0% found this document useful (0 votes)
598 views159 pages

12 Transmission Protection

การป้องกันสายส่ง 1

Uploaded by

Ekarat Topol
Copyright
© © All Rights Reserved
We take content rights seriously. If you suspect this is your content, claim it here.
Available Formats
Download as PDF, TXT or read online on Scribd
0% found this document useful (0 votes)
598 views159 pages

12 Transmission Protection

การป้องกันสายส่ง 1

Uploaded by

Ekarat Topol
Copyright
© © All Rights Reserved
We take content rights seriously. If you suspect this is your content, claim it here.
Available Formats
Download as PDF, TXT or read online on Scribd

บทที่ 12

การป้ องกันสายส่งโดยใช้ Distance Relay


( Transmission Lines Protection with Distance Relays )

1
12.1 บทนา

- การป้ องกันสายส่งตามปกติจะใช้ Distance Relay


- Distance Relay จะทางานตามค่า Impedance ( Z )
- ค่า Impedance ของสายส่งแปรไปตาม
ความยาวของสายหรือระยะทาง
- รีเลย์แบบนี้ จึงเรียกว่า Distance Relay ( 21 )

2
- Distance Relay อาจตอบสนองต่อ
ค่าพารามิเตอร์อื่นนอกเหนื อจากค่า Impedance ( Z )
เช่น ค่า Admittance ( Y ) , Reactance ( X )

- การวิเคราะห์การทางานของรีเลย์แบบนี้
ตามปกติจะใช้ R-X Diagram

3
ความจาเป็ นที่ต้องมี Distance Relay
Z S  10 A B

R ab Z L  4 R ba
I F1 F1
50

Z S  10 115 kV (ก)


Z S  10 A

B
R ab Z L  4 R ba
I F2 F2
50

115 kV (ข)
รูปที่ 12.1 ความสามารถในการแยกแยะที่ไม่ดีพอ
ของรีเลย์กระแสเกินในการป้ องกันสายส่ง
4
รูป 12.1 ก
จะเกิดเมื่อมีความต้องการไฟฟ้ ามาก ดังนัน้ จึงทาการผลิต
ไฟฟ้ าโดยใช้เครื่องกาเนิดไฟฟ้ า 2 ตัว โดยพิจารณาเมื่อเกิด
ความผิดพร่องโดยเกิดการลัดวงจรที่จดุ F1

IF1 = 115103 = 7380 A


3 (5  4)

เมื่อเกิดความลัดวงจรที่จดุ F1 กระแสลัดวงจรคานวณได้
7380 A รีเลย์กระแสเกิน Rab ควรปรับตัง้ ให้ตดั กระแสที่
มากกว่า 7380 A เพื่อให้ Relay ที่อยู่ที่บสั B ทางานก่อน
5
รูปที่ 12.1 ข
เกิดเมื่อมีความต้องการใช้ไฟฟ้ าน้ อยลง ดังนัน้ จึงทาการลด
กาลังการผลิตโดยเครื่องกาเนิดไฟฟ้ าตัวหนึ่ งถูกตัดออกจากระบบ
พิจารณาเมื่อเกิดความผิดพร่องโดยเกิดการลัดวงจรที่จดุ F2

IF2 = 115103 = 6640 A


3 x10

เมื่อเกิดความลัดวงจรที่จดุ F2 กระแสลัดวงจรคานวณได้
6640 A ดังนัน้ รีเลย์กระแสเกิน Rab ควรปรับตัง้ ให้ตดั กระแสที่

น้ อยกว่า 6640 A
6
กรณี ก ต้อง Set Relay Rab มากกว่า 7380 A

กรณี ข ต้อง Set Relay Rab น้ อยกว่า 6640 A


“ ทาไม่ได้ ”
แสดงว่าการใช้
รีเลย์กระแสเกิน ไม่สามารถให้การป้ องกันสายส่งได้
จาเป็ นต้องมี Relay ตัวอื่น
คือ Distance Relay No 21
7
12.2 หลักการทางานของ Distance Relays

- Distance Relay แบบ Impedance


จะเปรียบเทียบค่ากระแสลัดวงจรที่รีเลย์มองเห็น
กับค่าแรงดันที่ตาแหน่ งซึ่งติดตัง้ รีเลย์ไว้

- โดยการเปรียบเทียบนี้ ทาให้สามารถ
วัดค่า Impedance ของสายจนถึงตาแหน่ ง
ที่เกิดการลัดวงจรได้

8
12.2 หลักการทางานของ Distance Relays ( ต่อ )
- ถ้า Impedance ที่ Relay คานวณได้มี ค่ามากกว่า ที่ตงั ้ เอาไว้
แสดงว่าระบบอยู่ใน สภาพปกติ
- ถ้า Impedance ที่ Relay คานวณได้มี ค่าน้ อยกว่า ที่ตงั ้ เอาไว้
แสดงว่ามี การลัดวงจรเกิดขึน้ ในระบบ รีเลย์จะต้องทางานและสัง่
CB ให้ Trip
- ตัวอย่างง่ายๆ คือ รีเลย์ไฟฟ้ ากลแบบคานสมดุล
( Balanced Beam Relay ) ในรูปที่ 12.2

9
รูปที่ 12.2 หลักการแบบคานสมดุลใน Distance Relay
10
จากรูปที่ 12.2

T1 = K1I2 - K2V2 – TS

โดยที่ I คือ ค่า RMS ของกระแส


V คือ ค่า RMS ของแรงดัน
K 1 , K2 คือ ค่าคงที่
TS เป็ นแรงฉุดของสปริงควบคุม

11
จากรูปที่ 12.2

หากละเลย TS ซึ่งมีค่าน้ อย รีเลย์จะทางานเมื่อ

T  K1I2 - K2V2 = 0

นัน่ คือเมื่อ
ZF 
V K1
I = K2 = Zpick up

12
ลักษณะการทางานของรีเลย์ในแกนของแรงดัน และกระแส
แสดงได้ดงั รูปที่ 12.3 เส้นทึบคิดผลของสปริงควบคุม เส้นประ
ละเลยผลของสปริงควบคุม
I
เส้ นแสดงลักษณะการทางานของรีเลย์
TRIP

BLOCK

V
รูปที่ 12.3 ลักษณะการทางานของ Distance Relay ในแกนของแรงดัน และกระแส
13
เขียนใน R - X Diagram
X
BLOCK

TRIP Zpick up
R

รูปที่ 12.4 ลักษณะการทางานของ Distance Relay ใน R-X Diagram


14
เมื่อ ZF = I
V = R+jX

จุดอยู่ในวงกลม
แรงฉุดเป็ น บวก รีเลย์ทางาน ( Trip )

จุดอยู่นอกวงกลม
แรงฉุดเป็ น ลบ รีเลย์ไม่ทางาน ( Block )

15
Distance Relay แบบ Impedance
- เป็ นแบบที่ทางานด้วยความเร็วสูง
สาหรับการทางานตลอดช่วงที่ตงั ้ ไว้ให้ทางาน
- ดังแสดงในรูปที่ 12.5
เส้นแสดงเวลาทางานนี้ แสดงไว้ สาหรับกระแสที่มีขนาดค่าหนึ่ งๆ
ถ้ากระแสเพิ่มขึน้ เส้นจะตา่ ลง
แต่โดยปกติแล้วการใช้รีเลย์แบบนี้ มักใช้ให้การทางานเร็วมาก
จึงไม่ค่อยคิดผลของการเปลี่ยนแปลงนี้

16
t (s)

0 100
% Z pick up

รูปที่ 12.5 เวลาการทางานของ Distance Relay แบบอิมพิแดนซ์ที่กระแสค่าหนึ่ งๆ


17
t(s)

0 100
% Z pick up

รูปที่ 12.6 เวลาการทางานอย่างง่ายของ Distance Relay แบบอิมพิแดนซ์


18
12.3 R-X Diagram

- การทางานของ Distance Relay


จะขึน้ กับพารามิเตอร์ ได้แก่ กระแส , แรงดัน
และมุมระหว่างกระแสกับแรงดัน
- การวิเคราะห์การทางานสาหรับ Fault ในแต่ละกรณี
จากพารามิเตอร์ดงั กล่าวจะทาได้ยาก
เนื่ องจากค่าแรงดัน และกระแสแปรไป
ตามกรณี การเกิด Fault

19
12.3 R-X Diagram ( ต่อ )

- การวิเคราะห์ผลการทางานของ Distance Relay


จะใช้ R-X Diagram ซึ่งจะแสดงถึง
ค่า Impedance ของระบบที่รีเลย์มองเห็น

- โดยจะเป็ นค่า Positive Sequence Impedance ( Z1 )

20
รูปที่ 12.7 แรงดัน กระแส และอิมพิแดนซ์ที่รีเลย์มองเห็น

21
ในรูปที่ 12.7

แสดงการต่อ Distance Relay ในระบบสายส่ง


จะเห็นว่ารีเลย์ไม่ได้วดั ค่า Impedance โดยตรง
แต่จะวัดกระแส และแรงดันผ่าน
ทางหม้อแปลงกระแส ( Current Transformer , CT )
และหม้อแปลงแรงดัน ( Voltage Transformer, VT )

22
ด้าน Primary
ZF,p  EI p
p
ด้าน Secondary หรือด้านที่รีเลย์มองเห็น

ZF,s  I  I (E /E )  ZF,p n
E s E p (Ip/I s ) ni
s p p s e
Ip
ni = Is = CT Ratio

Ep
ne = Es = VT Ratio

23
ตัวอย่างที่ 12.1 ถ้าต้องการตัง้ Zone 1 ของ Distance Relay

ให้ทางานหากเกิดการลัดวงจร
ในช่วง 85% ของความยาวสายส่ง
โดย CT = 500/5 , VT = 20,000/69.3
และสายส่งมีค่า Impedance
เท่ากับ 4 + j 30 

24
วิธีทา
ni = 500
5 = 100

ne = 20,000
69.3 = 288.6

จะได้
ni 100
ne = 288.6 = 0.3465

25
จะได้
ni = 100 = 0.3465
ne 288.6

Secondary Impedance = 0.3465 x ( 4 + j30 )


= 1.386 + j10.395 

ดังนัน้ จะต้องตัง้ ค่า Zpick up = 0.85 x ( 1.386 + j10.395 ) 

= 1.18 + j8.84 
26
- เมื่อเราทราบแล้วว่ารีเลย์มองเห็นค่า Impedance ได้อย่างไร

- ขัน้ ต่อไปก็คือการกาหนด
จุดที่แทนค่า Impedance ต่างๆ
ลงบน R-X Diagram
ซึ่งเป็ นระนาบของ Impedance ทางด้าน Secondary

- เราสามารถมอง Impedance เป็ นเฟสเซอร์ของแรงดัน


โดยที่กระแสเป็ นเฟสเซอร์อ้างอิง
ซึ่งมีขนาดหนึ่ งหน่ วย
27
- ดังนัน้ สาหรับกระแสโหลดค่าหนึ่ ง ทางเดิน ( Locus )
ของ Impedance สามารถแทนได้ด้วยวงกลม
- และสาหรับโหลดที่เบากว่า
( Light Load คือ กระแสมีขนาดเล็ก )
ทางเดินของ Impedance จะแทนด้วย
วงกลมที่มีรศั มีใหญ่ขึน้
- ส่วนเมื่อตัวประกอบกาลังของโหลดมีค่าคงที่
ทางเดินของ Impedance จะแทนด้วยเส้นตรง
ผ่านจุด Origin ดังรูปที่ 12.8
28
R-X Diagram
X
Power into bus Power into line

Light load Load with lagging pf

E
B

Heavy load F
Zf
f
R

F
I
Zs
S

Load with leading pf

Line charging

รูปที่ 12.8 R-X Diagram


29
จากรูปที่ 12.8
จะพบว่า

- บริเวณฝังขวาของ
่ R-X Diagram คือ บริเวณที่
กาลังงานไฟฟ้ าไหลเข้าสายส่ง ( Power Into Line )

- บริเวณฝังซ้
่ ายของ R-X Diagram คือ บริเวณที่
กาลังงานไฟฟ้ าไหลเข้าบัส ( Power Into Bus )

30
จากรูปที่ 12.8
จะพบว่า

- บริเวณฝังบนของ
่ R-X Diagram คือ บริเวณที่
โหลดมีค่าตัวประกอบกาลังเป็ นแบบล้าหลัง ( PF. Lagging )

- บริเวณฝังล่
่ างของ R-X Diagram คือ บริเวณที่
โหลดมีค่าตัวประกอบกาลังเป็ นแบบนา ( PF. Leading )

31
ตัวอย่างที่ 12.2 ในระบบไฟฟ้ า 1 เฟส สมมติค่าโหลดของสายส่งใน
รูป เป็ น 8 MVA ที่แรงดัน 20,000 V หากใช้ CT และ VT ตาม
ตัวอย่างที่ 12.1 ให้แสดงค่า Apparent Impedance , Load ตาม
PF. ลงบน R-X Diagram

32
วิธีทา
Load Current
IL = MVA106
V

= 8106
20,000

= 400 A

33
Apparent Impedance ( Zapp )

Zapp ( Pri ) = VI = 20,000


400
L
= 50 

Zapp ( Sec ) = Zapp ( Pri )  nni


e
100
= 50 288.6

= 17.32 
34
Load at P.F. 0.8 Lagging

ZL1 = 17.32 ( 0.8 + j0.6 )

= 13.86 + j10.4 

สามารถแสดงได้ด้วยจุด L1
ใน R-X Diagram

35
Load at P.F. 0.8 Leading
ZL 2 = 17.32 ( 0.8 - j0.6 )
= 13.86 - j10.4 
สามารถแสดงได้ด้วยจุด L2
ใน R-X Diagram
ในทานองเดียวกันโหลดขนาด 8 MVA
ไหลจาก B ไป A แทนได้ด้วย L3 และ L4
สาหรับ P.F. Leading และ Lagging ตามลาดับ

36
Impedance ของสายส่งตามตัวอย่างที่ 12.1
และ Zone 1 ของรีเลย์ A และ B
สามารถเขียนบน R-X Diagram ได้ดงั นี้
- Impedance ของสายส่ง คือ 1.39 + j10.4 
ทางด้าน Secondary แทนด้วยจุด B
- Zone 1 ของรีเลย์ A คือ 1.17 + j 8.84 
แทนด้วยจุด Z1a
- ในทานองเดียวกัน Zone 1 ของรีเลย์ B
ซึ่งมองย้อนกลับมา แทนด้วยจุด Z1b
37
- ถ้าสมมติ Impedance ของแหล่ง
ที่บสั A และบัส B
เป็ น j10  และ j8 
ทางด้าน Primary ตามลาดับ
ซึ่งเท่ากับ
j3.46  และ j2.77  ทางด้าน Secondary

จะแทนได้ด้วย
จุด S1 และ S2 ใน R-X Diagram
38
- ถ้ากระแส Line Charging ของสายเท่ากับ 15 A
Impedance ปรากฏซึ่งมองเห็นโดยรีเลย์ A
เมื่อ CB ที่ B เปิดวงจรคือ
-j ( 20,000/15 ) = -j 1,333  ทางด้าน Primary
หรือ = -j 461.9  ทางด้าน Secondary
แทนด้วย
จุด C ใน R-X Diagram

39
R-X Diagram สาหรับตัวอย่างที่ 12.2
40
12.4 Distance Relay แบบ 3 เฟส
- การลัดวงจร สาหรับระบบไฟฟ้ า 3 เฟส
ที่มีการต่อลงดินนัน้ เป็ นไปได้ทงั ้ หมดอยู่ 10 ลักษณะ คือ
1. Three Phase Fault 1 แบบ
2. Phase-to-Phase Fault 3 แบบ
ได้แก่ A-B , B-C , C-A
3. Phase-to-Phase-to-Ground Fault 3 แบบ
ได้แก่ A-B-G , B-C-G , C-A-G
4. Phase-to-Ground Fault 3 แบบ
ได้แก่ A-G , B-G , C-G
41
หลักการของ Distance Relay

" ไม่ว่าจะเป็ นการลัดวงจรแบบใดก็ตาม


แรงดันและกระแสขาเข้าที่ใช้ป้อน
ให้กบั รีเลย์ตวั ที่เหมาะสม
จะต้องทาให้รีเลย์ตวั นัน้ สามารถวัด
Positive Sequence Impedance ( Z1F ) ได้ "

42
การวิเคราะห์การลัดวงจร
Phase-to-Phase Fault
- พิจารณาการลัดวงจรระหว่างเฟส B กับเฟส C ที่จดุ F
ของระบบสายส่งแบบ 3 เฟส
- ใน รูปที่ 12.7 แทนด้วย Symmetrical Component
โดยมี Positive และ Negative Sequence Network
ต่อขนานกันที่จดุ F
- ดังรูปที่ 12.9
- Positive และ Negative Sequence Impedance มีค่าเท่ากัน
43
รูปที่ 12.9 วงจร Symmetrical Component สาหรับการลัดวงจร B-C

44
แรงดันที่จดุ F สาหรับใน Positive และ Negative Sequence
มีค่าเท่ากันดังนี้

E1F = E2F = E1 - Z1FI1 = E2 - Z1FI2

จัดรูปได้เป็ น
E1E2
I1I2  Z1F

45
โดย
EA = E0 + E1 + E2
EB = E 0 + a 2 E 1 + a E2
EC = E0 + a E1 + a2E2
IA = I0 + I1 + I2
IB = I0 + a2 I1 + a I2
IC = I0 + a I1 + a2 I2

46
ดังนัน้ จะได้
EB EC  (a2 a)(E1E2)
IB IC  (a2 a)(I1I2)

จากสมการข้างต้นจะได้

EB EC E1E2
IB IC  I1I2  Z1F …………. ( 12.3 )

47
จากสมการ ( 12.3 )
จะพบว่าในกรณี ที่เกิดการลัดวงจรระหว่างเฟส
เมื่อใช้แรงดันสายระหว่างเฟสที่เกิดการลัดวงจร
กับผลต่างของกระแสในสองเฟสนัน้
จะสามารถวัด Positive Sequence Impedance ได้

48
Phase-to-Phase-to-Ground Fault

- เมื่อเกิดการลัดวงจรระหว่างเฟส B C และ Ground ที่จดุ F


- ในรูปที่ 12.7
จะสามารถแทนด้วย Symmetrical Component
โดยมี Positive, Negative และ Zero Sequence Network
ต่อขนานกันที่จดุ F
- ดังรูปที่ 12.10

49
รูปที่ 12.10 วงจร Symmetrical Component
สาหรับการลัดวงจร B-C-G

50
จะพบสมการ ( 12.3 )
ยังคงใช้ได้สาหรับรูปที่ 12.10
ดังนัน้ สาหรับกรณี การลัดวงจรแบบนี้
เมื่อใช้แรงดันสายระหว่างเฟสที่เกิดการลัดวงจร
กับผลต่างของกระแสในสองเฟสนัน้
จะสามารถวัด
Positive Sequence Impedance
ได้เช่นเดียวกัน

51
Three Phase Fault
เมื่อเกิดการลัดวงจรทัง้ 3 เฟสที่จดุ F
ในรูปที่ 12.7
จะสามารถแทนด้วย Symmetrical Component
โดยมีเพียง

Positive Sequence Network

เท่านัน้ ดังรูปที่ 12.11

52
รูปที่ 12.11 วงจร Symmetrical Component
สาหรับการลัดวงจร 3 เฟส
53
จากรูปที่ 12.11
จะได้สมการแสดงลักษณะสาหรับการลัดวงจร 3 เฟสดังนี้
E1  EA  Z1FI1  Z1FIA  Eph  ZS I1

E2  E0  0

I2  I0  0

54
จากรูปที่ 12.11

เนื่ องจาก EA = E0 + E1 + E2 = E1
EB = E0 + a2E1 + aE2 = a2E1
EC = E0 + a E1 + a2E2 = a E1

IA = I0 + I1 + I2 = I1
IB = I0 + a2I1 + a I2 = a2I1
และ IC = I0 + a I1 + a2I2 = a I1

55
จะได้ว่า

E A  EB EB  EC EC  EA
IA  IB  IB  IC  IC  IA  Z1F

56
จากกรณี การลัดวงจรทัง้ 3 แบบที่กล่าวไปแล้ว
จะพบว่าหากใช้ผลต่างแรงดันเฟส
และผลต่างกระแสเฟสที่สอดคล้องกัน
จะสามารถวัด
Positive Sequence Impedance ได้
ซึ่งอาจทาได้โดยต่อรีเลย์ดงั รูปที่ 12.12
โดยใช้ Distance Relay 1 เฟส 3 ตัว แต่ละตัว
ได้รบั ผลต่างแรงดันเฟส และกระแส 2 เฟส
ที่สอดคล้องกันแต่ทิศตรงข้ามกันเป็ นปริมาณขาเข้า

57
รูปที่ 12.12 การต่อรีเลย์ , CT และ VT สาหรับ Phase Fault
58
Phase-to-Ground Fault
สาหรับการลัดวงจรที่เฟส A กับ Ground ที่จดุ F
ในรูปที่ 12.7 จะสามารถแทนด้วย

Symmetrical Component

โดยมี Positive , Negative และ Zero Sequence Network


ต่ออนุกรมที่จดุ F กันดัง รูปที่ 12.13

59
รูปที่12.13 วงจร Symmetrical Component
สาหรับการลัดวงจร A-G
60
จากรูปที่ 12.13
จะได้สมการแสดงความสัมพันธ์
ของแรงดัน และกระแสดังนี้

E1F = E1 - Z1FI1
E2F = E2 - Z1FI2
E0F = E0 - Z0FI0

= 0
61
จากรูปที่ 12.13
แรงดันที่เฟส A สามารถเขียนได้ในรูป
Symmetrical Component และมีค่าเป็ น 0 ด้วย นัน่ คือ

EAF = E0F + E1F + E2F


= ( E0 + E1 + E2 ) - Z1F ( I1 + I2 ) - Z0FI0
= EA - Z1FIA - ( Z0F - Z1F ) I0
= 0

62
ดังนัน้ จะได้ว่า Z0F  Z1F
I0 .…. ( 12.5 )
 
EA  Z1F IA  Z






 1F 
 

จากนัน้ นิยาม EA = Z1FI'A

จะได้
Z0F  Z1F
 
I'A  IA  Z



I0


 
 1F 

Z0  Z1
 
..… ( 12.6 )
 IA  Z I0






 1 
 

63
เนื่ องจาก I0 = I1 = I2

IA  I0  I1 I2

IA  3I0

Z0  Z1
 
I'A  IA  3Z IA






 1 
 

I'A  IA 1 m



 3



64
เมื่อ Z0 และ Z1 เป็ น Zero
และ Positive Sequence Impedance
ของสายส่งทัง้ เส้น และ
เรียก m ว่า Compensation Factor

I'A  Z1F
EA

65
ดังนัน้ ใช้แรงดันเฟสและกระแสที่ถกู ชดเชยแล้ว
เป็ นปริมาณขาเข้า จะทาให้
Distance Relay สามารถวัด
Positive Sequence Impedanceได้
โดยทัวไปค่
่ า m สาหรับสายส่ง Overhead
จะเป็ นมีค่าขนาดระหว่าง 1.5 ถึง 2.5
หรืออาจใช้ค่าเฉลี่ย คือ 2.0 ก็ได้
นัน่ คือ Z0 ของสายส่งจะเป็ น 3 เท่าของ Z1

66
รูปที่ 12.14 การต่อรีเลย์ , CT และ VT สาหรับ Ground Fault
67
ตัวอย่างที่ 12.3 การคานวณอิมพิแดนซ์ลดั วงจรที่รีเลย์มองเห็น กรณี
Fault แบบต่างๆ ของระบบไฟฟ้ าดังรูป

ระบบตัวอย่างทางานที่ระดับแรงดัน 138 kV ค่าอิมพิแดนซ์ของ


องค์ประกอบทัง้ สองเป็ นค่า Positive และ Negative Sequence โดยค่า
ในวงเล็บเป็ นค่าของ Zero Sequence Impedance ต่อไปจะแสดงการ
คานวณสาหรับ Three Phase , Phase to Phase และ Phase to Ground
Fault
68
หมายเหตุ แรงดัน 138 kV เป็ น Phase to Phase Voltage

แรงดัน Phase to Ground = 138000 = 79674 V


3
Three Phase Fault

กรณี นี้จะมีเฉพาะ Positive Sequence Current เท่านัน้ และหาได้ดงั นี้

IA  I1  138000/
4  j 45
3  1763.6 84.92o

69
แรงดันเฟส A ที่ตาแหน่ งรีเลย์เท่ากับ
EA  E1  Eph - ZS I1

 79674 j 51763.6 84.92 V


 70894.9 0.63 V
ดังนัน้ ค่าอิมพิแดนซ์ลดั วงจรที่ รีเลย์มองเห็นเท่ากับ
E A  EB
ZF  I  I  I
EA
A B A
 70894.9  0.63
1763.6  84.92
= 4 + j 40 
70
Phase-to-Phase Fault
สาหรับการลัดวงจรระหว่างเฟส B-C จะได้
I1  I2  27967.4
(4  j45)  881.8 84.92

IB  IC  I1(a2  a)  j 3I1  1527.3 A174.92

เนื่ องจาก I1 = -I2 จะได้ว่า

IB  IC  3054.6 174.92 A

71
Phase-to-Phase Fault
ส่วนแรงดัน Positive และ Negative Sequence ที่รีเลย์หาไดัดงั นี้

E1  Eph  ZS I1  79674 j5881.884.92

 75283.30.3 V

E2  ZS I2  j 5881.884.92

 44095.08o V

72
และแรงดันที่เฟส B กับเฟส C ที่ตาแหน่ งรีเลย์เป็ นดังนี้

EB  a2E1 a E2  75283.3 120.3  4409.0125.08

 40513 j 61393 V

EC  a E1 a2E2  75283.3119.7  4409.0 114.9

 39160.9 j 61393 V

73
ดังนัน้ EB  EC  122793.7 90.63 V

EB  EC 122793.7  90.63
และ IB  IC  3054.6 174.92  4  j 40

74
Phase A to Ground Fault

สาหรับกรณี นี้จะพบว่ากระแสทัง้ 3 Sequence เท่ากันหมด ดังนี้

I1  I2  I0  (0  j 10)  2(0  j 5)79674


 (10 j 90)  2(4  j 40)
A
 417.5 84.59

75
Phase A to Ground Fault
แรงดัน Symmetrical Component ที่ตาแหน่ งรีเลย์จะเป็ นดังนี้
E1  Eph  ZS I1  79674 j 5417.584.59

 77595.8 j 196.8 V

E2  ZS I2  j 5417.5 84.59


 2078.2 j 196.8 V
E0  ZS0 I0  (0  j 10)417.5 84.59
 4156.4 j393.6 V

76
และแรงดันเฟส A กับกระแสเฟส A ที่ตาแหน่ งรีเลย์จะเป็ นดังนี้

EA  E1 E2  E0  71365.5 0.63 V

IA  I1 I2  I0  1252.5 84.59 A

77
Compensation Factor
Z0  Z1 10  j 90  4  j 40
m Z  4  j 40  1.253 1.13
1

และกระแสเฟส A ที่ชดเชยแล้ว
I'A  IA  mI0  1775.4 84.92 A

ในที่สดุ จะได้ว่า
EA 71365.5  0.63
I'A  1775.4  84.92  4  j 40

78
12.5 Distance Relay As Comparators

การเปรียบเทียบจะแบ่งได้เป็ น 2 ประเภทคือ

1. เปรียบเทียบโดยใช้ขนาด ( Amplitude Comparator )

2. เปรียบเทียบโดยใช้เฟส ( Phase Comparator )

79
สมการทัวไปที
่ ่ใช้ในการเปรียบเทียบ

สมมติว่า S1 , S2 เป็ นสัญญาณที่เข้าสู่ระบบการเปรียบเทียบ


(Comparator )
S1 = k1 A + k 2 B
S2 = k3A + k4B

โดย A = แรงดันที่ได้จากการวัดของรีเลย์ (Aθ )


B = กระแสที่ได้จากการวัดของรีเลย์ (B)
k1 , k2 , k3 , k4 เป็ นค่าคงที่
80
ค่า S1, S2 สามารถจัดรูปได้เป็ น

S1 = |S1| ej 1

S2 = |S2| ej 2

81
เขียนเป็ น Diagram ได้ดงั นี้

รูปที่ 12.15 Comparator Diagram

82
การเปรียบเทียบโดยใช้ขนาด ( Amplitude Comparator )

รูปที่ 12.16 การเปรียบเทียบโดยใช้ขนาด

83
การเปรียบเทียบโดยใช้ขนาด ( Amplitude Comparator )

จากรูปที่ 12.16
สัญญาณการตัดวงจร ( Trip Signal )
จะถูกส่งออกมาเมื่อ |S2| > |S1|
ดังนัน้ จุดที่จะเป็ นจุดเริ่มการทางาน
( Threshold Operating )

คือ |S1| = |S2|

84
การเปรียบเทียบโดยใช้เฟส ( Phase Comparator )

รูปที่ 12.17 การเปรียบเทียบโดยใช้เฟส


85
การเปรียบเทียบโดยใช้เฟส ( Phase Comparator )

จากรูปที่ 12.17
สัญญาณการตัดวงจร ( Trip Signal )
จะถูกส่งออกมาเมื่อ | θ1  θ 2| < 900
ดังนัน้ จุดที่เริ่มการทางาน
( Threshold Operating ) คือ

| θ1  θ 2| = 900

86
12.6 ลักษณะสมบัติของ Distance Relay แบบต่างๆ
Distance Relay เป็ นกลุ่มของ Relay ซึ่งมีหลายชนิดด้วยกัน
โดยแต่ละชนิดจะถูกเรียกชื่อตามคุณสมบัติบน R-X Diagram โดย
ชนิดของรีเลย์มีดงั ต่อไปนี้
- Impedance Relay
- Mho Relay
- Reactance Relay
- Offset-Mho Relay
- Lenticular Relay
- Quadrilateral Relay 87
1. Impedance Relay

รูปที่ 12.18 ลักษณะสมบัติแบบ Impedance โดยการเปรียบเทียบขนาด


88
ข้อเสียของ Impedance Relay คือ

1. เป็ นรีเลย์แบบนี้ ไม่มีทิศทาง

2. ความต้านทานของอาร์ก ( Arc Resistance )


จะมีผลมากต่อการทางานของรีเลย์

3. ปัญหาเรื่อง ( Power Swing )

89
รูปที่ 12.19 ผลของความต้านทานอาร์กต่อ Impedance Relay
90
แก้ไข
- ให้มีทิศทางเพิ่ม Directional Relay

รูปที่ 12.20 ลักษณะการทางานของ Distance Relay แบบอิมพิแดนซ์เมื่อเพิ่ม


Directional Relay
91
2. Mho Relay

ลักษณะสมบัติบน R-X Diagram


เป็ นวงกลมโดยเส้นรอบวงผ่านจุดกาเนิด

92
(ก) (ข)

รูปที่ 12.21 ลักษณะสมบัติแบบ Mho ใน


( ก ) R-X Diagram ( ข ) G-B Diagram
93
Mho Relay
นิยมใช้มาก
ใช้สญ
ั ญาณในการเปรียบเทียบ 2 สัญญาณ ได้แก่ V ( เป็ น
Polarize ) กับ V- I ZR ( เป็ น Operating ) โดยในการเรียกชื่อ Mho
Relay แยกได้เป็ น 2 ชนิด ตามการใช้ Voltage ( V ) ดังนี้

1. Self Polarized Mho

2. Cross Polarized Mho


94
Self Polarized Mho
- จะใช้สญ
ั ญาณเข้า 2 สัญญาณในการเปรียบเทียบเฟส คือ
S2 = V - I ZR
S1 = V

โดยที่
V คือ แรงดัน Fault ที่วดั ได้จาก VT ( Secondary )
I คือ กระแส Fault ที่วดั ได้จาก CT ( Secondary )
ZR คือ Impedance Setting ของ Distance Relay

95
ุ สมบัติ
- จากการเปรียบเทียบผ่าน Phase Comparator จะได้คณ
ของ Relay ตามรูปที่ 12.22

รูปที่ 12.22 Self Polarized Mho Relay


96
- Self Polarized Mho มีข้อไม่ดี
เมื่อใช้กบั Overhead Circuit ที่มี มุม Impedance ใหญ่
เนื่ องจากมี Limited Coverage ของอาร์ก
หรือ Fault Resistance

- วิธีหนึ่ งที่ใช้ในการปรับปรุงคุณสมบัติ
คือการใช้ Cross Polarized Mho

97
Cross Polarized Mho
- จะใช้สญ
ั ญาณเข้าที่ใช้ในการเปรียบเทียบเฟส คือ

S1 = V - I ZR
S2 = Vpol

โดยที่
V คือ แรงดัน Fault ที่วดั ได้จาก VT ( Secondary )
I คือ กระแส Fault ที่วดั ได้จาก CT ( Secondary )
ZR คือ Impedance Setting ของ Distance Relay
Vpol คือ แรงดัน Polarized ที่วดั จาก VT ( Secondary )
ของเฟสที่ไม่มีเกิดการผิดพร่องโดย 98
Cross Polarized Mho ( ต่อ )

แยกได้เป็ น 2 กรณี คือ

กรณี 1 ) ใช้ 100% ของแรงดันจะเรียกว่า


Fully Cross-Polarized Mho

กรณี 2 ) ใช้ 10%-20% ของแรงดันจะเรียกว่า


Partially Cross-Polarized Mho
99
รูปที่ 12.23 Partial และ Fully Cross Polarized Mho Relay
100
ข้อดีของ Mho Relay คือ
1. เป็ นแบบมีทิศทางในตัวเอง ( Inherently Directional )
2. เมือ่ ปรับให้ป้องกันสายถึงช่วงหนึ่ งแล้ว
จะมีลกั ษณะการทางานที่กินบริเวณน้ อยที่สดุ
เมื่อเทียบกับ Impedance Relay หรือ Reactance Relay
ดังแสดงในรูปที่ 12.24
ดังนัน้ จึงมีโอกาสที่จะทางานผิดเนื่ องจาก
ความผิดปกติอื่นๆ ในระบบ ( เช่น การแกว่งของระบบ )
ซึ่งไม่ใช่การลัดวงจรน้ อยกว่า
101
รูปที่ 12.24 ลักษณะการทางานซึ่งกินพืน้ ที่น้อยของ Mho Relay
102
ข้อเสียของ Mho Relay คือ
1. ความต้านทานของอาร์กมีผลต่อ Mho Relay มากกว่า Impedance
Relay จึงเหมาะกับสายที่ยาวมากๆ ที่มีเสาเป็ นเสาเหล็ก เพราะใน
กรณี เช่นนี้ ความต้านทานอาร์กจะมีค่าน้ อย
2. สาหรับการลัดวงจรใกล้ๆ ตาแหน่ งของรีเลย์ ( Close in Fault )
เช่น Three Phase Fault จะทาให้แรงดันจะเป็ นศูนย์ ส่งผลให้ Mho
Relay ทางานไม่ได้
- ในเรื่องความต้านทานอาร์กสามารถแก้ไขได้โดยตัง้ มุม 
(  มุมของ Impedance Setting ) ให้น้อยกว่ามุมอิมพิแดนซ์
ของสาย จะทาให้ใช้กบั ความต้านทานลัดวงจรที่มากขึน้ ได้
103
รูปที่ 12.25 วิธีเพิ่ม Resistive Coverage โดยการลด  ให้น้อยกว่า 
104
3. Reactance Relay
ใช้วดั ค่า Reactance อย่างเดียว

รูปที่ 12.26 ลักษณะสมบัติแบบ Reactance บน R-X Diagram


105
ข้อดีของ Reactance Relay คือ

- ความต้านทานอาร์กไม่มีผล
- ใช้ป้องกันสายส่งระยะสัน้ ซึ่งใช้เสาไม้

106
ข้อเสียของ Reactance Relay

1. เมื่อความต้านทานของการลัดวงจรมีค่าสูง
กระแสลัดวงจร และกระแสโหลดมีค่าใกล้เคียงกัน
ทาให้รีเลย์ มองเห็นไกลไป ( Overreach )
หรือ มองเห็นใกล้ไป ( Underreach )

107
ข้อเสียของ Reactance Relay ( ต่อ )
2. ถ้ากระแสลัดวงจรไหลเข้าจากปลายสายทัง้ สองข้าง
จากสายที่มีค่า X/R ต่างกัน
จะทาให้รีเลย์ที่ปลายสายข้างหนึ่ งมองเห็นไกลไป
แต่อีกตัวหนึ่ งซึ่งอยู่ปลายสายอีกข้างหนึ่ ง
จะมองเห็นใกล้ไป

3. Reactance Relay ทางานผิดพลาดได้ง่าย


เมื่อมี Synchronizing Power Surge
108
4. Offset Mho Relay
คือ Mho Relay ซึ่งมีลกั ษณะสมบัติบน R-X Diagram
โดยมีเส้นรอบวงครอบคลุมจุดศูนย์กลางดังรูป 12.27

รูปที่ 12.27 ลักษณะสมบัติแบบ Offset Mho 109


Offset Mho Relay มีที่ใช้ 2 กรณี

1. ใช้สาหรับเป็ นรีเลย์ Zone 3


และเป็ น Busbar Backup Zone

2. ใช้เพื่อป้ องกันการตัดวงจรในกรณี ที่


มีการแกว่งของระบบไฟฟ้ า ( Power Swing )

110
( ก ) ป้ องกัน Busbar ( ข ) ป้ องกัน Busbar
รูปที่ 12.28 รีเลย์ป้องกัน Busbar และ ป้ องกัน Power Swing
111
Power System Swing
- เมื่อเกิดการลัดวงจร และ
การลัดวงจรถูกตัดออกจากระบบไฟฟ้ า
หรือเมื่อมี Switching Operation ซึ่งเกี่ยวกับ
การตัดต่อโหลดขนาดใหญ่
( Connect or Disconnect Large Load )
ระหว่างเกิดปรากฏการณ์ดงั กล่าว
Voltage และ Current จะเปลี่ยนไป
นัน้ คือ Power เปลี่ยนไป
เรียกว่าการเกิด Power Swing
112
Power System Swing ( ต่อ )
- ที่จดุ ติดตัง้ Distance Relay
Relay จะเห็นอิมพิแดนซ์เปลี่ยนแปลงไปตามเวลาด้วย
ซึ่งอาจทาให้ Relay ทางานผิดพลาด และสัง่ CB ให้ Trip
- Distance Relay จึงต้องมีการป้ องกันการทางานผิดพลาด
แบบนี้ เรียกว่า Power System Swing Blocking
- Principle ที่ใช้คือในการตรวจสอนว่าการเปลี่ยนค่า Z นัน้
เป็ น Power Swing หรือ Fault คือ
ขณะเกิด Power Swing การเปลี่ยนของค่า ( Rate of Change )
ของ Z จะมีอตั ราช้ากว่าเมื่อเกิด Fault
113
5. Lenticular Relay
ลักษณะสมบัติบน R-X Diagram มีรปู ร่างคล้ายเลนส์ ซึ่งจะมีพืน้ ที่แคบ

รูปที่ 12.29 ลักษณะสมบัติของ Lenticular Relay เทียบกับ Offset Mho Relay


114
5. Lenticular Relay ( ต่อ )
นิยมใช้กบั สายอิมพิแดนซ์สงู ( High Impedance Line )
ซึ่งกาลังส่งมากๆ ( High Power Transfer)
จากสูตร
ZL = V2 / S
ZL = Load Impedance
S = Power Transfer
ถ้า S มากๆ ทาให้ค่า ZL ลดลงซึ่ง
อาจน้ อยกว่าค่า Impedance Setting
ของ Zone 3 ของรีเลย์แบบอื่นๆ
115
6. Quadrilateral Relay
ลักษณะสมบัติบน R-X Diagram มีรปู ร่างคล้ายสี่เหลี่ยมคางหมู

รูปที่ 12.30 ลักษณะสมบัติแบบ Quadrilateral


116
12.7 การแบ่ง Zone of Protection ของ Distance Relay
การป้ องกันสายส่งด้วย Distance Relay จะแบ่ง
Zone of Protection ออกเป็ น 3 ส่วน

Zone 1
- กาหนดที่ระยะความยาว 85-90 %
ของความยาวสายส่ง
- ทางานทันที Instantaneous

117
Zone 2
- กาหนดให้อยู่ในช่วง 120-150 %
ของความยาวสายส่ง
- ทางานเป็ น Back-up Relay ให้กบั
รีเลย์ Zone 1
โดยหน่ วงเวลาการทางานไว้ 0.3 s

118
Zone 3
- กาหนดบริเวณไปถึง 150 %
ของความยาวสายส่งเส้นที่ยาวที่สดุ เส้นถัดไป

ZL1 + 1.5ZL ( Next Longest Line )

- ทางานเป็ น Back-up Relay ให้กบั


รีเลย์ Zone 1 และ รีเลย์ Zone 2
โดยตัง้ เวลาหน่ วงการทางานไว้ที่ 1.0 s
119
การแบ่ง Zone of Protection ตามที่กล่าวมานี้ เรียกว่า
Step Distance Protection
C
B Rbc
Rab ZL1 ZL

Zone 1
Zone 2
Zone 3
(ก)
Zone 3 Rab

Zone 2 Rab Zone 2 Rbc


Zone 1 Rab Zone 1 Rbc

B C

Rab Rba Rbc Rcb


(ข)
รูปที่ 12.31 การแบ่ง Zone of Protection ของสายส่ง ( รีเลย์ Rab , Rbc )
120
Reach
- คือระยะของสายส่ งที่ Distance Relay ถูกปรับตั้งให้
ทางาน

Overreach
- คือการที่ Distance Relay ทางานเกิน Reach ที่
ปรับตั้งไว้

Underreach
- คือการที่ Distance Relay ไม่ทางานเมื่อเกิด Fault
ภายใน Reach ที่ปรับตั้งไว้

121
ตัวอย่างที่ 12.4 พิจารณาระบบไฟฟ้ าดังรูป จงปรับ
ตัง้ ค่า Zone 1 , 2 และ 3 ของ Distance Relay
B C
(7+j60)
A
(4+j30)
Rbc

(2+j20)
Rab
Rbd

ระบบไฟฟ้ าสาหรับตัวอย่างที่ 12.4

122
วิธีทา
ปรับตัง้ ค่า Zpick up ของ Distance Relay ( Rab ) ได้ดงั นี้
Zone 1
- ครอบคลุมถึง 85 % ของความยาวสายส่ง
เทียบเป็ นค่าอิมพิแดนซ์ได้
0.85 x ( 4 + j30 ) = 3.4 + j 25.5 
ทางาน ทันที ( Instantaneous )

123
Zone 2
- ครอบคลุมถึง 120 % ของความยาวสายส่ง
เทียบเป็ นค่าอิมพิแดนซ์ได้

1.20 x ( 4 + j30 ) = 4.8 + j 36 

หน่ วงเวลาไว้ที่ 0.3 s

124
Zone 3
- เพื่อให้รีเลย์ Rab เป็ น Back-up ให้กบั รีเลย์ Rbc และ Rbd
ดังนัน้ Zone 3 ของ Rab ครอบคลุมถึง
150 % ของความยาวสายส่งเส้นถัดไปที่ยาวที่สดุ
เทียบเป็ นอิมพิแดนซ์ได้

( 4 + j30 ) + 1.50 x ( 7 + j60 ) = 14.5 + j120 

หน่ วงเวลาไว้ที่ 1.0 s

125
ในกรณี ที่ความยาวของสายส่ง BD สัน้ มากจน Zone 2 ของ
Rab เลยปลายสาย BD ไป นัน่ คือเมื่ออิมพิแดนซ์ของสายส่ง BD
เล็กกว่า [( 4.8 + j36 ) - ( 4.0 + j30 )] = 0.8 + j6  ในกรณี เช่นนี้
ต้องลด Zone 2 ของ Rab ลง หรือถ้าทาไม่ได้ อาจตัด Zone 2 ออก
เหลือเพียง Zone 1 และ Zone 3
วงจรคอนแทคสาหรับรีเลย์ที่มีการแบ่ง Zone of Protection
เป็ น 3 Zone ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว อาจเขียนได้ดงั รูปที่ 12.32 ซึ่ง
ประกอบไปด้วย รีเลย์แบบอิมพิแดนซ์ 3 หน่ วย หน่ วยตัง้ เวลา 2
หน่ วย พร้อมด้วยตัวชี้บอกการทางาน รีเลย์ช่วยอื่นๆ รวมทัง้
Seal - In

126
วงจรคอนแทคอย่างง่าย

รูปที่ 12.32 วงจรคอนแทคสาหรับ Distance Relay ซึ่งมีการแบ่ง


Zone of Protection เป็ น 3 Zones
127
- ถ้าเกิดการลัดวงจรใน Zone 1

- Contact ของ Z1, Z2 , Z3 ปิด


กรณี Z1 ทางานมีกระแสไฟฟ้ า
ผ่าน TC ( Trip Coil ) ของ CB
ส่งผลให้ CB Trip โดยทันที
- หาก Z1 ไม่ทางาน Z2 , Z3 จะทางานแทน
โดยหน่ วงเวลาเท่ากับ 0.3 s และ 1 s ตามลาดับ

128
- ถ้าการลัดวงจรอยู่ใน Zone 2
- Contact ของ Z2, Z3 ปิด
Timer T2, T3 ทางาน
- หลังจากที่ตงั ้ เวลาไว้ t2 = 0.3 s
Contact ของ T2 ปิด
มีกระแสไฟฟ้ าผ่าน TC ( Trip Coil ) ของ CB
ส่งผลให้ CB Trip
- หาก Z2 ไม่ทางาน
Z3 จะทางานแทนโดย
หน่ วงเวลาเท่ากับ 1s ( หลังจาก Z3 ปิด )
129
- ถ้าการลัดวงจรอยู่ใน Zone 3
- Contact ของ Z3 ปิด
Timer T3 ทางาน
- หลังจากที่ตงั ้ เวลาไว้ t2 = 1 s
Contact ของ T3 ปิด
มีกระแสไฟฟ้ าผ่าน TC ( Trip Coil ) ของ CB
ส่งผลให้ CB Trip

130
12.8 การป้ องกันสายส่งแบบ Multi-Terminal Line Protection

สายส่งที่เป็ นเช่นนี้ จะเรียกว่า Multi-terminal Line และมักทา


เป็ นการชัวคราว
่ นอกจากนี้ ยงั เป็ นวิธีที่ประหยัดสาหรับการเพิ่ม
ความเชื่อถือได้ของระบบอีกด้วย แต่กเ็ พิ่มปัญหาในการป้ องกัน
ระบบเช่นกัน ต่อไปลองพิจารณาระบบสายส่ง 3 หัวต่อดัง
รูปที่ 12.33

131
รูปที่ 12.33 ระบบสายส่งแบบ Multi-Terminal Line

132
เมื่อเกิดการลัดวงจรที่จดุ F กระแสลัดวงจรจะมาจากหัวต่อ
ทัง้ 3 พิจารณาแรงดัน และกระแสที่ตาแหน่ งรีเลย์ R1 จะพบว่า

E1  Z1I1 ZF( I1 I2 )

และอิมพิแดนซ์ปรากฏซึ่งรีเลย์ R1 มองเห็นคือ
 
Zapp  I  Z1 ZF 1 I
E1 I2




 
1 
1 
 

133
จากสมการ
I2 เรียกว่า Infeed Current
I1 เรียกว่า Outfeed Current

เมื่อ I2 มีเฟสตรงข้ามกับ I1 ส่วนใหญ่ I2 มักจะเป็ น Infeed


Current ผลก็คือทาให้อิมพิแดนซ์ปรากฏที่ R1 มองเห็นมีค่า
มากขึน้ ดังนัน้ หากตัง้ Zone ที่ 1 ของ R1 ไว้ที่ 85 % ของความยาว
สาย อาจทาให้การลัดวงจรที่บริเวณใกล้ๆ ขอบของ Zone 1 ถูก
รีเลย์ R1 มองว่าเป็ นการลัดวงจรนอก Zone 1 และรีเลย์ไม่ทางาน
หรือทางานช้ากว่าที่ควรจะเป็ นก่อให้เกิดความเสียหายแก่ระบบ
และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง
134
ตัวอย่างที่ 12.5 จงหาค่า Zone Setting ของรีเลย์ RB ทัง้ 3 Zone
โดย I2 /I1 = 0.5
I1
A B D E
(4 + j40) (2 + j20) (4 + j40)

C
RB RD I3

(1 + j10)

I2 RG

ระบบไฟฟ้ าที่มี Infeed สาหรับตัวอย่างที่ 12.5


135
พิจารณาระบบไฟฟ้ าในรูปบน
สมมติว่าขนาดสัมพัทธ์ของกระแส I1, I2 และ I3
ไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็ นการ ลัดวงจรแบบใด
ในช่วงบัส A ถึงบัส G
( เงื่อนไขนี้ เป็ นการประมาณ ในการศึกษาที่ละเอียด
ควรใช้การคานวณกระแสตามการลัดวงจรแต่ละแบบ )
ตัวอย่างนี้ จะแสดงการตัง้ Zone ทัง้ 3 ของรีเลย์ RB
โดยสมมติว่า I2/ I1 = 0.5

136
Zone 1
Zone นี้ ต้องตัง้ ไว้ที่ 85 % ของอิมพิแดนซ์ที่น้อยที่สดุ
ระหว่าง B ถึง D กับ B ถึง G
โดยที่ไม่คิด Infeed ด้วย
ดังนัน้ ตัง้ Zone 1 ของรีเลย์ RB ไว้ที่

0.85 ( 4 + j 40 + 1 + j10 ) = 4.25 + j 42.4 

137
Zone 2
ตัง้ ไว้ที่ 120 % ของอิมพิแดนซ์ที่มากที่สดุ
ระหว่าง B ถึง D กับ B ถึง G โดยคิดผลของ Infeed ด้วย
ดังนัน้ ตัง้ Zone 2 ไว้ที่

1.2[( 4 + j40 ) + ( 1 + 0.5 )( 2 + j20 )] = 8.4 + j 84 

138
Zone 3
โดยคิด Infeed อิมพิแดนซ์ปรากฏของสาย B-D เท่ากับ
4 + j40 + 1.5( 2 + j20 ) = 7 + j 70 
ค่านี้ ต้องถูกบวกเพิ่มด้วย 150 % ของอิมพิแดนซ์ปรากฏ
ของสาย D-E
ดังนัน้ ตัง้ Zone 3 ไว้ที่
7 j701.51.5(4 j40)  16 j160 

139
12.9 การป้ องกันสายส่งแบบขนาน

สายส่งที่อยู่บนเสาต้นเดียวกัน
หรือขนานกันไปตามทาง
จะทาให้เกิดปัญหาอย่างหนึ่ งกับรีเลย์ที่ใช้ป้องกันสาย
ซึ่งเป็ นผลมาจากการที่สายเหล่านัน้
มีการเหนี่ ยวนาระหว่างกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน Zero Sequence ( Z0 )

140
4 + j40
I01
0 + j5 (9 + j90)
(0 + j10)
Z0MF
3 + j30
F

Z1F 4 + j40
I02 Z0F (9 + j90)

รู ปที่ 12.34 การลัดวงจรบนสายส่ งทีเ่ กิดการเหนี่ยวนาระหว่างกัน

141
การลัดวงจรที่จดุ F
บนสายส่งที่มีการเหนี่ ยวนาระหว่างกันดังรูปที่ 12.34 สาหรับ
การลัดวงจร A-G แรงดัน Symmetrical Component ที่ตาแหน่ ง
รีเลย์ R1 จะเป็ นดังนี้

E1F = E1 - Z1FI1
E2F = E2 - Z1FI2
E0F = E0 - Z0FI01 - Z0MFI02

142
และ
EAF = E0F + E1F + E2F
= ( E0 + E1 + E2 ) - Z1F ( I1 + I2 ) - Z0FI01 - Z0MFI02
= EA-Z1FIA-(Z0F-Z1F)I01-Z0MFI02 = 0

 Z0F  Z1F Z0MF 


ดังนัน้ EA  Z1F IA  Z



I01 Z I02 …….. ( 12.9 )
 1F 1F 

Z0F  Z1F
IA  IA  Z I01 Z I02
Z0MF
นิยามให้
1F 1F
Z0  Z1
IA  Z I01 Z I02
Z0M
= 1 1
= IA  mI01 m'I02 .……. ( 12.10 )
143
โดย Z0 และ Z1 เป็ น Zero และ Positive Sequence Impedance
ตลอดความยาวสาย ส่วน Z0M เป็ น Zero Sequence Mutual
Impedance ตลอดความยาวสายเช่นกัน
โดยใช้ I ซึ่งเรียกว่า Modified Compensated Phase Current จะได้
A

 Z1F
EA
……. ( 12.11 )
IA

ปริมาณป้ อนเข้าที่สาคัญซึ่งต้องป้ อนให้รีเลย์เพื่อให้รีเลย์


คานวณ Positive Sequence Impedance ในกรณี Ground Fault ได้
ถูกต้อง คือ กระแสในสายที่ต่อขนานกัน ซึ่งจะทาได้ถ้าสายที่ขนาน
กันนี้ ต่ออยู่ที่บสั เดียวกันในสถานี ย่อย
144
ตัวอย่างที่ 12.6 พิจารณาระบบไฟฟ้ าแรงดัน 138 kV
ดังรูปที่ 12.34
( ตัวเลขในวงเล็บ คือ Zero Sequence Impedance )
โดยมี Zero Sequence Mutual Impedance
เท่ากับ 3 + j 30 
จงคานวณหาค่าอิมพิแดนซ์ที่
รีเลย์มองเห็น สาหรับการลัดวงจร A - G ที่จดุ F

145
วิธีทา
พิจารณาจากรูปที่ 12.34
ค่าอิมพิแดนซ์ของสายส่ง
จะเหลือครึ่งหนึ่ งเพราะเป็ นวงจรขนาน
ที่มีอิมพิแดนซ์เท่ากันดังนัน้
Positive Sequence Impedance เท่ากับ 2 + j20 
ในขณะที่ Zero Sequence Impedance
เท่ากับ
0.5 x ( 9 + j90 + 3 + j30 ) = 6 + j60 

146
เนื่ องจากเป็ นการลัดวงจรแบบ Single Line to Ground Fault
ดังนัน้ วงจรทัง้ 3 Sequence จะอนุกรมกันหมด
และจะได้ Symmetrical Component
ของกระแสลัดวงจรเป็ นดังนี้

I1  I2  I0  2(0 j5)  (013800/ 3


j10)2(2 j20) (6 j60)

 66.16985.23 A

147
เนื่ องจากสายทัง้ สองขนานกัน ดังนัน้ กระแสที่รีเลย์มองเห็นจะ
เป็ น ครึ่งหนึ่ ง นัน่ คือ
IA  30.5I1  99.25 85.23 A

และกระแส Zero Sequence ในสายทัง้ สองจะเท่ากันดังนี้

I01  I02  0.5I1  33.085 85.23 A

148
สาหรับ Zero Sequence Compensation Factor m และ m'
หาได้จากสมการ ( 12.10 ) ดังนี้

m  9 j 904 j 40  1.25
4 j 40

และ m'  43 j 30  0.75


 j 40

ดังนัน้ กระแสเฟส A ที่ชดเชยแล้วจะเป็ นดังสมการ ( 12.13 ) คือ


A
I'A  IA  mI01 m'I02  165.42 85.23

149
Symmetrical Component ของแรงดัน
ที่ตาแหน่ งรีเลย์สามารถหาได้ดงั นี้ และ

E1 7967.4 j 5  66.169 85.23  7637.70  j 27.51

E2  j 566.169 85.23  329.70  j 27.51

E0  j 1066.169 85.23  659.40 j 55.02

150
ดังนัน้ แรงดันเฟส A ที่ตาแหน่ งรีเลย์ คือ

E A  E1 E2  E0
 6649.5 0.95

ในที่สดุ จะได้อิมพิแดนซ์ที่รีเลย์มองเห็น คือ


EA
 6649.5 0.95
I'A 165.42 85.23
 4  j 40 

151
12.10 ผลของความต้านทานอาร์ก
ขณะเกิดการลัดวงจร
- สมการของการลัดวงจรแบบต่างๆ
สมมติว่าไม่มีค่าความต้านทานตรงจุด
ที่เกิดการลัดวงจร
- แต่ในความเป็ นจริงแล้ว ไม่ว่าจะเกิดการลัดวงจร
แบบใดก็ตาม มักจะมีความต้านทาน
ระหว่างจุดที่เกิดการลัดวงจรเสมอ
ความต้านทานคือ อาร์ก ( Arc Resistance )
- ความต้านทานของ Tower Footing 5-50 
152
ความต้านทานอาร์ก อาจคานวณได้

2
ความต้านทานของอาร์ก = S
76V …….. ( 12.12 )
sc

โดยที่ V คือ แรงดันของระบบเป็ น kV


SSC คือ Short Circuit Capacity เป็ น kVA ที่
ตาแหน่ งการลัดวงจร

153
A X
ZF F

I IR
RF
E I+IR
R

(ก) (ข)
รูปที่ 12.35 ความต้านทานลัดวงจร และผลกระทบบน R-X Diagram

154
ทาให้เกิดผิดพลาดในการคานวณระยะทาางจากรูป

E = ZFI + RF ( I + IR ) …… ( 12.13 )

และอิมพิแดนซ์ปรากฏที่รีเลย์มองเห็น คือ

 
ZA  I  ZF  RF I 1 …….. ( 12.14 )
E IR 



 
 
 

155
ตัวอย่ างที่ 12.7 พิจารณาวงจรไฟฟ้าดังรูปต่ อไปนี้

A X
ZF F

I IR
RF
E I+IR
R

สมมติว่าอิมพิแดนซ์ของสายจากตาแหน่ งของรีเลย์จนถึง
ตาแหน่ งลัดวงจรมีค่าเท่ากับ 4 + j40  ในขณะที่ความต้านทาน
ลัดวงจรเป็ น 10  ส่วนกระแส I และ IR ตามรูปเป็ น
400850 A และ 600900 A ตามลาดับ จะได้
ค่าอิมพิแดนซ์ปรากฏที่รีเลย์มองเห็นเท่าใด
156
วิธีทา
ZA  (4 j 40)10 1 600 90
 
 
 
400 85





 28.94 j 38.69 

ดังนัน้ ค่าอิมพิแดนซ์ปรากฏที่รีเลย์มองเห็นเท่ากับ

28.94 + j 38.69 

157
ตัวอย่างที่ 12.8 ระบบ 230 kV , SSC = 5000 MVA
เมื่อเกิดลัดวงจรที่มีอาร์ก
ความต้านทานอาร์กมีค่าเท่าใด
วิธีทา
76V 2
ความต้านทานอาร์ก = Ssc
762302
= 5000103

= 0.804 
จะได้ความต้านทานอาร์กมีค่าเท่ากับ 0.804 
158
159

You might also like