12 Transmission Protection
12 Transmission Protection
1
12.1 บทนา
2
- Distance Relay อาจตอบสนองต่อ
ค่าพารามิเตอร์อื่นนอกเหนื อจากค่า Impedance ( Z )
เช่น ค่า Admittance ( Y ) , Reactance ( X )
- การวิเคราะห์การทางานของรีเลย์แบบนี้
ตามปกติจะใช้ R-X Diagram
3
ความจาเป็ นที่ต้องมี Distance Relay
Z S 10 A B
R ab Z L 4 R ba
I F1 F1
50
B
R ab Z L 4 R ba
I F2 F2
50
115 kV (ข)
รูปที่ 12.1 ความสามารถในการแยกแยะที่ไม่ดีพอ
ของรีเลย์กระแสเกินในการป้ องกันสายส่ง
4
รูป 12.1 ก
จะเกิดเมื่อมีความต้องการไฟฟ้ ามาก ดังนัน้ จึงทาการผลิต
ไฟฟ้ าโดยใช้เครื่องกาเนิดไฟฟ้ า 2 ตัว โดยพิจารณาเมื่อเกิด
ความผิดพร่องโดยเกิดการลัดวงจรที่จดุ F1
เมื่อเกิดความลัดวงจรที่จดุ F1 กระแสลัดวงจรคานวณได้
7380 A รีเลย์กระแสเกิน Rab ควรปรับตัง้ ให้ตดั กระแสที่
มากกว่า 7380 A เพื่อให้ Relay ที่อยู่ที่บสั B ทางานก่อน
5
รูปที่ 12.1 ข
เกิดเมื่อมีความต้องการใช้ไฟฟ้ าน้ อยลง ดังนัน้ จึงทาการลด
กาลังการผลิตโดยเครื่องกาเนิดไฟฟ้ าตัวหนึ่ งถูกตัดออกจากระบบ
พิจารณาเมื่อเกิดความผิดพร่องโดยเกิดการลัดวงจรที่จดุ F2
เมื่อเกิดความลัดวงจรที่จดุ F2 กระแสลัดวงจรคานวณได้
6640 A ดังนัน้ รีเลย์กระแสเกิน Rab ควรปรับตัง้ ให้ตดั กระแสที่
น้ อยกว่า 6640 A
6
กรณี ก ต้อง Set Relay Rab มากกว่า 7380 A
- โดยการเปรียบเทียบนี้ ทาให้สามารถ
วัดค่า Impedance ของสายจนถึงตาแหน่ ง
ที่เกิดการลัดวงจรได้
8
12.2 หลักการทางานของ Distance Relays ( ต่อ )
- ถ้า Impedance ที่ Relay คานวณได้มี ค่ามากกว่า ที่ตงั ้ เอาไว้
แสดงว่าระบบอยู่ใน สภาพปกติ
- ถ้า Impedance ที่ Relay คานวณได้มี ค่าน้ อยกว่า ที่ตงั ้ เอาไว้
แสดงว่ามี การลัดวงจรเกิดขึน้ ในระบบ รีเลย์จะต้องทางานและสัง่
CB ให้ Trip
- ตัวอย่างง่ายๆ คือ รีเลย์ไฟฟ้ ากลแบบคานสมดุล
( Balanced Beam Relay ) ในรูปที่ 12.2
9
รูปที่ 12.2 หลักการแบบคานสมดุลใน Distance Relay
10
จากรูปที่ 12.2
T1 = K1I2 - K2V2 – TS
11
จากรูปที่ 12.2
T K1I2 - K2V2 = 0
นัน่ คือเมื่อ
ZF
V K1
I = K2 = Zpick up
12
ลักษณะการทางานของรีเลย์ในแกนของแรงดัน และกระแส
แสดงได้ดงั รูปที่ 12.3 เส้นทึบคิดผลของสปริงควบคุม เส้นประ
ละเลยผลของสปริงควบคุม
I
เส้ นแสดงลักษณะการทางานของรีเลย์
TRIP
BLOCK
V
รูปที่ 12.3 ลักษณะการทางานของ Distance Relay ในแกนของแรงดัน และกระแส
13
เขียนใน R - X Diagram
X
BLOCK
TRIP Zpick up
R
จุดอยู่ในวงกลม
แรงฉุดเป็ น บวก รีเลย์ทางาน ( Trip )
จุดอยู่นอกวงกลม
แรงฉุดเป็ น ลบ รีเลย์ไม่ทางาน ( Block )
15
Distance Relay แบบ Impedance
- เป็ นแบบที่ทางานด้วยความเร็วสูง
สาหรับการทางานตลอดช่วงที่ตงั ้ ไว้ให้ทางาน
- ดังแสดงในรูปที่ 12.5
เส้นแสดงเวลาทางานนี้ แสดงไว้ สาหรับกระแสที่มีขนาดค่าหนึ่ งๆ
ถ้ากระแสเพิ่มขึน้ เส้นจะตา่ ลง
แต่โดยปกติแล้วการใช้รีเลย์แบบนี้ มักใช้ให้การทางานเร็วมาก
จึงไม่ค่อยคิดผลของการเปลี่ยนแปลงนี้
16
t (s)
0 100
% Z pick up
0 100
% Z pick up
19
12.3 R-X Diagram ( ต่อ )
20
รูปที่ 12.7 แรงดัน กระแส และอิมพิแดนซ์ที่รีเลย์มองเห็น
21
ในรูปที่ 12.7
22
ด้าน Primary
ZF,p EI p
p
ด้าน Secondary หรือด้านที่รีเลย์มองเห็น
ZF,s I I (E /E ) ZF,p n
E s E p (Ip/I s ) ni
s p p s e
Ip
ni = Is = CT Ratio
Ep
ne = Es = VT Ratio
23
ตัวอย่างที่ 12.1 ถ้าต้องการตัง้ Zone 1 ของ Distance Relay
ให้ทางานหากเกิดการลัดวงจร
ในช่วง 85% ของความยาวสายส่ง
โดย CT = 500/5 , VT = 20,000/69.3
และสายส่งมีค่า Impedance
เท่ากับ 4 + j 30
24
วิธีทา
ni = 500
5 = 100
ne = 20,000
69.3 = 288.6
จะได้
ni 100
ne = 288.6 = 0.3465
25
จะได้
ni = 100 = 0.3465
ne 288.6
= 1.18 + j8.84
26
- เมื่อเราทราบแล้วว่ารีเลย์มองเห็นค่า Impedance ได้อย่างไร
- ขัน้ ต่อไปก็คือการกาหนด
จุดที่แทนค่า Impedance ต่างๆ
ลงบน R-X Diagram
ซึ่งเป็ นระนาบของ Impedance ทางด้าน Secondary
E
B
Heavy load F
Zf
f
R
ฤ
F
I
Zs
S
Line charging
- บริเวณฝังขวาของ
่ R-X Diagram คือ บริเวณที่
กาลังงานไฟฟ้ าไหลเข้าสายส่ง ( Power Into Line )
- บริเวณฝังซ้
่ ายของ R-X Diagram คือ บริเวณที่
กาลังงานไฟฟ้ าไหลเข้าบัส ( Power Into Bus )
30
จากรูปที่ 12.8
จะพบว่า
- บริเวณฝังบนของ
่ R-X Diagram คือ บริเวณที่
โหลดมีค่าตัวประกอบกาลังเป็ นแบบล้าหลัง ( PF. Lagging )
- บริเวณฝังล่
่ างของ R-X Diagram คือ บริเวณที่
โหลดมีค่าตัวประกอบกาลังเป็ นแบบนา ( PF. Leading )
31
ตัวอย่างที่ 12.2 ในระบบไฟฟ้ า 1 เฟส สมมติค่าโหลดของสายส่งใน
รูป เป็ น 8 MVA ที่แรงดัน 20,000 V หากใช้ CT และ VT ตาม
ตัวอย่างที่ 12.1 ให้แสดงค่า Apparent Impedance , Load ตาม
PF. ลงบน R-X Diagram
32
วิธีทา
Load Current
IL = MVA106
V
= 8106
20,000
= 400 A
33
Apparent Impedance ( Zapp )
= 17.32
34
Load at P.F. 0.8 Lagging
= 13.86 + j10.4
สามารถแสดงได้ด้วยจุด L1
ใน R-X Diagram
35
Load at P.F. 0.8 Leading
ZL 2 = 17.32 ( 0.8 - j0.6 )
= 13.86 - j10.4
สามารถแสดงได้ด้วยจุด L2
ใน R-X Diagram
ในทานองเดียวกันโหลดขนาด 8 MVA
ไหลจาก B ไป A แทนได้ด้วย L3 และ L4
สาหรับ P.F. Leading และ Lagging ตามลาดับ
36
Impedance ของสายส่งตามตัวอย่างที่ 12.1
และ Zone 1 ของรีเลย์ A และ B
สามารถเขียนบน R-X Diagram ได้ดงั นี้
- Impedance ของสายส่ง คือ 1.39 + j10.4
ทางด้าน Secondary แทนด้วยจุด B
- Zone 1 ของรีเลย์ A คือ 1.17 + j 8.84
แทนด้วยจุด Z1a
- ในทานองเดียวกัน Zone 1 ของรีเลย์ B
ซึ่งมองย้อนกลับมา แทนด้วยจุด Z1b
37
- ถ้าสมมติ Impedance ของแหล่ง
ที่บสั A และบัส B
เป็ น j10 และ j8
ทางด้าน Primary ตามลาดับ
ซึ่งเท่ากับ
j3.46 และ j2.77 ทางด้าน Secondary
จะแทนได้ด้วย
จุด S1 และ S2 ใน R-X Diagram
38
- ถ้ากระแส Line Charging ของสายเท่ากับ 15 A
Impedance ปรากฏซึ่งมองเห็นโดยรีเลย์ A
เมื่อ CB ที่ B เปิดวงจรคือ
-j ( 20,000/15 ) = -j 1,333 ทางด้าน Primary
หรือ = -j 461.9 ทางด้าน Secondary
แทนด้วย
จุด C ใน R-X Diagram
39
R-X Diagram สาหรับตัวอย่างที่ 12.2
40
12.4 Distance Relay แบบ 3 เฟส
- การลัดวงจร สาหรับระบบไฟฟ้ า 3 เฟส
ที่มีการต่อลงดินนัน้ เป็ นไปได้ทงั ้ หมดอยู่ 10 ลักษณะ คือ
1. Three Phase Fault 1 แบบ
2. Phase-to-Phase Fault 3 แบบ
ได้แก่ A-B , B-C , C-A
3. Phase-to-Phase-to-Ground Fault 3 แบบ
ได้แก่ A-B-G , B-C-G , C-A-G
4. Phase-to-Ground Fault 3 แบบ
ได้แก่ A-G , B-G , C-G
41
หลักการของ Distance Relay
42
การวิเคราะห์การลัดวงจร
Phase-to-Phase Fault
- พิจารณาการลัดวงจรระหว่างเฟส B กับเฟส C ที่จดุ F
ของระบบสายส่งแบบ 3 เฟส
- ใน รูปที่ 12.7 แทนด้วย Symmetrical Component
โดยมี Positive และ Negative Sequence Network
ต่อขนานกันที่จดุ F
- ดังรูปที่ 12.9
- Positive และ Negative Sequence Impedance มีค่าเท่ากัน
43
รูปที่ 12.9 วงจร Symmetrical Component สาหรับการลัดวงจร B-C
44
แรงดันที่จดุ F สาหรับใน Positive และ Negative Sequence
มีค่าเท่ากันดังนี้
จัดรูปได้เป็ น
E1E2
I1I2 Z1F
45
โดย
EA = E0 + E1 + E2
EB = E 0 + a 2 E 1 + a E2
EC = E0 + a E1 + a2E2
IA = I0 + I1 + I2
IB = I0 + a2 I1 + a I2
IC = I0 + a I1 + a2 I2
46
ดังนัน้ จะได้
EB EC (a2 a)(E1E2)
IB IC (a2 a)(I1I2)
จากสมการข้างต้นจะได้
EB EC E1E2
IB IC I1I2 Z1F …………. ( 12.3 )
47
จากสมการ ( 12.3 )
จะพบว่าในกรณี ที่เกิดการลัดวงจรระหว่างเฟส
เมื่อใช้แรงดันสายระหว่างเฟสที่เกิดการลัดวงจร
กับผลต่างของกระแสในสองเฟสนัน้
จะสามารถวัด Positive Sequence Impedance ได้
48
Phase-to-Phase-to-Ground Fault
49
รูปที่ 12.10 วงจร Symmetrical Component
สาหรับการลัดวงจร B-C-G
50
จะพบสมการ ( 12.3 )
ยังคงใช้ได้สาหรับรูปที่ 12.10
ดังนัน้ สาหรับกรณี การลัดวงจรแบบนี้
เมื่อใช้แรงดันสายระหว่างเฟสที่เกิดการลัดวงจร
กับผลต่างของกระแสในสองเฟสนัน้
จะสามารถวัด
Positive Sequence Impedance
ได้เช่นเดียวกัน
51
Three Phase Fault
เมื่อเกิดการลัดวงจรทัง้ 3 เฟสที่จดุ F
ในรูปที่ 12.7
จะสามารถแทนด้วย Symmetrical Component
โดยมีเพียง
52
รูปที่ 12.11 วงจร Symmetrical Component
สาหรับการลัดวงจร 3 เฟส
53
จากรูปที่ 12.11
จะได้สมการแสดงลักษณะสาหรับการลัดวงจร 3 เฟสดังนี้
E1 EA Z1FI1 Z1FIA Eph ZS I1
E2 E0 0
I2 I0 0
54
จากรูปที่ 12.11
เนื่ องจาก EA = E0 + E1 + E2 = E1
EB = E0 + a2E1 + aE2 = a2E1
EC = E0 + a E1 + a2E2 = a E1
IA = I0 + I1 + I2 = I1
IB = I0 + a2I1 + a I2 = a2I1
และ IC = I0 + a I1 + a2I2 = a I1
55
จะได้ว่า
E A EB EB EC EC EA
IA IB IB IC IC IA Z1F
56
จากกรณี การลัดวงจรทัง้ 3 แบบที่กล่าวไปแล้ว
จะพบว่าหากใช้ผลต่างแรงดันเฟส
และผลต่างกระแสเฟสที่สอดคล้องกัน
จะสามารถวัด
Positive Sequence Impedance ได้
ซึ่งอาจทาได้โดยต่อรีเลย์ดงั รูปที่ 12.12
โดยใช้ Distance Relay 1 เฟส 3 ตัว แต่ละตัว
ได้รบั ผลต่างแรงดันเฟส และกระแส 2 เฟส
ที่สอดคล้องกันแต่ทิศตรงข้ามกันเป็ นปริมาณขาเข้า
57
รูปที่ 12.12 การต่อรีเลย์ , CT และ VT สาหรับ Phase Fault
58
Phase-to-Ground Fault
สาหรับการลัดวงจรที่เฟส A กับ Ground ที่จดุ F
ในรูปที่ 12.7 จะสามารถแทนด้วย
Symmetrical Component
59
รูปที่12.13 วงจร Symmetrical Component
สาหรับการลัดวงจร A-G
60
จากรูปที่ 12.13
จะได้สมการแสดงความสัมพันธ์
ของแรงดัน และกระแสดังนี้
E1F = E1 - Z1FI1
E2F = E2 - Z1FI2
E0F = E0 - Z0FI0
= 0
61
จากรูปที่ 12.13
แรงดันที่เฟส A สามารถเขียนได้ในรูป
Symmetrical Component และมีค่าเป็ น 0 ด้วย นัน่ คือ
62
ดังนัน้ จะได้ว่า Z0F Z1F
I0 .…. ( 12.5 )
EA Z1F IA Z
1F
จะได้
Z0F Z1F
I'A IA Z
I0
1F
Z0 Z1
..… ( 12.6 )
IA Z I0
1
63
เนื่ องจาก I0 = I1 = I2
IA I0 I1 I2
IA 3I0
Z0 Z1
I'A IA 3Z IA
1
I'A IA 1 m
3
64
เมื่อ Z0 และ Z1 เป็ น Zero
และ Positive Sequence Impedance
ของสายส่งทัง้ เส้น และ
เรียก m ว่า Compensation Factor
I'A Z1F
EA
65
ดังนัน้ ใช้แรงดันเฟสและกระแสที่ถกู ชดเชยแล้ว
เป็ นปริมาณขาเข้า จะทาให้
Distance Relay สามารถวัด
Positive Sequence Impedanceได้
โดยทัวไปค่
่ า m สาหรับสายส่ง Overhead
จะเป็ นมีค่าขนาดระหว่าง 1.5 ถึง 2.5
หรืออาจใช้ค่าเฉลี่ย คือ 2.0 ก็ได้
นัน่ คือ Z0 ของสายส่งจะเป็ น 3 เท่าของ Z1
66
รูปที่ 12.14 การต่อรีเลย์ , CT และ VT สาหรับ Ground Fault
67
ตัวอย่างที่ 12.3 การคานวณอิมพิแดนซ์ลดั วงจรที่รีเลย์มองเห็น กรณี
Fault แบบต่างๆ ของระบบไฟฟ้ าดังรูป
IA I1 138000/
4 j 45
3 1763.6 84.92o
69
แรงดันเฟส A ที่ตาแหน่ งรีเลย์เท่ากับ
EA E1 Eph - ZS I1
IB IC 3054.6 174.92 A
71
Phase-to-Phase Fault
ส่วนแรงดัน Positive และ Negative Sequence ที่รีเลย์หาไดัดงั นี้
75283.30.3 V
E2 ZS I2 j 5881.884.92
44095.08o V
72
และแรงดันที่เฟส B กับเฟส C ที่ตาแหน่ งรีเลย์เป็ นดังนี้
40513 j 61393 V
39160.9 j 61393 V
73
ดังนัน้ EB EC 122793.7 90.63 V
EB EC 122793.7 90.63
และ IB IC 3054.6 174.92 4 j 40
74
Phase A to Ground Fault
75
Phase A to Ground Fault
แรงดัน Symmetrical Component ที่ตาแหน่ งรีเลย์จะเป็ นดังนี้
E1 Eph ZS I1 79674 j 5417.584.59
77595.8 j 196.8 V
76
และแรงดันเฟส A กับกระแสเฟส A ที่ตาแหน่ งรีเลย์จะเป็ นดังนี้
77
Compensation Factor
Z0 Z1 10 j 90 4 j 40
m Z 4 j 40 1.253 1.13
1
และกระแสเฟส A ที่ชดเชยแล้ว
I'A IA mI0 1775.4 84.92 A
ในที่สดุ จะได้ว่า
EA 71365.5 0.63
I'A 1775.4 84.92 4 j 40
78
12.5 Distance Relay As Comparators
การเปรียบเทียบจะแบ่งได้เป็ น 2 ประเภทคือ
79
สมการทัวไปที
่ ่ใช้ในการเปรียบเทียบ
S1 = |S1| ej 1
S2 = |S2| ej 2
81
เขียนเป็ น Diagram ได้ดงั นี้
82
การเปรียบเทียบโดยใช้ขนาด ( Amplitude Comparator )
83
การเปรียบเทียบโดยใช้ขนาด ( Amplitude Comparator )
จากรูปที่ 12.16
สัญญาณการตัดวงจร ( Trip Signal )
จะถูกส่งออกมาเมื่อ |S2| > |S1|
ดังนัน้ จุดที่จะเป็ นจุดเริ่มการทางาน
( Threshold Operating )
84
การเปรียบเทียบโดยใช้เฟส ( Phase Comparator )
จากรูปที่ 12.17
สัญญาณการตัดวงจร ( Trip Signal )
จะถูกส่งออกมาเมื่อ | θ1 θ 2| < 900
ดังนัน้ จุดที่เริ่มการทางาน
( Threshold Operating ) คือ
| θ1 θ 2| = 900
86
12.6 ลักษณะสมบัติของ Distance Relay แบบต่างๆ
Distance Relay เป็ นกลุ่มของ Relay ซึ่งมีหลายชนิดด้วยกัน
โดยแต่ละชนิดจะถูกเรียกชื่อตามคุณสมบัติบน R-X Diagram โดย
ชนิดของรีเลย์มีดงั ต่อไปนี้
- Impedance Relay
- Mho Relay
- Reactance Relay
- Offset-Mho Relay
- Lenticular Relay
- Quadrilateral Relay 87
1. Impedance Relay
89
รูปที่ 12.19 ผลของความต้านทานอาร์กต่อ Impedance Relay
90
แก้ไข
- ให้มีทิศทางเพิ่ม Directional Relay
92
(ก) (ข)
โดยที่
V คือ แรงดัน Fault ที่วดั ได้จาก VT ( Secondary )
I คือ กระแส Fault ที่วดั ได้จาก CT ( Secondary )
ZR คือ Impedance Setting ของ Distance Relay
95
ุ สมบัติ
- จากการเปรียบเทียบผ่าน Phase Comparator จะได้คณ
ของ Relay ตามรูปที่ 12.22
- วิธีหนึ่ งที่ใช้ในการปรับปรุงคุณสมบัติ
คือการใช้ Cross Polarized Mho
97
Cross Polarized Mho
- จะใช้สญ
ั ญาณเข้าที่ใช้ในการเปรียบเทียบเฟส คือ
S1 = V - I ZR
S2 = Vpol
โดยที่
V คือ แรงดัน Fault ที่วดั ได้จาก VT ( Secondary )
I คือ กระแส Fault ที่วดั ได้จาก CT ( Secondary )
ZR คือ Impedance Setting ของ Distance Relay
Vpol คือ แรงดัน Polarized ที่วดั จาก VT ( Secondary )
ของเฟสที่ไม่มีเกิดการผิดพร่องโดย 98
Cross Polarized Mho ( ต่อ )
- ความต้านทานอาร์กไม่มีผล
- ใช้ป้องกันสายส่งระยะสัน้ ซึ่งใช้เสาไม้
106
ข้อเสียของ Reactance Relay
1. เมื่อความต้านทานของการลัดวงจรมีค่าสูง
กระแสลัดวงจร และกระแสโหลดมีค่าใกล้เคียงกัน
ทาให้รีเลย์ มองเห็นไกลไป ( Overreach )
หรือ มองเห็นใกล้ไป ( Underreach )
107
ข้อเสียของ Reactance Relay ( ต่อ )
2. ถ้ากระแสลัดวงจรไหลเข้าจากปลายสายทัง้ สองข้าง
จากสายที่มีค่า X/R ต่างกัน
จะทาให้รีเลย์ที่ปลายสายข้างหนึ่ งมองเห็นไกลไป
แต่อีกตัวหนึ่ งซึ่งอยู่ปลายสายอีกข้างหนึ่ ง
จะมองเห็นใกล้ไป
110
( ก ) ป้ องกัน Busbar ( ข ) ป้ องกัน Busbar
รูปที่ 12.28 รีเลย์ป้องกัน Busbar และ ป้ องกัน Power Swing
111
Power System Swing
- เมื่อเกิดการลัดวงจร และ
การลัดวงจรถูกตัดออกจากระบบไฟฟ้ า
หรือเมื่อมี Switching Operation ซึ่งเกี่ยวกับ
การตัดต่อโหลดขนาดใหญ่
( Connect or Disconnect Large Load )
ระหว่างเกิดปรากฏการณ์ดงั กล่าว
Voltage และ Current จะเปลี่ยนไป
นัน้ คือ Power เปลี่ยนไป
เรียกว่าการเกิด Power Swing
112
Power System Swing ( ต่อ )
- ที่จดุ ติดตัง้ Distance Relay
Relay จะเห็นอิมพิแดนซ์เปลี่ยนแปลงไปตามเวลาด้วย
ซึ่งอาจทาให้ Relay ทางานผิดพลาด และสัง่ CB ให้ Trip
- Distance Relay จึงต้องมีการป้ องกันการทางานผิดพลาด
แบบนี้ เรียกว่า Power System Swing Blocking
- Principle ที่ใช้คือในการตรวจสอนว่าการเปลี่ยนค่า Z นัน้
เป็ น Power Swing หรือ Fault คือ
ขณะเกิด Power Swing การเปลี่ยนของค่า ( Rate of Change )
ของ Z จะมีอตั ราช้ากว่าเมื่อเกิด Fault
113
5. Lenticular Relay
ลักษณะสมบัติบน R-X Diagram มีรปู ร่างคล้ายเลนส์ ซึ่งจะมีพืน้ ที่แคบ
Zone 1
- กาหนดที่ระยะความยาว 85-90 %
ของความยาวสายส่ง
- ทางานทันที Instantaneous
117
Zone 2
- กาหนดให้อยู่ในช่วง 120-150 %
ของความยาวสายส่ง
- ทางานเป็ น Back-up Relay ให้กบั
รีเลย์ Zone 1
โดยหน่ วงเวลาการทางานไว้ 0.3 s
118
Zone 3
- กาหนดบริเวณไปถึง 150 %
ของความยาวสายส่งเส้นที่ยาวที่สดุ เส้นถัดไป
Zone 1
Zone 2
Zone 3
(ก)
Zone 3 Rab
B C
Overreach
- คือการที่ Distance Relay ทางานเกิน Reach ที่
ปรับตั้งไว้
Underreach
- คือการที่ Distance Relay ไม่ทางานเมื่อเกิด Fault
ภายใน Reach ที่ปรับตั้งไว้
121
ตัวอย่างที่ 12.4 พิจารณาระบบไฟฟ้ าดังรูป จงปรับ
ตัง้ ค่า Zone 1 , 2 และ 3 ของ Distance Relay
B C
(7+j60)
A
(4+j30)
Rbc
(2+j20)
Rab
Rbd
122
วิธีทา
ปรับตัง้ ค่า Zpick up ของ Distance Relay ( Rab ) ได้ดงั นี้
Zone 1
- ครอบคลุมถึง 85 % ของความยาวสายส่ง
เทียบเป็ นค่าอิมพิแดนซ์ได้
0.85 x ( 4 + j30 ) = 3.4 + j 25.5
ทางาน ทันที ( Instantaneous )
123
Zone 2
- ครอบคลุมถึง 120 % ของความยาวสายส่ง
เทียบเป็ นค่าอิมพิแดนซ์ได้
124
Zone 3
- เพื่อให้รีเลย์ Rab เป็ น Back-up ให้กบั รีเลย์ Rbc และ Rbd
ดังนัน้ Zone 3 ของ Rab ครอบคลุมถึง
150 % ของความยาวสายส่งเส้นถัดไปที่ยาวที่สดุ
เทียบเป็ นอิมพิแดนซ์ได้
125
ในกรณี ที่ความยาวของสายส่ง BD สัน้ มากจน Zone 2 ของ
Rab เลยปลายสาย BD ไป นัน่ คือเมื่ออิมพิแดนซ์ของสายส่ง BD
เล็กกว่า [( 4.8 + j36 ) - ( 4.0 + j30 )] = 0.8 + j6 ในกรณี เช่นนี้
ต้องลด Zone 2 ของ Rab ลง หรือถ้าทาไม่ได้ อาจตัด Zone 2 ออก
เหลือเพียง Zone 1 และ Zone 3
วงจรคอนแทคสาหรับรีเลย์ที่มีการแบ่ง Zone of Protection
เป็ น 3 Zone ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว อาจเขียนได้ดงั รูปที่ 12.32 ซึ่ง
ประกอบไปด้วย รีเลย์แบบอิมพิแดนซ์ 3 หน่ วย หน่ วยตัง้ เวลา 2
หน่ วย พร้อมด้วยตัวชี้บอกการทางาน รีเลย์ช่วยอื่นๆ รวมทัง้
Seal - In
126
วงจรคอนแทคอย่างง่าย
128
- ถ้าการลัดวงจรอยู่ใน Zone 2
- Contact ของ Z2, Z3 ปิด
Timer T2, T3 ทางาน
- หลังจากที่ตงั ้ เวลาไว้ t2 = 0.3 s
Contact ของ T2 ปิด
มีกระแสไฟฟ้ าผ่าน TC ( Trip Coil ) ของ CB
ส่งผลให้ CB Trip
- หาก Z2 ไม่ทางาน
Z3 จะทางานแทนโดย
หน่ วงเวลาเท่ากับ 1s ( หลังจาก Z3 ปิด )
129
- ถ้าการลัดวงจรอยู่ใน Zone 3
- Contact ของ Z3 ปิด
Timer T3 ทางาน
- หลังจากที่ตงั ้ เวลาไว้ t2 = 1 s
Contact ของ T3 ปิด
มีกระแสไฟฟ้ าผ่าน TC ( Trip Coil ) ของ CB
ส่งผลให้ CB Trip
130
12.8 การป้ องกันสายส่งแบบ Multi-Terminal Line Protection
131
รูปที่ 12.33 ระบบสายส่งแบบ Multi-Terminal Line
132
เมื่อเกิดการลัดวงจรที่จดุ F กระแสลัดวงจรจะมาจากหัวต่อ
ทัง้ 3 พิจารณาแรงดัน และกระแสที่ตาแหน่ งรีเลย์ R1 จะพบว่า
และอิมพิแดนซ์ปรากฏซึ่งรีเลย์ R1 มองเห็นคือ
Zapp I Z1 ZF 1 I
E1 I2
1
1
133
จากสมการ
I2 เรียกว่า Infeed Current
I1 เรียกว่า Outfeed Current
C
RB RD I3
(1 + j10)
I2 RG
136
Zone 1
Zone นี้ ต้องตัง้ ไว้ที่ 85 % ของอิมพิแดนซ์ที่น้อยที่สดุ
ระหว่าง B ถึง D กับ B ถึง G
โดยที่ไม่คิด Infeed ด้วย
ดังนัน้ ตัง้ Zone 1 ของรีเลย์ RB ไว้ที่
137
Zone 2
ตัง้ ไว้ที่ 120 % ของอิมพิแดนซ์ที่มากที่สดุ
ระหว่าง B ถึง D กับ B ถึง G โดยคิดผลของ Infeed ด้วย
ดังนัน้ ตัง้ Zone 2 ไว้ที่
138
Zone 3
โดยคิด Infeed อิมพิแดนซ์ปรากฏของสาย B-D เท่ากับ
4 + j40 + 1.5( 2 + j20 ) = 7 + j 70
ค่านี้ ต้องถูกบวกเพิ่มด้วย 150 % ของอิมพิแดนซ์ปรากฏ
ของสาย D-E
ดังนัน้ ตัง้ Zone 3 ไว้ที่
7 j701.51.5(4 j40) 16 j160
139
12.9 การป้ องกันสายส่งแบบขนาน
สายส่งที่อยู่บนเสาต้นเดียวกัน
หรือขนานกันไปตามทาง
จะทาให้เกิดปัญหาอย่างหนึ่ งกับรีเลย์ที่ใช้ป้องกันสาย
ซึ่งเป็ นผลมาจากการที่สายเหล่านัน้
มีการเหนี่ ยวนาระหว่างกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน Zero Sequence ( Z0 )
140
4 + j40
I01
0 + j5 (9 + j90)
(0 + j10)
Z0MF
3 + j30
F
Z1F 4 + j40
I02 Z0F (9 + j90)
141
การลัดวงจรที่จดุ F
บนสายส่งที่มีการเหนี่ ยวนาระหว่างกันดังรูปที่ 12.34 สาหรับ
การลัดวงจร A-G แรงดัน Symmetrical Component ที่ตาแหน่ ง
รีเลย์ R1 จะเป็ นดังนี้
E1F = E1 - Z1FI1
E2F = E2 - Z1FI2
E0F = E0 - Z0FI01 - Z0MFI02
142
และ
EAF = E0F + E1F + E2F
= ( E0 + E1 + E2 ) - Z1F ( I1 + I2 ) - Z0FI01 - Z0MFI02
= EA-Z1FIA-(Z0F-Z1F)I01-Z0MFI02 = 0
Z0F Z1F
IA IA Z I01 Z I02
Z0MF
นิยามให้
1F 1F
Z0 Z1
IA Z I01 Z I02
Z0M
= 1 1
= IA mI01 m'I02 .……. ( 12.10 )
143
โดย Z0 และ Z1 เป็ น Zero และ Positive Sequence Impedance
ตลอดความยาวสาย ส่วน Z0M เป็ น Zero Sequence Mutual
Impedance ตลอดความยาวสายเช่นกัน
โดยใช้ I ซึ่งเรียกว่า Modified Compensated Phase Current จะได้
A
Z1F
EA
……. ( 12.11 )
IA
145
วิธีทา
พิจารณาจากรูปที่ 12.34
ค่าอิมพิแดนซ์ของสายส่ง
จะเหลือครึ่งหนึ่ งเพราะเป็ นวงจรขนาน
ที่มีอิมพิแดนซ์เท่ากันดังนัน้
Positive Sequence Impedance เท่ากับ 2 + j20
ในขณะที่ Zero Sequence Impedance
เท่ากับ
0.5 x ( 9 + j90 + 3 + j30 ) = 6 + j60
146
เนื่ องจากเป็ นการลัดวงจรแบบ Single Line to Ground Fault
ดังนัน้ วงจรทัง้ 3 Sequence จะอนุกรมกันหมด
และจะได้ Symmetrical Component
ของกระแสลัดวงจรเป็ นดังนี้
66.16985.23 A
147
เนื่ องจากสายทัง้ สองขนานกัน ดังนัน้ กระแสที่รีเลย์มองเห็นจะ
เป็ น ครึ่งหนึ่ ง นัน่ คือ
IA 30.5I1 99.25 85.23 A
148
สาหรับ Zero Sequence Compensation Factor m และ m'
หาได้จากสมการ ( 12.10 ) ดังนี้
m 9 j 904 j 40 1.25
4 j 40
149
Symmetrical Component ของแรงดัน
ที่ตาแหน่ งรีเลย์สามารถหาได้ดงั นี้ และ
150
ดังนัน้ แรงดันเฟส A ที่ตาแหน่ งรีเลย์ คือ
E A E1 E2 E0
6649.5 0.95
151
12.10 ผลของความต้านทานอาร์ก
ขณะเกิดการลัดวงจร
- สมการของการลัดวงจรแบบต่างๆ
สมมติว่าไม่มีค่าความต้านทานตรงจุด
ที่เกิดการลัดวงจร
- แต่ในความเป็ นจริงแล้ว ไม่ว่าจะเกิดการลัดวงจร
แบบใดก็ตาม มักจะมีความต้านทาน
ระหว่างจุดที่เกิดการลัดวงจรเสมอ
ความต้านทานคือ อาร์ก ( Arc Resistance )
- ความต้านทานของ Tower Footing 5-50
152
ความต้านทานอาร์ก อาจคานวณได้
2
ความต้านทานของอาร์ก = S
76V …….. ( 12.12 )
sc
153
A X
ZF F
I IR
RF
E I+IR
R
(ก) (ข)
รูปที่ 12.35 ความต้านทานลัดวงจร และผลกระทบบน R-X Diagram
154
ทาให้เกิดผิดพลาดในการคานวณระยะทาางจากรูป
E = ZFI + RF ( I + IR ) …… ( 12.13 )
และอิมพิแดนซ์ปรากฏที่รีเลย์มองเห็น คือ
ZA I ZF RF I 1 …….. ( 12.14 )
E IR
155
ตัวอย่ างที่ 12.7 พิจารณาวงจรไฟฟ้าดังรูปต่ อไปนี้
A X
ZF F
I IR
RF
E I+IR
R
สมมติว่าอิมพิแดนซ์ของสายจากตาแหน่ งของรีเลย์จนถึง
ตาแหน่ งลัดวงจรมีค่าเท่ากับ 4 + j40 ในขณะที่ความต้านทาน
ลัดวงจรเป็ น 10 ส่วนกระแส I และ IR ตามรูปเป็ น
400850 A และ 600900 A ตามลาดับ จะได้
ค่าอิมพิแดนซ์ปรากฏที่รีเลย์มองเห็นเท่าใด
156
วิธีทา
ZA (4 j 40)10 1 600 90
400 85
28.94 j 38.69
ดังนัน้ ค่าอิมพิแดนซ์ปรากฏที่รีเลย์มองเห็นเท่ากับ
28.94 + j 38.69
157
ตัวอย่างที่ 12.8 ระบบ 230 kV , SSC = 5000 MVA
เมื่อเกิดลัดวงจรที่มีอาร์ก
ความต้านทานอาร์กมีค่าเท่าใด
วิธีทา
76V 2
ความต้านทานอาร์ก = Ssc
762302
= 5000103
= 0.804
จะได้ความต้านทานอาร์กมีค่าเท่ากับ 0.804
158
159