลอกตัวเอง ก็พบความจริงที่เหลือ


ฝนจะยอมรับ นั่นคือเขากระวนกระวาย คิดถึงหลอน อยากคุยกับหลอน อยากใหตนไปถึงบานปูเร็วกวา
นั้น กอนหนาที่ใครมาชิงจับจองเวลาไปกอนเขา

ชายหนุมยกมือเสยผม เกลียดความหดหูที่เกิดจากเพศตรงขาม แบบเดียวกับคนเชื่อมั่นวาตองสอบได


คะแนนเต็มเสมอ ตองมาพบวาครั้งหนึ่งตกรูดอยางหมดทา

สั่งตัวเองวาตองเคลื่อนไหว ตองหาอะไรทําใหลืมหลอน ซึ่งดูไมนาจะยากนัก

หยิบวารสารตางประเทศที่ชอบขึ้นมากางอาน เรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหมๆจับใจเขาไดเสมอมา เขา


สามารถอานหนังสือเชิงเทคนิคที่ยุงยากสลับซับซอนไดดวยความรูสึกผอนคลายแบบเดียวกับหนังสือ
อานเลน สงบใจขลุกขลุย เพลิดเพลินอยูไดเปนวันๆ

ลําบากตอนรวบรวมสติใหมีใจนึกตามขอความที่กําลังผานตา แตความเคยชินในการไลสายตาแบบไล
กวาดลงทีละบรรทัดบังคับใหเกิดการรวมกระแสสติในเวลาอันสั้น สายตาของเขาเห็นไดกวาง เก็บไดครบ
เขาอกเขาใจถี่ถวน และจําไดแมน คลื่นความปนปวนในสมองเมื่อครูถูกแทรกแซงดวยคลื่นความคิดอาน
ความคํานึงนึกตางรูปแบบที่เปนระบบระเบียบมากกวากัน

อานจบไปสองเรื่องก็ลุกขึ้นรินน้ําอัดลมใสแกว เปดสเตอริโอฟง แลวกลับมานั่งเอกเขนกอยางบรมสุข


หยิบหนังสือขึ้นพลิกหาเรื่องอานตอ ปากดูดน้ําจากแกวในมือแลววางลงบนโตะกระจกขางตัวดังกริ๊ก
เล็กๆ เกิดความรูสึกขึ้นมาในชั่วขณะนั้นวาชีวิตคนเราเต็มไปดวยรายละเอียดและสีสันหลายหลาก หาก
จะพลิกจากทุกขเปนสุข หรือสุขเปนทุกข ก็ขึ้นอยูกับการตัดสินใจเลือกหยิบสิ่งที่มีอยูรอบตัวแตละคนขึ้น
มา

ลืมน้ําผึ้งผสมบอระเพ็ดอึกเดิมไปเสียได มีใจเต็มๆใหกับขาวคราวทันสมัยเรื่องแลวเรื่องเลา หมดเรื่องนา


สนใจเลมหนึ่งก็หยิบอีกเลมขึ้นอานตอ กระทั่งเงยหนาดูนาฬิกาบนผนังหอง เห็นไดเวลาออกกําลังก็ลุก
ขึ้นบิดขี้เกียจ เขาชอบกีฬาหลายอยาง ตอใหเปนวันทํางานก็ตองหาเวลาเล็กๆนอยๆยืดเสนยืดสายเสีย
หนอย ยิ่งถาเปนวันหยุดอยางนี้ก็มีโอกาสบันเทิงกับการกีฬาไดมากขึ้น
๙๒

เลือกไปวายน้ํา เกาทัณฑโทร.ไปชวนเพื่อนสนิทคนหนึ่งซึ่งอาศัยอยูในอาคารเดียวกัน แตหมอนั่นออกไป


ขางนอก เลยตัดสินใจไปคนเดียว

สระวายน้ําแหงนั้นอยูบนยอดตึกโรงแรมชั้นหนึ่งกลางกรุงซึ่งใกลกับที่พัก มีคนมาลงวายประปรายทั้ง
ไทยและฝรั่ง เปนผูใหญลวนๆ สวนมากรวย เพราะคาบริการและคาสมาชิกแพงหูฉี่สมกับที่อยูชั้นลอยฟา

วันนี้พอมาถึงก็กระโจนลงวายเอาๆเปนปลา ไมรูวากี่รอบตอกี่รอบ ถานับเปนระยะคงเกือบสองกิโลฯ เขา


วายน้ําทน เมื่อสมัยเรียนมัธยมเคยเลนกีฬาใหโรงเรียน ไดยืนบนแปนหมายเลขหนึ่งบอยกวาใครเพื่อน

ขึ้นจากสระดวยอาการมึนนิดๆ ปนี้เขายังไมถึงยี่สิบหก แตเหมือนรางกายเริ่มเปลี่ยนไปจากแตกอน


ความอึดความทนลดนอยลง นั่นทําใหไพลนึกถึงความเปนอนิจจังแหงสังขารขึ้นวูบหนึ่ง คิดแลวก็หัวเราะ
ถาเห็นอะไรๆเขาขายความเปนอนิจจังอยางนี้บอยๆคงแกทันปูชนะในเร็ววัน

เช็ดตัว เช็ดผม แลวลงนั่งผึ่งลมบนเกาอี้ยาวริมสระ ทอดตาดูน้ําสีฟาสวยใสที่มีชาวไทยและเทศลงไป


สําเริงสําราญกัน 4-5 คน มันเปนยามเย็นที่นาระรื่นบนตึกสูงขนาดควันรถขึ้นมากวนไมถึง ลมพัดเฉื่อย
ฉิวทามกลางบรรยากาศสบายดวยสวนหยอมประดับพื้นที่ แถมมีตาสีเขียวมรกตปงๆของสาวผมทองสง
มาใหจากฝงสระตรงขามอีกตางหาก

ชายหนุมสงตาตอบพลางจุดยิ้มมุมปากหนอยๆ ทาทางหลอนเอกเขนกตรงนั้นนานแลวและกําลังเฝามอง
เขาอยูทุกขณะ การวายไปวายมาไมหยุดก็เปนจุดเดนของสระไดเหมือนกัน เพื่อนๆวิจารณดวยความ
อิจฉาเสมอเกี่ยวกับความกํายําไดรูปสวยของเรือนกายเขา โดยเฉพาะเมื่อกําลังวายฟรีสไตลหรือทาผีเสื้อ
อยูในน้ํา และจากการเห็นเองแทบทุกครั้งเมื่อขึ้นจากน้ํา ก็มักพบสายตาชนิดนี้จากเพศตรงขามสงมาให
เปนประจํา

เกาทัณฑยีผมบนศีรษะเบาๆดวยผาขนหนู สายตายังวางจับแนนิ่งไปทางสัดสวนโดดเดนในชุดวายน้ํา
เวาแหวงลอตาจนหลอนตองแสรงเมินไปทางอื่นอยางมีมายา สะสวยไมใชเลนทีเดียวละ ประมาณจากตา
เปลาเดี๋ยวนี้ เก็งดูอายุแคเฉียดสามสิบ ทรวดทรงองคเอว ขา แขน ผิวกายยังไรที่ติไปทุกกระเบียดเนื้อ
ทวงทีสํารวยระเหิดระหงเทาที่เห็น ชวนใหนึกชมมองไมเบื่อ ตอใหถูกบังคับหามถอนสายตาไปจาก
หลอนสักชั่วโมงก็ตาม

ดูทาคงไมใชแหมมที่มาเมืองไทยตัวคนเดียว หลอนอาจมากับแฟน กับเพื่อน หรือกับพอแม แตสายตาที่


หวนกลับมาสบอยางเปดเผยนั้นประกาศใหทราบชัดราวกับมีโทรจิตสื่อกันวาเขาอาจเดินเขาไปทักทาย
ทําความรูจักกับหลอนได และหลอนก็พรอมที่จะมีเพื่อนชายชาวไทยสักสองสามวันโดยไมมีใครมากั้น
ขวางขัดกลาง

ความคิดของเกาทัณฑลึกลงไป คนเจนโลกียดวยกันยอมดึงดูดเขาหากันโดยงายคลายมีแมเหล็กคนละ
ขั้วฝงอยูในตัวแตละฝาย เชื้อชาติที่แตกตางคือรูปแบบแปลกตานาระทึก วาดไดเปนฉากๆวาหาก
๙๓

ตองการรูจักหลอน เขาจะตองเขาไปดวยลีลาเชนไร เริ่มตนทักดวยคําพูดใด และหลอนจะมีทีทาโตตอบ


มาไมไหน ในที่สุดเขาจะตอนหลอนเขามุม ลงเอยเกษมสันตหรรษากันครั้งแรกถึงใจเพียงใด ความขึ้นใจ
กับเกมชีวิตประเภทนี้ทําใหเขามีสัมผัสตอเหตุการณที่กําลังจะมาถึงไดชัดเจนราวกับเกิดขึ้นแลว

เกาทัณฑรูวาถาปลอยหลอนผานไป พลาดโอกาสทําความรูจักเสียเดี๋ยวนี้ คงหมายถึงการจากกันชั่วนิ


รันดร เหมือนไอศกรีมสุดอรอยที่จอปากอยูรอมรอ จะอางับก็งายนิดเดียว แตเมื่อรอนาน มันก็จะละลาย
หาย หมดเวลารับรางวัลสําหรับคนออยอิ่ง

ร่ําๆจะลุกขึ้นและกาวเดินไปสูอนาคตคือวิมานฉิมพลี แตเวรกรรมที่ยังจําไดชัดวาใหสัญญากับหลวงตา
แขวนไวอยางไร ตลอดอาทิตยนี้เขาจะตองงดเสพกาม…

ถอนใจเฮือก เตือนตนเองวาแมสบตาดวยกระแสความรูสึกใครอยากเชนนี้ก็เทากับละเมิดสัญญาทีละ
นอย เหมือนปลอยขาศึกใหเขาประชิดเมือง ขึ้นชื่อวาขาศึกนั้น เมื่อถึงเมืองแลวจะใหอยูเฉยหรือถูกเชิญ
ถอยไปดีๆคงไมมี อยางไรก็ตองปะทะ อยางไรก็ตองลมตายกันในที่สุด

ดีเหมือนกัน เมื่อทุกอยางผานเลยไปแลวๆเลาๆ ถึงเวลาเสียทีกระมังที่เขาจะปรารถนาบางสิ่งที่ลึกซึ้ง


กวาการเสพสมเนื้อหนังมังสา ถึงเวลาแสวงหาผูหญิงสักคนที่ทําใหรูจักโลกนี้ในอีกมิติหนึ่ง ที่หางไกลจาก
เบื้องต่ําอันอุดมดวยความหยาบโลนชั่ววูบผานผิวเผิน

เกาทัณฑลุกขึ้นเดินจากสระแหงนั้นไปไมเหลียวหลัง ตอนนี้จะคิดอะไร ทําอะไร ใหมาลงเอยที่เจาหลอน


หลานปูชนะจนไดซีนา

ทานขาวเย็นคนเดียวจนอิ่มตื้อ นี่เห็นจะเปนการอยูตามลําพังที่ยาวนานทําลายสถิติทั้งหมดในชีวิตกระมัง
เขาเดินขึ้นลิฟทเขาหองพักคนเดียว ไมขับรถไปที่บานเพื่อนคนไหน ไมแวะเคาะประตูหองใคร และหนัก
ที่สุดคือไมแยแสเสียงกริ่งโทรศัพทที่ดังขณะไขกุญแจประตูหอง ปลอยใหเครื่องตอบรับอัตโนมัติทํางาน
แทน

"นี่แอพูดนะคะ เพื่อนๆนัดเจอกันที่เดิมคืนนี้สี่ทุมครึ่ง ไปใหไดนะ...ปดมือถือไวเหรอ ติดตอทั้งวันไมได


เลย"

เสียงแจวๆจากลําโพงเครื่องตอบรับมิไดทําใหเขายินยลสักนิด ถาเปนเมื่อเดือนกอน เขาคงวิ่งหนาตื่นไป


ปดเครื่องตอบรับและควาหูโทรศัพทขึ้นพูดโดยพลัน เพราะหลอนที่เรียกตัวเองวา ‘แอ’ กําลังเปนปลามัน
ชิ้นงามที่เขากับเพื่อนสนิทคนหนึ่งออกแรงแยงกันอยางสนุกสนาน ยิ้มเปดโลกกับทวงทีเกไกเฉพาะตัว
รวมทั้งแบบฉบับสาวเกงผิดวัย ทําใหหลอนมีเอกลักษณพิเศษบาดใจเกินใคร
๙๔

ยืนฟงเพื่อนสาวตัดพอตอวาอยางเซื่องเฉยคลายสมองเลิกทํางาน เชื่อแลววาตนกําลังหลงผูหญิงคนหนึ่ง
อยูอยางไมอาจเปดหูเปดตาใหใครอื่น

จนเสียงจากลําโพงเครื่องตอบรับเงียบสนิท จึงเดินเขามายกกระบอกโทรศัพทขึ้น กดเบอรตอสายไปที่


บานพออยางปราศจากจุดหมาย

"ฮัลโหล"

เสียงหาวลึกตอบมาเมื่อสัญญาณดังเพียงสองครั้ง

"พอเหรอฮะ" เกาทัณฑทัก "ผมนะ"

"ไง นายเต หายเงียบไปเลย"

พอทักตอบเนือยๆ มีเสียงพลิกกระดาษแววเขาหู เกาทัณฑจึงรูวาพอกําลังนั่งตรวจงาน อันเปนกิจวัตรที่


เขาเห็นจนคุนมาแตไหนแตไร

"ฮะ" เขาพูดซึมๆ "ไมเจอกันนานแลว วันอาทิตยพรุงนี้ผมจะไปทานขาวเชาดวย"

"เออ ดี แมบนคิดถึงแกอยูเมื่อวานนี้เอง ทําอะไรอยูไมโผลหัวมาเลย"

"กําลังสนุกกับชีวิตนะฮะ"

ลูกชายตอบกลั้วหัวเราะเอื่อย

"เสียงเหมือนไมสนุกอยางปากพูดเลยนี่ฮึ"

พอของเขาไวและแมนเสมอกับความจริง โดยเฉพาะความจริงที่ถูกซอนไวดวยความพยายามของมนุษย
เกาทัณฑหัวเราะออกมาอีก แตคราวนี้ขบขันตนเองที่ปลอยใหพอรูวากําลังหอเหี่ยว แมเพิ่งไดยินเสียงแค
สองสามคํา

"มีอะไรใหทําเยอะฮะ ชีวิตมีอะไรแปลกใหมเขามาไดเรื่อยๆ…"

เขาหมายความตามนั้น แลวก็แตงเสียงใสขึ้นเหมือนจะเบี่ยงเบนหัวขอสนทนาใหราเริง

"พอ…ผมไปเยี่ยมปูชนะมา!"

"เหรอะ" พอทําเสียงไมคาดฝน "ขับไปแถวนั้นแลวน้ํามันหมดพอดีรึไง?"


๙๕

เกาทัณฑยิ้ม พูดแลวก็เพิ่งรูวาโทร.หาพอทําไม เขาตองการคุยกับใครสักคนที่นาจะรูจักหลอนคนนั้น


อยากฟงอะไรก็ไดที่เกี่ยวของกับหลอน

“ตั้งใจไปเยี่ยมสิฮะ เกิดไปติดเนื้อตองใจสาวสวยในบานปูมาดวย"

ชายหนุมอําพรางความในใจดวยการพูดเรื่องจริงใหฟงเหมือนเลน พอเงียบเหมือนอึ้งไป กอนจะเอยเนิบ

“แกไมไปหาปูตั้งหลายปแลวนี่ กอนไปเรียนโทใชไหม?”

“ฮะ นานไปหนอย…แปลกนะพอ ผมนาจะรูจักแพมาไดตั้งนานแลว ทําไมเหมือนเพิ่งมาเห็นก็ไมรู”

“สงสัยเพราะเพิ่งสวยนะซี”

ผูเปนพอทําเสียงรูแกว ทําใหฝายลูกหัวเราะเกอๆ

“พอนึกออกเหมือนกันแหละฮะวาเคยเห็นเขายืนเดินอยูในบานปู แตเหลือเชื่อที่โตแลวตางกับสมัยกอน
อยางกับเปนคนละคน”

“แกก็ไปบานปูไมกี่ครั้งนี่นะ สวนใหญฉันพาไปไหวตอนปูมาคางที่บานอา แลวตอนวัยรุนนะแกเตะยังกับ


อะไร ทาทางเหมือนไมเคยมองหนามนุษย คนเราตอใหอยูบานติดกัน แตถาไมเคยมองหนาใหเต็มตา
เจอขางนอกก็นึกวาคนอื่น”

เกาทัณฑเห็นจริงตามนั้น คําพูดของพอทําใหเพิ่งตระหนักวาสมัยกอนเขาไมเคยมองหนาหลอนใหจะแจง
เลยสักครั้งเดียว อีกอยางชวงนั้นบานปูมีคนเยอะ เขาติดจะขี้รําคาญ ขนาดญาติที่ตองยกมือไหวยังขี้
เกียจมอง ประสาอะไรกับเด็กผูหญิงที่ยังปราศจากฝาดเลือดสาวสะพรั่งอยางหลอน

"ปูไดมายังไงฮะ?"

“เห็นวาเปนลูกหลานของคนรูจักเกาแกนะ ปูแกไปเยี่ยมแลวเห็นเพิ่งเสียชีวิตกะทันหัน ญาติๆเกี่ยงกัน


เพราะตางมีภาระ มีลูกเตากันอยูแลว ปูสงสารเลยขอรับมาเลี้ยงเอง”

ชายหนุมยิ้มแหย

“จดทะเบียนรับเปนลูกบุญธรรมหรือฮะ?”

“เปลา ชวงนั้นลุงของแกอายุมากพอจะเปนธุระใหแลว ปูเลยขอใหเปนพอในนามแทน แตตลอดมาปูเปน


คนเลี้ยงเอง”
๙๖

เกาทัณฑถอนใจโลงอก ถาปูรับหลอนเปนลูกบุญธรรม แมจะเปนเพียงในนาม ก็คงตองถือวาหลอนเปน


นองสาวพอเขา

"รูชื่อจริงเขาไหมฮะ ผมไดยินแตปูเรียกแพ"

"แพตรี"

เกาทัณฑตาสวาง เปนนามที่ฟงสะดุดหู

"แพตรี…” เขาทวนคํา “เกดีแฮะ เกิดมาเพิ่งเคยไดยิน”

ยิ่งทวนชื่ออยูในใจยิ่งรูสึกวาหลอนโดดเดนอยางประหลาด พอลูกเงียบเสียงกันพักหนึ่ง อยางที่ตางฝาย


ตางคิดไปคนละทาง

"ดูตอนปูมองแพหรือพูดถึงแพ รูสึกทานรักเหมือนเปนลูกจริงๆ"

"คงธรรมะธัมโมเหมือนๆกันมั้ง เลยอาจถูกใจเอ็นดูยายแพเปนพิเศษ"

"เออ...แลวมีแฟนรึยังพอรูมั้ยฮะ?"

ฝายพอหัวเราะหึๆ ตั้งแตลูกชายแตกเนื้อหนุมและริจีบสาว เพิ่งเคยมีก็นี่แหละที่มาพูด มาถามซอกแซก


กับตนขนาดนี้

“นี่แกจริงจังมากหรือเต?”

เกาทัณฑเงียบไปหนอยหนึ่ง

“ถาจริงละฮะ?”

“จริงก็ดีไป แตเขาเหมือนญาติ เกี้ยวพาราสีไดเปนแฟนแลวทิ้งขวางกันงายๆไมไดนา พอเองก็เอ็นดูเขา


เคยนึกอยากชวนใหแกคบหาเหมือนกัน ผูหญิงอยางนี้ใครไดไปก็ยิ่งกวาไดแกว แตเห็นความชางเปลี่ยน
และขี้เบื่อของแกแลวกลัวใจวะ”

“อยาวาแตจะมีโอกาสทิ้งขวางเลยฮะ แคจีบใหติดยังไมรูจะไหวหรือเปลา เขา…มีบางอยางที่เขาถึงยาก


สิ่งที่เขาเลือกเหมือนจะไมมีอยูในผมหรือใครทั้งนั้น พอเคยไดยินวาเขามีแฟนไหมละฮะ?”

“ก็…เห็นเด็กใกลบานติดพันสนิทสนมกันแตเล็กนี่นะ ที่ชื่อ…อะไรละ ลืมแลว”


๙๗

เสียวหัวใจปลาบ รูทั้งรูวาอาจไดยินอะไรอยางนี้ยังดันถามออกไปอีก เกาทัณฑแกลงหัวเราะกลบเกลื่อน


กอนจะเบี่ยงหัวขอสนทนาไปทางการเมืองหนาตาเฉย ไมแวะเวียนมาใกลเรื่องราวในบานปูชนะอีกเลย

เปนครูจึงขอวางสาย และยืนยันวาพรุงนี้จะไปทานขาวมื้อเชาดวย ล่ําลาเรียบรอยจึงวางโทรศัพทลง กลับ


มานั่งถอนใจตามลําพัง นึกถึงแตชื่อแพตรีวนไปเวียนมา กระแสใจไหลวนเขาไปรวมอยูกับมโนภาพ
ความเปนหลอน แตพอนึกถึงไอหนุมที่มากดออด ก็หงุดหงิดหัวใจขึ้นมารําไร คําพูดของพอยืนยันวา
สายตาคนภายนอกเห็นแพตรีกับหมอนั่นเปนแฟนกัน เพราะคบหาสนิทสนมมาแตเล็ก เหลือเชื่อเลยวา
เปนไปได แคความสวยหวานที่เปนผิวนอกของหลอนก็เพียงพอที่จะดึงดูดลูกชายอาเสี่ยรอยลานพันลาน
มาติดพัน ชนิดยินดีรับบัญชา พรอมจะเอาเบนซสปอรตพุงปราดมารับไปจายตลาดหนาปากซอยทันใจ
ขอเพียงหลอนโทร.ไปเรียก นี่ตลกอยางไร แพตรีถึงเลือกเอาแคนี้?

เขาเองออกจะพรอมไปทุกสิ่ง สายตาของผูหญิงที่ผานมายืนยันใหเชื่อมั่นในตัวเองไดอยางลนเหลือ แต


กําลังคุยกับหลอนแทๆ พอหนุมรุนนองมาเรียกทีเดียวถึงกับกระวีกระวาดลุกไปเปดประตู ลืมสนิทวา
กําลังคุยกับเขาอยูกอนหนา

คนเคยเปนหนึ่ง เปนตัวเลือกแรกมาตลอดอยางเขานะหรือ ดอยกวาเจานั่น?? หนาตาทาทางเหมือนขอม


ดําดินอยางนั้น เกาทัณฑเชื่อวาแมแตผูหญิงที่เขาทิ้งไดในคืนเดียวยังเมินเลย

เอาก็เอาซี มันตองมีครั้งแรกเสมอ เกิดมาเคยแตชกกับรุนใหญ ถาตองลดชั้นลงไปฟดกับมวยวัดมั่ง ก็ทํา


ใจคิดเสียวายอมเปอนเพื่อควานหยิบเพชรซึ่งเผอิญหลนไปอยูในตมแลวกัน

เลหรักมีออกเต็มกระเปาจะไปกลัวอะไร ถาเลหรักหมดกระเปาก็งัดกล งัดลูกไมมาตอ และถาลูกไมไมได


ผล...เขากําลังสั่งสมพลังจิตใหมีอํานาจเหนือมนุษย จะแปลกอะไรที่ขั้นสุดทายจะทุมดวยมนตรคาถาเพื่อ
เอาหลอนมาเปนของเขา

คิดชั่วไดดังนั้นก็ชักกระฉับกระเฉง นึกขึ้นมาวานาจะไดเวลาฝกหัดภาวนาสมาธิเสียที

เขาหองน้ําชะลางคราบไคลและกลิ่นคลอรีนจากสระ เพียงสิบนาทีใหหลัง เกาทัณฑก็มานั่งเขาที่ ขัด


สมาธิคูบัลลังกกลางหอง ตัวตรงไมเกร็ง มือขวาทับมือซาย ขาขวาซอนขาซาย เลิกคิด เลิกพะวงเรื่องอื่น
ใดทั้งหมด

สํารวจตลอดองครางที่นั่งคูบัลลังกอยู ดูวามีสวนใดเครียดหรือเกร็งบาง ก็พบวาสวนหลังและนองซาย


เกร็งๆอยูเล็กนอย จึงทําตามสูตร คือสั่งกายใหละลายความเกร็งทั้งหมดนั้นลง กลามเนื้อทุกสวนจึงวาง
อยูบนรูปนั่งที่ผอนคลายไมไหวติง มีศูนยและสมดุลที่เหมาะแกการคงสติระลึกรูอารมณสมาธิ

กายที่สบายนั้นเองปรุงใหใจสบายตาม กายที่ตั้งตรงนั้นเองค้ําสติใหดํารงมั่น
๙๘

อากาศเย็นพอเหมาะและความเงียบรอบดานชวยไดมาก ชายหนุมกําหนดสติเขามาที่กายนั่ง ทราบ


จังหวะความตองการดึงลมหายใจเขาตามจริง ก็อัดลมเขาเต็มปอด แลวผอนระบายออกพรอมกับเริ่ม
กํากับสติรูวาหายใจออก เมื่อรูจนสุดลมก็กําหนดสติอยูกับกาย เมื่อกายตองการลมเขา ก็ลากลมดวยสติรู
วากําลังหายใจเขา กับทั้งทราบชัดวายาวหรือสั้นดวย

ทําไปทํามาเขาออกเพียงสองสามครั้งอยางถูกตอง ทุกอยางก็เหมือนเขาที่อัตโนมัติ เมื่อกายกับใจ


ประสานเปนหนึ่งเดียวกัน ไมขัดแยงกัน ใจทําหนาที่เพียงมีสติจอกับกาย ทราบความตองการของกาย
อยางตรงจังหวะ วาเมื่อไหรควรคายลมออก เมื่อไหรจะควรดึงลมเขา ไมเรงรอนตามอําเภอใจ นานไปลม
หายใจก็ปรากฏเปนสายเดียว จิตแยกไปตั้งมั่นเปนฝายรู เรียบงายตรงไปตรงมา สงผลใหกายนิ่ง ไมไหว
ติงสวนอื่นใดนอกเหนือทางเดินลม

พอกายกับใจปรับตัวเขาสูภาวะละเอียดขึ้น จิตก็เห็นนิมิตสายลมหายใจนิ่มนวลและเหยียดยาวเหมือน
สายน้ําตก ความรูสึกแผออกสบายไมกระจุกตัวอยูที่ใดที่หนึ่งใหอึดอัด เมื่อจิตดิ่งลงสูความเงียบนิ่ง เมื่อ
นั้นเสียงความคิดในคลื่นสมองก็เงียบตามไปดวย มโนภาพและหนาตาของผูทําสมาธิหายไป สายลม
หายใจเปนเสมือนแทงแมเหล็กดึงดูดกระแสจิตใหเขามาผนึกตัวรวมกัน ยิ่งรูชัดในสายลมหายใจมากเทา
ไหรก็ยิ่งแนวนึกแนบนิ่งเปนหนึ่งเดียว มีความเปนปกแผนแนนหนาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เกาทัณฑเริ่มตื่นพรอมเต็มที่ จิตจับลมถนัดอยางนี้เปนที่นาสนุกดีนัก อาการนึกก็เกิดแลว อาการเขาคลุก


วงในก็เกิดแลว ความสงบเย็นแบบที่เรียก ‘ปสสัทธิ’ ก็เกิดแลว ลักษณะกระแสจิตจึงเคลื่อนเขาสูสภาพล็
อกนิ่งรวมดวงชั่วขณะ บอกตนเองวานั่นเองคือขณิกสมาธิหรือสมาธิชั่วคราวเต็มบริบูรณ

ที่วาชั่วคราวเพราะรวมเดี๋ยวหนึ่ง ก็คลายออกอยางไมอาจรั้ง กับทั้งยังไมเกิดปติชนิดที่ใหผลเปนความ


สุขเอิบอาบซาบซาน

อยางไรก็ตาม เมื่อใดกระแสจิตดึงดูดเขารวมที่ศูนยกลางคือสายลมหายใจ ก็เหมือนทั้งรางผนึกติดแนน


เปนอันเดียวกันทุกสวน ทําใหรูตลอดองครางไดทั่วพรอม จิตเหมือนมีกําลังในภายใน กําหนดจี้ลงจับ
อารมณไดสนิท เชนเดียวกับรูจักใชมือจับราวโหนใหแนน

เกาทัณฑสําเหนียกถึงขุมพลังที่ซอนอยูมหาศาลในกายใจ บอกตนเองวาเขาพรอมจะกลับไปเริ่มนับหนึ่ง
ใหมไดอีกและอีก ในเมื่อมองเห็นทางสมาธิชัดเจนขนาดนี้ ไมมีอะไรมาก ไมยุงยากอยางที่คนสวนใหญ
ทอกัน ขอเพียงนั่งใหถูก ตั้งจิตใหสบาย ทราบความตองการของกายตามจริง ลมหายใจออกก็รู ลม
หายใจเขาก็รู ลมหายใจหยุดก็รู ถาฟุงซานขึ้นมาก็เทาทัน แลวทําไมรูไมชี้ เบนความสนใจกลับมาอยูกับ
ขั้นตอนระลึกลมตามแนวอานาปานสติ

นานไปเกาทัณฑยิ่งกําหนดรูไดถึงความแชมชื่นเมื่อนําลมบริสุทธิ์เขาราง และกําหนดรูถึงความผอนกาย
สบายใจเมื่อกลุมลมที่อัดอยูในอกถูกระบายออก ชักเกิดความสุขเย็นแปลกๆ เขาสามารถจับอาการรวม
๙๙

นิ่งเปนดวงสวางนอยๆของจิตไดแตแรกเริ่ม และเกือบจะทันรูวามันเสียอาการทรงตัวไปเมื่อไหร ความ


คิดฟุงซานเกิดขึ้นแทนเมื่อใด คลายเห็นหลอดไฟดับๆติดๆ ติดทีก็เกิดกําลังใจที

ครั้งหนึ่งจิตประหวัดถึงแหมมคนสวยในชุดนุงนอยหมนอยที่สระน้ํา เกิดอาการดิ้นรนซัดสายกระหาย
อยากขึ้นมาวูบหนึ่ง ในบัดนั้นเองเพิ่งเกิดประสบการณครั้งแรกที่ไดรูจักวา 'ตัดไฟแตตนลม' เปนอยางไร
เสมือนเขาเปนชางตัดตอภาพผูชํานาญ เมื่อเห็น 'ภาพผิด' โผลขึ้นมา ก็รีบเปลี่ยนไปหาภาพที่ถูกแทน
คือรีบกลับมาปกสติกําหนดรูลมแทนมโนภาพบาดจิต คลื่นกามปนปวนก็พลันสงบรํางับลงทันใด

ความดิ้นรนอันทนไดยากนั้น หากยังไมลุกลามเกาะกินแกนกายแนนหนาเกินแกแลว จะคลายลมแผวที่


ฤทธิ์นอยจนไมอาจกระชากสติใหหลุดจากราวยึดไดไหว แตถาปลอยปละละเลย สติวิ่งไลกวดภาพเกาที่
เราใจในหัวไมทัน ปลอยใหเกิดปฏิกิริยาสนองตอบทางกายเต็มที่แลว ก็เหมือนนักมวยปล้ําผูมีกําลังมาก
อาจกดคนกําลังออนใหจมน้ํามิดหัวไดงายดาย

ขยายหนาทองออกอยางใจเย็นและมีมานะ เห็นสายลมหายใจออกและเขา ตั้งสติรูไมลดละ เมื่อเกิดความ


คิดนอกลูนอกทางอีก ก็หันเหความสนใจกลับมาเพงลมหายใจอีกและอีก

ดวยความมีไฟอันโชติแรง บวกกับการปฏิบัติที่ถูกวิธี จึงไมทําใหเกาทัณฑงวงงุนหรือหลงสติ ภาวะจิต


ทรงตัวดีขึ้นเรื่อยๆจนกายกับจิตผสานกันถูกสวนถึงที่สุด ณ จุดนั้นเขาเกิดความเขาใจวาจะคุมจิตใหเปด
โลงแผออกเปนวงกวางไดอยางไร ฉับพลันก็บังเกิดความสวางไสว เบาตัวและเกิดผัสสะกระจะกระจาง
แชมชัดละเอียดออนผิดไปจากธรรมดา ลิ้มรสปติสุขแปลกใหมที่เยือกเย็นปราณีตแตกตางจากสุขอื่นที่
เคยรูจักมากอนทั้งหมด

บอกตัวเองทันทีวานี่คือภาวะการรวมตัวอยางเปนเรื่องเปนราวของจิต เกาทัณฑคอนขางจะตื่นเตน แลว


ก็ตองพบกับความเสียดายที่ไมมีความสามารถจะประคองภาวะนั้นใหเนิ่นนานออกไป ความสวางโรยลง
และเขาก็ไมสามารถผสานการนึกเขากับสายลมหายใจตอไปได เสมือนแมเหล็กเสื่อมแรงดึงดูดลงทีละ
นอยจนหมดสภาพ

เอ...นี่เองกระมังเรียกวาอุปจารสมาธิ ทั้งสุกสวาง ทั้งปติสุขในรสวิเวกดื่มด่ําล้ําคําบรรยาย แตคงเปน


อุปจารสมาธิอยางออน เพราะวูบมาเพียงนาทีเดียวก็เหี่ยวเฉาโรยราลงเสียแลว

โยคาวจรหนุมพยายามตั้งสติใหมั่นคง สํารวจความพรอมของรางกายก็พบวายังอยูในสภาพที่มีกําลังใช
งานได นึกถึงภาวะนิ่งปราณีตดวยความหวนคิดอยากกลับไปมีความสุขเชนนั้นอีก คิดอยูแตวาจะเขาถึง
ภาวะนั้นอีกใหจงได จึงมีกําลังใจขึ้น ตามรูลมหายใจออกและลมหายใจเขานับครั้งไมถวน บังคับตนเอง
ไมใหคลาดสติสักครั้ง แตนาเจ็บใจที่ยิ่งนานจิตยิ่งมืด นอกจากไมรวมเปนสมาธิสวางเย็นแลว ยังเกิด
ความฟุงซานกระวนกระวาย ทุรนทุรายจนตองเปดตาขึ้นในที่สุด
๑๐๐

ดวยโครงสรางทางจิตใจที่เต็มไปดวยความพิเคราะห แทนที่จะลมตัวลงนอนแผหราอยางคนทั่วไป
เกาทัณฑกลับครุนคิดและถึงบางออภายในพริบตาเดียว วาเขาไมสามารถเรงรัดตัวเองใหเขาสูสภาวะ
สมาธิไดเลยถาขาดเหตุปจจัยที่ถูกตอง ถึงจะเคยรูจักสภาวะสมาธิมาแลวก็เปลาประโยชน ทุกอยางตอง
เปนไปตามวิถีทางอยางมีลําดับ เขากาวเขาไปถึงเสนชัยโดยเริ่มจากหนึ่ง สอง สามมิใชกระโดดพรวด
เดียวถึงเสนชัย หากจะไปใหถึงเสนชัยอีกครั้ง ก็ตองยอนกลับมาเริ่มจากหนึ่งใหม

ชายหนุมมีจิตใจที่เยือกเย็นลงในบัดดล ดวยไหวทันแลววาความเรงรอนนั่นเองเปนอุปสรรคใหญ เขาจะ


เริ่มทุกขั้นตอนใหมหมดดวยกําลังสติและกําลังปญญาที่ไมเจือดวยความโลภทั้งมวล

ลุกขึ้นเดินไปเดินมาเพื่อบรรเทาความเมื่อยขบและเหน็บชาที่กัดกินไปทั้งขา แรกๆถึงกับตองโขยกเขยก
เดาดวยปญญาในขณะนั้นวาอยางนี้เองพระสงฆองคเจาถึงตองเดินจงกรม ที่แทก็เอาไวแกเมื่อยขบหลัง
นั่งสมาธินี่เอง

เดินจนพอหายขาแข็ง แลวก็เลื่อนประตูกระจกเปดออกไปยืนริมระเบียง มองมหานครพราวแสงจากตึก


รามยามราตรี สําเหนียกวาภาวะหลังสมาธิกอความคิดนึกแปลกๆแตกตางไปจากเดิมอยูบาง เริ่มตนที่
ความเขมขนเกี่ยวกับตัวตน ภาวะเขมแข็งของจิตใหญทวีอัตตาใหยิ่งยงขึ้นอยางเหลือคณานับ ทั้งความ
นิ่งทรงอํานาจในตาและพลังที่ประจุแนนในราง ลวนเปนสัญลักษณของธรรมชาติความยิ่งใหญทั้งสิ้น ชาย
หนุมมองเลยไปไกล อะไรๆดูเหมือนอยูใตฝาเทาเขาไปเสียทั้งนั้น

เงยหนามองดาวดวงหนึ่ง คิดถึงแพตรี…คลายเห็นดาวอยูใกลแคเอื้อม เขาวาเขายื่นมือไปควาเมื่อไหรก็


ได...

ความเย็นสบายของสายลมและความบางเบาในอากาศระดับสูง กลอมเกลาใหใจเคลิ้มลงสูความสงบ
อยูๆเกาทัณฑก็นึกอยากปดตากําหนดลมหายใจในทายืนนั้นเอง

กระแสจิตควบเขาหาศูนยกลางเปนหนึ่งเดียว เดนดวงเหนือการปรากฏของกายและสรรพสิ่งรอบขาง ทั้ง


โลกปรากฏแตลมหายใจผานเขาผานออก ผานเขาผานออก ในที่สุดก็เกิดธรรมชาติการรวมจิตผนึกแนน
เปนดวงสวางเงียบเยือกเย็นขึ้นอีกครั้งในอิริยาบถยืนนั่นเอง

เกาทัณฑวางอุเบกขา ไมตื่นเตนกับการรวมตัวครั้งใหม เฝาดูและประคองจิตไปเรื่อยๆ มีความโคลงเคลง


กระเพื่อมไหวอยูบาง แตความแรงของจิตอันเดนดวงเปนเสมือนคบเพลิงนําทาง ขจัดแมงหวี่แมงวันที่
เขามารบกวนประปรายเสียไดโดยงาย

เมื่อเดินกําลังมาถึงจุดหนึ่งก็เหมือนจะคลอยหลับ เคลิ้มสติลง และถัดจากนั้นอีกหนอย กายที่เหมือนหาย


หนไปก็เริ่มปรากฏขึ้นอีก และปรากฏชัดกวาปกติมาก อีกทั้งเริ่มชาเหอแปลกๆตามอวัยวะใหญนอย
คลายตัวเขาเปนลูกโปงที่ถูกอัดตัวขยายขึ้น ใหญโตผิดปกติจนชักกลัววาจะปริระเบิดออกไป กลายเปน
ขาวประหลาดพาดหัวหนังสือพิมพในวันรุง
๑๐๑

ชายหนุมสะกดใจ ถามตัวเองวามันเกิดอะไรขึ้นหวา ร่ําๆจะลืมตาขึ้นดวยความปอดลอย ยังดีที่ไดสตินึก


ถึงคําเตือนของพระอาจารยเกี่ยวกับเรื่องการเกิดปติในรูปแบบตางๆ เปนตนวาคลายตัวโยไปมา ขนลุก
น้ําตาไหล รางขยายขึ้นคลายจะคับหอง เบาเหมือนกําลังลอยขึ้นไปเรื่อยๆ หรือเห็นภูตผีเทวดานางฟา
ลวนแลวเปนสิ่งนาประหวั่นสําหรับผูเริ่มตน ใหแกดวยวิธีงายและตรงที่สุดคือวางใจเปนกลาง สักแตรู
อาการนั้นๆกระทั่งจิตยอนกลับมารูตัวเอง เห็นปฏิกิริยาของตนเปนความนิ่งเฉย

ระลึกไดเชนนั้นก็ขมใจแบบทําใจดีสูเสือ ดึงสติมาฝากไวกับตัวรูภายใน เอาความเชื่อมั่นในพระอาจารย


เปนหลักยึด เฝาดูกายเหมือนขยายขึ้นแลวหดลงเปนชวงคลายจะแกลงใหใจคอตุมๆตอมๆเลน มันไมอยู
ในความควบคุมเอาเลย ราวกับไมใชรางกายและจิตใจของเขาอีกแลว

ไดยินเสียงหัวใจตัวเองเตนถนัดที่สุดตั้งแตเกิดมา มันดังตุบๆๆไมหยุด แทบเห็นหัวใจเปนกอนอยูในอก


เลยดวยซ้ํา ตอนแรกอาการของกายถูกเพงจับ ถูกยึดติดแนบแนนจนไมอาจกําหนดไดวาจิตอันเปนผูรู ผู
ดู ผูเฝาสังเกตนั้นอยูตรงไหน ตอเมื่อคอยๆพิจารณา วาอาการทางกายนั้นเปนเพียงอารมณที่ถูกรู ไม
ตางกับลมหายใจ ไมตางกับวัตถุตางๆ จึงถอยมากําหนดได วาภาวะอันเปนนามธรรม ตั้งอยูในอาการรู
อาการนิ่งเปนกลางนั่นเอง คือธรรมชาติที่เรียกวาจิต

เมื่อเห็นจิต ก็เห็นปฏิกิริยาของจิตอยางแจมชัดวาขณะนี้คือกลัว และพอเห็นตัวความกลัวเปนเพียง


ปฏิกิริยาทางจิตชนิดหนึ่ง เปนของภายใน มิใชเสือสิงหภายนอกมาขย้ําหัวแตไหน จิตก็เริ่มออกอาการ
ทราบชัด วาความกลัวก็สวนหนึ่ง ตัวจิตผูรูผูดูก็สวนหนึ่ง แยกจากกันไดเด็ดขาด

พอประจักษธรรมเชนนั้น จูๆทุกอยางก็สงบเงียบลงเฉยๆ เหมือนหลุดผลัวะออกมาสูแสงสวางทั้งที่เพิ่งมี


พายุฝนมืดครึ้มครืนครั่น จิตยวบตัวยุบลงมาปบหนึ่ง แลวกายกับจิตก็มีขนาดคงที่ไมเปลี่ยนแปลง ทุกสิ่ง
สงบอยางยิ่ง สวางยิ่ง เปนประสบการณใหมเอี่ยมที่ชายหนุมตองฉงนระคนปรีดา

ในความสวางไสวเอกานั้น เขาเห็นสายลมหายใจใสสะอาดเหยียดยาว มันชัดเสียยิ่งกวาชัด ขณะนั้นมีแต


ลมหายใจที่เปนความจริง รางกายและความคิดกลายเปนสิ่งเลือนราง กลาวไดอีกอยางวามีอัตตาที่อยูสูง
กวากายและความคิดอันเปนจุดอางอิงเดิม

นั่นคือการถึงอุปจารสมาธิอีกครั้ง คราวนี้ลงมาอยูที่ฐานอุปจาระหนักแนน ยืดยาว เพราะประกอบดวยสติ


และกําลัง โดยปราศจากความตื่นเตนตอรสปติและสุขอันเย็นแปลกเหมือนพนสภาวะบุคคลออกไป

การทําสมาธิภาวนาชางเปนกิจกรรมอันแสนสนุกเพลินใจและมีสีสันพันลึก สมาธิไมใชสิ่งจืดชืดไรรส
อยางที่เขาเคยประมาณเอาจากการเห็นคนนั่งเฉยเมยเปนแทงหิน อาการไมไหวติงภายนอกที่แทมีความ
เคลื่อนไหวและการรูเห็นอันโอฬารภายในอยางนี้เอง

เพลินสุขไดเพียงชวงลมหายใจรอยกวาครั้ง กําลังก็ถดถอย เขาสังเกตรูไดอยางชัดเจนถึงความเสื่อมถอย


เพราะใจจดอยูแลว มันเริ่มดวยความคลายจากอาการดึงดูดเหมือนแมเหล็กออนแรง จิตไมผนึกรวมเปน
๑๐๒

ดวงเดนอีกตอไป พยายามยับยั้งอยางไรก็ไมเปนผล ตามดวยความสุขที่มอดลงกลายเปนความชืดชา


สามัญ อาการล็อกจิตติดกับลมหายใจหมดไป เห็นเปนลมหายใจเขาออกธรรมดา มิใชสายน้ําตกใสสวาง
เขาอกเขาใจถองแทในบัดนั้นวากําลังจิตเปนอยางไร มีความหมายเพียงใด เมื่อเสื่อมไปแลวตกกลับมาสู
สามัญภาพเชนไร

ครั้งนี้ชักเหนื่อย รางกายออนแรงลงมาก อยากหงายหลังลงนอน แลวเขาก็โอนออนตามใจ เดินกลับเขา


หองแลวเอนหลังนอนบนฟูกจริงๆ ใจยินดีปรีดากับความสําเร็จในการทําสมาธิ นี่เปนแคการหัดทําสมาธิ
จริงจังครั้งที่สอง นับจากครั้งแรกที่กุฏิหลวงตาแขวน แตเขาทําไดนาพึงใจปานนี้ จึงเหอเหิมและนึก
ลําพองสงสัยขึ้นมาวาจะมีใครในโลกทําสมาธิไดดี ไดไวเทาเขาหรือไม

วากันวาบางคนเพียรทําสมาธิอยูในปาในเขาตั้งสิบยี่สิบปยังเข็นใหถึงอุปจารสมาธิไมสําเร็จดวยซ้ํา แต
เขาลุถึงในวันเดียว!

เกาทัณฑมารูในภายหลังวาเมื่อสองพันหารอยปลวงแลว ยังมีเด็กชายอายุเจ็ดขวบคนหนึ่ง นั่งขัดสมาธิ


รอผูเปนพออยูคนเดียวใตรมไม สงบใจหลับตาตามรูลมหายใจโดยไมมีใครสอน แลวจิตก็ปฏิรูปตัวเปน
เปลวมหัศจรรย เพราะลวงเขาถึงสมาธิระดับปฐมฌาน แนบแนนและยิ่งใหญกวาสมาธิที่เขาทําไดเพราะมี
คนสอนหลายเทานัก

และเด็กคนนั้นก็คือสิทธัตถกุมาร ผูที่เจริญวัยตอมาเห็นภัยในการเกิด แก เจ็บ ตาย ออกบําเพ็ญเพียรหา


ทางหลุดพนจนสําเร็จเปนพระสัมมาสัมพุทธเจา บรมศาสดาผูเปนอาจารยของอาจารยเขาอีกที!
๑๐๓

ในความหลับใหลอยางอิ่มเอมเปรมสุข เกาทัณฑรูสึกเหมือนความรับรูแผกวางออกไปในอาณาเขตหอง
สวางไสวเรืองรอง ตัวสติทั้งเหมือนมีและไมมีครือกัน คลายใจรูตัววาเปนนายเกาทัณฑ แตคิดอยางที่นาย
เกาทัณฑคิดไมได ควบคุมตัวเองไมได

เลือนรางเหมือนอุปาทาน ในความสวางที่แผไปนั้นสองกระทบขาวของตางๆและสงภาพกลับมาใหใจเห็น
เปนเคาเปนเงา ดูคลายเปนเรื่องปกติ ในเมื่อจิตสวางและแผพนกายก็ตองเห็นรอบกายไปดวย

แลวก็เกิดชั่วขณะแหงการเปลี่ยนแปลงอันนาประหลาด คลายตกไปอยูในหวงภวังคครูใหญ จากนั้นกลับ


มารูสึกตัววาตนมีรางเหยียดนอน แลวเหมือนเปลี่ยนอิริยาบถอยางรวดเร็วจากนอนกลายเปนเดิน

เคยเต็มตื่นอยางไรก็อยางนั้น เกาทัณฑเห็นตนเองกาวเขาไปในเขตบานของปูชนะ และดวยตาเปลาที่


มองทุกสิ่งไดชัดผิดปกติ เขาเห็นรังสีกุศลฉายแสงอยูทั่วไป คลายกับอากาศสวางในตัวเองดวยแสงทอง
งามละไมเย็นตาเย็นใจ รูสึกเปนสุขและปลอดภัยยิ่ง

ลมหายใจสดชื่นบริสุทธิ์ราวกับอยูบนยอดผาสูงในเวลาเชาตรู มีกลิ่นหอมรวยรินของดอกไมนานาพันธุ
กระจายตัวอยางออนโยนทั่วทุกหนทุกแหง บังเกิดความคิดขึ้นมาในบัดดลวาปูชนะกับแพตรีมีบุญมาก
จริงๆ ที่อยูอาศัยจึงเอิบอาบไปดวยสันติสุขควรพิสมัยปานนี้ นาปลาบปลื้มชื่นชมดวยเหลือเกิน

ในเขตอันชะโลมไปดวยความฉ่ําชื่นอยางบอกไมถูกนั้นทําใหเขาเปดยิ้ม เปนยิ้มอิ่มใจที่เปนไปเองโดย
ปราศจากเจตนาชวย

เดินออมไมใหญหนาบาน บานปูดูกวางโลงกวาเคย เรียงรายดวยบุปผชาติอันทรงชีวิตชีวาเหลือคณานับ


ในชั่วเวลานั้นเกาทัณฑเกิดความเขาอกเขาใจวาดอกไมสงยิ้มใหคนไดอยางไร พวกมันยิ้มไดจริงๆ ไมใช
เรื่องเลน เพียงแตมิไดใชปากเหมือนอยางคน ทวาใชความมีชีวิตชีวาทั้งหมดนั่นแหละยิ้ม

ดวยนิสัยชางหาเหตุผลประจําตัว เกาทัณฑคิดๆแลวก็บอกตนเองวาเพียงสัมผัสถึงความมีชีวิตของตนไม
กระแสใจที่เขาถึงจะทําใหเกิดภาวะเห็นที่แตกตางไป เราจะรูไดวามันกําลังแยมยิ้มหรืออับเฉา ปกติเรา
ไมรับรูสุขทุกขของตนไมเพราะไมใสใจ ไมสัมผัสเขาถึงความมีชีวิตของมัน คนจึงเห็นตนไมเปนวัตถุ
ธรรมดาเชนเดียวกับอิฐปูน ภาวะการเห็นจึงไมผิดไมตางไปจากภาวะการเห็นสิ่งไรชีวิต ตอเมื่อสําเหนียก
กําหนดถึงความมีชีวิต จึงจะมีคลื่นความรูบวกเขาไปในคลองสายตาได
๑๐๔

บัดนี้เขาเห็นความมีชีวิตของบรรดาพฤกษพันธุอยางชัดเจนเหลือเกิน ไมวาจะนิ่งหรือไหวไกวตามสาย
ลมผาน ทั้งหมดลวนเปนกิริยาของสิ่งมีชีวิตชัดตาชัดใจราวกับถูกขยายดวยแวนวิเศษไรตน เหมือนพวก
มันจะพูดทักทายยินดีตอนรับเขาไดฉะนั้น

ขณะเพลินกับมิติใหมแหงสัมผัสภายในนั่นเอง ก็เผอิญเหลือบแลไปเห็นสาวนอยนางหนึ่งนั่งอยูบนชิงชา
กลางลานหญาขจีนุม ชายหนุมหันขวับไปมองตรงๆ หลอนอยูในชุดขาวสะอาดและมองจับมาทางเขาอยู
กอนดวยนิลเนตรทอดสงบ

เกาทัณฑยิ้มกวางขึ้น ผูหญิงคนนั้นมีความงดงามที่กอความรูสึกแสนดีไดลนใจ ดีจนแทบไมอาจเห็นดวย


ซ้ําวาเปนเพียงอิตถีเพศ ราวกับหลอนมีภาวะที่ดูเกินความเปนอิสตรีไปอยางยากจะอธิบาย

เดินเขาไปหาหลอน เหมือนคนกันเอง อยูบานเดียวกันมานมนาน ถึงจะหางกันไปพักหนึ่ง ในที่สุดก็กลับ


มาอยูดวยกันไดดวยบรรยากาศความสนิทแนนแฟนดังเดิม

"แพนั่งอยูที่นี่นานแลวหรือ?"

ไดยินตนเองกลาวทักออกไปเชนนั้น เขาเห็นหลอนพยักหนายิ้มให เปนยิ้มละไมที่แฝงความเศราอยางนา


ประหลาดชวนใจหาย

"แพรอพี่เตอยูนานแลว"

กระแสเสียงนุมเย็นนั้นเปนเสมือนไฟฟาแรงสูงที่ทําเอาเขาชาดิกไปทั้งราง หลอนเรียกชื่อเขาเปนครั้งแรก
แถมดวยความในใจที่เกินเชื่อวาจะเปนจริง นั่นแลกไดกับรางวัลมีคาที่สุดเทาที่เขาเคยรับมาชั่วชีวิตที
เดียว

"รอพี่..." เขาชักเงอะงะ เพราะตื้นตันจนพูดอะไรไมถูก "พี่อยูตรงนี้แลว จะชวยอะไรแพไดบางละ?"

สายลมหอบหนึ่งรําเพยผาน ปอยผมบนหนาผากของหลอนไหวตัวนอยๆ ดวงตาคูงามเหมือนจะสงแสง


พอมายังเขา เกาทัณฑรูสึกผิดและอบอุนยินดีปนเปกันอยางยากจะแยก

"แพเหงากับการรอจนกลายเปนสุขที่ไดเลิกรอแลวละคะ ไมตองชวยแลว..."

บรรยากาศทั่วบริเวณกลายตัวจากความอบอุนเปนวังเวงไปในทันที เกาทัณฑเกิดความเวทนาหลอน
อยางจับใจ

"พี่จะอยูเปนเพื่อน"
๑๐๕

ชายหนุมลดตัวลงนั่งชันเขาขางหนึ่ง วางมือลงบนตักหญิงสาวอยางปลอบประโลม สายตาที่สงไปยัง


หลอนเปยมไปดวยความเห็นใจอยางลึกซึ้ง เขายิ้มอยางชาย รูสึกถึงไหลที่ตั้งผงาดและพลังความเขมแข็ง
ในตัว บอกตนเองวาพรอมจะปกปองหลอนจากทุกสิ่ง

แพตรีทอดตาลงมอง เกาทัณฑสัมผัสไดถึงความไมเชื่อถือในตาคูนั้น

"ทําไมถึงไมเชื่อพี่ละ?"

เขาถามออกมาตรงใจ ที่นั่นเขากับหลอนสามารถคุยกันไดโดยไรมานอันใดปดบัง แพตรีขยับหนาตักและ


ผลักมือเขาออกโดยละมอม

"พี่มองเห็นแตความสวยของผูหญิง ไมเคยเห็นตัวของแพหรอก วันที่แพไมสวย พี่ก็จะมองผานแพไป


อยาวาแตคิดอยูเปนเพื่อนเลย"

เกาทัณฑสายหนา

"วิธีคิด วิธีพูดของแพนี่หลับตาก็รูไดวาสวย แตแพคงกําลังพูดถึงความสวยที่ตองลืมตาเสียกอนถึงจะเห็น


ถาอยางนั้นพี่เห็นวิธีที่แพยิ้ม วิธีที่แพใชสายตามองคนอื่น นั่นก็พอแลวกับการผูกใจใหอยูนิ่ง ถานิสัยใจ
คอยังเปนอยูอยางนี้ จะมีวันไหนที่แพไรความสวยใหพี่มองผานได?”

แพตรีนิ่งไป เขานาจะไดเห็นหลอนโอนออน แตก็ไมใช

"คําพูดของพี่ลบความจําแพไมไดเสียดวยสิคะ ในวันที่แพดูต่ําตอย พี่มองผานแพไปเหมือนไมมีแพอยูใน


ทางตา ทั้งที่...นานมาแลว เราเคยอธิษฐานตอหนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์รวมกันวาจะรักและจดจํากันไปทุกภพทุก
ชาติ"

ชายหนุมเย็นวูบไปตลอดสันหลัง ขนลุกเกรียวตั้งแตหนังศีรษะแลนลงไปจนถึงฝาเทา ณ บัดนั้นเขาพบ


บางสิ่งที่ขาดหายไป บางสิ่งที่เคยถวิลหา ทวาตลอดมาไมรูวาคืออะไร

"พี่..." เกาทัณฑนึกหาคําแกตัวไมทัน "ตอนที่เรายังเด็กอยูดวยกัน ตอนนั้นพี่คอนขางจะ...ไมชอบมอง


คน"

"คะ ถาคนไมสวยจะไมชอบมองเลย"

เปนคําตัดพอที่ทําใหเกาทัณฑสะอึกอึ้ง กระแอมทีหนึ่งอยางเกือบจนปญญา ทําไมถึงเคนหาคําพูดยาก


นัก สมองวางวายราวกับกําลังอยูในฝน…นี่เขากําลังฝนไปหรือเปลา? ถาเปนฝนทําไมสาวนอยที่นั่งอยู
เบื้องหนาถึงดูมีชีวิตจิตใจ คิดอานโตตอบไดปานนั้น?
๑๐๖

หลังจากเพียรสรรถอยอยูนานก็นึกออกจนไดวาควรจะพูดอะไร คําแกตัวพรั่งพรูออกจากปากอยางรวด
เร็วราวกับน้ําไหล

"ในความเปนเด็ก เรารูจักแตสิ่งกระตุนความสนใจที่เดนชัด แตเมื่อโตขึ้น เราก็จะรูจักสํารวจคุณคาของสิ่ง


ตางๆ แยกแยะไดออกวาหลายสิ่งในโลกนี้ไมควรมองผาน และถาไดรูวาครั้งหนึ่งเคยมองผานสิ่งมีคามา
แลวดวยความโงเขลา ทั้งหมดที่ทําไดก็คือสํานึกเสียใจและอยากพูดวา...พี่ขอโทษ"

ถอยสุดทายนั้นหนักแนนดวยสํานึกอยางชาย ทวาแฝงกระแสความออนโยนจริงใจจนทําใหแววหมางใน
ตาสวยจางลง

"พี่พูดเกงนะคะ" หลอนลุกขึ้นยืน "แตคนไมจริงใจเทานั้นแหละที่พูดเกง"

เกาทัณฑลุกขึ้นยืนตาม

"ถาไมใหพูดพี่ก็จะแทนดวยการทําใหแพเห็น…พี่จะจริงใจกับแพ"

หญิงสาวชอนตาขึ้นสบ นัยนตาเงางามทอแสงเขมกวาเมื่อครู

“อยาเลยคะ แพเห็นอนิจจังแลว ตอใหเคยครองกัน อธิษฐานรวมกัน ซื่อสัตยตอกันจนนาทีสุดทาย เมื่อ


ถึงเวลาก็ตองลืม ตองพรากจาก ตองกลายเปนคนแปลกหนากัน…แพลาพี่ไปตามทางดีกวา จะไดไมตอง
เจอใหจําแลวลืมกันอีก”

แมฟงไมเขาใจกระจางนัก เกาทัณฑก็ใจหายจนเผลอยึดขอมือหลอนไว

“แพพูดเรื่องอะไรอยูหรือ? ถาทําผิดเพราะเจตนา พี่จะชดใชใหจนกวาแพจะพอใจ แตถาหากเกินวิสัยที่


คนธรรมดาคนหนึ่งจะรู ก็ขอใหบอกดีๆ อยาเก็บงําแลวตัดบทอยางไมใหโอกาสกัน”

หญิงสาวดึงขอมือออกจากการกุมของเขา

“ของแบบนี้ถาไมรูเองก็อยารูจากคนอื่นเลยคะ”

เกาทัณฑถอนใจเฮือกกอนหัวเราะอยางอัดอั้น

“แพเปนเสียอยางนี้”

“คะ…เปนอยางนี้แหละ”

แลวหลอนก็หันหลัง ทาทางกําลังจะเดินจากไปเฉยๆ
๑๐๗

“เดี๋ยวซี่แพ…”

ชักงงเมื่อรูสึกวาเทาชา มือชาอยางรวดเร็ว และไลลามไปถึงประสาทรับรูสวนกลาง เหลือเพียงสายตาที่


ยังเห็นภาพตรงหนา แพตรีกําลังเดินหางออกไป หลอนจะรูหรือเปลาวานี่มันเกิดอะไรขึ้นกับเขา

“แพ…”

เหมือนมีนุนยัดลงไปในคอ จะอาปากก็อึดอัด ยิ่งฝนก็ยิ่งเลือน จนกระทั่งที่สุดเห็นหลอนเหลียวกลับมา


ซึ่งก็คงหันตามเสียงเรียกสุดทายของเขา เกาทัณฑเห็นแววหมางเมินเหินหาง รูสึกทรมานกับภาพชนิด
นั้น หลอนกําลังตั้งใจเดินจากเขาไป…

ภาพฝนจางลง แตยังทิ้งรองรอยไวกับความรูสึกชัดลึกเสมือนจริง เหมือนจะขาดใจเมื่อพบวาภาพราง


ไกลๆของแพตรีคืออากาศธาตุ และจะเปนอากาศธาตุไปชั่วนิรันดร เกาทัณฑลืมตาตื่นขึ้นดวยกิริยายก
มือควาอากาศตรงหนา ใจเตนดวยความเสียใจรุนแรง

ชางเปนฝนที่มีชีวิตชีวาและเต็มไปดวยรายละเอียดแจมชัดอะไรปานนั้น ทั้งสวางหวานตรึงใจ และทั้ง


เศราสรอยกัดลึกปนกันจนหยุดความคิดทุกชนิดลงพักใหญ เกาทัณฑนอนตาคางกอนจะผุดลุกขึ้นนั่งนิ่ง
บอกตนเองดวยใจชื้นวาในโลกแหงความจริง หลอนยังอยู ยังรอใหเขาใชความพยายามไขวความา

นาฬิกาบอกเวลาเกือบหาทุม เขาเห็นแคนั้น แลวเหมือนมีแรงผลัก มันไมใชตัวเขาเองเลยที่ลุกขึ้นควา


กุญแจรถ เปดปดประตูหองปงปงลงไปยังลานจอดรถ นําพาหนะคูกายโลดแลนออกสูถนนสีชมพูอันวาย
รถอยางเปนใจใหกดเทาเหยียบคันเรงลึก ทะยานตัวดวยประสิทธิภาพเครื่องยนตกําลังสูง พุงปราดไปจน
ภาพถนนและไฟทายรถขางหนาถูกดูดเขามาฮวบฮาบภาพแลวภาพเลา รถวิ่งเร็วราวกับลูกปน แตก็ไม
ดวนเทาทันใจเขาในยามนี้เลย

ดับเครื่องแตไกล ปลอยใหรถคลานดวยแรงเฉื่อยมาจอดเทียบหนาบานกลางซอยอยางแชมชา สติคอย


กลับมาเปนตัวของตัวเองเหมือนกายเพิ่งตามใจทัน

เกาทัณฑมาบานนี้จนมีโอกาสสังเกตรูวาหองของแพตรีคือสวนใด ไฟหองหลอนสวางเรือง แสดงวายังไม


หลับ เปนอันแนละวาเมื่อครูเขาฝนละเมอเพอพกไปคนเดียว หลอนอาจจะกําลังอานตําราเรียน หรือ
หนังสือเกี่ยวกับตนไมที่หลอนรัก หรือนั่งทําสมาธิภาวนาอยางสุขสบายเอกา เขาอยากรูแตคงรูไมได มี
สิทธิ์อยางมากแคเห็นแสงไฟหองเปด กับรับทราบวาหลอนอยูในนั้น

นั่งกอดอกยิ้มมองหนาตางหองของหญิงสาวดวยแรงประทับล้ําลึก เคยเห็นเพื่อนทําอยางนี้แลวขํา แต


ตอนนี้เขาใจเลย มันไมใชหนาตางหรอกที่ทําใหเขายิ้ม ความรูสึกวาใกลหลอนแคนี้ตางหากที่กอสุข คิด
อยากนั่งมองไปเรื่อยๆจนกวาใจจะพอ
๑๐๘

ไดหลอนมากอดคงดีกวาฝน…

ทั้งซอยปราศจากการสัญจร ในความเงียบของยามดึกมีแตเสียงจักจั่นเรไรจากพงหญา ยามนี้ชางฟง


เพราะและขับกลอมใหใจสงบ เปนครั้งแรกที่เขาเงี่ยหูฟงอยางดื่มด่ํา แสงไฟจากหองหลอนดูสวยหลอก
ตานาเพลินหลงเสียยิ่งกวาคมเสี้ยวจันทรสีเงินยวงเบื้องบน

ใจที่ฝนเพอทําใหโลกเปลี่ยนไปไดอยางนี้เอง

เกือบตีหนึ่งแสงไฟจึงปดมืด หลอนคงเขานอนแลว เกิดความรูสึกดีขึ้นมาขณะหนึ่ง เหมือนตอนนั้นเขา


คอยเฝาระวังภัยให และแนใจวาจะไมมีใครผานเขาเขาไปหาหลอนไดเลย

หลับตานิ่งเปนครู กอนลงจากรถโดยตั้งใจจะเข็นไปสตารทไกลๆไมสงเสียงใหแพตรีไดยิน เพราะใจนึก


เกรงไปเองวาหลอนคงจําเสียงเครื่องรถเขาไดและอาจชะโงกมองลงมา กลัวเดารูวาเขามาดอมๆมองๆ
เหมือนกระตายแหงนคอมองกระตายอีกตัวบนดวงจันทร ขายหนาตายชัก

แตขณะที่กําลังออกแรงดันหนารถก็ตองสะดุงสุดตัวเมื่อไดยินกังวานเสียงนุมของผูหญิงคนหนึ่งดังขึ้น
ใกลๆ

"มีอะไรใหชวยไหมคะ?"

ชายหนุมหันขวับ แพตรี! หัวใจเตนแรงเหมือนจะวาย หลอนมายืนชิดรั้วแคนี้ตั้งแตเมื่อไหรกัน

เปนนานกวาจะปรับสติและออกแรงยิ้มเจื่อนๆสําเร็จ

"ออ…แพ"

เอยออกมาไดเทานั้นจริงๆ หลอนคงลงมาเดินเลน เขาผิดเองที่นึกวาไฟหองปดหมายถึงหลอนเขานอน

"รถเสียหรือคะ?"

เปนเสียงถามตามซื่อ ชั่วขณะนั้นหลอนอาจยังไมแนใจนักวาอะไรเปนอะไร

"เปลาฮะ"

วูบนั้นเกาทัณฑบังเกิดความกลาเดิมๆขึ้นมา อาการตกประหมาแบบวัยรุนเพิ่งเริ่มจีบสาวปลาสนาการ
เปนปลิดทิ้ง

"รถเปนปกติดี แตพี่อยากเข็นไปสตารทไกลๆ เสียงเครื่องจะไดไมกวนแพกับปู"


๑๐๙

แพตรีมองไปที่รถเขาเหมือนคิดตาม อยางนี้แปลวาอะไรก็ไมยากแลว ครูหนึ่งก็กอดอกนิ่งไมพูดจา


เกาทัณฑยิ้มออกมาได เขารักทุกกิริยาของหลอน สิ่งที่แฝงอยูในความนิ่งและการเคลื่อนไหวของแพตรี
ชางกอความรูสึกแสนดีใหกับคนเห็น

"เมื่อกี้แพอานหนังสือหรือฮะ?"

ถามอยางใจอยากรู ราวกับสนิทกันพอ หญิงสาวปรายตาสบ แสงสลัวเลือนจากไฟแรงเทียนต่ําขางทาง


พอทําใหเห็นแววหางเหินที่สงมาอยางจงใจ

"ทําธุระสวนตัวนะคะ…คุณละคะ?"

เกาทัณฑหนาชา เอยคําตอมาถึงกับอึกอัก

"พี่...เออ ผม..."

อากาศชื้นน้ําคางทําใหแยกแยะรับรูความแตกตางระหวางฝนกับจริง ตอนนี้ของจริง

ก็ถาจริงแลวทําไมตองกลัว…

"ผมไมไดตั้งใจมารบกวนแพเลย แคอยากรูสึกวาไดอยูใกลแพสักพักหนึ่งเทานั้น"

ไรรองรอยเคอะเขินหรือคาดไมถึงใดๆในดวงตาสงบเฉย เกาทัณฑเจ็บแปลบเพียงนึกวาตนอาจเปนไอ
หนุมหัวใจละลายอันดับหนึ่งรอยที่เอารถมาจอดแหงนหนาฝนหาดาวตรงนี้

"นาเสียดาย..." เขาพูดคลายอับจน "ทําไมเราไมสนิทกันเสียตั้งแตเด็กนะ ถาเคยคุยกันแลวเห็นผมเปน


ญาติ…ปานนี้แพอาจชวนผมเขาไปนั่งเลนขางในมั่ง”

แพตรีเบนหนาไปอีกทางอยางรูนัย

“คุณกลับเถอะคะ”

เกาทัณฑระบายลมหายใจยาว หวงฟามืดดูกวาง ลึก อลังการดวยดวงดาวและเยือกหนาวดวยความหาง


เขาเงยหนามองเบื้องบนขณะยิ้มรับคําไลของหลอน

“ฮะ…” ตาจับดาวดวงหนึ่งไมวางพลางเอยเนิบแผว “แถวนี้ดีจัง นาปูเสื่อนอนมองฟานะ”

เวนระยะไปครูอยางเตรียมตัดใจเอยลาและหันหลังกลับ แตเหมือนขางในมันเฉื่อยและเหนื่อยลาเกินกวา
จะทําตามสมองสั่ง เบนสายตากลับมามองดวงหนาที่ดูสงบละไมอยูในเงามืด หลอนนิ่งมองทิศทางอื่นที่
ไกลจากเขามาก
๑๑๐

"ผมรักแพ!"

เปนเสี้ยววินาทีที่เขาเองก็คาดไมถึงวาคําสารภาพหลุดจากริมฝปากไปได เสียวปลาบไปตลอดทรวงอก
เมื่อหลุดคํานั้นออกมา แตก็ดีไปอยาง สติถูกเรียกกลับคืนมาสานตอความเผลอไผลอยางรวดเร็ว ตัดสิน
ใจเสี่ยงทิ้งไพใบสุดทายทั้งที่รูเห็นแคครึ่งๆกลางๆ

“รูวาเราเพิ่งพูดกันแคสองสามคํา รูวาแพเห็นผมเปนแคนายอะไรคนหนึ่งที่มาติดหลงหนาตา แตความ


จริงไมใช ถาอธิบายดวยคําพูดที่ดีที่สุด ตรงจริงที่สุด อยางมากก็แคทําใหแพหัวเราะเยาะผมนอยลง
เพราะฉะนั้นอยาเพออะไรใหเห็นผมเปนตัวตลกใหมากจะดีกวา ขอแคพูดวา…ถาแพจําผมได ก็อยา
แกลงเมินกันอีกเลย”

หญิงสาวหันมาจอง หลอนยืนเมมปากอยูนานมาก เกาทัณฑไมกลาพูดตอ เพราะลึกๆก็ไมแนใจวาตน


เปนบาไปคนเดียวหรือเปลา อดทนรอดูทีทาของแพตรีจนหลอนกลาวอะไรออกมาไดเอง

"ขอโทษนะคะ ดิฉันฟงไมรูเรื่อง"

แลวหลอนก็หมุนตัวกลับ ทําทาจะสาวเทาขึ้นเรือนหนีเขา

"แพ!"

เปนเสียงเรียกที่ประกาศิตพอใช หญิงสาวหยุดกึกเหมือนถูกสะกดดวยฤทธิ์พอมด

"ถาผมละเมอเพอพกจนคุณคิดวาเสียสติอยูคนเดียวก็ชางเถอะ เราเพิ่งรูจัก และคุยกันแคนับคําไดนี่นะ


แตสังหรณวาผมเกือบจะทําสิ่งมีคาบางอยางหายไป เพียงเพราะเกิดมาพรอมกับความไมรู…และความ
ลืม เหมือนอยางที่มนุษยคนหนึ่งเขาเปนกัน”

ชายหนุมหรี่ตาลงนิดหนึ่ง ขณะกําลังพูดไดมีสัญชาตญาณบางอยางเกิดขึ้นเดี๋ยวนั้น เหมือนกับเปนตัว


เขาเอง ทวาเปนอีกภาคหนึ่งซึ่งอยูลึกลงไป และไมเคยปรากฏแมกับความรับรูของตนเอง

“ผมเห็นอะไรบางอยางซอนอยูในใจคุณนะแพ ทุกครั้งที่คุณมองผม แววตาเหมือนบอกวาคุณรู…หรือจํา


อะไรที่เกินวิสัยผมจะเดา แตเสียดายที่คุณคงไมคิดบอกเลาใหผมฟงตลอดไป”

แพตรีขยับเหมือนจะเหลียวหนากลับมา แตแลวก็หยุดชะงักนิ่งเสียกลางคัน เกาทัณฑยกมือเกาะซี่กรง


ประตู

“ผมเปนคนธรรมดา ไมไดมีอํานาจวิเศษเหนือมนุษย มีแตนิสัยอยางหนึ่ง คือเมื่อแนใจวาอะไรควรเปน


สมบัติของตัว ก็ตองเอาคืนมาใหได แมจะเคยเผลอทําหายไปครั้งหนึ่งดวยความรูเทาไมถึง”
๑๑๑

หลอนยังนิ่งอยูกับที่ ไมเหลียวกลับ ไมเดินหนาตอ ทวาแคนั้นเกาทัณฑก็พอใจแลว

ชายหนุมกลับขึ้นรถ สตารทเครื่องและขับจากไปเงียบๆ เหมือนมีตาที่สามมองเห็นไดวาเบื้องหลังที่เขา


จากมานั้น คือรางนิ่งของหญิงสาวซึ่งยังยืนคางอยูตรงจุดเดิมอีกเนิ่นนาน…

เกาทัณฑยกมือไหวปูอยางนอบนอม ไหวแลวก็อดเหลียวซายแลขวาลอกแลกไมได

"มองหาอะไร?"

ปูถามพลางไขกุญแจประตูให

"หาแพครับ"

เปนคําตอบตรงไปตรงมา ตอไปนี้เขาจะเลิกอมพะนําเสแสรง...ถาไมจําเปนจริงๆ

ปูชนะหัวเราะเล็กนอย แตก็ไมทําใหหลานชายกระอักกระอวนดวยการซักถามวาจะหาแพไปทําไม แค


เดินนําขึ้นเรือนเงียบๆเทานั้น

"ผมเอาหนังสือมาคืนปู"

ชายหนุมยื่นหนังสือพุทธธรรมและพจนานุกรมพุทธศาสนวางไวบนโตะกลาง

"อานจบแลวรึ?"

"ผมซื้อไวเองครบชุดแลวครับ" ฉับพลันก็เบนเรื่อง "แพไมอยูหรอกหรือฮะ?"

"เห็นนองเขามาชวนไปซื้อของ"

"นอง?"

แปลบกลางอกขึ้นมาอีกกับแคไดยินคํานั้น เขาใจแลววาตอนผีดูดเลือดถูกทิ่มอกดวยเหล็กแหลมมันปวด
เสียวอยางไร

"ชื่อมตินะ เด็กใกลบานนี่แหละ โตมาดวยกัน"

"สนิทกันมากไหมฮะ?"

เปนคําถามที่แผวสิ้นดี
๑๑๒

"ก็เห็นแพเขาคบอยูคนเดียวนี่"

เกาทัณฑสะอึกอึ้ง เริ่มทอขึ้นมาอีก เขากําลังจะเปดศึกตีชิงกับเจาเด็กเมื่อวานซืนคนหนึ่ง ซึ่งอาจชวน


หลอนไปเที่ยว และใหหลอนเปนฝายออกคารถเมล ชางเปนเรื่องเหลือฝนเสียจริงๆ

แตก็ทําเปนใจเย็น ยิ้มเหมือนพระอิฐพระปูน ชวนปูคุยเรื่องแพตรีตอโดยไมเบี่ยงเบนไปทางอื่น

"ชื่อเต็มของแพคือแพตรีใชไหมฮะ? เขาใจวาปูเปนคนคิดตั้งให"

ปูพยักหนา

"อือม"

"ปูตั้งใจใหมีความหมายยังไงฮะ?"

ปูชนะยกชาขึ้นจิบ เกาทัณฑคิดวาอีกหนอยตอนเขาแกและนึกถึงปู เขาคงจําภาพทานยกถวยน้ําชาได


มากกวาภาพอื่นหมด

"ก็ไมมีอะไรมาก พุทธศาสนามีพระรัตนตรัยคือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆเปนหลักที่พึ่งทางใจ มีสุจริต


สามคือกายสุจริต วจีสุจริตและมโนสุจริตเปนหลักพึงกระทํา มีสิกขาสามคืออธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา
และอธิปญญาสิกขาเปนหลักศึกษาและปฏิบัติยิ่งๆขึ้นไป และที่สุดมีญาณสามคือสัจจญาณ กิจจญาณ
และกตญาณเปนปริโยสาน ฉันคิดถึงหมวดสามเหลานี้แลวก็รวมลงตั้งชื่อใหเขา เวลาสอนใหเขารูความ
หมายจะไดจํางายวาถาจะไปนิพพานตองขึ้นยานแหงความเปนสามใดในพุทธศาสนาบาง"

เกาทัณฑอึ้งไป ความคิดอานของปูชนะไมธรรมดาเลย เขาเอยถามดวยเสียงแปรงไปเล็กนอยในเวลาตอ


มา

"หมวดสามอื่นผมพอเขาใจอยู แตญาณสามคือสัจจญาณ กิจจญาณ กับกตญาณนี่ ชวยอธิบายหนอยได


ไหมครับ?"

ผูอาวุโสตอบทันทีโดยไมตองหยุดคิดทบทวน

"สัจจญาณคือญาณหยั่งรูอริยสัจสี่ คือเทาทันวาอยางนี้ทุกข อยางนี้ไมทุกข ทําอยางไรจึงทุกขหรือไม


ทุกข สวนกิจจญาณคือญาณหยั่งรูกิจที่ตองทําเพื่อใหหลุดจากขายทุกข ปฏิบัติจิตเชนไรแลวลางกิเลส
จากสันดานได สุดทายกตญาณคือญาณหยั่งรูวากิจแตละอยางไดทําไปแลว ทุกขก็ทําใหแจงแลว ตนเหตุ
ทุกขก็ทําใหแจงแลว ทางดับทุกขก็ทําใหแจงแลว ที่สุดคือความดับทุกขไดเกิดขึ้นก็รูแจงแลว"
๑๑๓

เกาทัณฑกะพริบตา พุทธศาสนมีความลาดลึก แจกแจงเปนทางตรงและปริยายตางๆไดพิสดารยิ่ง นับวัน


ผูกพันใกลชิดก็เห็นมากขึ้นทุกที แคมองจากผิวนอกทางปริยัติในคัมภีรที่มีแตตัวหนังสือ ก็จะเหมือน
ศาสตรทางโลกศาสตรหนึ่งซึ่งตองใชกําลังสมองอยางใหญหลวงในการแทงใหทะลุ

ความคิดจะชวนปูถกเถียงหัวขอธรรมเพื่อจับผิดแบบเด็กไมรูประสาเหือดหายไปเฉยๆ เขากระแอมนิด
หนึ่ง กอนเลาดวยเสียงสั่นหนอยๆ เพราะทราบแกใจวามีเจตนาเบื้องหนาเบื้องหลังอยางไรในการเริ่มเลา
นั้น

"ตอนนี้ผมเปนลูกศิษยของหลวงตาแขวน"

ปูยิ้มและรับฟงโดยไมขัดจังหวะ อีกทั้งปราศจากวี่แววประหลาดใจอันใดทั้งสิ้น

"เดือนหนาผมอยากลางานสักอาทิตยหนึ่งเพื่อทุมเทจริงจังกับการเรียนทําสมาธิภาวนา ปญหาของผมคือ
ยังไมพรอมแมแตจะถือศีลหรือนุงขาวหมขาว เพราะไมแนใจในกิเลสตัวเอง กลัววาถาเขาไปอยูในวัดแลว
จะเปนสิ่งแปดเปอนแกวัด แตขณะเดียวกันก็ทนปฏิบัติอยูในหองพักหรือบานพอแมไมไดดวย เพราะตอง
มีสิ่งดึงใจใหไขวเขวไหลมาเทมาตลอดเวลาแนนอน ผมจึงอยากขอปู จะเปนการรบกวนไหมฮะถาขอ
อาศัยที่นี่สักอาทิตย? บานปูไมมีขอบีบรัดใหตองกังวลวาทําอยางนั้นอยางนี้แลวเปนความผิดความถูก
แตขณะเดียวกันก็ปลดปลอยผมออกจากเครื่องของและผูคนแวดลอมเดิมๆ เปนสัปปายะเหมาะตัวที่สุด
เทาที่ผมจะนึกออกในเวลานี้"

หลานรูปหลอรายยาวแตตนจนจบชุดจากตนสายถึงปลายสายแบบไมใหตั้งตัว ปูชนะหัวเราะเล็กนอย
สายตาไมสงกระทั่งแววรูทันออกมา

"อยูไหวเหรอะ หองหับกลายเปนที่เก็บของ ทิ้งตูเตียงไปหมดแลว"

"ผมตั้งใจวาจะขอนอนบนแครในหองเก็บของใตบันไดใกลหองครัวนั่นแหละครับ"

เกาทัณฑพูดดวยทาทางนาสงสารเหมือนคนไรที่อยูอาศัย หมดทางเลือกแลวอยางสิ้นเชิงจึงบากหนาหนี
รอนมาขอพึ่งเย็น

"อยากถอสังขารมาลําบากถึงนี่ก็ตามใจแก"

เปนคําตอบตกลงที่งายดายเกินคาด ชายหนุมตาสวางราวกับติดนีออนเปนแผง ไมนึกวาเรื่องจะงาย


ขนาดนี้

"ปูอนุญาตหรือครับ?"
๑๑๔

"เออ!"

ชายหนุมระงับความดีใจแทบออกนอกหนาอยางยากเย็น กลัวปูจะเอะใจเสียกอน

"บานนี้มีผูหญิง" ปูเอยเสียงต่ําขึ้นมากลางความลิงโลดของเขา "อยูนี่ก็ทําอะไรใหเหมาะควรหนอย"

"ครับ!" รีบรับปากทันควันอยางกลัวปูจะเปลี่ยนใจเพราะฉุกคิดได "ขอใหปูไวใจ ผมอาจดูไมใชคนดีนัก


แตเรื่องนี้ผมรูวาอะไรควร อะไรไมควร"

"ไปเปนลูกศิษยทานแขวนมาตั้งแตเมื่อไหรละ?"

ชายชราเบี่ยงเรื่องถามมาอีกทาง

"เมื่อวานนี้เองฮะ เผอิญเมื่ออาทิตยที่แลวผมเห็นแพกําลังจะไปทําสังฆทาน กําลังหอบถังขึ้นแท็กซี่อยูพอ


ดี เลยอาสาชวยเอาขึ้นรถผมแทน แลวก็ไดไปพบทาน เกิดความเลื่อมใสบางอยาง คิดอยากเรียนฝก
สมาธิภาวนาดูบาง เมื่อวานเลยไปฝากตัวเปนศิษย และเพราะไดอาจารยดี ตอนนี้ผมพบวาตัวเองอยาก
จะเอาดีตามทาน เลยคิดจริงจัง มาขอรองปูเรื่องสถานที่"

ปูพยักหนาตามเคย สงบคําตามนิสัย ทั้งคูเงียบเสียงกันไป แพตรียังไมมาสักที แตตอใหตองรอถึงค่ํา เขา


ก็จะทูซี้อยูนี่แหละ ยังไงตองเห็นหนาใหได

เกาทัณฑนึกวาปูจะแปลกใจบาง ซักถามอะไรเกี่ยวกับการเปนลูกศิษยหลวงตาแขวนของเขาเสียหนอย
แตก็เปลา จนตองเปนฝายเลียบเคียงเสียเอง เงียบนานๆเดี๋ยวปูเอยปากไลเทานั้น

"ปูรูจักทานมานานหรือยังฮะ?"

"ตั้งแตทานมาอยูที่วัดเมื่อเกือบยี่สิบปกอน"

"ออ นับวานานเหมือนกัน แลวกอนนี้ทานอยูที่ไหน? ผมยังไมมีโอกาสถามประวัติหรือเรื่องราวของทาน


เลย"

"บานเดิมทานอยูนครสวรรค แตปกหลักที่กรุงเทพฯตั้งแตวัยรุน บวชที่วัดทางนฤพานเมื่ออายุไดเกือบ


สามสิบ ร่ําเรียนและรับใชพระอุปชฌายแคหาพรรษาก็ออกเดินทางธุดงคจากเหนือจดใตตลอดอายุ
บรรพชิต เพิ่งเมื่อเกือบยี่สิบปกอนคราวมาเยี่ยมพระอุปชฌายครั้งสุดทาย ไดรับการขอรองใหชวยสืบ
ตําแหนงเจาอาวาสแทน ทานแขวนก็เห็นสังขารตัวเองโรยราไมเหมาะแกการธุดงคแลว จึงรับรักษาวัดซึ่ง
เกาแกหลายชั่วอายุคนนี้เรื่อยมา"

"อือม" เกาทัณฑครางเบาๆ "พระอุปชฌายทานมรณภาพนานหรือยังครับ?"


๑๑๕

"วันเดียวหลังจากที่ทานแขวนรับจะดูแลวัดให"

ชายหนุมขนลุกหนอยๆ แตแลวก็ทําใจสงบเฉย

"แลวที่ทานสละเพศฆราวาสออกบวชเปนพระตั้งแตยังหนุมแนนนี่มีเหตุผลอะไรฮะ?"

"จริงๆทานศึกษาพระธรรมคําสอนและมีศรัทธาปสาทะมานานแลว ตั้งแตกอนร่ําเรียนจบมาทํางานทํา
การเหมือนหนุมๆทั่วไป แตวันหนึ่งบุญพาวาสนาสงใหทานไปพบกับพระดีที่วัดทางนฤพาน เห็นปฏิปทา
นาเลื่อมใส ก็ฝากตัวเปนลูกศิษยตั้งใจถือบวชจริงจังหันหลังใหกับความกาวหนาที่รออยูในอาชีพการงาน
ทั้งหมด"

ฟงแลวเกาทัณฑชักหนาวๆรอนๆ เพราะดูวิถีทางทานแลวเผอิญคลายเขาอยางไรพิกล บอกตนเองวาตอ


ใหศรัทธาพระอาจารยหรือพระธรรมคําสอนมากกวานี้อีกรอยเทา เขาก็คงกิเลสหนาเกินกวาจะอุทิศตัว
บวชเปนพระภิกษุไปตลอดชีวิตอยางหลวงตาแขวนแนๆ ถาสักสามเดือนคอยวาไปอยาง

"ตลอดสองอาทิตยที่ผานมาผมอานหนังสือธรรมะและปรัชญาไปหลายเลม บางเลมที่นาสนใจก็อานตลอด
บางเลมอานคราวๆพอใหรูวาทรรศนะของคนเขียนเปนอยางไร ผมพบวา..."

คําพูดตั้งประเด็นธรรมสากัจฉานั้นขาดหวงไป เมื่อหางตาเห็นเงารางใครคนหนึ่งปรากฏขึ้นอยางเงียบ
กริบ
๑๑๖

แพตรีกาวขึ้นมาบนเรือนดวยฝเทาเงียบเชียบราวกับเปนแคเงา เกาทัณฑหันไปเห็นแลวลืมหมดทุกสิ่งชั่ว
คราว เอาแตจองมองรางสะคราญสวางตาในชุดขาวแนนิ่ง

หลอนยิ้มใหปูอยางดี แตเมื่อเหลือบตามาสบกับเขาก็ลดทั้งคุณภาพและปริมาณลง ไมวาจะเปนแววตา


สวยหรือรอยยิ้มใสที่เพิ่งสงใหปูหยกๆ เหมือนผานตามองพอใหรูวาหนาแบบนี้เคยเห็นที่ไหนมากอนหรือ
เปลา แลวก็ปลีกตัวเขาหองของหลอนไปเงียบๆ ไมไดหยุดลงพูดจากับปูหรือเสียเวลาทักเขาแตอยางใด
เกาทัณฑรูตัวเลยวานั่นเปนครั้งแรกที่เขาเหลียวหลังตามผูหญิงคางเติ่งทั้งที่เจาตัวลับหายไรเงาไปแลว
เปนนาน

เสียงกระแอมของปูปลุกเขาจากภวังค ชายหนุมรีบหันหนากลับมาและปนยิ้ม

"อา..."

เกาทัณฑทําทาคิด นึกไมออกวาเมื่อครูพูดอะไรคางไว หัวใจเตนตึกๆไมหยุด

"ผม...ออ...อานหนังสือไปแลวหลายเลม"

ลอบถอนหายใจอยางโลงอกที่นึกออก แตแลวก็ตันคําพูดอีก การปรากฏตัวอันเงียบกริบของแพตรีทําให


เขาสับสนไปหมด จนทาเขาก็หัวเราะดังๆขัดจังหวะ ถาไมปะติดปะตอเหตุการณก็ดูเหมือนคนบา อยูไม
อยูก็หัวเราะออกมาเฉยๆ

แลววินาทีหนึ่งเมื่อสติสัมปชัญญะกลับคืนมา ชายหนุมก็สานรอยกิริยาประหลาดของตนดวยปฏิภาณอัน
วองไว

"ผมวาหนังสือบางเลมนี่ตลกชวนขํามากกวาเปนหนังสือจูงใหสนใจหรือเขาใจธรรมะและปรัชญา นึกถึง
บางประโยคที่คนเขียนแทรกความคิดเห็นสวนตัวแลว ยังตามมาจี้เสนไดจนถึงเดี๋ยวนี้"

พูดเสร็จก็ทําเปนหัวเราะออกมาอีก ภาวนาอยาใหปูขอตัวอยาง เพราะยังคิดไมทันวาจะเอาอะไรที่ชวนขํา


จริงๆมาสาธก
๑๑๗

"แตก็มีหลายเลมที่ดึงผมเขาสูบรรยากาศใหมๆ" คราวนี้ชายหนุมเปลี่ยนสีหนาใหดูจริงจังขึ้น "บางครั้งผม


วูบวาบขึ้นมา เห็นตัวเองเปนแคสิ่งเล็กกระจอยรอยในธรรมชาติอันยิ่งใหญไพศาล หากยืนอยูที่ขอบ
จักรวาลแลวสามารถมองเห็นสิ่งเล็กใหญพรอมกันไดทั้งหมด ก็คงเกิดความเห็นชัดแจงวาชั่วอายุขัยของ
คนเราเปนแคธุลีของธุลีที่ปรากฏปลิวขึ้นวับเดียวในหวงเวลาและอากาศวางไรกําหนด หาสาระไมไดเลย”

"ก็ใช แกกับฉันเปนเศษธุลี แตเปนเศษธุลีที่คิดได สําคัญวาตัวเองยิ่งใหญได รูสึกสุขทุกขได แลวก็กลัว


ตายได ดาวฤกษที่ยิ่งใหญกลางจักรวาลเสียอีก คิดไมได สําคัญวาตัวเองใหญไมได สุขทุกขไมได กลัว
ตายไมได"

เกาทัณฑยิ้มออกมาหนอยหนึ่ง นึกในใจวาปูเปนคนเขาใจพูดและมีแงคิดละเอียดออนกับทุกมุมมอง ทาน


คงใชเวลาหลายสิบปในชีวิตขบคิดถึงสิ่งตางๆจนตีแตกถี่ถวนแลวกระมัง ชั่วขณะนั้นเขาอยากใหตนเอง
ในวันหนาไดเปนคนแกอยางปู...แกและเต็มไปดวยภูมิปญญาลึกซึ้ง

"ถาแกปฏิบัติวิปสสนาถึงจุดที่แมลืมตาก็ไมรูสึกวามีตัวตนกําลังมอง มีแต ‘การเห็น’ เทานั้นที่ปรากฏกับ


ตัวรู แกจะตระหนักวาดวงตาคูนี้เคยขังเราไวกับความคับแคบอยางไร เมื่อมองลงพื้น แกเห็นสิ่งที่อยูหาง
จากสายตาแคไมกี่ศอก บอกตัวเองไดวาแกสูงแคไหน

แตเมื่อมองขึ้นฟา แกเห็นความวางเวิ้งสุดตาหาตําแหนงคํานวณระยะไมได ก็ไมรูจะบอกตัวเองยังไงวา


แกเล็กเตี้ยสักปานใด สายตาคูนี้ของมนุษยมันใหแกไดแคมุมมองที่แคบเล็ก หากปราศจากสติปญญาของ
นักคิด นักวิทยาศาสตรที่ชวยกันสั่งสมความรูสืบทอดกันมา ก็คงไมมีชาวโลกธรรมดาที่ไหนคาดคิดไปถึง
วาพนจากโลกนี้ไป สิ่งที่เรียก ‘ทองฟา’ นั้นคือมหาจักรวาลที่กวางและลึกจนแมแตแสงอาทิตยที่บาดตา
คนบนโลกใหบอดได ก็กลายเปนแคหิ่งหอยเพียงจุดหนึ่ง”

เกาทัณฑคอยๆผินหนาไปมองทองฟาเบื้องไกล เมื่ออาศัยอยูบนโลก พระอาทิตยคือไฟฉายดวงมหึมาที่


สองใหทุกคนมองเห็นสิ่งตางๆทุกซอกมุม ทั้งที่พนโลกไปนิดเดียว พระอาทิตยก็แคแสงดาวเล็กเทาปลาย
เข็มเชนจุดดาวดวงอื่นในหวงจักรวาล ตอใหมารวมกันเปนกระจุกนับหมื่นนับแสนลานดวง ก็ปรากฏเปน
ไดเพียงคบเพลิงดวงนอยในถ้ํามืดกวางใหญมโหฬารเทานั้นเอง

“และดวงตาที่มนุษยคิดวาเปนประตูเขาบานใหญของปญญานั้น ก็ไรความสามารถกระทั่งเปดใหแกเห็น
สิ่งที่เรียกวา ‘เวลา’ มันไมเคยแสดงใหแกเห็นวาแมสิ่งที่อยูนิ่งตรงหนา ก็กําลังลอยเลื่อนอยูในกระแสเวลา
ทุกสิ่งรอบตัวที่กําลังเห็นและไมอาจเห็น ปรากฏอยูไดก็เพราะพวกมันไหลเลื่อนในมิติเวลาระนาบเดียว
กับรางกายที่เปลี่ยนแปลงของแก หากสิ่งใดหยุดอยู ณ จุดใดจุดหนึ่งของเวลา ก็แปลวาโลกนี้จะมีอะไร
มากมายที่จูๆหายไปอยางปราศจากรองรอยตอหนาตอตาเรา”

ชายหนุมหันมามองโตะตรงหนา คิดตามดวยฐานจิตที่มีเศษสมาธิคางอยู แลววูบหนึ่งก็เกิดสัมผัสรูขึ้นมา


วาแมโตะที่ถูกเห็นนั้นก็เลื่อนไหลในกระแสเวลาอยูจริงๆ เทียบสัมพัทธไดกับกายเขาที่หายใจเปลี่ยน
๑๑๘

แปลงอยูตลอด เกิดความรูแจงวาบในบัดนั้นวาเวลาเปนองคประกอบมูลฐานหนึ่งของสรรพสิ่ง ธาตุเย็น


รอนออนแข็งในรางกายเขาเองเปนตัวเวลา มันเคลื่อนตัวเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆภายใตความทรงตัว
หลอกตา

เศษสมาธิที่ชวยเปดประสาทตาและประสาทหูเต็มที่นั้น เมื่อมีเจตนานําใหจิตพิจารณาไป ก็ผุดความเห็น


ชนิดหนึ่งขึ้นมาเหมือนถูกสะกดใหพนสภาพบุคคลไปครูหนึ่ง มีแตการเห็นออกไปขางหนาเปนสีสันรูป
ทรงตางๆที่ดูแปลกและปราศจากความหมายอยางสิ้นเชิง

เพราะทุกสิ่งตองไหลเลื่อนตามเวลา ทุกสิ่งจึงตองเปลี่ยนแปลง…

ไมใชสิ…ตัวรูที่ผุดขึ้นมาอยางฉับพลันบอกตัวเองวาทุกสิ่งตองเปลี่ยนแปลงตางหาก กาลเวลาจึงเกิดขึ้น

เกาทัณฑกะพริบตาถี่ๆ วูบแหงความเห็นอันประหลาดสลายตัวอยางรวดเร็วและเหมือนอุปาทาน
กระแอมทีหนึ่งกอนเบี่ยงขอสนทนาใหสมองคิดแทนจิตรูเสีย

"เรามีพุทธอยูหลายนิกาย ทุกนิกายทําใหเราเห็นธรรมชาติไดอยางถองแท และทําใหเราหลุดพนจาก


ทุกขเหมือนๆกันหรือเปลาฮะ?"

เขาอานมามากพอจะทราบวาแนวคิดของแตละนิกาย แตละความเชื่อนั้น ถูกบันทึกถายทอดสืบเนื่องกัน


มาโดยบุคคลที่มีภูมิรูแตกตางกัน ตีความและแปลความหมายคําสอนดั้งเดิมของพระตถาคตผิดกัน เมื่อ
ถามปูเชนนั้น เกาทัณฑรูสึกวาตนถามดวยความอยากรูจริงๆ ใชจะถามเพื่อหาทางตอนอะไร

"บอกวาจุดประสงคคือตองการดับทุกขเหมือนกันดีกวา ตางที่ความเห็นในการปฏิบัติ คือมีความหยอน


ตึงผิดกัน พุทธเรามีความเห็นเปนสองฝายใหญๆคือมหายานกับหินยาน มหายานเนนเรื่องดับทุกขเปน
หลัก ไมสนใจเรื่องระเบียบหรือธรรมเนียมอะไรเทาไหร ซึ่งเวลาก็พิสูจนใหเห็นแลววามีความแตกแยก
ฟนเฝอไปมาก เหมือนจะไปเมืองเดียวกันแตมีทางใหเลือกเยอะเกินไป เอาแนไมไดวาเลือกแตละเสน
แลวจะเจออะไรเขาระหวางทาง ทําไปทํามากลายเปนความเขาขางตัวเองวาอันนี้ผอนปรนได อันนั้นลด
ความเครงลงเพื่อความเหมาะสม เปดชองใหคลุกคลีกับญาติโยม กลายเปนพระนักธุรกิจบาง พระนักการ
เมืองบาง หรือหนักกวานั้นเปนสมี พูดจาโกหกพกลมไปวันๆไดเพราะหยอนวินัยมาทีละขอ-สองขอนั่น
แหละ

ตางกับหินยาน หรือที่ทางเราเรียก ‘เถรวาท’ ที่ออกจะเครงครัด แตก็ประกันไดวาถึงที่หมายแน เพราะ


เปนวาทะของพระเถระผูเปนอรหันตซึ่งหลุดพนตามพระพุทธองคโดยตรง หลายคนบนวาเครงเกินเหตุ
จนสุดวิสัยจะปฏิบัติไดจริง แตหากศึกษาใหดีจะพบวามีการอนุโลมใหกับสถานการณจําเปนในตัวเองอยู
แลว ไมใชกระดิกแลวผิดไปหมด"

"คือนิกายนี่ที่แทก็เปนเรื่องของวินัยสงฆ?"
๑๑๙

"เรื่องของคําสอนดวย เถรวาทยึดเอาหลักการสอนจากพระพุทธพจนเปนเกณฑทั้งทางโลกและทางธรรม
จะปรุงแตงอะไรก็มีพระพุทธพจนมาเปนลูทาง ไมแสดงอภินิหารฉีกแนวไปคนละแพรง แตสําหรับ
มหายานนั้นบางครั้งก็เอาปญญาของอาจารยแตละนิกายยอยเปนหลัก ซึ่งบางคราวไดผูรูจริงมานําก็พอ
ทําเนา แตบางทีไดผูรูเทียมมาจูงก็นับเปนคราวเคราะห เพราะตั้งตนวาจะไมเชื่อตําราเสียแลว ก็ตองไป
เชื่อเอาตามเจากูที่ตนเลื่อมใส ดีเลวผิดถูกอยางไรก็ฝากไวกับผูเปนใหญในนิกายนั้นลูกเดียว"

"งั้นเถรวาทเราเชื่อไดยังไงฮะวาคําสอนของพระพุทธเจาไมถูกบิดเบือน ไมไดถูกดัดแปลงโดยเจากูที่ถูก
อํานาจความถือดีครอบงําในแตละยุค เวลามันผานมาเปนพันๆปอยางนี้?"

"ดูกันที่หลักปฏิบัติใหญๆในวงของศีล สมาธิ และปญญา ถากี่คนๆตั้งใจปฏิบัติจริงแลวไดดี ไมเสียสติ


หางจากการครอบงําของกามคุณ บรรลุถึงความสวางแจงพนทุกขไดอยางปลอดภัยตาม พุทธประสงค
อยางนี้ก็นับไดวาถูกตองตามพุทธพจนแน”

เกาทัณฑพยักหนาหงึกหงัก จับทางไดแลววาเพียงอยูในกรอบของศีล สมาธิ ปญญาเพื่อการพนทุกข ปู


สามารถตอบปญหาไดครอบจักรวาล เพราะนี่คือจุดใหญใจความของพุทธแทๆ ไมใชเรื่องของสํานวน
โวหารหรือวิธีถกเถียงดวยการยกประเด็นใดๆขึ้นมาตั้ง

“พูดก็พูดเถอะนะครับ ขาวเสียหายที่เกิดขึ้นในแวดวงพุทธศาสนาเรามาจากน้ํามือของคนหมผาเหลือง
ของทั้งฝายเถรวาทและมหานิกาย อยางนี้พอแสดงไดหรือเปลาวาหลักปฏิบัติไมไดเปนประกันอะไรเลย
ขึ้นอยูกับบุคคลเสียมากกวา ปูบอกวาความแตกตางระหวางมหายานกับหินยานคือวินัยและหลักคําสอน
ทีนี้ถาพวกที่ลากๆกันบวชนั่นแคประกาศตัววาเปนเถรวาทหรือหินยานโดยขาดใจยึดวินัยและหลักคํา
สอน ผลก็เหมือนกันนั่นเอง อยูฝายเดียวกันคือขอลดหยอน ขอพังกรอบที่พระพุทธเจาวางไว…อยางนี้
โลกยุคเราที่มันสืบสันดานแบบเดียวกันหมดควรมีแคหลักธรรมแบบเถรวาทไวศึกษากันตามใจสมัครดี
ไหมครับ? มีวัดยิ่งดึงศรัทธาคนใหตกต่ําลงเปลาๆ”

“ไปคิดอยางนั้นไมได จริงอยูบานเมืองเรากําลังเต็มไปดวยลูกชาวบานหมผาเหลือง เขาใจแคกติกาวา


บวชเพื่อนุงหมจีวรออกเดินรับขาวและนอนสบายในที่พัก แตก็ยังมีคนรูแจงและเขาใจจริงถึงขอตกลงที่วา
เรามีวัดไวเปนเขตแบงแยกหนาที่ระหวางสงฆกับฆราวาส ฝายฆราวาสเต็มใจสรางบริจาค เพื่อรักษาคํา
สอนที่เชื่อตรงกันวามีคายิ่งกวาเงินทองซึ่งถูกแปลงเปนโบสถศาลาและขาวถวายพระ ฝายสงฆเปนฝาย
รักษาคําสอนไวดวยการปฏิบัติอยางเต็มที่ ไมหวงหนาพะวงหลังวาจะตองแกงแยงชิงดีทางการงานกับ
ใคร ปฏิบัติไดเย็นแคไหนก็เอามาพรมแจกญาติโยมดวยธรรมเทศนาที่มาจากความรูจริง

ทีนี้ถาคิดตัดโอกาสดวยการรื้อถอนวัดวาอารามหมด เพียงเพราะเห็นวาบานเมืองเรามีนักบวชทุศีลครอง
วัดกันมากนัก ก็เปนอันวายอมรับพรอมกันวาทุกคนเห็นแตนักบวชทุศีล ไมเหลือใครเห็นคาของหลัก
ธรรมคําสอนอีกแลว ไมตองเปดทางใหคนปรารถนาจะเขาใหถึงธรรมดวยทางตรงอีกแลว ไมตองการ
ฐานะอางอิงใหมีฝายนั่งอยูสูงเพื่อพูดถึงของสูงอีกแลว
๑๒๐

คิดดูนะเต ถาหลวงตาแขวนนั่งอยูในบาน เปนคุณตา เปนคนชราสูงอายุที่อาจเกษียณแลวหรือยังตอง


ทํางานงกๆเงิ่นๆ แกจะเอาธรรมเนียมอะไรมากมลงกราบไหวทานใหสมกับความเคารพบูชาสุดหัวใจ แก
คิดวาทานจะมีเวลาสั่งสมตบะเดชะจนแกกลาขนาดที่ใครนั่งใกลก็ถูกดึงดูดใหใจคลอยลงเปนสมาธิได
ขนาดนั้นหรือเปลา? คําสอนในคัมภีรเปนสิ่งที่ทุกคนอานไดเหมือนกันก็จริง แตกี่คนสามารถนํามาปฏิบัติ
ใหเขาถึง ทั้งที่ยังตองแยงงาน แยงตําแหนง มุงหาเงินเลี้ยงปากเลี้ยงทองไปวันๆอยางเราๆ”

เกาทัณฑยนคิ้วตรองตาม อดคิดไมไดวาที่สุดก็ตองยอมใหกาฝากกลุมใหญตักตวงประโยชนจากชองวาง
ที่เปดไวไปเรื่อยๆอยางนั้นหรือ? เกือบถามปูไปวาอยางนี้ควรแกไขอยางไร แตก็นึกไดวาปมนี้มันใหญ
หลวงเกินกวาจะแกดวยการถามตอบงายๆในบานหลังหนึ่ง ที่คูสนทนาปราศจากบทบาทสําคัญในสังคม
ระดับประเทศ ระบบการกลั่นกรองบุคคลเขาสูมรรคาของสงฆเปนเรื่องละเอียดออน ตองทํากันจริงจังใน
ยุคที่ธรรมเปนใหญ ผูคนเกรงกลัวบาปเองโดยไมตองพร่ําสอนกันมาก จูๆจะหวังใหมีใครคนหนึ่งโผลขึ้น
มาปรับเปลี่ยนระบบสงฆใหเขาลูเขาทางทั้งหมดในเดือนเดียวปเดียวนั้น มันเหลือวิสัยเปนอยางยิ่ง

ชายหนุมหรี่ตานิดหนึ่ง เลี่ยงถามมาอีกทาง

"เมื่อพนทุกขแลวไมมีตัวตน เราจะพนไปทําไมฮะปู? เราเพียรปฏิบัติธรรมไปก็เพื่อใหตนเองพนทุกขและ


มีสุข แตเห็นอยูวาบั้นปลายของการปฏิธรรมในศาสนาพุทธไมมีตัวตนหลงเหลือไวรับรางวัลอันหวานชื่น
เสียแลว แบบนี้จะทุกขแบบเกาหรือสุขแบบใหมมันก็ครือๆกันนั่นเอง"

“จับทางใหมนะเต พระพุทธเจาทรงสอนเรื่องทุกขและการดับทุกข ศาสนาพุทธไมไดตั้งขึ้นมาดวย


ประเด็นของอัตตาและการดับอัตตา เพราะฉะนั้นหากตองการตระหนักถึง ‘รางวัล’ อันเปนปลายทางของ
พุทธ แกตองเริ่มตนที่นี่ ฟงทานแจกแจงวาอยางไรเรียกทุกข อยางไรที่จิตเปนทุกข อยางไรคือการเวียน
วายหลงลืมแลวกลับจําอยูกลางน้ําขึ้นน้ําลง มีเพื่อหมด พบเพื่อพราก อยูเพื่อไป เกิดเพื่อตาย วนกลับ
สลับไปสลับมาแลวๆเลาๆ

ผูปฏิบัติถึงธรรมยอมเห็นวาโดยแทแลวเราคือจิตที่หลงแลนไปดวยความไมรู สรางโลกสรางตัวตนขึ้นมา
แบกไวอยางไรแกนสาร ตัวตนหนึ่งสรางกรรมใหอีกตัวตนหนึ่งรับผล อยางเชนที่แกกําลังรับผลหลายๆ
อยางจากความคิดของวัยเด็ก จากการกระทําของรางกายเมื่อยังเล็ก ตัวตนในวัยเด็กของแกมันแปรไป
แลว สลายตัวไปหมดแลว แกลืมอะไรๆในชวงนั้นไปหมดแลว แตตัวตนของแกในตอนนี้ รางกายที่เห็น
อยูนี้ ยังตองมาเสวยผลที่ทําไวในครั้งกอนอยู"

เกาทัณฑคิดถึงแผลเปนบางแหงในรางกาย อันเปนของฝากจากความคะนองในวัยเด็ก นึกถึงเพื่อนรวมก


วนตอนสิบขวบคนหนึ่งที่ตาบอดเพราะเลนขี่จักรยานผาดโผนกับเขา หมอนั่นยังเปนไอตาเดียวที่นา
สงสารมาจนถึงทุกวันนี้ ทั่งที่รางกายและจิตใจเติบโตเปลี่ยนแปลงจากวัยซนมาแลวเปนคนละคนอยาง
สิ้นเชิง
๑๒๑

ตัวตนในวันนี้มาจากตัวตนเมื่อวาน…

"ถึงไมพนทุกข ไมเขาถึงธรรม ก็ไมมีตัวตนไหนไดรับผลที่มันสรางขึ้นอยางถาวรอยูแลวละเตเอย มันเปน


ความสืบเนื่องของธรรมชาติที่หลอกจิตเราใหหลงละเมอเพอพกเรื่องตัวตนเดิม ตัวตนเดียวไปวันๆเทา
นั้น ไอที่เห็นเราเปนเรานี่แทจริงคืออุปาทานที่เกิดสืบเนื่องเหมือนคลื่นทะเล หลอกตาใหเห็นเปนลูกคลื่น
เดียวกันวิ่งเขามา ทั้งที่ความจริงเปนน้ําคนละกลุมแทๆ”

ปูชนะกระแอมทีหนึ่ง

"หากมีพลังสติพอจะสนับสนุนการพิจารณากายและจิตตามจริง ตัดคิดตัดความหมายจําตัวตนที่ผานมา
เหลือแตกายใจที่ปราศจากชื่อแซในวินาทีนี้ ความจริงในเรื่องความไรตัวตนจึงปรากฏใหจิตประจักษได
สมเหตุสมผล เมื่อพิสูจนความจริงเบื้องตนไดอยางนี้ จิตจึงคอยเชื่อวาการปลดปลอยตัวเองใหเปนอิสระ
จากทุกข จากอุปาทานอยางถาวรนั้นคือสิ่งควรพยายาม เพราะจิตนี้เองเที่ยวทุกขไปในตัวตนตางๆที่มัน
สรางขึ้น ไมมีตัวตนไหนหรอกที่ตามไปทุกขกับจิตดวย ผูปฏิบัติวิปสสนาสามารถเห็นชัดเปนขณะๆวา
นอกจากทุกขไมมีอะไรเกิด นอกจากทุกขไมมีอะไรดับ เราไมไดปฏิบัติวิปสสนาดวยเจตนาดับตัวตน
เพราะไมเคยมีตัวตนใหดับ เราตองการดับอุปาทานวามีตัวตน อันเปนปจจัยของการสืบสายทุกขตาง
หาก”

"แลวตัวจิตตัวใจของเราอยูที่ไหนกันแนละครับ ตอนยังเปนทุกขกับตอนที่ดับทุกขแลวมันอยูตรงที่เดียว
กันหรือเปลา?"

"ตรงที่เดียวกัน"

"ตรงไหนครับ?"

"ตรงที่มันรูนะซี"

เกาทัณฑเอนหลังพิงพนัก เกิดประสบการณเห็นจิตทั้งยังลืมตาขึ้นมาเดี๋ยวนั้น ตรงที่กําลังรูอยูเดี๋ยวนี้เอง


คือจิตของเขา เอ…หรือของธาตุรูที่มีอยูในธรรมชาติ?

คลื่นความคิดอีกระลอกหนึ่งทยอยไลเขามาแทนที่ การมีอุปาทานเห็นตัวเห็นตนนี้นะหรือคือทุกข? เขามี


อุปาทานติดตัวมาแตเกิดจนถึงวันนี้ ยังไมเห็นมีทุกขอะไรที่ทําใหอยากบวชหนีโลกเลย เขาพรอมดวยรูป
สมบัติและคุณสมบัติ ถาเจอปญหาใหญเล็กก็แกตกไดงายๆเสมอ และที่สําคัญคือรูจักวิธีโกยสุขสารพัด
รูปแบบ ไหนกันที่นาหนี?
๑๒๒

หากมองตามความเหลื่อมล้ําที่แตละคนมีความสามารถจัดการกับทุกข เผชิญหนากับทุกขเชนนี้ ก็แปลวา


ประเด็นหลักของศาสนาพุทธไมเปนสาธารณะเทาไหร อยางนอยก็มิไดมีประโยชนกับคนที่มีความสุขพอ
ตัวอยูแลวอยางเขา

แลวคําตอบของปูก็ผุดขึ้นในใจอยางรูโดยไมทันตองถาม ปูจะบอกวาเมื่อไหรเจอทุกขที่ฉลาดแคไหนก็แก
ไมตกถึงจะรูสึก มุมมองแบบของเขาตางกับพระพุทธเจาและสาวก อยางเขาแคอยากแกทุกขไปวันๆ
แลกกับการไดบริโภคกามคุณเปนพอ แตอยางพระผูรูทานแกทุกขระยะยาว แกทีเดียวจบ สุขแลวสุขเลย
ไมเปลี่ยนแปลง เมื่อเขาพอใจจะอยูบริโภคกามของเขาอยางนี้ก็เปนเรื่องของทางเลือกอันเปนสิทธิ์เฉพาะ
ตราบใดที่ความดับทุกขสนิทไมปรากฏเปนขอเปรียบเทียบ ตราบนั้นเขาก็ยังคงเลือกสิ่งที่งาย สิ่งที่เห็น
เองดวยตาเปลา อันเปนวิสัยปกติของคนทั่วไป

พยายามนึกถึงประเด็นโนนประเด็นนี้ แตทุกประเด็นก็ไดยินคําตอบของปูผุดขึ้นมาดักคอกลางสมองไป
เสียหมด ในที่สุดจึงแบมือทั้งสองออกกวาง

"มีอะไรมั่งไหมฮะที่ปูยังไมรูเกี่ยวกับตื้นลึกหนาบางของพุทธศาสนา?"

ถาปูตอบวา 'ไมมี' เขาอาจจะยอมเชื่อก็ได แตกลับกลายเปนวา

"บานตะเกียง" ปูตอบยิ้มๆ "ความรูในวงพุทธนั้นลาดลึกและหางพนจากคําพูดไปเรื่อยๆ ยิ่งเรียนมากยิ่งรู


มาก คิดมาก เทียบกับทานแขวนแลวฉันรูแคหางอึ่ง"

เกาทัณฑยิ้มเหมือนพอจะนึกออก

"งั้นก็แปลวาหลวงตาแขวนทานรูมาก รูครบละสิฮะ”

"ยังไงไมทราบ เคยถามอยูเหมือนกัน เห็นทานบอกวาตัวทานเหมือนขี้เล็บในซอกหัวแมตีนอาจารย ถึง


ทานพยายามเรียนเทาไหรๆก็ขึ้นมาไมพนหัวแมตีนอาจารยสักที"

"โอโฮ" เกาทัณฑแกลงรองออกมา "อยางนี้ผมก็มีความรูแคนองกิ้งกือมั้ง"

ปูหัวเราะหึๆ เงียบไปพักหนึ่ง

“ถาวากันแบบโลกๆนะ รูมากรูนอยวัดกันดวยการสอบ การตอบคําถามปากเปลาแลวจัดอันดับเชิดชูยก


ยองขึ้นแปนหนึ่ง สอง สามไดงายอยู แตทางธรรมแทนะ เทียบรูกันดวยนิ่ง เทียบความเขาถึงกันดวย
ความสงบ หากสงบไดราบคาบถาวร ก็ถือวาชนะเหมือนกัน ครองฐานะเทาเทียมกัน ขอใหรูเอาตัวรอด
จากทุกขไดอยางเดียว จะรูมากกวานั้นเทาไหรไมสําคัญเลย"

"แปลวาผมยังไมรูจักเอาตัวรอดจากทุกข ก็ถือวาผมยังไมรูอะไรในความเปนพุทธเลยใชไหมฮะ?"
๑๒๓

"ก็คลายๆอยางนั้น"

เกาทัณฑถอนหายใจเฮือก ประตูหองของแพตรีเปดออก มีผลใหเขาลืมปูชนะไปในบัดดล หญิงสาวอยูใน


อีกชุดหนึ่งตางกับเมื่อครู เปนเสื้อกระโปรงสีฟาออนเขากัน

"จะทานมื้อเที่ยงไหมคะปู?"

ปกติชายชราทานแคมื้อเชากับมื้อเย็นรวมกับหลอน แตในวันเสารอาทิตยอยางนี้ก็ไมแน ถาหิวทานก็จะ


ทาน ถาไมหิวก็ใหหลอนทานเองคนเดียว

"เอา...เผื่อใหเตเขาที่หนึ่งดวย"

"คะ"

หญิงสาวรับคําแลวกาวลงบันไดไป เกาทัณฑรีบบอกปูทันทีที่รางหลอนลับตา

"ใหผมลงไปชวยแพนะครับ"

โดยไมตองมีมารยาทรอแมแตอาการพยักหนาของปู แคขาดคํารางสูงก็ยายผลุบลงจากเรือนไปทันใด

มาทันหญิงสาวเมื่อหลอนเขาหองครัวแลว แพตรีเหลียวหลังมาเห็นเกาทัณฑเขาก็แปลกใจ สงสายตาเปน


เครื่องหมายคําถาม เมื่อเห็นเขาไมพูด เอาแตยิ้มยิงฟนก็สอบวา

"ตองการอะไรคะ?"

"ปละ...เปลา"

"งั้นตามดิฉันลงมาทําไม?"

หลอนเคยนิ่มนวลเชนไรก็ยังคงนิ่มนวลเชนนั้น ทวาถอยคําที่สงออกมาแสดงออกถึงความตองการชอง
วางอยางเห็นไดชัด

"ตามลงมาดูวาผมจะพอเปนลูกมือแพบางไดไหม ผมทํากับขาวเกงนะ"

"ไมรบกวนหรอกคะ ดิฉันตั้งใจจะทําขาวผัดงายๆ ทําคนเดียวก็พอ"

"ผมคอยชวยแพจัดจานชาม ยกถาดก็แลวกัน"

"แคสามจานเบานิดเดียว ปลอยเปนหนาที่ดิฉันดีกวา ไปนั่งคุยกับคุณปูตอเถอะนะคะ"


๑๒๔

พูดแลวก็หันไปจัดขาวของ นําจานถั่วฝกยาวมาหั่นเปนทอนสั้นๆที่โตะกลาง ชายหนุมยิ้มกริ่มยืนอยูที่


เดิม หลอนไลดวยคําพูดปฏิเสธการตอรองเสนอตัวของเขา ทวามิไดหันมาสําทับดวยสายตาจริงจังแต
อยางใด คงแปลวาถาเลือกที่ยืนดีๆ ก็คงไมถูกมองวาเกะกะเทาไหร

ครูหนึ่งเมื่อสําเหนียกรูวาเขาปกหลักกับที่แน แพตรีก็พึมพํา

"เราทานอาหารมังสวิรัติกัน อาจไมถูกปากคุณ"

"งั้นหรือฮะ" เกาทัณฑเบิกตาเล็กนอย "อยากรูเหมือนกันวาอาหารมังสวิรัติรสชาติเปนยังไง เผื่อติดใจ


อาจคิดทานไปเรื่อยๆมั่ง"

พูดพลางวิตกเล็กๆ รูจักหลอนเพิ่มขึ้นอีกนิด ในแงมุมที่คอนขางนาลําบากใจ แคนึกวาวันหนึ่งถาพาไป


ทานขาวมื้อเที่ยงหรือมื้อเย็นนอกบาน จะหารานมังสวิรัติที่ไหนดีก็เหนื่อยแลว

“แพกับปูคงเครงนาดูเลย ออกขางนอกก็ทานกันอยางนี้หรือฮะ?”

เกาทัณฑถามใหฟงปกติ แพตรีไมทันคิดวาเขาถามดวยความกังวลไปถึงอนาคตก็ตอบตามซื่อ

“คะ”

“คงหารานยากเหมือนกันใชไหม?”

พูดแลวนึกไดวานั่นเปนการถามเชิงบนในเรื่องสวนตัวหลอนก็รีบเปลี่ยนเรื่อง

"ผมถือวาตัวเองเปนหนี้บุญคุณแพเรื่องหนึ่ง"

ชายหนุมทอดตามองงานในมือแมครัวสาว ชอบกิริยานิ่มนวลทวาฉับไวชวนมองเพลินอันเปนหนึ่งในคุณ
ลักษณของหลอน ทาทางแพตรีคงเกงงานบานไปทุกอยาง

"เรื่องอะไรคะ?”

เกาทัณฑถอยเทาไปพิงขอบโตะ ยกแขนกอดอก

"แพนําผมไปพบกับพระดี เชื่อไหมวาตอนนี้ผมฝากตัวเปนลูกศิษยทานแลว?"

หญิงสาวเงียบเปนครู กอนกลาวดวยน้ําเสียงที่เบานุมทวามีกังวานและน้ําหนักจริงใจ

"อนุโมทนาดวยคะ"
๑๒๕

วางมือจากมีดแลวหันไปตั้งกระทะ เทน้ํามันพืชและเจียวกระเทียมบนเตา

"ไมถามหรือฮะวาผมเรียนอะไรมาบาง ถึงอางไดวาเปนลูกศิษยทาน"

"คะ ถาม...คุณเรียนอะไรมาบางคะ?"

ชายหนุมหัวเราะตาเปนประกาย คําพูดของแพตรีมีเสนหบางชนิดที่ตรึงใจคนฟงอยางละเมียดละไม อยู


ใกลหลอนเหมือนหางไกลออกมาจากสิ่งที่เคยเห็น เคยไดยินมากอนทุกอยาง

"ทานสอนใหผมทําสมาธิ และตอนนี้ผมรูแลวละวาพระดีทานบวชกันเพื่อกิจชนิดไหน"

ดวยสติสตังในขณะนั้น เกาทัณฑรูสึกตัวขึ้นมาวากําลังจะทําตนเปนฆองที่อยูๆก็ดังขึ้นเอง อยากคุยโวจน


คันปากยิบๆวาไดลุถึงสมาธิระดับใด รวดเร็วนาอัศจรรยปานไหน แตก็ประจักษใจในบัดนั้นวาเรื่องสมาธิ
นี่เอามาอวดกันเหมือนโชวฟอรมเดนในเกมกีฬาไมได มันเปนของขางใน พูดออกไปแลวคนฟงจะรับ
อะไรนอกจากฝอยน้ําลาย

ดวยดําริประการฉะนี้ เกาทัณฑจึงเบนเข็มไปสรรเสริญผูอื่นเสียแทนความอยากโออวดฤทธิ์เดชในตน

"อยางที่เคยเลาใหฟงวาตอนวัยรุนผมเคยเขาคอรสฝกสมาธิกับเขามาแลวแตเหลว นึกดวยซ้ําวาคงเอา
ถานทางนี้ไมไหว ใจมันคะนองเกินกวาจะบังคับตัวนั่งนิ่งๆยังกับถูกสาปใหเปนใบ มาวันนี้เพราะพระที่
ทรงคุณอยางหลวงตาแขวนแทๆทําใหผมตาสวาง ไดรูจักรสชาติหวานชื่นของสมาธิกับทานบาง ถึงจะ
เตาะแตะไมประสีประสาเทาไหร ก็นับไดวาเริ่มอยากสรางความกาวหนาใหกับตัวเองบางแลว”

เวนจังหวะนิดหนึ่ง เอียงคอเพงตานิ่ง หวังวาหลอนจะเหลียวมามอง แตก็เปลา

“และจะใครถาไมใชแพ ที่นําผมไปพบกับหลวงตาแขวน ผมจึงถือวาแพมีบุญคุณกับผม ผมจะจําไว"

"เปนวาสนาของคุณตางหากละคะ ดิฉันไมไดมีสวนชวยดวยเจตนาสักหนอย อยูๆก็เปนธุระขนถัง


สังฆทานใหเอง"

พูดเทาความถึงวันที่เขาเจากี้เจาการอาสาชวยเหลือโดยหลอนไมไดวานขอ พลางตักขาวจากหมอหุงซึ่ง
อุนและทิ้งใหเย็นลวงหนาไวแลวลงกระทะน้ํามันรอนไดที่ ตามดวยเครื่องปรุงอื่นๆพวกถั่วฝกยาว ถั่วแดง
ถั่วลิสง ซอส ซีอิ๊วขาวและน้ําตาลทราย ลงตะหลิวผัดคลุกแกรกๆ

"อือม จริง นึกไดละ เพราะความยุมยามอยากชวยเหลือคนดีอยางแพ จึงนําผลดีๆกลับมาตอบแทนอยาง


นี้"

เกาทัณฑเออออรับยิ้มๆ
๑๒๖

"รูไหม ผมเคยไดยินมานะ วาเขาใกลคนมีบุญนี่จะมีจิตใจเปนบุญตาม ผมก็ฟงแบบไมรูเรื่องรูราวหรอก


เพราะตลอดมาเคยแตเขาใกลคนมีจิตใจชุมบาปดวยกัน และผมก็คงพบเห็นอยูแคนั้นตลอดไป ถาวัน
กอนผมไมคิดมาเยี่ยมปูที่นี่"

หลอนงวนผัดขาวหอมฉุยโดยไมโตตอบ เกลี่ยขาวไปรอบกระทะ เหลือที่วางตรงกลางเติมน้ํามันตอกไข


ใส รอจนเหลืองจึงนําขาวกลับมาผัดคลุก

เกาทัณฑมองหลอนทําอาหารจากดานหลังแลวเกิดความรูสึกแสนดี สาวที่เปนแมบานแมเรือนสมัยนี้หา
ยาก แบบแผนของสังคมรุนใหมเลิกยกยองเสนหปลายจวักของเพศหญิงมานานแลว ปลอยใหเปนหนาที่
ของกุกตามเหลาตามรานนอกบานไป นานๆแหละถึงเจออยางแพตรีที่หนวยกานบอกเลยวาใชอะไรที่เขา
เรียกแมศรีเรือน ผูทําใหบานมีความหมายในใจเหนือกวาอิฐปูนคุมแดดคุมฝน

"ผมอยากไดสวนบุญจากแพบาง...นี่ไมไดหมายความวาเปนเปรตนะ อยาเขาใจผิด เปนมนุษยนี่แหละ


แตยังไมประสาเรื่องบุญเรื่องกุศลเทาไหร ตองพึ่งพาคนอิ่มบุญอยางแพไปกอน"

เห็นเสี้ยวหนาของหลอนจากมุมเยื้องวายิ้มขันในวิธีพูดของเขา โดยพื้นฐานแลวแพตรีนาจะเปนผูหญิง
ธรรมดาคนหนึ่ง ธรรมะในจิตใจเทานั้นที่ยกหลอนขึ้นสูงจนเหมือนเกินเอื้อม

"ถาไดแพเปนกัลยาณมิตร เปนพี่เลี้ยงคอยชี้นํา คอยบอกวาอยางนี้ชอบ อยางนี้ไมชอบ วันหนาผมคงไป


รอด ไมโดนมารฮุบไปกินเสียกอนถึงฝง"

"คุณก็ศิษยมีอาจารย อยามาถอมตัวรับการตักเตือนติติงจากดิฉันอีกเลย"

"อาจารยอยูกับลูกศิษยตลอดเวลาไมไดนี่ฮะ"

พูดเฉียดๆจะลดเลี้ยว คลายบอกวาตอไปอยากใหหลอนอยูกับเขาตลอดเวลา และเปนธรรมดาที่แพตรีคง


พบกับพวกชางเกี้ยวมาแตแรกสาว หลอนจึงพอจะไหวตัวทันและสงบคําไป

"ผมเชื่อวาใจบุญอยางแพยินดีชวยคนเพิ่งเริ่มหัดวายน้ําใหเอาตัวรอดไดแนๆ จริงไหม?”

หญิงสาวเงียบอยางคิดหาคําพูด ที่สุดก็เอยออกมา

"อยาวาอยางนั้นอยางนี้เลยนะคะ แพ...ดิฉัน..."

เกาทัณฑหูผึ่ง ยิ้มกวางจนเห็นฟนเต็มปาก อยางนั้นซี่แมเอย ใจหลอนคงเริ่มรูสึกคุนสนิทกับเขาแลว ถึง


เผลอเรียกชื่อเลนตัวเองออกมา ประเดี๋ยวเถิด เขาจะพังกําแพงที่หลอนตั้งขึ้นกั้นชายแปลกหนาใหสําเร็จ
ในเร็ววัน
๑๒๗

"เกรงวาคุณจะเขาใจบางอยางผิดไป ดิฉันยังไมไดดีอะไรเลย ใจยังมีกิเลสอยูมาก รูสึกวายังบุญนอย ไม


อยูในฐานะที่จะชวยใครใหไดดีขึ้นมา"

"บานนี้ชอบถอมตัวกันจัง แพกับปูถอมตัวทีไรผมสะดุงทุกที ถาอยางแพบุญนอย ผมไมกลายเปนองคุลี


มาลเหรอะ"

แพตรีปลอยหัวเราะออกมาหนอยหนึ่ง ที่ตรงนั้นเกาทัณฑคิดวาหลอนเริ่มมาอยูในบรรยากาศของเขาบาง
แลว

“ทานองคุลีมาลความจริงเปนคนดีนะคะ ที่พลาดผิดไปชั่วขณะ ไลฆาคนไมเลือกหนาก็เพราะถูกหลอกให


อยากไดวิชา เมื่อพบพระพุทธองคแลวก็สํานึกเร็ว และออกถือบวชจนสําเร็จมรรคผลขั้นสูงสุด เปนพระผู
หมดกิเลสในเวลาอันสั้น เราตองกราบไหวบูชาฐานะสุดทายของทานเทาพระอรหันตองคอื่น”

"ออ…ฮะ"

เกาทัณฑครางรับรู ผูศรัทธาจริงยอมละเอียดออนแมกับสิ่งที่ถูกมองขามโดยคนหมูมาก ชายหนุมเงียบ


ไปพักหนึ่งกอนเอยขึ้นมาลอยๆ

“ผมตองเรงทําความดีใหเร็วหนอยเหมือนกัน ไมงั้นเดินไปเดินมาในบานนี้อยูดีๆ…อาจถูกธรณีสูบจวบ
เดียวหายไปเลย”

เขาทําทีวิตกรอนตัวและใชสุมเสียงไดนาขัน สงผลคือหญิงสาวยืนหัวเราะรวนใหไดยินเปนครั้งแรก
เกาทัณฑนิ่งฟงดวยนัยนตาเปนประกายสุข อึดใจตอมาหลอนจึงหยุด หยุดแบบเงียบไปเฉยๆ กอน
เหลียวหนามาหาเขาเนิบชา สบตาและสงยิ้มให

"สงจานใหหนอยสิคะ"

เกาทัณฑเบิกตานิดหนึ่ง สะบัดมองซายขวารวดเร็ว เมื่อเห็นชั้นวางจานก็รีบกาวไปหยิบมาสามใบ แลว


เขาไปยืนรีรอใกลๆเตรียมยื่นสง เมื่อแพตรีผัดจนรอนทั่วแลวก็หันมารับจานจากเขาไปตักขาวใสทีละใบ

ใกลหลอนเพียงกาวเดียว รูสึกเย็นเขาไปถึงกลางอก หลอนคนนี้แนแลวที่เขาตองการ หวั่นใจก็แตวาเขา


อาจไมเปนที่ตองการของหลอน ครั้งเมื่อแพตรียังอยูในวัยชางฝน ไมรูจักโลก ไมซึ้งรสธรรมะ เห็นเด็ก
หนุมรูปงามเปนเจาชายในนิทานไปหมด เขาเคยทําลายความรูสึกของหลอนมาแลวดวยสีหนาเย็นชา
ตอบยิ้มทอดไมตรี เขาใจดีวาหลอนเคยรูสึกอยางไร เดาไมถูกเทานั้นวาเดี๋ยวนี้ยังจํายังย้ําคิดแคไหน
ความหลงที่กลายเปนเกลียดของผูหญิงสวนมากยากนักจะแกกลับใหเปนตรงขาม

เกาทัณฑเปนคนนําจานขาวมาวางบนโตะ เพียงเห็นขาวเรียงเม็ดสวยและไดกลิ่นหอมโชยแตะจมูกก็รู
เลยวาอรอย แพตรีเอามะเขือเทศมาใสพรอมแตงกวากับผักกาดหอม ระหวางที่หลอนจัดหนาใหดูดีอยู
๑๒๘

นั้น เขาก็ชวยหยิบกระปุกพริกไทย น้ําสม น้ําตาล กับซีอิ๊วขาวซึ่งผูนิยมมังสวิรัติใชแทนน้ําปลามาวาง


รวมกันในถาดเล็ก ปากก็ถามเอื่อยๆ

"บอกไดไหม ที่สุดของความพอใจสําหรับแพคืออะไร?"

เมื่อเขาทําทาเขาใกลเกินจําเปน แพตรีก็ขยับหางไปยืนลางมือที่อางอะลูมิเนียมอีกทาง

“การไดอยูอยางสบายใจ ไมมีใครมาเบียดเบียนมั้งคะ”

ชายหนุมตะแคงหนามอง ยิ้มมุมปาก หลอนยืนหันหลังใหเขาอีกแลว เชื่อเชียวละวาผูหญิงคนนี้อยูคน


เดียวไดดวยความสุขกับตัวเองตามลําพัง เสียงที่หลอนใชตอบแฝงสําเนียงปดกั้นการพยายามตีสนิทของ
เขาคอนขางชัด เกือบลอวาถาชอบอยางนั้นสงสัยตองไปอยูปาแบบทารซาน แตไมแนใจวาหลอนจะขํา
ดวยหรือเปลา เลยพูดอีกอยาง

“สันโดษดีนะ คงตองขอวิธีปฏิบัติจิตใหเกิดความสุข ความพอใจจะไดอยูคนเดียวแบบแพบาง ทุกวันนี้ผม


คอนขางจะติดเพื่อน ติดญาติมากไปหนอย”

หญิงสาวปดน้ํา เช็ดมือกับผาบนผนัง แลวหยิบถาดใหญจากชั้นวางเดินกลับมาที่โตะ ระหวางทางก็ตอบ


วา

"คุณเปนลูกศิษยหลวงตาแขวนแลวนี่คะ สักวันดิฉันอาจตองถามขอวิธีปฏิบัติจิตใหเกิดความสุขจากคุณ
บางก็ได"

"ถึงวันนั้นผมก็คงบอกแพทันทีวา...จงเปนตัวเองตอไป"

"ดิฉันก็จะตอบคะวา...แคนั้นไมพอหรอก"

เมื่อจัดจานใสถาดเรียบรอย แพตรีทําทาจะยกขึ้น

"ใหผมยกไปเถอะครับ"

แขนมาซอนกันแนบเนื้อแตะเนื้อนิดหนึ่ง หญิงสาวรีบหลีกตัวออกมาอยางทราบเจตนาลวงเกินของอีก
ฝาย เกาทัณฑหันไปพบแววระคางในดวงตาคูงาม จึงรูตัววาพลาดไปหนอย อดใจไมไหวจริงๆที่จะแตะ
ตองตัวสักนิดเมื่อสบโอกาส

วันหนึ่งเขาจะเปนเจาของทั้งหมดที่เปนหลอนไมวากายหรือใจ
๑๒๙

มหานครยามราตรีดูสวยแพรวจากมุมมองบนตึกสูง เกาทัณฑยืนระบายยิ้มรับลมเย็น มองแสงสีที่ตัดกับ


เงามืดยามค่ําคืนดวยความรูสึกอิ่มเอมแตกตางไปจากที่เคย

ทบทวนชวงเวลาสั้นๆที่ผานมา นับเริ่มจากฝนหลงทาง บันดาลใจใหอยากขับรถไปไกลตามลําพัง กระทั่ง


ผานบานปูชนะ คิดเขาเยี่ยมและพบกับแพตรี สืบสานไปถึงโอกาสอันประเสริฐไดไปกราบไหวฝากตัวเปน
ลูกศิษยหลวงตาแขวน บุคคลและเหตุการณตางๆผานเขามาอยางรวดเร็วทวารอยรัดสนิทลึกราวกับรูจัก
กันแลวแสนนาน

ถึงวันนี้เขาเลิกฝนวาหลงทางอยางสิ้นเชิง จะเพราะบังเอิญแกตนเหตุแหงฝนทรมานไปอยางไรก็ขี้เกียจ
สืบคน รูแตวาชีวิตจริงๆที่กําลังดําเนินอยูมันตางไปจากเดิมมาก จะชั่วคราวหรือถาวรก็ตามทีเถอะ

ความติดพันที่เกิดขึ้นกับแพตรีไมธรรมดาเลย หลอนมีความหมายอยางนาฉงน จนเดี๋ยวนี้ก็แยกแยะและ


อธิบายใหตัวเองเขาใจไมได เห็นแตวาชีวิตมันมีเบื้องหนาเบื้องหลัง มีอะไรที่ซอนอยูในความจําความลืม
รูปรางหนาตาของหลอนเปนแรงสะเทือนบางชนิดที่สะกิดใหเกิดความคุนแปลก เหมือนจะนึกอะไรบาง
อยางไดอยูรอมรอ แตเคนนึกจริงๆก็ติดอยูแคความคุนเทานั้น

เคยคิดเลนๆเกี่ยวกับความเปนเนื้อคู การเคยทําบุญรวมกันมา หรือเปนสามีภรรยาในอดีตชาติ โดยทั่ว


ไปถาเชื่อเรื่องพวกนี้ก็จะทึกทักเพียงวาคูแลวไมแคลวกัน เคยเปนคูผัวตัวเมียมากอน รวมชาติกันมากอน
ก็ตองเปนกันตอไปในชาตินี้และชาติหนา

แตถาลองมองโลกดวยตาเปลา ดูจากที่เห็นปรากฏอยูจริงกับแกวตาในชาติปจจุบัน เขาเห็นแตหญิงชาย


มากรัก มากคูทั้งนั้น ความหมายของการรวมชาติ รวมชีวิตมันอยูที่ตรงไหน? เกี่ยวกอยกันวันหนึ่ง นอน
ดวยกันคืนหนึ่ง แตงงานกันเปนเรื่องเปนราวสักปหนึ่ง หรือตองมีลูกใหรวมเลี้ยงดูกันอยางนอยสักคน
หนึ่ง? เขารูจักผูชายที่แตงงานมีลูกมาสามหน หมายความวาผูชายคนนั้นมีคูชีวิตที่ตองตามกันไปเรื่อยๆ
สามคนอยางนั้นหรือ?

หญิงชายตองทําบุญรวมกันสักแคไหนจึงเจอแลวไมแคลวกัน เห็นปุบจําไดปบวานี่เองคูเรา และมีโอกาส


อยูเรียงเคียงครองจนกระทั่งเห็นลมหายใจสุดทายของฝายใดฝายหนึ่ง บุญแตละชนิดมีความแรงมาก
๑๓๐

นอยตางกันเพียงใด เขาเคยทําสังฆทานกับแพตรีหนหนึ่งดวยความปติยินดียิ่ง แถมยังอธิษฐานกํากับวา


ขอใหไดทําอะไรอยางนี้กันอีกตลอดไป แคนั้นพอหรือเปลาสําหรับการไปรวมบุญกันอีกในปรภพ?

หากภพชาติมีจริง ตายแลวไปเกิดเปนนั่นเปนนี่อีกเรื่อยๆ ถาไดดีเปนเทวดาก็เดางายอยูหรอก คงครอง


กันอีกดวยความสุขสมทามกลางสมบัติทิพยอันวิลาส แตหากจับพลัดจับผลูหลนผลุลงไปเปนหมูเห็ดเปด
ไก หรือกระทั่งสัตวนรก อยางนี้จะตองจับคูอยูรอนกินรอนอีกหรือเปลา?

ถานับตามบันทึกของพุทธ ก็ตองวาคนเราแมอยูเคียงครองเรือน คนหนึ่งตายแลวอาจไปสวรรค คนหนึ่ง


ตายแลวอาจไปนรก ใชจะพุงขึ้นหรือไหลลงตามกันเพียงเพราะอยูเรียงเคียงหมอน มันขึ้นอยูกับวากอน
ตายแตละฝายเดินอยูบนทางสวรรคหรือทางนรกเทานั้น

ตรงขาม คูผัวตัวเมียที่มีบารมีอันไดแกทาน ศีล สมาธิ และปญญาเสมอกัน หรือคลอยตามกัน ยอมมี


โอกาสไดพบเจอบอยกวาคูอื่น โดยเฉพาะอยางยิ่งหากจิตเปนกุศลแลวอธิษฐานสําทับรวมกันเสมอๆ ก็
จะใหผลแรงเปนทวีคูณขึ้นไปเรื่อยๆ หนักแนนมั่นคงและเปน ‘ตัวจริง’ ของกันและกันอยางยากจะหาใคร
มาแทนที่

แตเห็นคูไหนในโลกความเปนจริงละ ที่กลมเกลียวสนิทแนบ ไมเขินอายกับการกลาวอธิษฐานดวยดวงใจ


อันแนวแน ขอพบกันทุกชาติไป แคใหเชื่อวาภพชาติมีจริงยังยากแลว แถมยังมาติดความนาเบื่อเมื่อ
ครองเรือนรวมกันเขาอีก ใครจะไปอยากเจอ ‘ไอแก’ หรือ ‘อีแก’ ขางตัวบอยๆ เรื่องการผูกมัดจองตัวกัน
ขามภพขามชาติดวยแรงอธิษฐานจึงเปนไปไดนอยเทานอย

และสมมุติวาตามไปเจอกันขามชาติจริง พบใครสักคนที่รูสึกวา ‘ใช’ จะเอาอะไรมายืนยันประกันถูกผิด


เสนทางโรยดวยกลีบกุหลาบสูประตูวิวาหอยางนั้นหรือ? ไดยินวาบางคูเคยครองรักหวานชื่น แตเพราะ
ทําบาปรวมกันบอยๆ พอเจออีกชาติเลยประสบแตเรื่องราย บาดหมางกันเอง อยางที่เขาเรียกวา ‘ดวงไม
สมพงศ’

ความเขากันไดระหวางสองบุคคลเปนเรื่องละเอียดออน เปนที่ยอมรับวาลักษณะนิสัยใจคอของคนเราจะ
กอลักษณะกระแสจิตประเภทหนึ่งๆขึ้นมา ซึ่งเมื่อใกลกันก็รูสึกไดวาพอจะ 'รับ' กันไดไหม ถัดจากนั้นยัง
มีรายละเอียดปลีกยอยอื่นๆอีก ทั้งความคิด คําพูด และปฏิกิริยาที่กระทําตอกัน เปนตัวตัดสินวาเขากัน
ไดสนิทจริงหรือไม ตรงนี้นาคิดวาถาเคยรวมบุญกันมา ทวาเขากันยากดวยคุณสมบัติเฉพาะตัวของแตละ
ฝาย แมมีเวลากระดี๊กระดาดวยกันในชวงแรกอยูบาง ตอไปก็นาจะฝอลงจนแหนงหนายในที่สุด

เคยทําบุญรวมกันมาก็เรื่องหนึ่ง ลักษณะกระแสจิตคลายกันก็เรื่องหนึ่ง เจอกันแลวเกิดอะไรขึ้นบางก็


เรื่องหนึ่ง มีโอกาสใชเวลาในชีวิตดวยกันนานชาแคไหนก็อีกเรื่องหนึ่ง

สรุปแลวหากวาตามหลักอนิจจัง หญิงชายในสังสารวัฏตางทองเที่ยวไปไกลตามลําพัง ผลัดเปลี่ยนเวียน


จับคูดวยความผูกพันมากนอย แลวถอยฉากจากกันไปเรื่อยๆ หาคูแทถาวรมิได?
๑๓๑

เกาทัณฑสายหนานิดหนึ่ง ถาเชื่ออะไรสักอยางที่จับตองได สามารถศึกษาและพิสูจนใหเปนที่ยอมรับได


ในยุคที่มนุษยคิดกันอยางเปนวิทยาศาสตรนี้ ความเชื่อนั้นก็เปนเรื่องชัดเจน มีกรอบ มีพื้นยืนบนความ
จริง ไมตองสับสนคลางแคลง

แตถาเกิดเริ่มเชื่อ หรือเริ่มสงสัยอะไรที่ใชตาหูมาดูฟงไมได ก็จะเกิดคําถามวุนวาย หาขอยุติไมเจอตาม


ไปดวยดังที่เขากําลังเปนอยู

มองยอนไปในวันกอนๆ เขาออกทาตอตานเรื่องภพชาติเต็มที่ ดวยเหตุผลหลักคือปกใจเชื่อตามนักวิจัย


หลายตอหลายกลุม วาการทํางานของสมองนั่นเองคือความรูสึก นึกคิด และจิตใจตางๆ หรืออีกนัยหนึ่ง
คือรูปธรรมเปนเหตุเกิดของนามธรรม

แตมาวันนี้ หลังจากมีปจจัยให 'เริ่มเชื่อ' พุทธศาสนามากเขา ความคิดเขาเริ่มแปรไปอีกอยางดวยใจที่


เปดกวางขึ้น คือเห็นวาแมนักวิทยาศาสตร นักวิจัยทั้งหลายจะฉลาดปานใด ก็ติดอยูแคความคิดและมุม
มองของวิธี 'พิสูจนความจริง' เทานั้น ตัวอยางเชนจี้ลงไปบนจุดใดจุดหนึ่งบนสมอง หรือเห็นสมองสวน
หนึ่งชํารุดแลวมีผลกับความทรงจําและอารมณชุดหนึ่งๆ ก็ดวน 'ตีความ' วาสมองนั้นเองคือที่มาทั้งหมด
ของความรูสึกนึกคิดและจิตวิญญาณ

ธรรมชาตินั้นแปลกอยูอยางหนึ่ง คือถามนุษยพอใจจะเลือกมองอยางไร หรือตั้งขอสันนิษฐานเพื่อนําไปสู


การสรุปความ หรือตีความตามความชอบใจของตัวแบบไหน ก็เหมือนจะมี 'ความจริง' แบบนั้นๆมารอง
รับ หรือชวยยืนยันเปนการเอาใจอยูเสมอ

อยางเชนสัจจะทางวิทยาศาสตรที่มีชื่อเสียงวาขัดแยงกันอยางนาเหลวไหล ก็ไดแกเรื่องของแสงอันเปน
สิ่งถูกรูโดยตามนุษยทั่วไปนี่เอง หาก 'คิดมาก' สักหนอย ตั้งคําถามขึ้นมาวาแสงเปน 'คลื่น' ตอเนื่อง
เหมือนระลอกน้ํา หรือวาเปน 'อนุภาค' ละเอียดยิบยับที่เปนตางหากจากกันเหมือนกอนหิน ก็จะพบคํา
ตอบที่ชัดเจนจากการทดลองระดับนักเรียนมัธยมตนทั่วโลก วาเปนไดทั้งสองอยางพรอมกัน! ขึ้นอยูกับ
จะจัดตั้งมุมมองแสงดวยวิธีไหน

ขนาดเรื่องของแสงอันเปนรูปธรรมขั้นพื้นฐานยังปรากฏเปนสิ่งชวนฉงนขนาดนั้น แลวเรื่องของจิตอัน
เปนนามธรรมขั้นละเอียดสูงสุด จะมีแงมุมใหมอง และชวนคิด ชวนตีความเขาขางตนเองกันดวยทิฏฐิไป
ตางๆนานาขนาดไหน?

ความจริงเกี่ยวกับจิตมีกี่แงนั้นยกไว ตอนนี้เขาเห็นจริงอยูอยางหนึ่งวาคุณภาพของจิตเปนอะไรที่พัฒนา
ไดแน กับทั้งแปลกสภาพ แปลกรสไปกวาภาวะที่รูสึกนึกคิดตามปกติยิ่ง

เขาที่ทําสมาธิดวยกําลังกายและกําลังใจพรักพรอม การทําอยางมีเปาหมายก็ดีตรงนี้ คือตื่นตัวพรอม


ปฏิบัติอยูเสมอ เกาทัณฑหมายมั่นวาหากทําไดผลและหลวงตาแขวนเปดตาในใหเขาเห็นอดีตอันฝงลืม
๑๓๒

นอกจากจะรับรูดวยตนเองวาจริงเท็จเกี่ยวกับชาติกอนเปนอยางไรแลว เขาจะตองสืบทราบใหไดวาความ
สัมพันธระหวางตนกับแพตรีนั้น มีความเปนมาอยางไร

ปดตาเหลือบต่ําแลวสนิทนิ่งกับที่ อัดลมหายใจ เริ่มกําหนดสติเมื่อหายใจออก จิตเหมือนพรอมรวมนิ่งอยู


ลวงหนา ปลดพันธะระหวางจิตกับระบบประสาทตาลงไดแทบทันที เพียงแคไมกี่ระลอกลมหายใจที่
กําหนดรูอาการหายใจออกและหายใจเขา ก็เกิดความเห็นราวกับสวนหัวเปดโลงไปครึ่งหนึ่ง คลาย
ตําแหนงบนสุดของศีรษะยายมาอยูที่จุดลมหายใจลากผาน หัวหูดูวางโลงเหมือนถาเอามือวาดผานก็จะ
ไมกระทบกับอะไรเลย

ระบบประสาททั่วรางผอนพักลงทั้งหมด สบายกายสบายใจดีเหลือเกิน

ทวาเมื่อกระแสจิตเกือบๆจะรวมศูนยเปนอันเดียว ล็อกตัวเปนขณิกสมาธิครอบกายหนักแนนสมบูรณ
เกาทัณฑก็รูสึกถึงแรงสะเทือนไหวบางอยางรบกวน เริ่มจากจังหวะการเตนของหัวใจที่คอนขางผิดปกติ
วันนี้เขาอยูใกลแพตรีแคเอื้อม และกระแสความใกลนั้นก็เหมือนเวียนวนตวัดรัดใหหัวใจเตนผิดจังหวะอยู
ตลอดเวลา ตอเนื่องมาจนกระทั่งยามนี้ แมความจริงจะหางกายออกมามากแลว และกําลังอยูในระหวาง
การตั้งหลักเขาที่ทําสมาธิก็ตาม

พยายามเพิกเฉยกับชนวนแหงความคิดฟุงซานซัดสายนั้น กําหนดเห็นความออกและเขาของสายลม
หายใจใหม ซึ่งก็เปนไปไดดวยฐานจิตมีกําลังมากพอ ทวาผานลมหายใจที่สาม ก็เกิดความสะเทือนไหว
ขึ้นอีก เห็นชัดถึงความกระสับกระสายในชองอกที่ตอยอดเปนมโนภาพสวยหวานของแพตรี

วันนี้เขาเขาใกลหลอนมากเกินไป

ความรัก ความติดหลง ความใกลชิดกับมาตุคามเปนศัตรูตอองคสมาธิอยางไรเพิ่งไดประจักษซึ้ง มันคุก


รุนเหมือนรมควันอัดอกอัดใจ ยากจะสะกดระงับใหสงบเยี่ยงนี้เอง

หลวงตาแขวนใหเขาสัญญาวาจะงดเสพกาม ก็นึกถึงแตการเสพแบบถึงเนื้อถึงหนัง บัดนี้จึงทราบวาถา


มองในมุมของโยคาวจรผูอยูในระหวางปฏิบัติภาวนา ระดับของการเสพมันมีแยกยอยมากมาย ผัสสะ
อะไรก็แลวแตที่กอกวนใหใจปวนปนระส่ําระสายในลักษณะนี้ได ควรนับรวมเขาเปนการสองเสพอารมณ
ที่เปนอันตรายตอสมาธิทั้งหมด

เกิดความเขาใจวาดวยเหตุนี้เอง กติกาการปฏิบัติเพื่อตัดขาดจากโลก จึงตองเวนขาดจากเรื่องเพศ ระงับ


อารมณจากกามฉันทะหรือความพอใจในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสใหสนิท ขนาดเขามีฐานสมาธิดีพรอม
ยังไมอาจผนึกรวมเปนดวงเดียวดังเคย เพียงเพราะปลอยใหเกิดความเวียนวนครุนคิดถึงหญิงอันเปนที่
รักเกินไป
๑๓๓

ถอนใจเฮือกหนึ่ง ลืมตาขึ้นดวยความรําคาญตัวเอง หันมองทางอื่นเปนครู เห็นอุปสรรคสมาธิชัดแจง จึง


คิดทบทวนดูวามีลูทางใดสามารถขจัดอุปสรรคนั้นไดบาง

ที่ใจโคลงเคลงเหมือนเรือถูกคลื่นลมโยกไปมานี้ พินิจแลวเปนเพราะเริ่มรูสึกสนิท และเห็นทางเปนไปได


ที่จะเขาหาแพตรี หลอนอยูไหนเขารูดี และเดินทางไปถึงไดภายในเวลาอันสั้นดวยพาหนะคูใจ แถมไมจํา
เปนตองลําบากนัดแนะใหเสียเวลาในเมื่อความเปนหลานปูชนะนั้นเพียงพอกับการเขานอกออกในอยาง
สะดวก ถึงหลอนไปธุระขางนอกเขาก็นั่งคุยกับปูรอสบายๆ ใครจะวาอะไร

พยักหนากับตนเอง ถานี่เปนตนเหตุแหงความจับจิตตั้งยาก เขาก็จะตั้งสัตยกับตนเองวาพนชวงเก็บตัว


ฝกสมาธิแลวเทานั้น จึงจะคิดเหยียบยางเขาบานปูชนะ ก็แคอาทิตยเดียวเอง คงไมถึงกับทําลายสัมพันธ
ภาพที่เริ่มกอตัวใหพังครืนลงเหมือนอยางปราสาททรายเจอคลื่นทะเลหรอกนา

เมื่อปลงใจกําหนดไดอยางเด็ดขาดเชนนั้น ก็เหมือนกอนอะไรแข็งๆกลางอกถูกยกไป รูสึกโปรงโลงขึ้นมา


ในบัดดล เกิดความเขาใจกระจางขึ้นวาความเด็ดเดี่ยวในขณะตั้งเจตนาใดๆมีผลกระทบกับสภาวะจิต
ขนาดไหน

เหลือแตความเบิกบานพรักพรอมอยางเดียว เกาทัณฑเขาที่ทําสมาธิดวยกําลังสติเต็มแนน คลายขุนศึก


ขึ้นหลังมาดวยความเชื่อมั่นในพลกําลังและความเจนศึกแหงตน

การตั้งตนจับอารมณสมาธิเปนไปไดดวยดี เพราะมีแรงขับดันจากปติสุขอยางเหลือเฟอ ความฟุงซาน


ขาดสายหายหนไปจนสิ้น เมื่อเห็นผลเชนนั้นก็ไดใจ เกิดเจตนาเพงรวมใหจิตควบแนนเปนปกแผน เฝา
ตามลมหายใจอันแชมชัดอยางสบายอารมณดวยความเห็นแจงวาการรูลมชัดควบคูกับความปลอยใจ
สบายนั้นเองเปนตัวปรับสภาพจิตใหสวางขึ้น มั่นคงขึ้นเรื่อยๆ

เกือบชั่วโมงโดยประมาณ กวาที่จิตจะคลอยลงทรงตัว เห็นลมหายใจเปนสายชัดราวกับธารทิพย ถึงขั้น


อุปจารสมาธิ ทวาทรงอยูเพียงระยะเวลาอันสั้นก็คลายแรงดึงดูดออกมา ซึ่งเมื่อคลายแลวก็รูไดเอง วาที่
ผานมาทั้งวันจิตดิ้นรนอยูในวังวนกิเลสนานเกินไปจนออนแรง เมื่อพยายามผนึกรวมใหถึงฐานสมาธิจึง
ยากเย็นและสลายตัวงายเยี่ยงนี้

รูสึกเหนื่อยและอยากพักจากสมาธิ กําหนดจิตปลอยอารมณและลืมตาเนิบชา หงุดหงิดหนอยๆคลายนัก


กีฬาที่เห็นตัวเองฟอรมตก ผลการปฏิบัติเมื่อคืนกอนทําใหนึกวาจะสามารถไตระดับสูงขึ้นไปเรื่อยๆวัน
ตอวัน ทวาตระหนักแลววาหากขาดเหตุและปจจัยอันเหมาะสม ปลอยตัวปลอยใจใหสมาธิถูกกิเลสแทะ
กลับเปลี่ยนเปนการถอยหลังเขาคลองอยางงายดาย

ลุกขึ้นเดินไปเดินมา เหตุแหงความฟุงนั้นไมตองกังขา หนีไมพนแพตรีอีกนั่นเอง วนไปวนมาเหมือนพาย


เรือในอาง แมตัดใจวาจะหางหลอนอยางเด็ดขาดระยะหนึ่ง เปนเหตุใหเลิกถวิลหาขนาดอยากพุงตัวไป
บานปูอยูทุกนาทีแลวก็ตาม แตอยางไรก็ยังมีใจจอตลอดในลักษณะกอนอารมณตกคาง พอพยายาม
๑๓๔

กําหนดใจใหนิ่งแลวเห็นชัดถึงแรงดันในอก เหมือนพวยน้ําที่ถูกกักไว และรอเวลาพลุงขึ้นทันทีที่ได


โอกาส

เขาเปนประเภทที่เมื่อคิดแลวคิดแรง อารมณปนปวนแรง โดยเฉพาะถามีเรื่องที่ติดใจมากๆขนาดจอไม


หลุด จะเหมือนคลื่นพลังระลอกใหญกอตัวขึ้นเปนแรงอัดภายในกาย หากพลังดังกลาวไมกระจายออก
เปนงานหรือการกระทําอยางใดอยางหนึ่งใหหมดสิ้น ก็จะขุนคลุงทรมานทรกรรม กินไมไดนอนไมหลับ
ไปเลยทีเดียว

มาหยุดเดินตรงหนากลองบองโก ซึ่งเปนกลองตีมือขนาดยอมสองลูกคลายกระถางตนไม เขาตั้งไวตรง


ตําแหนงที่ดูเปนสวนหนึ่งของเครื่องประดับหองนอนชายมากกวาจะชอบเลนจริงจัง ยามนี้นึกอยากรัว
กลองแกฟุงซานเสียหนอย เลยลงสองมือตบหนากลองซายขวาถี่ยิบ

เกิดเสียงเปาะๆๆๆยืดยาว ไมหวังอะไรมากไปกวาระบายความฟุงที่กักและเหมือนเก็บกดในหัวใหพนๆ
แตดวยความคาดไมถึง และมิไดกําหนดความตั้งใจไวลวงหนา ดวยกําลังความสงบที่เหลือเปนเศษจาก
การนั่งสมาธิเมื่อครู เกาทัณฑพบออกมาจากภายในวาเมื่อจิตตั้งมั่นเปนกลาง รูผัสสะรัวกระทบอยางตอ
เนื่อง ผลที่เกิดคือความเงียบลงอยางสงัดของคลื่นลมความคิดความฟุง

นั่นเปนสิ่งที่เห็นชัดเจนทีเดียว จิตที่จอเฉพาะมือกระทบกลองนั้นเอง เปนจิตที่ปราศจากความคิด มีแต


ความรูตัวแบบวางๆเกิดขึ้นแทน

หยุดมือลง ปลอยตัวตามสบายสังเกตใจตนเอง พบวาอาการเงียบจากความคิดยังคงดําเนินไปอีกพัก


ใหญ กวาที่คลื่นลมความคิดจะกระเพื่อมขึ้นอีกครั้ง

ชายหนุมยิ้มกับตัวเอง อะ! แปลวาอยางนี้ไดอุบายกําจัดความฟุงอยางงายๆแลว ความชางสังเกตและ


เปดใจกวางรูจักเหตุรูจักผลที่แทจริง ไมยึดติดกับรูปแบบตายตัวในการระงับจิตใหเงียบลง ทําใหทราบวา
อารมณสมาธิอาจเปนอะไรก็ได ขอเพียงรูจักรักษาใจจอไวกับอารมณนั้นใหตอเนื่องเปนพอ

เขาเคยตีกลองมาไมรูกี่รอยกี่พันหน แตไมเคยเลยที่จะสังเกตวาขณะรัวหนากลองอยูนั้น ความคิดอาน


สงบเงียบเชียบลงอยางไร โดยเฉพาะอยางยิ่งไมเคยตั้งใจรักษา หรือยืดเวลาของความสงบเงียบดังกลาว
ใหยาวออกไป

มานั่งลงบนเกาอี้ตัวหนึ่ง ถาเคาะกลองแลวสงบ ก็แปลวาเคาะอยางอื่นนาจะสงบไดเชนกัน ลองหลับตา


เอาอุงมือขวาวางแนบกับตนขา ใชนิ้วทั้งสี่ตบหนาตักเปนจังหวะไมชาไมเร็ว ไมหนักและไมเบา ใจรูอยู
เฉพาะที่เกิดผัสสะกระทบเปาะๆๆๆ

เห็นชัดวาดวยใจที่ราบเรียบแลวระดับหนึ่ง จึงลดความเร็วลง เมื่อเคาะเพียงชาและเบา ก็อาจรักษาความ


สงบวางจากความคิดไวไดอยางดี แตถาฟุงจัด ก็อาจตบเร็วและแรงหนอยเปนการใชผัสสะเรียกจิตมาจอ
๑๓๕

เลี้ยงความนิ่งวางจากกระแสความคิดไดเพียงนาทีเดียว ความรูสึกเหมือนเหลือเพียงจังหวะกระทบ
เปาะๆๆๆกับใจที่สงบอยูตรงกลาง ก็บังเกิดรสแหงปติสุขขึ้นทามกลางความเงียบที่จิตเสมอพอดีกับ
ผัสสะเปาะๆๆๆนั้น

เกาทัณฑยิ้มชื่นใจ เมื่อเมื่อยมือขวาก็เปลี่ยนเปนมือซายแทน รักษาไวแตกระแสปติสุขอันเกิดแตจิตต


วิเวกไปเรื่อย ซึ่งเมื่อประณีตเขา ทดลองขยับนิ้วชี้เพียงหนึ่งเดียวใหเกิดกระทบชาและแผวเบา ก็เพียง
พอแลวที่จะเลี้ยงสติรู มั่นคง ทรงปติสุขเอกาไดอีกยืดยาว

ยิ้มอยางปลาบปลื้มยินดี อยางนี้เทากับเขาไดอุบายไวปฏิบัติ เลี้ยงสติใหอยูในรองรอยความตั้งมั่นทั้งวัน


เพราะเคาะมือหรือเคาะนิ้วนั้น ทําเลนกันเปนปกติไมมีใครเห็นแปลกอยูแลว แตกตางกันก็ภายใน ที่จิต
ดําเนินอยางรูสติตอเนื่องจนเกิดความสงบลงถึงปติได

นี่เปนทํานองเดียวกันกับที่คนทั้งหลายหายใจกันตลอดเวลา แตแทบไมมีสักขณะที่รูวาตอนไหนหายใจ
ออก ตอนไหนหายใจเขา จิตจะสงออกเหมอ หรือหมกมุนกับความรูสึกนึกคิดอยูร่ําไป

เบาสบายไปทั้งตัวราวกับสลายตนกลมกลืนกับอากาศโดยรอบ รูสึกสดชื่นตื่นเต็มบริบูรณ จิตเหมือน


ดําเนินมาติดตันกับความเบาเปนปติ ทําอะไรมากกวานั้นไมไดอีก

นี่ยังเพิ่งหัวค่ํา อีกนานกวาจะงวง นิสัยชางอานทําใหชายหนุมเลือกหยิบดูหนังสือที่ซื้อมาเรียงไวเปนตับ


บนชั้นวาง มีหลายเลมที่ซื้อทิ้งไวแบบหาเวลาวางอานทีหลัง แตก็มีหลายเลมที่ซื้อมาดวยความสนใจดาน
จิตวิญญาณในชวงนี้

เลือกไดเลมหนึ่ง เปนเรื่องเกี่ยวกับการใชพลังจิตที่ฝรั่งรวบรวมไว เอามานั่งพลิกๆหาหัวขอนาสนใจ การ


เผยแพรเรื่องราวทางจิตวิญญาณอันลึกลับเริ่มเปนที่นิยมมากขึ้นทางสื่อตางๆ เขาสามารถคนอานไดมาก
มายทั้งจากสิ่งพิมพและสื่อกลางครอบโลกเชนอินเตอรเน็ต ขอมูลแปลกใหมทั้งที่เปนหลักเปนเกณฑนา
เชื่อถือ และทั้งที่มั่วไปมั่วมาตามหลักนักเดา กระจายตัวเกลื่อนกลาดดาษดื่น ซึ่งอะไรที่ดาษดื่นหางาย
นั้น ก็กลายเปนเรื่องธรรมดาไป แมเคยถูกมองวาเปนสิ่งลี้ลับเขาถึงยากมากอน

หนังสือเลมที่กําลังอยูในมือเขากลาวถึงพลังจิตอยางเปนวิทยาศาสตร เริ่มดวยการชี้ใหเห็นวาคนเรา
สามารถรับรูถึงการเปลี่ยนระดับพลังกายไดดวยตนเองจากภาวะอารมณตางๆ เชนเพิ่มกําลังขึ้นกวาปกติ
มากมายเมื่อเกิดฮึดฮัดบันดาลโทสะเพราะถูกแกลง หรือเมื่อตื่นเตนปติมากๆตอนเลนเกมกีฬาชนะ

ระบบพลังงานในรางกายมนุษยเปนสิ่งซับซอนซอนเงื่อน เขาถึงใหทะลุปรุโปรงไดยาก อยางเชนที่ตอม


ตางๆสามารถหลั่งฮอรโมนและอัดฉีดไปทั่วรางในเวลาอันรวดเร็วผานกระแสเลือด หากศึกษาเหตุปจจัย
และผลลัพธผลตางในแตละรายแลวจะทราบวาชวนอัศจรรยปานไหน
๑๓๖

วากันตามประสบการณที่รูไดในคนปกติ เมื่อฮอรโมนบางชนิดเพิ่มระดับขึ้นมามากๆ จะมีผลทั่วไปทั้ง


กําลังวังชา ความไวของระบบประสาท ซึ่งเมื่อมองกันที่ความรูเห็น ทุกสิ่งจะดูเหมือนแตกตางจากเคย
อยางเชนจับมองภาพมุมกวางไดชัดขึ้น เห็นรายละเอียดมากขึ้น

และเมื่อมีการตรวจวัดดวยเครื่องไมเครื่องมือจริงจัง ก็พบวาผูมีพลังจิตกระทําเรื่องเหนือสามัญเชนหักงอ
ชอน หรือเคลื่อนยายวัตถุได ลวนหลั่งฮอรโมนออกมามากผิดมนุษยมนา ชี้ใหเห็นขอเท็จจริงที่วาความ
สามารถในการบังคับรูปวัตถุนอกตัวดวยกําลังจิตนั้น เกิดขึ้นไดดวยสิ่งที่แฝงเรนในธรรมชาติความเปน
กายใจมนุษยนี่เอง

ความแตกตางคือนอยคนนักจะรูทางเขาถึงขุมพลังในตนเอง คลายเจาของที่ดินผูไมรูวาลึกลงไปใตพื้นใน
อาณาเขตของตน คือบอน้ํามันกวางใหญไพศาล หรือถึงแมระแคะระคาย ก็จนปญญาจะขุดขึ้นมาขาย
เพราะขาดอุปกรณ ขาดความรู ขาดผูแนะนําชวยเหลือ

ปจจุบันเปนที่กลาวกันทั่วไปวาปฐมบทของการขุดพลังจิตขึ้นมาใช ตองมาจากการควบคุมจิตใหนิ่งเปน
สมาธิ ทวาก็มี 'ของเลน' บางอยางที่อาจทําใหมั่นใจในเบื้องตน วาทุกคนสามารถกอพลังชนิดพิเศษขึ้นใน
เวลาอันสั้นและอาศัยสมาธิเพียงเล็กนอย เพียงใชบางจุดในรางกายที่มีสนามพลังแรงอยูแลวในตัวเองให
เปน

ขั้นแรกใหถูฝามือเขาหากันแรงๆจนเกิดความรอนสักครู แลวแยกมือออกหางสักหนึ่งฟุต จากนั้นจึง


เคลื่อนชาๆเหมือนจะใหมาประกบ แตพอเขาใกลเกือบสัมผัส ก็คอยๆเลื่อนหางออกจากกันอีก จังหวะใด
จังหวะหนึ่งในระยะประชิดนั้นเอง ที่จะเกิดสนามพลังระหวางฝามือใหรูสึกได

เกาทัณฑอานขั้นตอนปฏิบัติจบก็วางหนังสือแลวทดลองตามทันที โดยนั่งหลังตรง ถูมือจนรอนแลวแยก


ออกจากกันนิดๆ เขาเคยถูมือมานับครั้งไมถวน แตนี่เปนครั้งแรกที่จับสังเกต วาหลังจากถูแลวมีไอรอน
ลอยวนอยูระหวางฝามือ คลายคลื่นที่สงออกมาปะทะกันระหวางสองมือ

ชายหนุมแยกฝามือที่หันเขาหากันออกหางประมาณหนึ่งฟุต แลวขยับเขาหากันเชื่องชาเหมือนจะใหมา
ประกบกัน ยิ่งฝามือใกลกันเทาไหร ก็ยิ่งสัมผัสไดวามีแรงกระทําตอกันเพิ่มขึ้นทีละนอยตามระยะ พอเขา
ประชิด เหลือชองวางเพียงหนึ่งนิ้วฟุต แลวขยับผละหางจากกันอีกครั้ง หนวยตาก็เบิกขึ้น เมื่อรูสึกคลาย
แยกฝาแมเหล็กสองขางซึ่งมีแรงดึงดูดออกจากกัน

ขยับเลื่อนเขาออกชาๆหลายรอบจนแนใจวามิใชอุปาทาน มีแรงดึงดูดระหวางฝามือกระทําตอกันจริงๆ
เกาทัณฑก็ทดลองตั้งระยะฝามือใหหางจากกันคงที่ แลวกําหนดนึกใหพลังดึงดูดเขมขึ้น ยิ่งหนวงนึกถึง
พลังนานเทาไหร ความเขมขนก็ยิ่งทวีราวกับกําลังแมเหล็กขนาดใหญขึ้นเรื่อยๆ พรอมกันก็สําเหนียกไอ
รอนจัดที่แฝงมากับแรงกระทํา
๑๓๗

หายสงสัยทันทีเกี่ยวกับการรักษาโรคดวยพลังจากฝามือ ไอรอนอันเปนพลังจากมนุษยดวยกันนี่เอง คือ


อํานาจรักษาไดจริง หาใชเรื่องลึกลับมหัศจรรยหรือการดลบันดาลจากสิ่งเหนือโลกชนิดใดเลย

ดวยความเปนคนชางทดลอง เกาทัณฑอยากดูวาไอรอนนั้น เปนเตโชธาตุที่อยูใตการควบคุมของอํานาจ


การกําหนดนึกหรือเปลา เขาคิดใหความรอนในมือเปลี่ยนเปนไอเย็น พอนึกเทานั้น ความเย็นก็แผ
กระจายเต็มมือเกือบจะทันทีทันใด สงผลใหชายหนุมฉีกยิ้มกวางดวยความสนเทห การเลนสนุกทางจิต
เปนอยางนี้เอง ทุกอยางเปนไปได ภายใตอํานาจการควบคุมของจิตที่นึกคิดไปตางๆ

แรงกระทําที่สงจากฝามือนั้น เหนี่ยวนําเอาแรงกระทําจากจุดอื่นในรางใหโลดเตนขึ้นมาดวย เกาทัณฑ


สังเกตวาเมื่อสายตาเขาจับนิ่งไปยังวัตถุใด ก็จะมีสายพลังผลักออกกระทําตอวัตถุนั้นๆ เขาทดลองมอง
พรอมสําเหนียกถึงสายพลังระหวางตากับวัตถุ ก็พบดวยความตื่นเตนวาเห็นเปนกระไอประหลาด คลาย
มองฝาคลื่นความรอนเหนือยอดเปลวไฟฉะนั้น

เมื่อลองเลนดูจนชํานาญ เกาทัณฑพบวาพลังชนิดเดียวกันนี้ อาจถูกสงออกจากจุดใดๆก็ได ขอเพียง


กําหนดนึกไปที่จุดนั้น เชนปลายนิ้ว กระหมอม ฝาเทา ฯลฯ เมื่อนึกถึงตําแหนงที่ตั้งของอวัยวะหนึ่งๆ
แลวกําหนดขับพลังออกมา ก็ไดผลใกลเคียงกัน แตกตางเพียงความเขมความออนของแตละจุดเทานั้น

กลับมาอานหนังสือตออยางจดจอขวนขวายหาของเลนเพิ่มเติม หนังสือใหคําแนะนําสั้นๆเกี่ยวกับการ
สรางจินตภาพและวิธีบังคับการไหลเวียนของพลัง เชนเพื่อหักงอชอน เคลื่อนยายวัตถุขนาดเบา การ
บังคับใหเมฆปรากฏเปนรูปทรงตามปรารถนา ตลอดจนกระทั่งการฝกเพื่อแขงนั่งสมาธิลอยตัวตามชมรม
พลังจิตในตางแดน เราความสนใจเอาเรื่อง

คว่ําหนังสือลงบนโตะเล็กขางตัว หันรีหันขวางแลวนึกสนุกขึ้นมากะทันหัน ลุกขึ้นเดินไปหยิบชอนมาคัน


หนึ่งจากหลังตูเย็นแลวกลับมานั่งที่เดิม จับดามชอนไวในมือมั่น เพงพิศและคิดใครครวญหาเหตุผลที่
เหลานักพลังจิตชอบเอาชอนสอมมาเลนกันนัก

ทบทวนความรูที่พอจะเคยไดยินไดฟงมาจากหลวงตาแขวน พลังจิตก็คืออํานาจของการนึก เขาลองนึก


ใหชอนในมืองอ โดยกําหนดสําเหนียกพลังที่ขับออกมากับกระแสตา นึกไปๆจนหนาทองแขมวเกร็งอึด
อัด แลวที่สุดก็เลิกนึกและหัวเราะพรืดหนึ่ง คิดในใจวาของมันจะงอไดอยางไร แข็งออกอยางนี้ อยาวาแต
แรงนึกเลย ขนาดแรงมือซึ่งเปนรูปธรรมดวยกันก็คงตองเกร็งกันมากหนอยสําหรับชอนโลหะชนิดแข็ง
ตรงหนา

หรือวากําลังจิตเขายังแกรงนอยไป อํานาจนึกจึงใหผลเปนความวางเปลา?

ชายหนุมลองคิดใหมอีกครั้ง ถาชอนคันนี้อยูในมือหลวงตาแขวนจะเกิดอะไรขึ้น เกจิอยางทานคงทําให


มันหักงอไดแน เขาเชื่อเชนนั้น
๑๓๘

จึงกําหนดจิตนึกใหมใหจริงจังกวาเดิม ยึดเอาสัมผัสในตบะเดชะแหงครูบาอาจารยเปนสรณะ กําดาม


ชอนมั่น ถายเทความรูสึกนึกคิดทั้งมวลไปที่ตัวชอนอยางเดียว เริ่มเห็นความโนมเอียงบางประการ จับ
เหตุผลไดแลววาทําไมจึงนิยมเอาชอนมางอดวยพลังจิตกัน ที่แทก็เพราะเมื่อจับมันไวในมือแลวสราง
ความเชื่อไดงายวาจะงอลงไดสําเร็จนั่นเอง คอชอนดูแบบบางปานนั้น หัวชอนที่ปานออกและดูมีน้ําหนัก
เหมือนพรอมจะชวยถวงตัวงอลงมาดังใจนึกอยูแลวอยางนั้น

เมื่อใครครวญไดความเห็นจริงดังกลาว เกาทัณฑก็ไมเห็นวามันเปนเรื่องเหลวไหลอีกตอไป เขาขยับตัว


ตรงและเพงความนึกคิดอยางแนวแน สรางจินตภาพเหนี่ยวหัวชอนลงมา และดวยเพราะเพิ่งออกจาก
สมาธิไดไมนาน ทําใหมีกําลังจิตพอจะรักษาอาการนึกไวไดคงที่ เมื่อรูสึกเกร็งหนาทองก็พยายามผอนมัน
ออกเปนอาการหายใจตามปกติ

แจมแจงในบัดดลวาการทําสมาธิแตกตางกับการใชพลังจิตอยางไร สมาธิคือการกําหนดจิตติดตามอาการ
ที่เกิดขึ้นเปนปกติของอารมณ เปนตนวาลมหายใจมันไหลเขาไหลออกอยูแลว หนาที่คนภาวนาก็แคเฝา
ตามมันไปเรื่อยๆจนจิตแทรกเขาไปรวมกับความเปนอยางนั้นของกลุมลม แตการใชพลังจิตนั้นเปนการ
นึกใหเกิดผลบางอยางที่ผิดธรรมดาตอวัตถุที่ใชเปนอารมณ อยางเชนชอนซึ่งเปนรูปธรรมในมือเขาเดี๋ยว
นี้ มันไมมีทางงอเองไดเลย แตเขาปรารถนาใหมันงอ เขามีจินตภาพที่สรางขึ้นในใจ เห็นมันคอยๆงอลง
บีบบังคับใหมันยอมตาม ซึ่งสวนทางกับความเชื่อเดิมที่วามันเปนสสารแข็งแรง มีเสถียรภาพอันยากจะ
ดัดแปลงได

เริ่มรูสึกถึงสนามพลังที่เกิดขึ้นจากความเพียรนึกนั้น ทวาไมเขมขนขนาดสําเหนียกวามีอิทธิพลกระทํา
กับความแข็งของชอน ชอนแข็งยังคงเปนชอนแข็งในความเปนจริง แมใจจะเห็นมันโนมเอียงที่จะออนลง
อยูบาง ทั้งนี้ก็คงเพราะความตอเนื่องของการสะกดจิตตนเองใหเชื่อเชนนั้น

เกาทัณฑจี้อาการเพงนึกเขาไปที่ตัวชอนอยางไมยอมแพ รูสึกวาตนถลําลึกเขามาจนถึงขั้นตองเอาใหได
อยางรุนแรงเสียแลว ความเด็ดเดี่ยวมุทะลุบังเกิดขึ้นทวมทน เขาไมลุกจากที่แนจนกวาจะสําเร็จ

การใชพลังจิตเปนเรื่องของการเสียพลังอยางนี้เอง เขาเพงจนเหงื่อตก เกิดความปกใจเชื่อเขมขนขึ้นทุก


ทีวาจะสามารถงอชอนลงได โลกดูเปลี่ยนไป มีความอึมครึมอันเกิดจากสนามพลังที่อัดตัวแนนหนาขึ้น
เรื่อยๆ ศูนยกลางการรับรูมารวมแนวอยูที่ชอนจนตัวชอนดูใหญโตผิดจากเดิมอยางบอกไมถูก บางครั้ง
เขารูสึกงงเควง แตก็ปรับสติใหเขาที่ไดดุลตามเดิมในเวลาอันสั้น เพราะเศษสมาธิยังเปนฐานรองรับมั่น
คงพอควร

และที่สุดจากความรูสึกถึงสนามพลังที่กระจายรอบตัวเหมือนคลื่นน้ํา ก็กลายเปนปกพลังที่หนักแนนจน
เหมือนสงกระแสคลื่นอันมีตัวตนไปเหนี่ยวจับเอาหัวชอนได เขารูสึกจริงๆ ไมใชเรื่องเลนอีกตอไป
อํานาจจิตหนาตาเปนอยางนี้เอง
๑๓๙

เหมือนมีมือไรตนอยูในการควบคุม และเขาก็กําลังพยายามหักงอบางสิ่งที่ไมเหลือบากวาแรง การนึกจน


มีจินตภาพเห็นมันคอยๆงอลงนั่นเองเปนตัวสงพลังออกไป รูสึกเหนื่อย แตก็ไมยินยล เขากําลังจะทํา
สําเร็จอยูเดี๋ยวนี้แลว รูสึกวามันกําลังจะสยบอยูใตอํานาจนึกอีกอึดใจนี้แลว

อุงมือรอนและแฝงพลังมากมายอยางไมเคยเปนมากอน วัตถุในมือกําลังถูกความรอนและพลังกระทําใน
ตัวเขาหลอมใหออนลงและหักงอตามแรงประสงค

ตอด!

เสียงกริ่งโทรศัพทดังขึ้น เกาทัณฑสะดุงสุดตัว โลกทลายลงทั้งใบ หัวใจเตนถี่โครมครามเหมือนกําลังจะ


ตาย เขาคอยๆวางชอนลงบนโตะและเอื้อมมือไปยกกระบอกโทรศัพทจากแปนดวยมือไมสั่นเทางกเงิ่น

"ฮัลโหล…"

พูดแหบพราและสับสนมึนงง อาการรับโทรศัพทเกิดจากความเคยชินเดิมมากกวาเจตนา

"นี่แอนะคะ" เสียงจากฝายโนนกองอยูในหูเหมือนปศาจ "หายไปไหนมา มือถือก็ปด รังเกียจกันแลวหรือ


ไง เพจเรียกก็เงียบไมตอบกลับ"

ชายหนุมนิ่งอยูอึดใจ คอยๆเรียกสติคืนมาอยางยากลําบาก

"เออ..."

"หลับอยูละซีทา"

เลอะเลือนอยูอีกพัก กอนกลับเขาที่แบบเควงๆ

"แอเหรอ?"

"คา...แอเอง เมาหรือเปลานะนั่น"

"อา...ก็คลายๆอยางนั้น ผมขอเวลาลางหนาหนอยไดไหม แลวจะโทร.กลับไปในหานาทีนี้แหละ"

"ตามสบายคะ"

ฝายนั้นตัดสวิทชไปฉับพลันอยางมีอารมณหนอยๆ ชายหนุมยังงงไมสราง เหมือนกําลังเมาเหลาอยู


จริงๆ การถูกปลุกจากภาวะจิตที่กําลังดิ่งลึกกะทันหันมันอันตรายอยางนี้ คราวหนาเขาตองระมัดระวัง
มากขึ้น
๑๔๐

ลุกเขาหองน้ําลางหนา พอเริ่มแจมใสบางก็นึกเสียดายเปนกําลัง เหมือนมีมารมาขัดจังหวะในชวงเขา


ดายเขาเข็ม ทุกอยางมันเขาไคลอยูแลว จูๆก็มีอันตองพับฐานลมเหลวไปอยางงายๆ มันนาบีบคอยายแอ
นัก ยามนี้หลอนชางไมนาพิศวาสเอาเลยจนนิดเดียว

ออกมาเช็ดหนาเช็ดตาและนั่งปรับสติอีกพักใหญ อยางไรก็ไดรูแลววาภาวะเหนือสามัญวิสัยเปนอยางไร
ตองฝาฟนดวยวิธีใดจึงไดมา กอนอื่นเขาตองมีกําลังจิตเปนพื้นพอประมาณ จากนั้นตองสรางจินตภาพ
ใหแนวแน เพงและเพงอยูอยางนั้น จนสนามพลังในตัวกลายเปนปกพลังเขมขนถึงขีด นั่นเองคงเปนจุดที่
ฮอรโมนหลั่งออกมามาก คลื่นพลังเริ่มกระจายตัวจากขุมลับในกาย

อยางไรก็ตาม ที่จุดนั้นไมใชความสําเร็จ แตเปนหัวเลี้ยวหัวตอสําคัญ เขาเพียงสงพลังตอไปอยางตอ


เนื่องเทานั้น ไมแนใจวาความรอนในอุงมือหรือเปลาที่เปนกุญแจสําคัญ มันเกิดขึ้นในวินาทีที่ดวงจิต
สัมผัสถึงความเปนไปไดจริงที่ชอนกําลังจะหักงอ ถาใชดังคิด คราวหนาคงหาทางลัดไดไมยาก มือคนเรา
มีอุณหภูมิใหรูสึกอยูแลวเมื่ออยูในทากํา เพียงเพงเห็นความรอนในมือไปเรื่อยๆควบคูกับการสรางจินต
ภาพบังคับชอนใหงอ ภาวะแบบเมื่อครูก็คงเกิดเร็วขึ้นกวาเดิมมาก

เกาทัณฑตอโทรศัพทเขามือถือของหญิงสาวผูนําความลมเหลวมาใหตามสัญญา

"ผมเตพูดนะ"

น้ําเสียงของเขาเนือยนายเปนอยางยิ่ง อีกฝายฟงรูทีเดียว

"จะออกมาเจอกับพวกเราไหม?"

หลอนถามหวน ชนิดที่เห็นหนาคว่ําตาเขียวลอยมาทีเดียว

"พรุงนี้ทํางานไมใชเหรอ?"

จงใจใชเสียงเอื่อยเฉื่อยใหรูวานั่นคือคําปฏิเสธ

"งั้นก็นอนหลับฝนดีไปแลวกันนะคะ พอคนรักงาน!"

หญิงสาวตัดสวิทชไปอยางคนสวยที่ชอบเอาแตใจตัว และเกาทัณฑก็ไมหลงเหลือความไยดีในตัวหลอน
เอาเลย ทั้งที่ติดหลอนแจมาเปนนาน อาจเพราะตางคนตางรูวาแตละฝายมีตัวเลือกสํารองอยูเยอะกระมัง
เขาพิศวาสรอยยิ้มและทาทีเกไก ถูกใจสีสันหลากหลายในตัวหลอน หรือจะบังคับใหรับวาหลงใหลไดปลื้ม
เปนที่สุดก็ยอมละ แตทั้งหมดนั่นก็แคทําใหแตละวันสดชื่นรื่นใจ จะมาเทียบอะไรกับแพตรีที่มีอิทธิพล
ขนาดเปลี่ยนชีวิตเขาไดทั้งชีวิต
๑๔๑

นั่งกะพริบตาทบทวนเหตุการณเหนือสามัญเมื่อครู บัดนี้สนามพลังอันเขมขนเริ่มจางตัวลง อารมณและ


ความรูสึกนึกคิดอยางธรรมดากลับมา สิ่งที่เลือนไปก็คลายอุปาทานหรือฝนผาน ลังเลหนอยๆวาที่เกิดขึ้น
เมื่อครูมันใชการกอตัวของอํานาจจิตแนหรือเปลา

ความคิดเรื่อยเปอยสุดทางลงเมื่อเกิดแรงบันดาลใจอยากทําสมาธิขึ้นมาอีก ชายหนุมเขาที่พริ้มตาหลับลง
งายๆ กําหนดภาวนาเห็นสายลมหายใจเขาออกดวยวิธีการหายใจตามแบบหลวงตาแขวนสอน

งวดนี้เขาทากวาเดิม จริงๆแลวเขาออนเพลียนาดูชมเหมือนกันที่เลนพลังจิตไปเมื่อครู คลายเหนื่อย


จากการวิ่งทางไกลหลายกิโลเมตรอยางไรอยางนั้น แตเมื่อทําความสงบกําหนดลมสบายๆ พอตัวความ
แชมชื่นเกิดขึ้นกําลังก็ฟนคืนกลับมาอยางรวดเร็ว เขาอกเขาใจเดี๋ยวนั้นวาสมาธิเปนการประจุพลังกายใจ
อันยอดเยี่ยมเหนือวิธีอื่นใด

ความคิดฟุงซานสลายไปหมดสิ้นดวยความอิ่มเอมเปรมใจในรสสมาธิ ดวงจิตทวีตัวเขมขนขึ้นเรื่อยๆ
เกาทัณฑเรียนรูที่จะเพงนึกถึงสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวดวยพลังกายใจทั้งหมดมาแลว จึงไมใชเรื่องยากอีกตอไป
กับการเพงภาวนาตามสายลมหายใจเขาออกอยางนี้

นานสักครึ่งชั่วโมงในอาการทรงตัวแนบแนนของขณิกสมาธิเฉียดอุปจาระ แลวโดยไมรูเหนือรูใต ขณะที่


จิตเหมือนจะดิ่งลงสูความดึงดูดจากศูนยกลาง มีพลังอะไรอยางหนึ่งที่แปลกใหมเกิดขึ้นในตัว มันปุบปบ
ฉับพลันเหมือนการลั่นเปรียะของสายฟา รางของเขาคลายเกิดกลุมพลังมหาศาลขึ้นขางใน มันแลนปราด
พรวดเดียวจับไปทั่วราง ยังผลใหเกิดสํานึกรูสึกที่ผิดไป บอกตัวเองวานี่อาจเปนอาการหนึ่งของปติ ใหใจ
เย็นไว แตมันก็ชางคงที่จนเหมือนจะไมแปรเปลี่ยนไปอีกแลว

สํานึกของนายเกาทัณฑถูกลบไปเกือบสิ้นเชิง รูสึกเหมือนตนเองกลายเปนยักษที่มีฤทธิ์ ทรงอํานาจราย


พลังมหาศาลที่อัดแนนในตัวทําใหทุกสิ่งเปลี่ยนไปหมด แมลืมตาขึ้น ก็พบวาพลังนั้นยังอยูกับตัว ดูไมมี
อะไรเหมือนเดิมอีกแลว ความคิด ความเห็น และมโนภาพในตัวตนพลิกผันเปนอื่นอยางสิ้นเชิง ณ เวลา
นั้นสํานึกและโลกทัศนเยี่ยงมนุษยธรรมดาสาบสูญไปหมด เหลือแตการรับรูถึงอํานาจ ความแข็งกราว
และความตองการแบบดิบๆ เปนอีกอัตตาที่ชวนครามเกรงยิ่ง

หยิบชอนขึ้นมาดวยเจตจํานงเดิมอันคางคา สัมผัสถึงปกพลังอันแนนหนาราวกับผาหินในตน กมหนาลง


จองชอนดวยลูกตาเบิ่งโปนถมึงทึง แคกําหนดเรียกความรอนในอุงมือก็บันดาลพลังรอนมากมายชวน
กระหยิ่ม รูปชอนดูแปลกไปเปนคนละอยางกับเมื่อกอน สวนเวาสวนโคงของหัวชอนที่เขาตาชางพิลึกกึก
กือ สีสันของสิ่งรอบขางเขมชัดและดูทะมึนประหลาด เกาทัณฑทุมพลังนึกใหชอนงอลง มันเปนคําสั่งที่
เด็ดขาดแนวแน ไมหลงเหลือความลังเลสงสัย ไมเจือปนความคิดอื่นใดแมแตนอย

ในภาวะอันถูกหอหุมดวยกลุมพลังยิ่งใหญเชนนั้น ไมเห็นเปนเรื่องแปลกเลยที่ชอนมันงอลงตอหนา งอที


ละนอยแตลงเรื่อยคงที่กระทั่งเกือบจรดดาม จิตจึงบอกวาจบงาน ถอนกําลังออกมา
๑๔๒

แลวสํานึกแบบเดิมๆก็คืนกลับ กลุมพลังแรงสูงที่จับไปตลอดกายหายไป กระแสธารแหงความคิดหลั่ง


ไหลเปนปกติ มโนภาพของนายเกาทัณฑฟนคืน มิใชยักษาผูทรงฤทธิ์ไรสํานึกผิดชอบชั่วดีอีกตอไป

เกาทัณฑหายใจโดยปราศจากอาการหอบ จังหวะเตนของหัวใจยังเปนปกติ เขามองชอนที่เห็นงอกองอ


ขิงเหมือนเพิ่งตื่นจากหลับ มันงอลงแลวจริงๆ หาใชภาพลวงตาแตอยางใด ยามนั้นบรรยายความรูสึก
ยาก ไรความตื่นเตนทะนงตัวที่จูโจมทันควันดังควร เปนแคความเฉยเมยชอบกล ดูแลวดูอีกใหแนใจวา
ชอนมันงอแน งอเกือบพับลงมาทับดามทีเดียว

ทําไมถึงไมรูสึกวาตัวเองกลายเปนผูวิเศษ?

เอนตัวหลับตานอนบนพื้นพรมนั่นเอง ออนเพลียเหลือเกิน พลังชีวิตขอดแหงไปสิ้น ความเหนื่อยลา


คลายมีแรงดึงมหาศาลฉุดเขาเขาสูภาวะดับสติปุบปบ เหมือนตายอยางไรอยางนั้น

คืนวันจันทร อังคาร และพุธเขามีเวลาวางที่จะทําสมาธิเต็มที่ แตคืนวันพฤหัสกับศุกรตองไปสอนภาคค่ํา


ที่มหาวิทยาลัย กลับมาก็เปลี้ยเพลียเต็มแก ไหนจะงานประจําตอนกลางวัน ไหนจะงานสอนตอนกลาง
คืนซึ่งเผอิญตองคุมแล็บกันเหน็ดเหนื่อย นั่งจับอารมณแคหานาทีก็ตองโงนเงนลุกขึ้นพุงตัวใสที่นอนแลว

มีความเขาถึงภาวะรวมตัวแบบลุมๆดอนๆ เขาพยายามควบคุมคําพูด และการกระทําใหอยูในรองในรอย


ที่พระอาจารยกําหนดไวถึงที่สุดแลว แตก็ไมวายมีเรื่องรุงรังรกใจ กอนิวรณขัดขวางความกาวหนาใน
สมาธิจนได ในเมื่อยังตองคลุกคลีอยูกับหมูคนที่ตองการปลดภาระบนบาของตนไปไวบนบาคนอื่น

เคยลองเอาชอนมางอดวยพลังจิตดูอีก แตก็ไมอาจรวมกลุมพลังใหเปนปกแผนไดเลย ทาทางเขาจะได


เปนผูวิเศษแคคืนเดียวเทานั้นละกระมัง? ไดแตเก็บชอนไวในตูโตะหัวเตียงอยางดี และคงไมอาจนําไป
โฆษณาวานั่นเปนผลของพลังจิต เพราะทุกคนที่ไดยินจะหัวเราะกากแ