ศิลปะกับอนาจาร

หลายสัปดาห์ก่อนมีข่าวคาวอันเกรียวกราวเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ไปทั่วประเทศเกี่ยวกับเรื่อง
ความขัดแย้งในกองบรรณาธิการของนิตยสารฉบับหนึ่ง ซึ่งมีการร่อนแฟกซ์ไปทั่วกรุง เพื่อตัดความ
สัมพันธ์ของผุ้ร่วมก่อตั้งนิตยสารแฟชั่นชื่อดัง
เหตุผลหนึ่ง ซึ่งถกเถียงกันเป็นเพราะการถูกสั่งเปลี่ยนปกแฟชั่น ซึ่งเป็นรูปวาบหวิวของ นายแบบนิ
กกี้ กับ นางแบบสาว บุ๋ม ตรีรัก ทำาให้ผู้ร่วมก่อตั้งเกิดความขัดแย้งกันเอง ซึ่งฝ่ายหนึ่งเห็นว่าภาพนั้น
โป๊อนาจารไม่เหมาะสม ส่วนอีกฝ่ายมองว่าเป็นศิลปะอีโรคติคอาร์ต
ในเมื่อคนทำางานยังถกเถียงกันเอง กับภาพถ่ายแฟชัน่ เจ้าปัญหา มองกันคนละมุม? แล้วชาวบ้านเขา
จะมองออกมาอย่างไร ประเด็นที่ว่า ศิลปะกับอนาจารนั้น เกิดการถกเถียงกันมานานแล้ว เพราะเมื่อ
หลายๆ ปีก่อนเคยมีนางแบบโป๊บางคนเคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า การถ่ายภาพแบบนี้เป็นศิลปะ ซึ่ง
ภาพถ่ายนั้นโจ๋งครึ่มจนเกินคำาบรรยาย นำาคำาว่าศิลปะมาแอบอ้างหากินกันอย่างไม่อายฟ้าดิน กระทั่ง
นางแบบโป๊หลายต่อหลายคนต่างเข้าใจผิด มักนำาคำาว่าศิลปะมาใช้แอบอ้างกันเรื่อยมา
ความจริงแล้วการถ่ายแฟชั่นมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่การขายเสื้อผ้า เมื่อเสื้อผ้าถูกพรีเซนต์ออกมาดูดีด้วย
นางแบบนายแบบหน้าตารูปร่างดี คนอ่านเห็นก็ทำาให้อยากซื้อเสื้อผ้ายี่ห้อนัน้ ไปใส่ ทำาให้รู้สึกว่าถ้า
ตัวเองใส่ คงดูดีคล้ายกับนางแบบนายแบบบ้าง แต่มาระยะหลังนอกจากสินค้าเสื้อผ้าอันเป็นการ
โฆษณาตายตัวอยู่แล้ว ยังมีสินค้าอื่นๆ เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพราะเงินนั่นเองที่เป็นสาเหตุ
ใหญ่ ทีท่ ำาให้บริษัทขายสินค้าพยายามเริ่มนำาสินค้าเข้ามาก้าวก่ายในแฟชั่น จนเกิดเป็นเรื่องเป็นราว
เหมือนข่าวเกรียวกราวเมื่อราวปีก่อน กับนิตยสารชื่อดังอีกเล่ม ด้วยการพยายามนำาสินค้าเข้ามา
ก้าวก่ายในแฟชั่น ซึ่งภาพแฟชั่นก็วาดหวิวมาก จนผู้อา่ นแทบกลายเป็นไอ้โง่ที่หลงซื้อนิตยสาร ซึ่ง
พยายามสอดแทรกโฆษณาสินค้าลงในแฟชั่นแบบไม่รู้ตัว ปัจจุบันก็รู้ๆ กันอยู่วา่ นิตยสารแฟชั่นผู้
หญิงแต่ละเล่ม อัดแน่นไปด้วยโฆษณาสินค้าปาเข้าไปเกือบครึ่งเล่มแล้ว ผู้อ่านจึงต้องเจอแต่โฆษณา
อันมากมายอย่างเลี่ยงไม่ได้ ไหนยังต้องมาเจอหน้าแฟชั่นซึ่งสอดแทรกโฆษณาไว้อีก ตรงนี้น่าจะมี
องค์กรใดของภาครัฐ ออกมาควบคุมดูแล และช่วยสอดส่องดุว่ามีโฆษณามากเกินไปหรือเปล่า
ทุกวันนี้ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า 'กลยุทธิ์ทางการตลาด' เข้ามามีบทบาทในแง่ที่เรียกว่า ก้าวก่าย
กับเนื้อหาของสื่อมากเกินไป ไม่ว่าในภาพยนตร์, ละครทีวี, มิวสิควีดีโอ, เกมโชว์ และนิตยสาร
เพราะถ้าแยกระหว่างโฆษณากับเนื้อหาออกจากกันได้ก็ไม่เป็นไร แต่นี่พยายามกลืนสิคา้ เข้ามาร่วม
กับเนื้อหาของสื่อด้วย ทำาให้ผู้บริโภคถูกมอมเมาไปโดยไม่รู้ตัว หากไม่รู้เท่าทันมักตกเป็นเหยื่อ การ
บริโภคสื่อสมัยนี้จึงต้องใช้สมองไตร่ตรองไม่น้อย

ไม่ว่านางแบบจะเปลือยท่อนบน ปิดท่อนล่าง หรือปิดท่อนบน เปิดท่อนล่าง คำาว่าศิลปะกับอนาจาร
ก็เป็นแค่เส้นบางๆ หากภาพนั้นส่อไปในทางยั่วยุกามารมณ์ เราคงชาชินกับภาพเปลือยท่อนบน
เพราะปัจจุบันสื่อลามกโป๊เปลือยมีให้ดูได้ทั่วไปตามเน็ต และมีวางขายกันอย่างโจ๋งครึ่ม กระทั่งภาพ
เปลือยนมกลายเป็นภาพธรรมดาไปเสียแล้ว
เราให้คุณค่าเรื่องการแก้ผา้ มากกว่าเรื่องความสำาคัญของตัวหนังสือหรือเปล่าหนอ จึงไม่แปลกใจที่
จะเห็นข่าวนักศึกษาหันหลังให้กับการศึกษา ทว่ากลับไปแก้ผ้าขายตัว และนุ่งน้อยห่มน้อย ประกวด
โชว์เนื้อหนังมังสา จะมีสักกี่คนที่ชื่นชมกับกบาลอันชาญฉลาดของเธอมากกว่าหัวนมกับจิ๋ม ซึ่ง
ใหญ่โตกว่ารอยหยักในสมอง เดี๋ยวนี้อะไรก็ตามที่ขึ้นชื่อว่ามีการแก้ผา้ มักดึงดูดความสนใจและขาย
ได้มากกว่าเรื่องอื่นๆ
กลับมาที่ประเด็นฉาวของนิตยสารชื่อดัง ที่เพื่อนร่วมก่อตั้งนิตยสารต้องแตกคอกัน เพราะเรื่องภาพ
ศิลปะกับอนาจารเป็นสาเหตุหนึ่ง ผมคิดว่าการที่บรรณาธิการท่านหนึ่ง คิดเปลี่ยนรูปแฟชั่นเชตนี้
ออกบางรูป นับเป็นการฉุกคิดกลับลำาที่ดี เมื่อเห็นว่าภาพนั้นไม่เหมาะสม จึงน่ายกย่องที่ยังมี
จิตสำานึกของการรับผิดชอบต่อสังคม แม้คนอื่นจะมองไม่ตรงกันก็ตาม ยังดีกว่าจะคิดขายภาพฉาว
กันเพียงเท่านั้น
การปรากฏตัวของแนวคิด “ศิลปะเพื่อชีวิต” ในสังคมไทย
สำาหรับในสังคมไทย บุคคลแรกที่นำาเสนอแนวคิดทางศิลปะแบบ
ลัทธิมาร์กซ์นี้น่าจะ
เป็น ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ในบทความ “ศิลปะ – อนาจาร” ซึ่งน่า
จะเขียนลงในหนังสือพิมพ์
มหาชนในช่วงต้นปี 249220 และจะถูกนำามารวมพิมพ์กับบทความอื่นๆ
เป็นหนังสือชุด ชีวทัศน์
20 สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เคยกล่าวไว้ว่า ประเสริฐ เริ่มเขียนบทความ
ชุด “ชีวทัศน์” ลงใน มหาชน
ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่ง
ประเทศไทย (พคท.) ตั้งแต่ฉบับวันที่ 21 พฤศจิกายน
20
พ.ศ. 2491 เป็นต้นมา โปรดดูใน Somsak Jeamteerasakul, “The Communist
Movement in Thailand.”Thesis submit for degree of Doctor of Philosophy, Department of
Politics, Monash University, 1993, p.269. หากประเสริฐเริม
่ เขียนบทความชุดนี้
ในช่วงนั้น เขาก็น่าจะเขียนบทความ “ศิลปะ – อนาจาร” ในช่วง
ครึ่งแรกของ พ.ศ. 2492.

ในช่วงกลางปี 2492 โดยในบทความนี้ ประเสริฐ เริม
่ เสนอมุมมอง
ทางศิลปะที่น่าสนใจอยู่หลาย
ประเด็นคือ
1. ศิลปะและอนาจารต้องแยกออกจากกัน ประเสริฐพยายามอธิบาย
ว่า “ศิลปะ”
และ “อนาจาร” เป็นคนละสิ่งกัน ไม่สามารถนำามาปะปนกันได้ การ
มองว่าศิลปะและอนาจารเป็น
สิ่งที่แยกกันไม่ออกจากกันนั้น เป็นความเห็นของกระฎุมพี ซึ่ง “มีกิ
เลศหยาบ” ย่อมแสวงหาทางที่
จะเอาทุกสิ่งทุกอย่างมาบำาเรอกิเลศของตน และได้เสนอว่าการแยก
ศิลปะออกจากอนาจารนั้น
สามารถกระทำาได้โดยให้ศิลปะมาอยู่ในความควบคุมของประชาชน
เพราะเขามีสมมติฐานว่า
ศิลปะเป็นของที่เกิดมาจากประชาชน สิง่ ที่เกิดจากประชาชนย่อม
บริสุทธิส
์ ะอาด “สิ่งใดถูก
ประชาชนควบคุมแล้ว สิ่งนั้นต้องบริสุทธิ์เสมอ”21
นอกจากริเริม
่ โจมตีเรือ
่ ง “อนาจาร” ด้วยกรอบของชนชั้น แล้ว
ประเสริฐยังน่าจะเป็น
คนแรกที่มองวรรณคดีที่ปัญญาชนไทยยกย่องอย่าง “ลิลต
ิ พระลอ”
ว่าเป็นวรรณคดีลามกอนาจาร
ของชนชั้นศักดินา22 แต่เขาไม่ได้วิพากษ์อย่างจริงจังเท่ากับที่ “อิน
ทรายุธ” (อัศนี พลจันทร) จะได้
เขียนขึ้นในภายหลัง
2. ศิลปะเป็นเรื่องของชนชั้นและเป็นของประชาชน นอกจากนี้ยังจะ
ต้องมีส่วนในการ
มุ่งเปลีย
่ นแปลงสังคมอีก เขาได้อ้างคำาพูดของ เลนิน ที่กล่าวแก่
กอร์กี้ ว่า “...วรรณคดีเป็นของ
ประชาชน และต้องรับใช้ประชาชน นักประพันธ์จักต้องสำานึกตนว่า
เรือ
่ งที่เขียนนั้นเขียนทำาไม
และเขียนเพื่อใคร ?...”23 และ “...นักประพันธ์ไม่มีความเป็นกลาง ถ้า
ไม่ยืนอยู่ข้างชนชั้นที่ถูกกดขี่
ก็ต้องยืนอยู่ขา้ งชนชั้นปกครอง...”24
3. โจมตีแนวคิด “ศิลปินเพื่อศิลปะ” นอกจากเสนอทรรศนะทางด้าน
ศิลปะแล้ว
ประเสริฐยังได้โจมตีแนวคิด “ศิลปินเพื่อศิลปะ” ว่าเป็นวิธีคิดแบบ
กระฎุมพี ที่ปฏิเสธความสัมพันธ์

ระหว่างศิลปะกับประชาชน และเขายังต่อต้านศิลปินที่ผลิตงานของ
ตนในฐานะของสินค้าเพียง
เพื่อประโยชน์ของนายทุนอีกด้วย โดยอ้างคำาของ คาร์ล มาร์กซ์ ว่า
“ศิลปินเป็นผู้มเี กียรติสูง แต่
ถูกนายทุนเอามาตีราคาเป็นเงิน”25
ในตอนท้ายของบทความ เขาก็ได้สรุปถึงความสำาคัญของงานศิลปะ
ว่าเป็นปัจจัย
สำาคัญในการช่วยให้สังคมเปลี่ยนแปลงไปสู่จุดหมาย ศิลปินต้องมี
อุดมคติที่จะใช้ศิลปะในการ
21 เรือ
่ งเดียวกัน, หน้า 94.
22 ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร, ชีวทัศน์, มปท., มปป., หน้า 92.
23 เรือ
่ งเดียวกัน, หน้า 87
24 เรือ
่ งเดียวกัน, หน้า 88.
25 เรือ
่ งเดียวกัน, หน้า 86.
10
“ปลดแอกมนุษยชาติ” และ “ใช้ศิลปะเข้าช่วยงานเปลี่ยนแปลงสังคม
เพื่อไปเก็บดอกผลแห่งศิลปะ
อันสะพรั่งหอมหวานในสังคมใหม่...”26
อย่างไรก็ตาม บทความ “ศิลปะ – อนาจาร” เป็นเพียงหนึ่งในหลาย
บทความที่
ประเสริฐเขียนเพื่อวิพากษ์วิจารณ์โลกทัศน์ตา่ งๆ ในสังคมไทยช่วง
นั้น หลังจากนี้ ดูเหมือนว่า
ประเสริฐจะไม่เคยแสดงทรรศนะในด้านศิลปะอีกเลย และบทความ
นี้ไม่เคยถูกอ้างอิงถึงจาก
นักเขียนก้าวหน้าคนอื่นๆ ในทศวรรษ 2490 แต่อย่างใด
ในปีเดียวกัน สุภา ศิรม
ิ านนท์ ก็ได้เริม
่ เสนอแนวคิด “นวนิยายที่มี
จุดมุ่งหมาย”
(Novel with Purposes) โดยสุภาได้ให้ความหมายไว้ว่า เป็นนวนิยายที่จะ
“ก่อความเปลี่ยนแปลง
ให้เกิดแก่จต
ิ ใจของผู้ที่ได้อา่ น ทำาให้เต็มไปด้วยพลังแห่งความ
ดิ้นรนเพื่อสลัดแอกแห่งจารีตโบราณ
ที่บรรดาผู้นิยมการกดหัวมนุษย์ลงเป็นทาสได้สถาปนาขึ้นไว้ และ
ในที่สุด พายุแห่งความ
เปลี่ยนแปลงและแห่งการปฏิวัติก็ปฏิสนธิ...”27

แนวคิด “นวนิยายทีม
่ ีจุดมุ่งหมายนี้ ได้ส่งอิทธิพลต่อนักเขียนหนุ่มผู้
เริม
่ มีชอ
ื่ เสียงขึ้น
ในช่วงนั้น คือ อุดม อุดากร (“อ. อุดากร”) ดังที่เขาเคยส่งจดหมายถึง
สุภาในเดือนมีนาคม พ.ศ.
2493 ว่า
“ผมได้ส่งเรื่อง “บนผืนแผ่นดินไทย” มาเพื่อรับพิจารณา
จากท่านบรรณาธิการอีกเรือ
่ งหนึ่ง ผมไม่ทราบว่าพอจะเป็น Novel
with
Purposes ได้หรือไม่...ผมเพิ่งเขียนจบ และก็ได้รีบส่งมาทันที อย่างที่ได้
ตั้งใจไว้แต่เริ่มแรกเขียน นวนิยายทีม
่ ีความมุ่งหมาย เป็นของใหม่
สำาหรับ
ผมอย่างยิ่ง ผมลองทำาดู เผือ
่ จะพบกับความสำาเร็จบ้าง...”28
และคำาๆ นี้ได้ถูกนำามาใช้ในการโฆษณานวนิยาย จนกว่าเราจะพบ
กันอีก ของ “ศรี
บูรพา” อีกด้วย โดยกล่าวว่า “…ในบรรดานวนิยายที่แต่งและพิมพ์
สู่มหาชนนั้น นวนิยายที่มี
ความมุ่งหมายทางสังคมก็หายากอยู่แล้ว และในหมู่นวนิยายที่มี
ความมุ่งหมายนั้นเองเล่าก็ยิ่งหา
ยากขึ้นอีกที่จะนับว่าเรื่องใดบรรจุไว้ซึ่งความสมจริงอันตระหนักถึง
ปัญหารีบด่วนของ
26 เรือ
่ งเดียวกัน, หน้า 95.
27 สุภา ศิริมานนท์, วรรณสาส์นสำานึก เล่ม 1, (กรุงเทพฯ : กองทุน
สุภา ศิริมานนท์, 2529),
หน้า 283 , บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกใน อักษรสาส์น 1,6 (กันยายน
2492).
28 สุภา ศิริมานนท์, จดหมายจากบรรณาธิกาu3619 ., (กรุงเทพฯ :
กองทุนสุภา ศิริมานนท์, 2529),
หน้า 47.
11
สังคมไทย...”29 อย่างไรก็ตาม วลีนี้อาจมิได้เป็นที่นิยมมากนักในช่วง
นั้น นอกจาก สุภา และ “อ.
อุดากร” แล้ว มีเพียง วิลาศ มณีวัต อีกผู้หนึ่งที่เคยกล่าวถึงแนวคิด
นี้บทความ “จาก ม.จ. อากาศ
ดำาเกิง ถึง ก. สุรางคนางค์” ในช่วง พ.ศ. 249430

สำาหรับ อัศนี พลจันทร ได้เริ่มแสดงทรรศนะของมุมมองแบบลัทธิ
มาร์กซ์ในเรื่องสั้น
และบทวิจารณ์ของเขาตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของ พ.ศ. 2492 ดังเช่นที่
ปรากฏในเรื่องสั้น “สัมไป – ฮา
ตี” ทีต
่ ีพิมพ์ในนิตยสาร อักษรสาส์น ของ สุภา ศิริมานนท์ ในเดือน
มิถุนายน 2492 นอกจากนี้เขา
ยังเขียนบทความชุด “ข้อไม่น่าศึกษาทางการประพันธ์” ลงใน
นิตยสารฉบับเดียวกันในเดือน
สิงหาคมถึงเดือนตุลาคมปีเดียวกันอีกด้วย บทความชุดนี้ได้ประกาศ
ไว้อย่างชัดเจนว่า “ศิลปะเพื่อ
ศิลปะ” ไม่มี และกวีต้องแสวงหาความจริงจากการมีส่วนร่วมใน
ชีวิตที่ดิ้นรนของประชาชน อีกทั้ง
ต้องศึกษาถึง “ชนชั้น” ที่ยิ่งใหญ่คอ
ื ชนชั้นชาวนาและกรรมกรอยู่
เสมอ “...เพราะว่าศิลปะ และ
วรรณคดี ตลอดจนวัฒนธรรมเป็นของประชาชนเท่านั้น...” 31 หลัง
จากนี้ อัศนีจะมีบทความในเชิง
วิพากษ์วิจารณ์วรรณกรรมโบราณของไทยอีกหลายชิ้น เช่น “
วรรณคดีเก่าๆ”, “ลิลิตพระลอ...
วรรณคดีศักดินา” เป็นต้น
แต่จนถึงกลางปี 2493 ทั้ง อัศนี และ สุภา ก็ยังมิได้เสนอทฤษฎีทาง
ศิลปะอย่างเป็น
ระบบ (นอกจากบทแปลคำาปราศรัยของ เหมาเจ๋อตุง “ว่าด้วยศิลปะ
วรรณคดี” ของ อัศนี) คนที่
พยายามอธิบายแนวคิดนี้อย่างเป็นระบบพร้อมทั้งเสนอคำาขวัญ “
ศิลปะเพื่อชีวิต” ขึน
้ มาเป็นครั้ง
แรก น่าจะเป็น อุดม สีสุวรรณ สมาชิกคนหนึ่งของพรรค
คอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และเป็นผู้
หนึ่งที่อยู่ในประเทศจีนช่วงที่เหมาเจ๋อตุงได้ปราศรัยแนวทาง “ว่า
ด้วยศิลปะวรรณคดี” ทีเ่ ยนอาน
อีกด้วย ในช่วงกลางปี 2493 อุดมได้เขียนบทความชื่อ “ดูวรรณคดี
จากสังคม ดูสังคมจาก
วรรณคดี” ขึน
้ บทความนี้ได้เสนอประเด็นทางศิลปะที่น่าสนใจไว้
หลายประการ ทั้งในเรื่องของการ
ถกเถียงในโลกตะวันตก, การแยกแยะความหมายของ “ศิลปะเพื่อ
ศิลปะ” และ “ศิลปะเพื่อชีวิต”,

การพัฒนาไปเป็น “ศิลปะเพื่อประชาชน” , หน้าทีข
่ องศิลปิน,
นอกจากนี้ยังยกตัวอย่างงานของ “ศรี
บูรพา” ซึ่งเป็นนักเขียนมีชื่อเสียงในยุคนั้นมาประกอบคำาอธิบาย
เหล่านี้ด้วย และน่าจะเป็น
จุดเริ่มต้นของการทำาให้คำาขวัญ “ศิลปะเพื่อชีวิต” และ “ศิลปะเพื่อ
ประชาชน” เป็นศัพท์เฉพาะและ
จะกลายเป็นตัวแทนของแนวคิดทางศิลปะแบบลัทธิมาร์กซ์ในไทย
29 อักษรสาส์น, 1, 12 (มีนาคม, 2493), หน้า 96. น่าจะเป็นสำานวนของ
สุภา เอง
30 วิลาศ มณีวัต, “จาก ม.จ. อากาศดำาเกิง ถึง ก. สุรางคนางค์,”
แสนสุข, 1,1 (16 กันยายน
2494), หน้า 4.
31 อินทรายุธ (อัศนี พลจันทร), ข้อคิดจากวรรณคดี, (กรุงเทพฯ :
ศูนย์กลางนักเรียนแห่ง
ประเทศไทย, 2517), หน้า 206.
12
จึงอาจกล่าวได้ว่า แนวคิดนี้ได้เกิดขึ้นในฐานะทีเ่ ป็นส่วนหนึ่งของ
การสนับสนุน
แนวคิดทางการเมืองแบบลัทธิมาร์กซ์ โดยเฉพาะบุคคลแรกๆ ทีน
่ ำา
เสนอแนวคิดทางศิลปะแบบนี้
คือ ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร, อุดม สีสุวรรณ, สุภา ศิริมานนท์ และ อัศ
นี พลจันทร ล้วนมีส่วน
เกี่ยวข้องกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ทั้งนั้น32 แนวคิดนี้จึงมีบทบาท
ในฐานะส่วนหนึ่งของความเคลื่อนไหวทางการเมืองของฝ่ายซ้าย
ไทยในยุคนั้น33 ดังนั้น เป็นการ
แน่นอนว่า วัตถุประสงค์ขอ
้ แรกๆ ของแนวคิดนี้คือการ
เปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมที่ดำารงอยู่ให้
กลายเป็นสังคมที่พึงปรารถนา วัตถุประสงค์นี้ไม่มีการยกเว้นไม่ว่า
งานชิ้นนั้นจะอยู่ในปริมณฑล
ทางการเมืองหรือทางวัฒนธรรม
“ศิลปะเพื่อชีวิต” กับการวิจารณ์วรรณกรรมไทย
ด้วยสาเหตุดังที่กล่าวมาข้างต้น การวิจารณ์วรรณกรรมของ
แนวคิดนี้จึงให้

ความสำาคัญกับมโนทัศน์หลายอย่างของลัทธิมาร์กซ์ เช่น ชนชั้น,
การต่อสูข
้ องประชาชน, การกดขี่
ขูดรีด ฯลฯ ตลอดจนนำาเสนอเป้าหมายทางการเมือง จึงมิอาจ
ปฏิเสธได้ว่าแนวทางการวิจารณ์
ชนิดนี้มีลักษณะเด่นในตัวเอง และเป็นแนวคิดที่โดดเด่นของยุค
สมัยนั้น
มิอาจปฏิเสธได้ว่า ในการวิจารณ์วรรณกรรมนั้น ย่อมต้องสนใจ
ลักษณะเด่นและ
ลักษณะร่วมของยุคสมัย ในที่นี้ แนวคิดศิลปะเพื่อชีวิต มีสิ่งที่เรียก
ว่า “ลักษณะเด่น” อยู่ในตัวเอง
แล้ว แต่ด้วยมุมมองบางประการ อาจทำาให้มันบดบัง “ลักษณะ
ร่วม” ของยุคสมัยไปได้
บทวิจารณ์วรรณกรรมของปัญญาชนลัทธิมาร์กซ์ที่ใช้แนวคิด “
ศิลปะเพื่อชีวิต” เป็น
ตัวประเมินค่านั้น อาจแบ่งได้กว้างๆ คือ บทวิจารณ์วรรณกรรม
โบราณ, บทวิจารณ์วรรณกรรม
ปัจจุบัน
32 ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร และ อุดม สีสุวรรณ เป็นสมาชิก พคท.
แล้วในช่วงนั้น สุภา ศิริมานนท์
ไม่เคยเป็นสมาชิกพรรค และในช่วงกลางทศวรรษเขาจะมีความ
เห็นบางอย่างขัดแย้งกับ พคท. แต่นิตยสาร
อักษรสาส์น ของเขานั้น มีสมาชิกพรรคบางคนเขียนบทความให้
เช่น เสนาะ พาณิชย์เจริญ (สมาชิก พคท.),
สมาน วรพฤกษ์ (สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ในไทย) ขณะที่อัศนี พล
จันทร นั้น ไม่แน่ใจว่าเข้าเป็นสมาชิกพรรค
ในปีใด แต่น่าจะก่อน พ.ศ. 2495 เพราะในปีนั้น เขาเป็นคนหนึ่งที่
พคท. ส่งไปศึกษาทีส
่ ถาบันมาร์กซ์ – เลนิน
สาขา 1 ปักกิ่ง รุน
่ ปี 2495 – 2497 แล้ว รายชื่อผู้ที่ไปศึกษาในปีนั้น โปรด
ดูใน “เปิดกรุนักปฏิวัติไทย สถาบัน
มาร์กซ์ – เลนิน,” สูอ
่ นาคต, 1, 47 (31 มกราคม – 6 กุมภาพันธ์, 2525),
หน้า 14.
33 ผู้สนใจแนวคิดและความเคลือ
่ นไหวของ พคท. โปรดดูเพิ่มเติม
ใน Kasian Tejapira,
Commodifying Marxism , (Kyoto: Kyoto University Press, 2001) และ Somsak Jeamteerasakul,
“The

Communist Movement in Thailand.” Ph.D. Thesis, Department of Politics, Monash University,
1993.
13
สำาหรับการวิพากษ์วรรณกรรมโบราณในช่วงต้นทศวรรษ 2490 นั้น
อาจกล่าวได้ว่า
ปัญญาชนที่วิพากษ์วรรณกรรมโบราณด้วยแนวคิดลัทธิมาร์กซ์
อย่างจริงจังที่สุดเห็นจะได้แก่ อัศนี
พลจันทร ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2492 ถึง พ.ศ. 2493 เขาเขียนบทความที่
มุ่งโจมตีวรรณกรรม
โบราณหรือวรรณกรรม “ศักดินา” ของไทยทั้งสิ้น 10 บทความคือ
“วรรณคดีเก่าๆ”, “วยาสและกาลี
ทาส”, “Art Gratia Artis?”, “รามายนะคืออะไร? และรามเกียรตินั้นไฉน?
ท่านทั้งหลายเอ๋ย”, “บท
อัศจรรย์เป็นลักษณะการประพันธ์ของชนชั้นที่ทึกทักตนเป็นสมมติ
เทวดา”, “นิยายพื้นบ้านเป็นแกน
สำาคัญยิ่งในชีวิตสังคมของประชาราษฎร์”, “ลิลิตพระลอ...วรรณคดี
ศักดินา”, “ชำาเลืองดูวรรณคดี
ไทย”, “ทีม
่ าของวรรณคดีไทย”, “ข้อกังขา 3 ประการในวรรณคดีของ
ไทย”
บทความทุกชิ้นที่กล่าวถึงนี้ตีพิมพ์ในนิตยสารอักษรสาส์นของ สุภา
ศิริมานนท์ ใน
ระหว่างพ.ศ. 2492 - 2493 และดูเหมือนจะกลายเป็นตัวแทนของ
บรรยากาศการวิพากษ์วรรณคดี
โบราณของยุคทศวรรษ 2490 โดยเฉพาะบทความ “ลิลต
ิ พระลอ
วรรณคดีศักดินา” ดังที่ รื่นฤทัย
สัจจพันธุ์ เคยกล่าวถึงบรรยากาศในช่วงนี้ไว้ว่า “...นับเป็นครั้งแรก
ที่มีการวิจารณ์วรรณคดีโบราณ
ของไทยด้วยท่าทีก้าวร้าว และล้มล้างความเป็นวรรณคดียอดเยีย
่ ม
ที่ยกย่องกันมาแต่เดิม บท
วิจารณ์ของ “อินทรายุธ” จึงก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากนัก
วิจารณ์กลุ่มอนุรักษ์นิยม และ
นักวิชาการวรรณคดีอย่างกว้างขวาง...”34 โดยรื่นฤทัยยกตัวอย่างว่า
“ปฏิกิริยา” เหล่านี้ ได้แก่

บทความ “ศิลปะ อนาจาร” ของวิทย์ ศิวะศริยานนท์ และ “ศิลปะ
หรือ อนาจาร” ของ “บรรจง
บรรเจิดศิลป์” (อุดม สีสุวรรณ) อย่างไรก็ตาม บทความของ วิทย์
ศิวะศริยานนท์ นั้น ตีพิมพ์ใน
พ.ศ. 2492 ก่อน “ลิลิตพระลอ...วรรณคดีศักดินา” ที่ตีพิมพ์ในเดือน
เมษายน 2493 ส่วนบทความ
ของ “บรรจง บรรเจิดศิลป์” นั้น ตีพิมพ์ใน พ.ศ. 2499 ห่างจาก
บทความของ “อินทรายุธ” ถึง 6 ปี
และมิได้อ้างอิงถึงบทความของ “อินทรายุธ” เลย นอกจากสอง
บทความนี้ ยังไม่พบงานชิ้นใดเอ่ย
ถึง “ปฏิกิริยา” อื่นๆ ในช่วงนั้นอีก
ดังนั้น จึงยังไม่พบหลักฐานปรากฏว่า บทความเหล่านี้ถูกกล่าวถึง
หรือถูกโต้แย้ง
มากน้อยเพียงใด และสามารถสร้างความ “ตืน
่ ตระหนก” ให้แก่
วงการผู้ศึกษาวรรณคดีโบราณใน
ขณะนั้นมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่า บทความของ
“อินทรายุธ” เหล่านี้เผยแพร่
เฉพาะในนิตยสารและไม่เคยถูกนำามารวมเล่มเลยในทศวรรษ 2490
ยกเว้นบทความ “ลิลต

พระลอ..วรรณคดีศักดินา” ที่ถูกนำามาตีพิมพ์รวมกับ “ดูวรรณคดี
จากสังคม ดูสังคมจากวรรณคดี”
34 รื่นฤทัย สัจจพันธุ์, “วรรณคดีวิจารณ์ไทย พ.ศ. 2453 – 2500,” ใน ชลดา
เรืองรักษ์ลิขต
ิ , รื่น
ฤทัย สัจจพันธุ์, ดวงมน จิตร์จำานง, ทอไหมในสายนำ้า 200 ปี วรรณคดี
วิจารณ์ไทย,พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพฯ :ประพันธ์สาส์น, 2541), หน้า
202.14ของ อุดม สีสุวรรณ ใน พ.ศ. 2495 ภายใต้ชื่อหนังสือ จากพระลอ
และศรีบูรพา ซึ่งน่าจะทำาให้เป็นที่รู้จักมากกว่าบทความอื่นๆ ดังที่
สุภา ศิริมานนท์ เคยบอกว่าบทความนี้ “ดังมากในสมัยนั้น” 35บท
วิจารณ์ที่โต้แย้ง “ลิลิตพระลอ…วรรณคดีศักดินา” ในช่วงนั้นเท่าที่
ค้นพบมีเพียงบทความเดียวทีเ่ ขียนขึ้นในช่วง พ.ศ. 2496 โดย “
แสงทอง” (หลวงบุณยมานพพาณิชย์) เป็นการวิจารณ์จากหนังสือ
รวมเล่ม “จากพระลอและศรีบูรพา” ที่ตีพิมพ์ใน พ.ศ. 2495 มิใช่อ่าน
มาจากอักษรสาส์น36 ดังนั้น จึงอาจตั้งคำาถามได้ว่า แท้จริงแล้ว
บทความชุด “ข้อคิดจากวรรณคดี” ในอักษรสาส์น มีอิทธิพลต่อ

คนในยุคนั้นมากน้อยเพียงใด? “แสงทอง” เคยกล่าวว่าเขาก็เคย “
แว่ว”ถึงบทวิจารณ์วรรณคดีชิ้นอื่นๆ เช่น ขุนช้างขุนแผน, พระอภัย
มณี ฯลฯ37 (น่าจะเป็นของอัศนีด้วย)แต่เขาก็ไม่เคยวิพากษ์บท
วิจารณ์เหล่านี้แต่อย่างใดนอกจากนี้ ก็มีการถกเถียงเรื่องวรรu3603
.กรรมโบราณใน “ชมรมนักประพันธ์” ช่วงต้นปี
2493 อีกเล็กน้อย เกี่ยวกับวรรณคดีไทยเรือ
่ ง “ขุนช้างขุนแผน” ซึ่ง
อัศนี เห็นว่าเป็นงาน “อนาจาร”
ขณะที่ วิทย์ ศิวศริยานนท์, เปลือ
้ ง ณ นคร, “พ. เนตรรังษี” และ
“สันต์ เทวรักษ์” เห็นว่าไม่เป็น
อนาจาร สุดท้าย อัศนี ได้สรุปว่า “…เรือ
่ งนี้ต้องแล้วแต่ประชาชน
ถ้าประชาชนเห็นว่าไม่ลามก ก็
เป็นอันไม่ใช่”38
__

พิธีกร เรือ
่ งของเซ็กซ์ กับศิลป์ บางคนบอกว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
บางคนบอกว่าแยกกันได้อย่างชัดเจน เราจะแยกกันอย่างไรว่า
ศิลปะ อนาจาร เซ็กซ์ เรื่องความต้องการทางเพศนั้น ความจริง
แล้วเป็นสิ่งที่อยู่ลึกๆ ภายในจิตใจของทุกคนนะครับ ซึ่งเป็นสิ่งที่
ธรรมชาติสร้างมา แต่ว่ามนุษย์เรามีสมอง มีสิ่งที่เราพยายามทีจ
่ ะ
คิด พยายามปรุงแต่งให้ออกมาเป็นแบบนี้ ซึ่งบางคนต้องบอกว่า
ไม่ได้แล้ว เพราะ นั่นมันเกินกว่าขอบเขตของศีลธรรม
พิธีกร อ.นิวัติครับ ผมเป็นแฟนประจำาในคอลัมน์ของอาจารย์
ก่อนอื่น ผมขอเรียนถามถึงแรงบันดาลใจที่อาจารย์หันมาทำางาน
ทางด้านขีดๆ เขียนๆ นี้ก่อนที่จะไปพูดเข้าประเด็นหัวข้อกันนะครับ
เพราะอะไรอาจารย์จึงสนใจเกีย
่ วกับภาพนู้ด หรือ ศิลปะครับ
อ.นิวัติ ผมคิดว่า มันน่าจะเป็นสื่อหนึ่งที่ง่ายต่อการสนใจ การทีม
่ ี
ภาพโป๊ อยู่ตามหน้าหนังสือ ก็ช่วยให้ขายดี ชายได้เร็ว และจากจุดนี้
หากเรานำาภาพโป๊มาพูดกันในทางความงาม หรือศิลปะนั้น จะได้
หรือไม่ มันเป็นเพียงการหยิบมาเป็นสื่อเท่านั้นเองครับ ผมก็ไม่ได้มี
แรงบันดาลใจอะไรมากมายหรอกครับ แล้วก็โดนตลาดด้วย
เพราะจากที่ผมเคยเชียนเรือ
่ งศิลปไทย เขียนมา 30 ปี ก็ไม่มีใครรู้จัก

ผม ไม่มีคนอ่าน แต่ผมหันมาเขียนเรื่องนู้ดเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น คน
รู้จักผมทั่วประเทศ
พิธีกร แล้วอาจารย์วิเคราะห์ได้อย่างไรครับ
อ.นิวัติ วิธีเดียวกันเลยครับ ในการที่ผมไปดูหน้าพระอุโบสถสวยๆ
กับการดูผู้หญิงสวยๆ คนหนึ่ง ผมก็ใช้วิธีเดียวกันครับ ใช้หลักศิลปะ
เดียวกัน ไม่ได้แตกต่างกันเลย ความงามเกิดขึ้นได้เหมือนกัน ดูได้
เหมือนกัน แต่คนไม่ชอบดูโบสถ์ครับ คนชอบดูผู้หญิง
พิธีกร เรือ
่ งตรงนี้คงต้องให้อ.สุกมลช่วยวิเคราะห์แล้วละครับว่า
ทำาไมคนจึงฮ็อตฮิตเรื่องแบบนี้ มากกว่าศิลปะในเชิงโบราณครับ
นพ.สุกมล แน่นอนครับ ธรรมชาติของมนุษย์เรา เมือ
่ เติบโตจาก
เด็กเข้าสู่วัยรุ่นแล้ว ฮอร์โมนเพศจะทำางานจากต่อมใต้สมองที่
เติบโตเต็มที่ ซึ่งฮอร์โมนนี้แหละครับทีเ่ ป็นตัวสำาคัญ เพราะ เด็ก
อายุ 5-6 ชวบ ได้ดูรูปโป๊ ก็ยังไม่เกิดความต้องการทางเพศ เนือ
่ งจาก
ฮอร์โมนยังไม่ทำางานครับ หรือผูช
้ ายวัยทอง ที่ฮอร์โมนทางเพศ
หมดแรง หรือหมดกำาลังแล้ว ความสนใจทางเพศก็จะน้อยลง
เพราะฉะนั้น มีเหตุมาจากตัวฮอร์โมนที่อยู่ในร่างกาย ดังนั้น เมื่อ
เห็นสิ่งเร้าต่างๆ ทีจ
่ ะมากระทบสัมผัสของเรา กระตุ้นให้เกิด
อารมณ์ความต้องการทางเพศ เราพบว่า ตา หู จมูก ลิ้น และ
ผิวหนัง นั้น ทางตาจะเป็นสิ่งเร้าอารมณ์ทางเพศที่แรงทีส
่ ุดครับ
ดังนั้นจะสังเกตได้ว่าสื่อเร้าอารมณ์ทางเพศต่างๆนั้น จึงผลิตออก
มาในรูปของการดู คงจะไม่มีบริษัทใดที่ผลิตในรูปของกลิ่นบรรจุ
กระป๋องนะครับ หากเมือ
่ ใดที่อยากจะเกิดอารมณ์ทางเพศ ก็ต้อง
เปิดกระป๋องขึ้นมาเพื่อสูดดม เหมือนกับดมกาว อันนี้ไม่มีนะครับ
พิธีกร ผมคิดว่า เหตุผล และความต้องการของร่างกายนี่แหละ
ครับ ที่ทำาให้ชิ้นงานของอาจารย์นิวัติเป็นที่น่าสนใจ หรือเรียกว่า
แรงขับดันทางเพศ เกี่ยวข้องกันไหมครับ
นพ.สุกมล กายกับจิต ย่อมสัมพันธ์กันครับ เพราะอวัยวะส่วนที่
ทำางานในเรื่องของจิตใจ ก็คือ สมอง สมองเปรียบเหมือน
ออฟฟิศของจิตใจ ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของระบบ
ประสาท เมื่อเห็นภาพปุ๊บ ก็จะมีเส้นประสาทส่งไปทีส
่ มองส่วน
หน้า สมองส่วนหน้าก็จะกระทบไปที่สมองส่วนกลาง ปรุงแต่งเป็น
ตัวอารมณ์ขึ้นมา แล้วก็กระตุ้นต่อไปที่ต่อมใต้สมอง ต่อมใต้สมองก็

ส่งเป็นคลื่นกระแสสยิวไปตามเส้นประสาทไขสันหลัง ไปที่อวัยวะ
เป้าหมาย ก็ทำาให้เกิดการตื่นตัวทางเพศครับ
พิธีกร จากที่อ.นิวัติ เขียนวิจารณ์ต่างๆ นั้นเป็นการใช้ภาษาทีส
่ ละ
สลวย นุ่มนวล ถึงแม้ว่าจะไม่เห็นภาพ ก็สามารถจินตนาการสร้าง
ให้เป็นภาพได้นะครับ อาจารย์ทำาอย่างไรครับ กับการผสมผสาน
ภาษาเขียน และภาษาภาพ
อ.นิวัติ ความงามนั้นจะต้องงามไปหมดนะครับ เวลาที่เราเขียน
อธิบายความงาม การที่จะใช้ภาษาที่เถื่อน ดิบ มันก็ไม่สามารถ
งามได้นะครับ ดังนั้นจึงต้องมีวรรณคดี วรรณกรรม วรรณศิลป์
ไม่ใช่เรื่องหนังสือปกขาว ลามกเพียงอย่างเดียว ถ้าเราใส่ความงาม
ทางภาษาเข้าไปด้วย ผสมผสานเข้าไปมันก็จะสมบูรณ์ ไม่เช่นนั้น
มันก็จะไม่เกิดความงามเวลาอ่าน
พิธีกร ที่อาจารย์เขียน และวิเคราะห์ หรือวิจารณ์ลงไปนั้น มีคนที่
อ่านแล้วเขารูส
้ ึกกระตุ้นเกิดอารมณ์ทางเพศขึ้นมาบ้างไหมครับ
อ.นิวัติ ผมต้องการให้คนอ่านเกิดความรู้สึกทางเพศครับ ถ้าอ่าน
ข้อเขียนของผม และดูรูปแล้ว ไม่เกิดความรูส
้ ึกทางเพศ นั่นถือว่า
ผิดปกติครับ
พิธีกร ถ้าเป็นเช่นนั้น จะดูล่อแหลมเกินไปหรือไม่ครับ
อ.นิวัติ เมือ
่ เขาเกิดความต้องการทางเพศแล้ว ต้องงามด้วยครับ
ต้องรู้ว่ามันคือธรรมชาติ ต้องรู้ว่าเป็นสิ่งทีต
่ ้องทำาให้เป็นไปตาม
ธรรมชาติ อย่าไปฝืนมัน ถ้าทำาแล้วต้องทำาให้มันสวยงาม นั่นคือ
สิ่งที่ผมต้องการครับ
พิธีกร อาจารย์ใช้อะไรเป็นตัวแบ่งว่า นั่นเป็นสิ่งลามกอนาจาร
และนี่เป็นศิลปะครับ
อ.นิวัติ มันคงไม่มีไม้บรรทัดที่จะสามารถวัดได้ว่า นี่ลามก หรือนี่
เป็นศิลปะ ใช่หรือไม่ใช่ คงไม่มีครับเพราะเป็นนามธรรม จับต้อง
ไม่ได้ มันต้องมาจากการสั่งสม จากการเรียนรู้นะครับ
พิธีกร ภาพที่เราเห็นบ่อยๆ เช่น ภาพหญิงเปลือยแผ่นหลัง หรือ
ภาพที่มส
ี ่วนเว้า ส่วนโค้งต่างๆ ไม่ได้มีภาพของการร่วมเพศ นั่น
ถือว่าเป็นศิลปะใช่ไหมครับ

อ.นิวัติ ไม่ครับ เราไม่ได้คิดแบบนั้นครับ ถึงแม้จะเป็นรูปร่วมเพศ
แต่ถ้าทำาโดยหลักของศิลปะ มันก็เป็นศิลปะครับ ไม่ใช่ว่าเห็นรูป
แบบนี้เป็นศิลปะ แต่เห็นรูปแบบนั้นไม่ใช่ศล
ิ ปะนะครับ การทำา
ศิลปะมันมีกฎเกณฑ์ มีตัวกำาหนดอยู่แล้วนะครับ ไม่มีการทำางาน
ศิลปะใดๆ ที่จะไม่มีกฎเกณฑ์ ไม่มีหลักการนะครับ เพราะ เป็นวิชา
อย่างหนึ่งที่ต้องเรียน ถ้าคุณได้เรียนรู้ศิลปะ คุณจะสามารถตัดสิน
ได้ว่าภาพไหนลามก หรือไม่ลามกนะครับ
นพ.สุกมล แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนศิลปะ เลยมักจะเหมารวมว่า
ทั้งหมดเป็นภาพลามก ภาพอนาจาร
พิธีกร ในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่านิตยสารต่างๆ ที่บอกว่ายอดขายจะ
ดี ขายกันหมดแผงนั้น จะต้องมีภาพสายเดี่ยว ไม่ใส่ชั้นใน เว้าคอ
ลึกๆ หรือไม่ใส่อะไรเลย บังแค่ผ้าเพียงผืนเดียว ก็บอกว่าเป็น
แฟชั่นแล้ว ซึ่งตรงนี้ถือว่าล่อแหลมมากครับ แต่หลายๆ คนก็บอก
ว่านั่นเป็นศิลปะ
อ.นิวัติ ผมคิดว่า คนเราไปกำาหนดเอาเองนะครับว่า เขาใส่อย่าง
นั้นแล้วล่อแหลม เรากำาหนดว่ามันหล่อแหลมจากสังคมของเราที่
ปิด พ่อแม่ ปู่ย่าตายายของเรา สอนกันมาอย่างนั้นว่าต้องรักนวล
สงวนตัว นั่นคือ วัฒนธรรมของคนไทย ในส่วนนี้คงต้องมาพูดกัน
ว่าเราจะปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมกันบ้างไหมครับ หรือเรายังจะปิด
อยู่ ต้องมีการตกลงกันตรงนี้ก่อนครับ ถ้าคุณยังจะปิดอยู่ นั่นก็
เป็นเรื่องของคุณแล้ว ปิดก็ต้องปิดให้หมด อย่ามาลักปิดลักเปิด
อย่ามาทำาเป็นมือถือสากปากถือศีล ห้ามอย่างนี้แต่แอบไปทำาอย่าง
นี้ ถ้าคุณจะปิดประเทศไทย ก็ต้องปิดให้ได้ยิ่งกว่าประเทศพม่า
อย่าให้วัฒนธรรมนี้เข้ามา เอาผ้าขึงไว้อย่าให้ดาวเทียมลงมาได้นะ
ครับ
พิธีกร ไม่มีทางเลยครับ
อ.นิวัติ เมือ
่ ไม่มีทาง คุณก็ต้องมาตกลงกันนะครับว่า จะเปิดหรือ
ไม่ คุณจะให้เด็กใส่สายเดี่ยวหรือเปล่า คุณจะให้ความรูเ้ กี่ยวกับ
การแต่งกายที่เปลี่ยนแปลงแล้วหรือไม่ คุณจะพูดถึงเรื่องการ
เปลี่ยนแปลงของสังคมว่า มีการเปลี่ยนแปลงไปถึงไหนแล้วหรือ
เปล่า หรือคุณจะเก็บความรู้เก่าๆ ไว้เท่าเดิม คงต้องตกลงก่อนนะ
ครับ ถ้าคุณตกลงว่าสายเดี่ยวใส่ได้ ก็อย่ามาพูดว่าการใส่สายเดีย
่ ว
นั้นล่อแหลม

พิธีกร จากที่ผมฟังดูแล้ว อาจารย์ยืนยันที่จะให้เปิดนะครับ
อ.นิวัติ ผมคิดว่า โลกมันต้องเปิดนะครับ ถ้าคุณยังอยู่ในโลกนี้ตอ

ไป ถ้าคุณคิดว่า การใส่สายเดี่ยวนั้นมีปัญหา คุณก็ต้องเอากะลา
ครอบไว้แล้วก็อยู่ที่บ้านตัวเอง อย่าออกมาสู่สังคม
พิธีกร สมัยก่อน ที่บอกว่าโป๊ๆ นะครับ ประมาณ 30-40 ปีที่แล้ว แค่
เลยเหนือเข่ามาเพียง 3 นิ้วก็บอกว่าโป๊แล้วครับ แต่เดี๋ยวนี้ที่บอกว่า
โป๊จะต้องเห็นแก้มก้น ชุดชั้นในแต่เดิมจากขอบเอวนั้นยาวเป็นผ่า
มือเลยครับ แต่เดี๋ยวนี้เหลือเพียงเส้นเดียว แต่ก่อนนั้นเห็นเพียง
แค่นั้นก็ทำาให้เกิดความรู้สึกทางเพศแล้ว ในระยะหลังๆ มา เปลี่ยน
เป็นต้องเว้ามากขึ้น ยิ่งลึกๆ มากขึ้น เพื่อกระตุ้นความรู้สึกทาง
เพศ ตรงนี้เกีย
่ วกับวัฒนธรรมหรือไม่ครับ
นพ.สุกมล วัฒนธรรมแต่ละที่ก็ไม่เหมือนกันครับ คือ ในหญิงไทย
สมัยก่อน ก็มีสายเดี่ยว เกาะอกนะครับ เช่น การนุ่งกระโจมอก
เวลาอยู่บ้าน ตรงนี้ก็ไม่มีใครบอกว่าเป็นการกระตุ้นอารมณ์ทาง
เพศนะครับ นั่นเป็นเพราะเรายอมรับครับ ปัญหาที่เกิดขึ้นใน
ปัจจุบัน อยู่ที่ว่า ผู้ใหญ่อยู่ในสังคมที่ปิด ในขณะที่วัยรุ่นใน
ปัจจุบัน อยู่ในสังคมทีเ่ ปิด สองวัฒนธรรมตรงนี้เกิดความเหลื่อม
ลำ้า ทำาให้เกิดความไม่เข้าใจกัน เมื่อไม่เข้าใจกัน ผู้ใหญ่ก็นำา
มาตรฐานของเขาไปตีเป็นกฎ เป็นบรรทัดฐานว่า สิง่ ที่วัยรุ่นทำา
นั้นไม่เหมาะสม แต่ที่ผมพูด ผมกำาลังชี้ให้เห็นว่า สิ่งทีเ่ ป็นนั้น
เป็นเพราะเกิดอะไรขึ้น ผมไม่ได้เห็นดีเห็นงามกับการที่เด็กทำา
อย่างนั้นนะครับ ผมยังยืนยันว่าผมอยูต
่ รงกลาง และเข้าใจทั้งสอง
ฝ่ายว่า มันเกิดอะไรขึ้นในเด็กวัยรุ่น และเกิดอะไรขึ้นกับผู้ใหญ่ ที่
ทำาให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจกัน
พิธีกร ที่ผมเห็นว่าเป็นปัญหามากๆ ในผู้ชาย คือ เวลาที่เขาเห็น
รูปภาพศิลป์ หรือภาพโป๊ต่างๆ มักจะมีความรู้สึกหนึ่งทีต
่ ามมา
นั่นก็คือ ความรู้สึกทางเพศ และต้องการการระบายออกทางเพศ
ซึ่งเป็นเรื่องปกติแน่นอนนะครับ แต่ถ้ากลุ่มคนเหล่านั้นเห็นแต่
ภาพแบบนี้เป็นประจำา และหมกมุ่นอยู่ตลอดเวลา ถือว่าผิดปกติ
ไหมครับ
นพ.สุกมล ผมทำางานเรื่องเพศมานานแล้ว ผมขอบอกเลยว่า ผม
ไม่ค่อยสนใจเรื่องของปกติ หรือผิดปกติ แต่ผมจะสนใจว่ามีปัญหา
หรือไม่มีปัญหา เดือดร้อนหรือไม่ ถ้าหากทำาให้เกิดปัญหา นั่นคือ

การทำาให้เรามีเวลาน้อยลงในการทำากิจกรรมอื่นๆ ในชีวิตประจำา
วัน หรือ การหมกมุ่นอยู่กับอินเตอร์เน็ต จนกระทั่งดึกดื่น ไม่ยอม
ทำาการบ้าน ทำาให้เสียการเรียน แทนที่จะเอาเวลาส่วนนั้นไปอ่าน
หนังสือ ทำาให้เกิดความก้าวหน้าในชีวิต ในจุดนี้จึงถือว่าทำาให้เกิด
ปัญหา เกิดความเดือดร้อน แต่ผิดปกติหรือไม่นั้นผมไม่สนใจครับ
คือ ถ้ามีปัญหากับคนๆนั้น แล้วมีผลกระทบต่อชีวิตการทำางานต่างๆ
ในชีวิต นั่นถือว่าเป็นปัญหา ซึ่งตรงนี้สำาคัญมากกว่าที่จะบอกว่า
เขาปกติ หรือผิดปกตินะครับ เพราะหลายๆคนทีเ่ ป็นเรือ
่ งของ
ภาวะปกติ แต่ก็เป็นปัญหา และทำาให้เกิดทุกข์อยู่มากนะครับ และ
บางคนผิดปกติครับ แต่เขาไม่มีปัญหา ผมยกตัวอย่าง คนทีเ่ ป็น
ซาดิสถ์ กับ คนที่เป็นเมโชลิซึ่ม คนที่เป็นซาดิสถ์ คือ คนที่ต้อง
ทำาให้คนอื่นเจ็บปวด ตนเองจึงจะมีความตื่นตัวทางเพศ ส่วนเมโช
ลิซึ่ม คือ คนทีต
่ ้องถูกทำาให้เจ็บปวด ตนเองจึงจะมีความสุข มี
ความตื่นตัวทางเพศ ซึ่งถ้าทั้งสองคนได้อยู่กินด้วยกัน นั่นก็ถือว่า
บุพเพสันนิวาส ทั้งๆ ทีค
่ ู่นี้ถือว่าผิดปกติ ตามหลักจิตวิทยา แต่ถ้า
เขาอยูร
่ ่วมกันได้ ไม่เดือดร้อน ไม่มีปัญหา ตรงนี้เราไม่ต้องไปยุ่ง
กับเขาครับ เพราะฉะนั้น มีปัญหา หรือไม่มีปัญหา สำาคัญมากกว่า
ปกติ หรือผิดปกติอย่างแน่นอนครับ
พิธีกร นอกจากเรื่องของรูปภาพแล้ว สือ
่ ต่างๆ ทางด้านอื่นๆ อย่าง
ที่อาจารย์พูดถึงเรื่องของอินเตอร์เน็ตนั้น เขาได้มีการสำารวจข้อมูล
ว่า จริงๆ แล้ววัยรุ่นผู้หญิง เขามีความสนใจเรื่องพวกนี้มากเสีย
ด้วยซำ้า อาจารย์คิดว่าจริงไหมครับ
อ.นิวัติ จริงครับ ข้อเขียนของผม ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้หญิงอ่าน
มากกว่าผู้ชาย มีผู้หญิงอ่านมากที่สุดครับ ผมคิดว่าผู้หญิงเขามี
ความสนใจอยากรู้ ส่วนหนึ่งผู้หญิงไทยเป็นผู้หญิงที่ถูกเก็บกดมาก
ในเรื่องเพศ และหาความรู้ในเรื่องเพศได้ค่อนข้างลำาบาก ดังนั้น
เมือ
่ มีการพูดถึงความงามของสรีระร่างกายผูห
้ ญิง ผู้หญิงก็จะมี
ความสนใจค่อนข้างมากครับ
ความคิดเห็นจากทางบ้าน การที่ อ.นิวัติ บอกว่าผู้หญิงไทยเก็บกด
นั้น ดิฉันคิดว่าผู้หญิงทีเ่ ปรี้ยวโดยนิสัย ไม่นา่ เป็นห่วงหรอกนะคะ
เพียงแต่เป็นห่วงผู้หญิงจำานวนหนึ่ง ทีเ่ ห็นเพื่อนหิ้วตะกร้ามาซื้อ
มะขามเปียก และคิดว่าการใช้มะขามเปียกนั้นจะทำาให้กับข้าวอร่อย
โดยทีเ่ ขาเองก็ไม่เคยแกงส้มเลยนะคะ แต่คิดเองว่าซื้อมะขามเปียก
มา 1/2 ก.ก. จะต้องใส่ให้หมด ดิฉันมีความเป็นห่วงผู้หญิงกลุ่มนี้ค่ะ
เพราะฉะนั้น ดิฉันจะยกเรื่องนี้ไปโยงกับเรื่องของสายเดี่ยวนะคะ

ผู้หญิงที่ใส่สายเดี่ยว บางคนนั้นใส่เพราะว่าสื่อชักนำา แต่ไม่รู้ว่า
เบื้องหลังทีส
่ ื่อชักนำาให้ดาราของเขาแต่งตัวอย่างนั้น เพราะเขามี
ผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนตัวดิฉันเอง และด้วยความเป็น
ผู้ใหญ่ ได้เห็นผู้หญิงที่ใส่สายเดีย
่ ว ดิฉันรู้สึกเสียดายสุดแสนใจจะ
ขาด นวลเนื้อของน้องนั้นงดงามมาก มันควรสงวนไว้ให้บุคคล
บางคนดู ไม่ใช่ว่าดูแล้วไม่สึกหรอ ไม่ใช่ของฟรีที่ใครๆก็ดูได้ ดิฉัน
เห็นแล้วรู้สึกว่าคนๆนั้นกำาลังเฉือนเนื้อตัวเองแล้วโยนให้สุนัขกิน
ฉันใดฉันนั้นเลยค่ะ
นพ.สุกมล เรือ
่ งเพศนั้นในแต่ละบุคคลสามารถมีความคิดเห็นที่
แตกต่างกันออกไปได้นะครับ เพราะแต่ละคนมีประสบการณ์ และ
การเลี้ยงดูที่แตกต่างกัน ประเด็นที่ผมอยากชี้ตรงนี้ ก็คือ ปัญหาที่
เกิดขึ้นนี้ อย่าไปมัวโจมตีเรือ
่ งสื่อ สือ
่ นั้นทำาหน้าทีเ่ พียงเร้า หรือ
กระตุ้นอารมณ์ทางเพศ แต่ปัญหานั้นอยู่ที่ว่า เวลาที่เราเกิด
อารมณ์ทางเพศขึ้นมาแล้ว เราจะมีการปฏิบัตอ
ิ ย่างไรเพื่อให้
อารมณ์ทางเพศเกิดการผ่อนคลาย ซึ่งวิธีการปฏิบัติตรงนั้นทีม
่ ี
ความแตกต่างกัน เช่น ถ้าดูรูปแล้วเกิดอารมณ์ทางเพศ เป็นเรื่อง
ธรรมชาติ เป็นความปกติ พอเกิดอารมณ์ปุ๊บคุณทำาอย่างไรครับ
ถ้าคุณยังเป็นคนโสดอยู่ ยังเป็นเด็กวัยรุ่น อยู่ในวัยเรียนอยู่ ก็ช่วย
ตัวเอง การสำาเร็จความใคร่ด้วยตัวเองก็ถือว่า เป็นกิจกรรมทาง
เพศที่เหมาะทีส
่ ุดสำาหรับเด็กวัยรุ่น ที่ยังไม่มีคู่ของตัวเองอย่าง
ชัดเจน ในกรณีทเี่ ป็นสามีภรรยา ก็อาจจะมีเพศสัมพันธ์กัน สื่อ
ตรงนั้นก็กลายเป็นสื่อกระตุ้นให้คนสองคนมีกิจกรรมแสดงความ
รักร่วมกัน แต่สิ่งที่เราจะตำาหนิ หรือไม่เห็นด้วย ก็คือ เมือ
่ อารมณ์
ทางเพศแล้วควบคุมตัวเองไม่ได้ ไปข่มชืนคนอื่น นี่ถือว่าเป็น
ปัญหา ทำาให้คนอื่นเดือดร้อน ตรงนี้เป็นประเด็นสำาคัญมากกว่าที่
จะไปโจมตีเรื่องสื่อนะครับ
พิธีกร ตรงนี้แหละครับ ทีเ่ ขาบอกว่านี่เป็นเหตุ หรือเป็นส่วนหนึ่ง
ที่ยั่วยุ อ.นิวัตม
ิ ีความคิดเห็นว่าอย่างไรครับ
อ.นิวัติ ผมยอมรับนะครับ ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย ภาพศิลป์ หรือภา
พนู้ดต่างๆ เป็นสิ่งทีย
่ ั่วยุ ถ้าเราไม่มีความรู้ หรือถูกคนดูถูกตลอด
เวลา ผมสนใจมากเลยครับกับความคิดเห็นของทางบ้านเมื่อสักครู่
นะครับ คือเรื่องของการดูถูกเด็ก ซึ่งอันตรายนะครับ ดูถูกว่าเด็ก
ใส่สายเดี่ยวเพราะสื่อเป็นคนบอก โดยส่วนตัวผมคิดว่า เด็กสมัยนี้
เรียนหนังสือ และไม่ได้โง่ จนทำาให้สอ
ื่ มาจูงจมูกว่า เธอจะต้องใส่
สายเดี่ยวนะ ผมคิดว่าเป็นการดูถูกเด็กๆ จนเกินไปครับ ปัญหา

ของผู้ใหญ่และเด็กสมัยนี้ พูดกันไม่รู้เรื่องก็เพราะเหตุนี้แหละครับ
ทำาให้เป็นอย่างนี้ในปัจจุบัน เพราะ ผู้ใหญ่พูดกับเด็กไม่รู้เรื่อง ไม่
สามารถสื่อสารกันให้รเู้ รื่องได้ เพราะ เริม
่ ต้นคุณก็ดูถูกเขาแล้ว
และเมือ
่ ดูถูกแล้ว ก็เหมือนกับเราดูถูกคนดูอยู่ที่บ้านนะครับ
รายการทีวีที่ดูถูกคนดูอยู่ที่บ้าน ก็ไม่มีใครอยากจะดูหรอกครับ
เหมือนกันครับ คือ เขามีมันสมอง เขามีวิธีคิด ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่อง
เดียวกัน ที่บอกว่ายั่วยุนั้น ถ้าหากคุณมีความรู้เสียแล้ว คุณรู้จัก
ศิลปะเสียแล้ว คุณรู้เท่าทันเสียแล้ว มันก็ไม่สามารถมาทำาอะไร
คุณได้หรอกครับ
พิธีกร เพราะฉะนั้น อารมณ์ทต
ี่ ามมาอย่างที่คณ
ุ หมอสุกมลพูดนะ
ครับ คือ การกำากับอารมณ์ทเี่ กิดต่อเนื่องมา ซึ่งนั่นเป็นเรื่อง
สำาคัญที่เราจะใส่เข้าไปนะครับ อารมณ์ทางเพศย่อมเกิดขึ้นมาอยู่
แล้วครับ เพราะจากสื่อ จากการเห็นภาพ มันก็ต้องเกิดครับ ซึ่ง
จะเรียกว่าเป็นศิลปะด้วยก็ได้ หรือ เป็นเรื่องของแรงขับดันทาง
เพศด้วยก็ได้
อ.นิวัติ ถ้าคุณใส่ศิลปะเข้าไป อารมณ์คุณก็ละมุนละไม คุณก็จะไม่
เทีย
่ วไปช่มชืนคนอื่น คุณก็รู้จักช่วยตัวเองแทนที่จะไประบายออก
กับคนอื่น ก็ระบายออกทีต
่ ัวเองเสีย มันก็ทำาได้ครับ
พิธีกร เป็นการหาทางระบายออกที่ถูกต้องนะครับ
ความคิดเห็นจากทางบ้าน
- นิตยสารบางเล่มที่ออกมาก็ไม่ใช่ภาพศิลปะครับ กลายเป็นพวกภา
พนู้ด หรือเปลือยไปเลยครับ ถ้าเป็นภาพศิลปะ ก็ไม่ควรจะออกมา
ในแง่ลบมากนัก ควรจะมีการปิดบ้าง มีอาภรณ์อยู่บ้าง ให้เห็นเป็น
ศิลปะ เพราะภาพนู้ดผมเองก็คิดว่าเป็นงานศิลปะนะครับ แต่ใน
บางเล่มนั้นออกมาโจ่งแจ้งเกินไป เห็นสรีระของผู้หญิงหมดเลย
นั่นไม่เรียกว่าศิลปะแล้วละครับ อาจจะเป็นกึ่งอนาจารหรือเปล่า
ก็ไม่แน่ใจนะครับ
- ทีเ่ ห็นๆกันอยู่ทุกวันนี้ ผมไม่คิดว่าเป็นแง่ศิลปะเลยครับ เป็น
ลักษณะของการขายสรีระ อนาจารมากกว่าครับ กับสังคมก็น่าจะมี
ผลเสียมากกว่า เพราะ บางคนที่ได้ดูแล้วเกิดความเก็บกด ทำาให้
เกิดข่าวช่มชืนเด็กให้เห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์นะครับ

- ต้องขี้นอยู่กับเยาวชนของเราด้วยนะครับว่า เมือ
่ เขาดูแล้ว เขาสื่อ
ความคิดแบบไหน ถ้าเขามองแบบศิลปะก็เป็นแบบศิลปะ แต่ถ้ามอง
ในทางไม่ดี ก็ไม่ดีไปนะครับ
- คิดว่าเป็นศิลปะที่ดูได้ ไม่น่าเกลียด ก็รับได้ครับ
- ถ้ามองว่าเป็นศิลปะ มันก็น่าจะเป็นศิลปะนะคะ แล้วแต่คนมอง
มากกว่าค่ะ แต่ถ้าโดยส่วนตัว ก็คิดว่ามันเป็นศิลปะค่ะ ถ้ามองแล้ว
ไม่ได้มีผลกระทบในจิตใจทางอนาจารนะคะ
- มันอยู่ที่จด
ุ ประสงค์ของคนทำา คือ คนทำาต้องการที่จะสื่อในแง่
ศิลปะ ในแง่ของความงาม มันก็จะออกมาเป็นภาพของความงาม
เป็นเรื่องของศิลปะความสวยงาม แต่ถ้าคนทำาต้องการทีจ
่ ะสื่อให้
เห็นในเรื่องของเซ็กซ์ เรือ
่ งของการกระตุ้นอารมณ์ หรือ
กามารมณ์ตา่ งๆ ซึ่งภาพที่ออกมาก็จะดูแล้วกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ
มากกว่านะครับ
- ผมคิดว่าถ้าเป็นศิลปะ มันไม่มีขอบเขตครับ ไปลึกได้หมด ถึงไส้ติ่ง
มันก็ยังเป็นศิลปะ ไม่จำาเป็นต้องมีขอบเขตเลยครับ
- คงแล้วแต่หนังสือบางเล่ม แล้วแต่ใจของ บก.นะครับ จริงๆ แล้ว
บก. ต้องรู้อยู่แล้วครับ แล้วแต่ว่าจะปล่อยมามากน้อยชนาดไหนนะ
ครับ สมัยนี้ผมเห็นเด็กผู้หญิงเดินใส่สายเดี่ยว นุ่งกางเกงขาสั้นจู๋
เลยครับ ดูเป็นเรื่องธรรมดาไปหมดแล้วครับ คิดว่าคงไม่ได้เป็น
เรือ
่ งอนาจารแล้วนะครับ ถ้าภาพตามนิตยสารที่ว่าเปลือยต่างๆ นะ
ครับ ผมคิดว่าผู้หญิง ยังไงก็ดูแล้วสวยดี ดูแล้วไม่เห็นน่าอนาจาร
ตรงไหนเลยครับ
ทางบ้าน ขอถาม อ.นิวัตินะครับว่า เมื่อดูภาพแล้วอ่านข้อความที่
เขียน ทำาให้เกิดความรู้สึกทางเพศ อย่างนี้จะเป็นการส่งเสริมให้
เกิดอาชญากรรมทางเพศได้หรือไม่ครับ
อ.นิวัติ เมือ
่ สักครู่ผมได้คุยกับคุณหมอแล้วนะครับว่า ยังไม่มีสถิติ
ว่า จากการดูรูปโป๊ หรือ อ่านข้อเชียนจากเรื่องโป๊แล้วไปทำาให้เกิด
อาชญากรรมทางเพศ ซึ่งยังไม่มีหลักฐานใดๆ ระบุตรงนี้นะครับ
และผมเองก็ไม่เชื่อว่าสิ่งที่ทำาไปทั้งหมดนั้น ไม่น่าที่จะทำาให้เกิด
อาชญากรรมทางเพศนะครับ แต่มันอาจจะเป็นเพียงส่วนประกอบ

ส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ผลสุดท้ายเมือ
่ เกิดขึ้นแล้ว ไม่นา่ ที่จะเกิดจาก
ตรงนี้นะครับ
พิธีกร เหมือนกับที่เขาอ้างกันนะครับว่า เห็นหนังที่มีการยิงกัน
ฆ่ากัน แล้วเมื่อเด็กไปฆ่ากัน เขาก็บอกว่าเด็กเอาตัวอย่างมาจาก
หนังเรื่องนั้นๆ นะครับ คงจะเป็นประเด็นที่โยงกันเท่านั้น ใช่ไหม
ครับ
นพ.สุกมล ประเด็นมันอยูท
่ ี่วุฒิภาวะนะครับ เพราะสื่อต่างๆ ตรงนี้
จะเป็นตัวกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ แต่เมือ
่ เกิดอารมณ์แล้วตัววุฒิ
ภาวะของแต่ละคนต่างหากที่จะนำาไปสู่พฤติกรรมทีเ่ หมาะสม หรือ
ไม่เหมาะสม การที่จะเกิดอาชญากรรมทางเพศ หรือไม่เกิดนั้น มัน
อยู่ที่วุฒิภาวะครับ
พิธีกร ที่เราบอกว่าต้องมีการกำากับอารมณ์ของเรา หลังจากที่
อารมณ์นั้นเกิดขึ้นมาแล้วปลดปล่อยให้ถูกทางใช่ไหมครับ
นพ.สุกมล การที่เราจะควบคุมเรื่องสือ
่ นั้น มันควบคุมไม่ได้หรอก
ครับ ต้องมีอยู่แล้วในปัจจุบัน ผมนั่งรถผ่านร้านขายหนังสือ เห็น
หนังสือพิมพ์วันอาทิตย์ก็โชว์อยู่แล้ว เราไม่สามารถหลบสื่อเหล่านี้
ได้ ยกเว้นแต่เราจะเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน แต่เมือ
่ มันเกิดขึ้นมาแล้ว
เราจะรู้ตัวเอง รู้เท่าทันใจตัวเองได้อย่างไร และควบคุมอารมณ์
ตรงนี้ หรือมีกิจกรรมที่เหมาะสมได้อย่างไร ถ้าในวัยรุ่นรู้สึกว่ามี
ความต้องการทางเพศ มีกิจกรรมทางเพศมาก ตรงนี้ต้องแนะนำา
ให้ใช้เทคนิคการเปลีย
่ นรูปพลังงานทางเพศไปสู่กิจกรรมที่
สร้างสรรค์ครับ เช่น การเล่นกีฬา การออกกำาลังกาย การสนใจ
ในงานศิลปะ การเล่นดนตรี การศึกษาหาธรรมมะ หรือ การ
ตั้งใจเล่าเรียน เพื่อให้ประสบความสำาเร็จก็ได้นะครับ ตรงนี้คือ
พลังงานทางเพศ
พิธีกร เป็นพลังงานทางเพศ ไม่ใช่ความรู้สึกทางเพศหรือครับ
นพ.สุกมล ก็คล้ายๆ กันครับ ถึงแม้ว่าจะใช้อารมณ์ทางเพศก็ตาม
ไม่ได้แปลว่า ทุกครั้งที่เรามีอารมณ์ทางเพศ เราจะต้องมีกิจกรรม
ทางเพศเสมอไป เพราะว่า มนุษย์มส
ี มองส่วนหน้า เรามีความ
สามารถในการยับยั้งชั่งใจ การควบคุมอารมณ์ของตนเองให้ถูก
กาลเทศะ ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นสำาคัญครับ

พิธีกร เราต้องสอนให้เขารู้ ให้เขามองออกว่าเราต้องกำากับ
อารมณ์ ไม่ใช่เห็นปั๊บแล้วก็ไปสมสู่กันเลยนะครับ
อ.นิวัติ เวลาที่คุณหมอพูด คนมักจะเข้าใจผิดนะครับว่า เวลาที่คน
เราอยากมีเซ็กซ์แล้วไปปลดปล่อยด้วยการเล่นกีฬา การเล่นดนตรี
ซึ่งมันไม่ใช่นะครับ ไม่ใช่ว่าเราไปทำาในขณะทีม
่ ีอารมณ์ทางเพศ เพ
ราะจริงๆ แล้วทุกอย่างมันเป็นตามธรรมชาติ ซึ่งเราต้องปฏิบัติ ไม่มี
มนุษย์คนไหนหรอกครับที่จะหมกมุ่นอยู่กับทางเพศตลอดเวลาได้
ทุกคนจะต้องทำาอย่างอื่นบ้าง ผมต้องเดิน ต้องกิน ต้องนอน ต้อง
ไปดูหนัง ฟังเพลง ไปเล่นกีฬา กิจกรรมสารพัดเรือ
่ งนะครับ ทีนี้
เราจะทำาอย่างไรให้เกิดความสมดุลกันมากกว่าครับ
พิธีกร พยายามให้อยู่ในสายกลางนะครับ
ทางบ้าน การที่ผู้ชายเปลือยอก เป็นสิ่งทีเ่ ผยแพร่ได้ แต่กรณีที่ผู้
หญิงเปิดหน้าอก กลับเป็นการวิจารณ์ในแง่ลบ และอาจจะมี
ปัญหาทางกฎหมาย ในกรณีนี้จะถือว่าเกิดการไม่เท่าเทียมกัน
ระหว่างผู้ชาย และผู้หญิง และขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ครับ
พิธีกร ในฐานะที่อาจารย์ทำาทางด้านสื่อ ผู้หญิงในปัจจุบันเปิด
หน้าอกไม่ได้ใช่ไหมครับ
อ.นิวัติ ไม่ได้ครับ ทางกฎหมายไทยถือว่าผิดครับ แต่ว่าผู้ชาย
เปิดอกได้ไม่มีปัญหาครับ ผู้หญิงจะต้องมีปิดที่หัวนมครับ ผมไม่
ทราบว่าทำาไมจึงต้องนำาเรื่องแบบนี้มาคิดว่าทัดเทียมกันหรือไม่นะ
ครับ ผมคิดว่าสังคมเป็นตัวกำาหนดเอง เพราะ ถ้าผู้หญิงเปิดแล้ว
มันดูไม่ดี แต่ผู้ชายเปิดแล้วดูดี
นพ.สุกมล คนบางเผ่า หรือบางประเทศ จะเห็นว่าผู้หญิงเปิด
หน้าอก แต่ไม่ได้เป็นการเร้าอารมณ์ทางเพศ ซึ่งนั่นเป็นตัวกำาหนด
ของวัฒนธรรม ค่านิยมในสังคม ทีม
่ ันโปรแกรมในสมองของเรา
มาตลอด เราถูกสั่งสอนมาว่า ถ้าเห็นหน้าอกปั๊บ มันจะต้องตื่นตัว
ทางเพศ แต่ในสังคมบางสังคม พวกชนป่าบางเผ่า เขาก็เปลือยกาย
อยู่ด้วยกัน เขาก็ไม่เห็นจะมีการช่มชืนกันนะครับ เพราะเขาไม่ได้มี
การโปรแกรมมาแบบสังคมของเรา
อ.นิวัติ เมือ
่ สังคมของเรากำาหนดมาแบบนี้ เรียนรู้มาแบบนี้ ทุกคน
ก็เชือ
่ ในเรื่องนี้

ทางบ้าน มีหลายคนหมกมุ่นอยู่กับภาพโป๊ และช่วยตัวเองทุกวัน
ผิดปกติหรือเปล่า
นพ.สุกมล คำาถามแบบนี้พบได้บ่อยครับในวัยรุ่น ถามว่าตัวเอง
เซ็กซ์จัดหรือเปล่า ผิดปกติหรือเปล่า เป็นโรคจิต หรือโรคประสาท
หรือเปล่า เคยมีวัยรุ่นบางคนที่ช่วยตัวเองบ่อยมาก ประมาณวันละ
5-6 ครั้ง ถ้าเป็นแบบนี้ ผมคงต้องบอกว่า คุณใข้เวลากับเรื่องนี้มาก
จนเกินไป ชีวิตของมนุษย์เราไม่ได้มเี รื่องนี้เพียงเรื่องเดียว ควรจะ
ทำากิจกรรมอื่นๆ บ้าง ซึ่งไม่ค่อยดีนัก แต่เราจะไม่ใช้คำาว่าเซ็กซ์จัด
หรือผิดปกตินะครับ ควรที่จะทำากิจกรรมอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น เหมือน
กับผมบอกให้ลูกขยันอ่านหนังสือ นั่นไม่ได้หมายถึงว่า ให้เขาอ่าน
หนังสือทั้งวัน หรือผมสอนคนไข้ให้ออกกำาลังกาย นั่นก็ไม่ได้แปล
ว่า คุณจะต้องวิ่งทั้งวัน มันต้องรูจ
้ ักว่าตรงไหนพอดี กับการที่ไป
วิ่งวันละ 4 ชม. นั่นก็ถือว่ามากไปแล้วนะครับ
ทางบ้าน ขอความเห็นครับ หนังสือโป๊ หรือภาพศิลป์ ผมเห็นตาม
ร้านหนังสือวางชายกันเยอะเลย ดึงดูดลูกค้าด้วยภาพโป๊ ถ้าคนที่
ซื้อไปดูมีวิจารณญาณ สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้ ก็ไม่ได้
เป็นเรื่องที่นา่ เป็นห่วงอะไร แต่เด็กและเยาวชนที่ไปยืนดู หรือซื้อ
กลับไป พวกเขาสมควรทีจ
่ ะซื้อกลับไปหรือไม่ครับ หนังสือเหล่านี้
จะเป็นต้นเหตุของการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรได้ไหมครับ
นพ.สุกมล ปัญหาอยูท
่ ี่ ผู้ใหญ่จะต้องสอนเด็กให้เข้าใจว่า สิ่งทีเ่ กิด
ขึ้นในเรื่องของกามารมณ์ เรื่องของเซ็กซ์ในร่างกายนั้นเป็น
อย่างไร และต้องมีพฤติกรรมทางเพศที่เหมาะสมครับ ถ้ายังอยู่ใน
วัยเรียน มันไม่ใช่วัยที่สังคมจะยอมรับเรือ
่ งการมีเซ็กซ์ในวัยเรียน
นะครับ ถ้าหากลูกสาวผมเป็นวัยรุ่น แล้วจะไปมีเซ็กซ์กับเพื่อน
นักเรียนของเขา ความเป็นพ่อเป็นแม่ของผมก็ยังรูส
้ ึกว่า ผมไม่
ยอมรับนะ แต่ถ้าจะช่วยตัวเอง นั่นโอเคครับ สื่อก็เป็นเพียงแค่สอ
ื่
ครับ อย่าได้ไปตีโพยตีพาย หรือไปปรักปรำาสื่อเสียทั้งหมดนะครับ
สังคมไทยเรามักจะมองหาแพะรับบาปสักอย่างหนึ่งที่เห็นเป็นรูป
ธรรมนะครับ แต่มักจะละเลยสิ่งที่เป็นนามธรรมนะครับ
ทางบ้าน ขอแย้งว่า สมัยโบราณ แต่งตัวโป๊กว่าสมัยนี้มาก อย่างที่
คุณนิวัติพูด ไม่ได้แต่งตัวเรียบร้อย เพียงแต่ว่า เด็กสมัยนี้แต่งตัว
ไม่ถูกกาลเทศะ ชอบแต่งตัวไม่เรียบร้อย แล้วไปเดินในที่เปลี่ยวๆ

อ.นิวัติ สมัยอยุธยานั้นไม่มเี สื้อผ้า ไม่ได้ใส่เลยครับ ในช่วงต้น
รัตนโกสินทร์ก็ยังมีอยู่บ้างครับ เป็นลักษณะของการนุ่งผ้าถุง หรือ
โจงกระเบน แต่ส่วนบนเปิดหมดครับ แต่เวลาที่จะไปวัด ก็จะมี
ผ้าแถบสักผืนหนึ่งพาดเพื่อปิดหน้าอก เพราะต้องไปนั่งฟังพระ
เทศน์
พิธีกร อย่างนี้เรียกว่าโป๊ไหมครับ
อ.นิวัติิ ผมคิดว่า สมัยก่อนเขาไม่ได้คด
ิ กันอย่างสมัยนี้ ไม่มีใคร
พูดกันว่าโป๊ ก็เห็นกันคุ้นๆ ตา ไม่ได้มีการกำาหนดว่าแบบนี้โป๊
พิธีกร เพราะว่าเรามาปิดๆ กันเป็นประจำา เลยกลายเป็นว่า พอ
เปิดก็โป๊เลย
อ.นิวัติิ ผมคิดว่าวัฒนธรรมนี้มาจากฝรั่ง ที่มาปิดๆ กัน ไม่ใช่
วัฒนธรรมไทย เช่น เสือ
้ ผ้า ชุดที่เราใส่ทุกวันนี้ ก็มาจาก
วัฒนธรรมฝรั่งทั้งนั้น ซึ่งเราลืมไป จนเราคิดว่านั่นเป็นวัฒนธรรม
ไทย แต่ไม่ใช่ครับ มันคือวัฒนธรรมฝรั่ง เรื่องของคนไทยไม่ใส่
เสือ
้ ผ้า จะเรียกว่า ป่าเถื่อน ดังนั้นคนไทยจึงหันมาใส่เสื้อผ้ากัน
นพ.สุกมล เรือ
่ งของการเดินในที่เปลี่ยวนั้น เราต้องรู้ว่าในสังคม
ของเมืองไทยนั้น ยังมีชายวัยรุ่นหลายคน ทีย
่ ังไม่มีวุฒิภาวะในการ
ควบคุมตนเอง เพราะฉะนั้น ถ้าเราเดินในที่เปลี่ยว ก็อาจจะทำาให้
เรากลายเป็นเหยื่อของคนกลุ่มนี้ได้ ดังนั้น จึงต้องรู้จักป้องกันด้วย
พิธีกร เดินในที่ทเี่ หมาะสม คือ ชุดนี้ควรจะไปเดินในห้างสรรพ
สินค้า ทีม
่ ค
ี นมากมาย อย่าได้ไปเดินในที่เปลี่ยว ต้องระวังครับ
ทางบ้าน เกณฑ์การวัดว่าอนาจารหรือไม่อนาจารนั้น อยู่ที่คนถ่าย
ภาพ หรือคนอ่านกันแน่ครับ
อ.นิวัติ เจตนาของคนถ่ายภาพ มันต้องมีอยู่แล้วครับ คือ เขา
เจตนาให้มันเป็นรูปศิลปะ หรือเจตนาเพื่อยั่วยุกามารมณ์
พิธีกร งานนี้เป็นงานของคนถ่ายภาพ ไม่ใช่ของคนถูกถ่ายภาพนะ
ครับ
อ.นิวัติ ไม่เกีย
่ วกันครับ เขาเป็นนางแบบเฉยๆ คนที่รับผิดชอบ
ตรงนี้ คือ ช่างภาพ ช่างภาพจะต้องแสดงเจตนาเลย ถึงแม้ว่าคุณ

จะไม่แสดงเป็นตัวหนังสือ แต่ว่าเจตนานั้นจะไปปรากฎที่รูปให้
เห็นอย่างชัดเจนครับว่า เขามีเจตนาที่จะยั่วยุกามารมณ์ หรือ
เจตนาที่จะทำางานศิลปะ ดังนั้น ผูด
้ ูจะต้องมาพิจารณาว่าเขามีวุฒิ
ภาวะหรือไม่ จริงๆ แล้วต้องมีการกำาหนดอายุนะครับ ไม่ว่าจะ
เป็นการดูหนัง หรือการซื้อหนังสือประเภทนี้ เราไม่มีระเบียบ
ปกป้อง คุม
้ ครองเยาวชนของเราเลย เราปล่อยอิสระเต็มที่ แต่พอ
เราจะมีกำาหนดกฎเกณฑ์ เราก็เที่ยวไปดักจับเขา ตรวจบัตร
ประชาชนตอนตีสอง แล้วทำาไมเราไม่กำาหนดกฎเกณฑ์ไปเลยว่า
อายุเท่าไหร่จึงจะซื้อหนังสือเหล่านี้ได้ หนังสือเหล่านี้กำาหนดให้
ขายตามสถานที่ไหนๆได้บ้าง
พิธีกร ในต่างประเทศเขาจะมี sex shop เลยนะครับ
อ.นิวัติิ ใช่ครับ แล้วเด็กตำ่ากว่าอายุ 18 ปี ก็จะเข้าไม่ได้ หรือหนัง
เรือ
่ งนี้ตำ่ากว่าอายุ 18 ปีเข้าไม่ได้ แต่ถ้ามีผู้ปกครองพาไปดูด้วยก็ดูได้
ครับ เราไม่ทำา ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรเลย แล้วเราก็โทษสือ

นพ.สุกมล บุหรี่ และสุรา ควรควบคุมเรื่องอายุเลยนะครับ
อ.นิวัติิ อย่างเราบอกให้ลูกไปซื้อบุหรี่ ลูกก็ตอ
้ งไปซื้อบุหรี่ เด็ก
อายุ 7 ขวบ ก็รู้จักบุหรี่แล้วครับ
พิธีกร เราต้องกำากับในเรื่องตรงนี้ด้วยนะครับ ขอฝากกับผู้มี
อำานาจหน้าที่ในบ้านเมือง ช่วยกันคิด ช่วยกันทำาตรงนี้ด้วยนะครับ
ทางบ้าน เด็กวัยรุ่นผู้ชายชอบถามเด็กวัยรุ่นผู้หญิงว่า ผูช
้ ายชอบ
ส่วนไหนของผู้หญิง ซึ่งก็มีการทายไปต่างๆ นาๆ เช่น ชอบหน้าอก
บ้าง หน้าตาบ้าง แต่เด็กวัยรุ่นผู้ชายก็มักจะตอบว่าไม่ใช่ แต่ชอบ
ฟันผู้หญิง ซึ่งในความหมายก็คือ อยากมีเพศสัมพันธ์ ในฐานะคุณ
แม่ควรจะดูแลลูกผู้หญิงอย่างไรดี ให้พ้นภัยอันตรายทางเพศที่อาจ
เกิดขึ้นกับลูกๆ
นพ.สุกมล ต้องสอนลูกผู้หญิงให้เรียนรู้วิธีการป้องกันภัยทีจ
่ ะเกิด
ขึ้น และต้องสอนลูกชายให้เรียนรู้การให้เกียรติ์ผู้หญิง นั่นคือสิ่งที่
จะต้องทำาในอนาคตนะครับ
พิธีกร เหตุตรงนี้ ก็ทั้งผูช
้ ายและผู้หญิงนะครับ ถ้าเรามีลูกชายก็
ต้องสอนด้วย ต้องให้เกียรติ์ผู้หญิงนะครับ

อ.นิวัติ ลูกชายมักจะได้เปรียบผู้หญิงเสมอ และมักจะเอาเปรียบผู้
หญิงเสมอ พ่อจะต้องสอนให้ลูกเอาเปรียบผู้หญิงตลอดเวลา ใน
ละครโทรทัศน์ผู้ชายจะต้องเอาเปรียบผู้หญิงตลอดเวลา ทีเ่ ราดูอยู่
ทุกวันนี้แหละครับ และนี่ก็เป็นเหตุใหญ่ทท
ี่ ำาให้ผู้ชายฟันผู้หญิง
อย่างเดียว จริงๆ ครับ นี่คือเรื่องจริง สอนกันมาอย่างนี้ตลอด
ผู้ชายจะต้องยอดเยี่ยม
นพ.สุกมล คำาว่าสอน ไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะใน
ห้องเรียนนะครับ การดูทีวีนี่เป็นการสอนอยู่ทุกวัน เครื่องรับของ
เราค่อยๆ รับมาทุกๆวัน จนมันเป็นทัศนคติในจิตใจของเราไป คือ
การเอาเปรียบเพศหญิง
ทางบ้าน ผูช
้ ายแต่งงานกับภรรยาแล้วไม่มีบุตรด้วยกัน ถ้าจะมี
ภรรยาใหม่ ท่านวิทยากรมีความคิดเห็นว่าอย่างไร ในกรณีที่
สามารถปรับความเข้าใจกับภรรยาคนแรกได้
นพ.สุกมล อยู่ที่ว่าคุณปรับความเข้าใจกันได้หรือไม่ แล้วการมี
ภรรยาคนที่สองเพื่อการมีบุตร ทำาให้ภรรยาคนแรกเขายอมรับได้
ไม่เป็นทุกข์มากนัก มีความสุขด้วยกันหมดทุกคน ทุกฝ่าย ก็ต้อง
บอกว่าไม่เป็นปัญหาครับ
พิธีกร นั่นแสดงว่า คุณเป็นผู้บริหารที่ดี จัดการได้อย่างยอดเยี่ยม
ทางบ้าน ถ้าเด็กวัยรุ่น ดูภาพศิลป์ ที่ออกจะโป๊ ในขณะที่เขากำาลัง
ดูอยู่ เราควรจะสอนเขาอย่างไร ให้ดูอย่างไรจึงจะดี และไม่ผิด
อ.นิวัติิ ผมไม่ทราบนะครับว่า ที่ดูภาพโป๊นั้น โป๊มากน้อยชนาด
ไหน แต่อย่างไรก็ตาม การดูภาพ ถ้ามีพ่อแม่มานั่งดูด้วย และ
อธิบายให้ลูกฟัง ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ถ้าทำาได้นะครับ แต่ถ้า
แม่ไม่รู้ หรือพ่อไม่รู้ ก็ขอให้อ่านหนังสือสักหน่อย เรียนรู้เพิ่มเติม
เพื่อตอบคำาถามในเรื่องนี้ของลูกให้ได้ อย่าปล่อยคำาถามนั้นไว้นะ
ครับ ขอให้พยายามตอบคำาถามเรื่องศิลปะการดูรูปกับลูกให้ได้
พิธีกร ก็ต้องแทรกในลักษณะของการวิจารณ์ที่ดีนะครับ
ทางบ้าน ทำาไมผูช
้ ายจึงต้องการผู้หญิงเป็นคนแรก ทั้งๆ ที่ผช
ู้ าย
เองก็ผา่ นการมีผู้หญิงมาแล้วไม่รู้กี่คน และผู้ชายก็ยังเป็นคนที่
ทำาลายผู้หญิงเองด้วย รูส
้ ึกว่าผู้ชายกับผู้หญิงมีสท
ิ ธิ์ในเรื่องนี้ไม่เท่า
เทียมกัน

นพ.สุกมล เรือ
่ งนี้ก็เป็นค่านิยมของสังคมนะครับ
ทางบ้าน คุณนิวัติ กองเพียร วางตัวเองในฐานะอะไร เช่น เป็น
นักเขียน เป็นนักศีลธรรม หรือนักศิลปะ
อ.นิวัติิ ผมเป็นนักเขียนครับ
ทางบ้าน เราจะหาคณะผู้เชี่ยวชาญที่จะพิจารณาเรื่องศิลปทางเพศ
ต่อสาธารณชนได้อย่างไร หรือควรจะเป็นอย่างไร
อ.นิวัติิ คงจะหาผู้เชีย
่ วชาญมากำาหนด กฎเกณฑ์ไม่ได้หรอกครับ
สังคมเองต่างหากที่จะเป็นผู้กำาหนดกฎเกณฑ์สิ่งเหล่านี้นะครับ
ทางบ้าน แล้วภาพดาราที่ถา่ ยแบบโป๊ศิลป์ ทางหน้าแรกของ
หนังสือพิมพ์ตา่ งๆ ถือว่าดีหรือไม่
นพ.นิวัติ ขึน
้ อยู่กับว่าใครดูนะครับ
พิธีกร เพราะขายได้ ขายดี นั่นแสดงว่ามีผู้บริโภค
นพ.สุกมล เพราะว่ามีผู้บริโภคครับ มีความต้องการ เขาถึงอยู่ได้
ครับ
อ.นิวัติ ดีหรือไม่ดีนั้น คนอ่านคงต้องเป็นผู้ตัดสินนะครับ
พิธีกร วันนี้เราคุยกันเรือ
่ งเซ็กซ์กับศิลป์นะครับ กับเรือ
่ งของทาง
เพศ ได้ความรู้มากมาย และได้ตอบคำาถามมากพอสมควรทีเดียว
ต้องชอขอบพระคุณวิทยากรทั้งสองท่านนะครับ ที่ให้เกียรติ์กับ
รายการ ขอบพระคุณมากครับ
เรือ
่ งโดย.. ฮักก้า
35

!!

?...

“แรงบันดาลใจมาจากเพื่อนหลายต่อหลายคน เห็นอยู่บางครั้ง
เราก็นั่งคุยกันไป เราก็ขอถ่ายพอร์ตเทรตหน่อยซิ เป็นนู้ดนะ เพราะ
ว่าเราอยากจะเห็นสรีระของผู้ชายที่ไม่ใช่นายแบบ แล้วก็ไม่ใช่ผู้ที่
หุ่นดี คุยไปคุยมา เขาก็บอกน่าสนใจนะ เกิดแรงยุด้วย เราก็เลยทำาก็
ทำา ก็ถา่ ยเก็บ ตั้งแต่รุ่นเล็ก รุน
่ ใหญ่ รุน
่ กลาง”
คอนเซ็ปต์ของงานชุดนี้ใช้ชอ
ื่ ว่า ‘
’ และกายที่งาม
ผ่านเลนส์ของจามิกร ก็หาใช่ว่าต้องเป็นเช่นรูปร่างหน้าตาตามเวที
ประกวดอย่าง ดัชชี่บอย หรือ D guy อะไรเทือกนั้น แต่มันคือสรีระ
ที่แท้จริงอย่างที่ธรรมชาติประทานมาต่างหาก
“ผมมองเรือ
่ งสรีระ และมองเรื่องของความเป็นคนที่ว่าชีวิต
ประจำาวันคนเราก็ใส่เสื้อผ้ากันแล้ว โดยเฉพาะคนทำางานศิลปะ แต่
คนทั่วไป เขาก็ไม่อยากถ่าย อย่างคนแก่บางคนที่ผมอยากถ่าย ไม่
จำาเป็นต้องเป็นศิลปิน เขาก็ไม่อยากถ่าย แต่บางคนทีเ่ ป็นกวี เป็น
ศิลปิน ไม่รู้ว่าสัมผัสกันด้วยญาณ และรู้สึกร่วมกันหรือเปล่า เขาก็
อยากถ่ายให้ โอเคเนี่ย..คอนเซ็ปต์ เราก็คุยกันกันไปเรื่อยๆ เขาก็เห็น
พ้องกัน แต่ว่านู้ดในความหมายของผมไม่ได้หมายความว่าต้องแก้
หมด อาจจะถ่ายหัวไหล่ อาจจะถ่ายหน้า หรือถ่ายปาก สรีระบาง
ส่วน เราก็ตามเก็บถ่ายไปเรือ
่ ยๆ แต่บางรูปก็แล้วแต่ศิลปิน เพราะ
บางคนเขาก็อยากถ่ายแบบเต็มตัวแก้ผ้าหมด แต่ละคนก็แล้วแต่
คอนเซ็ปต์”
เวลานี้จามิกรถ่ายเก็บไปแล้ว 5 -6 คน คนแรกที่
เป็นนายแบบให้เขาลั่นชัตเตอร์ไปเมือ
่ ปลายปีที่แล้ว ก็คือศิลปินนัก
วาดภาพอย่าง
โดยใช้บ้าน
เรือนไทยหลังเก่าในซอย จรัญฯ 37 ใกล้ที่พำานักของช่างภาพเป็น
ฉาก ภาพที่ได้เป็นภาพอดุลย์พันธุ์นั่งแก้ผ้า ขณะทีม
่ ือขยำาผ้าที่ซักใน
กะละมัง ในอิรย
ิ าบถแบบสบายๆ ดูแล้วให้ความสวยงามของแสงเงา
แบบภาพขาวดำา มากกว่าที่จะดูอจ
ุ าดตาอย่างที่ใครบางคนอาจ
ตีความเองไปก่อน

รายต่อมาเป็นนักวิจารณ์ศิลปะชื่อ
ประจำา
คอลัมน์อยู่ที่นิตยสารเล่มไหน ใครตามอ่านงานศิลปะคงพอได้ผา่ น
ตา อีกคนเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก . .
ซึ่งรายหลังนี้โพสท่าโดยใช้หูเสียบซาวเบ้าท์ ยืน
แก้ผ้าโทงเทง มีความสุขอยู่ทา่ มกลางท้องทุ่ง ไม่รู้ว่าเป็นท้องทุ่ง
ไหน แต่ว่ากันว่าวันถ่าย มีสาวๆโรงงานแอบไปมุงดูอยู่ไม่น้อย
อย่างไรก็ตามก็มิได้สร้างความเขินอายให้กับเขา เพราะเรือ
่ งทุ่มเท
ให้กับงานศิลปะ ม.ล.ศักดิ์ หรือ ด้วง ทีเ่ รียกกันในหมูเ่ พื่อนฝูง เขาใจ
เกินร้อยอยู่แล้ว
กวีซีไรท์ ‘ม้าก้านกล้วย’ ของเรา
รายนี้ก็ใกล้
กำาหนดนัดไปถ่ายกับเขาเหมือนกัน จะออกมาเป็นอย่างไร คอน
เซ็ปต์ไหน ต้องรอไปชมพร้อมกับศิลปินท่านอื่นๆ ซึ่งจามิกรบอกว่า
นิทรรศการเปิดแสดงให้ชมภายในปีนี้แน่นอน
แต่โผรายชือ
่ ที่ออกมาคร่าวๆ ประกอบไปด้วย
,

,

,

,
,

,

,

,
,

(

,

,
,

,
,

-

,
-

,

,

,
,
),

- . .

แต่ตอนนี้พลิกหน้ากระดาษไปชมภาพนู้ดผู้หญิงสวยๆ ผลงานของ
จามิกร ใน
DEMOS ที่ใช้ชื่อคอลัมน์ว่า ‘
’ รอไปพลางๆก่อน หนึ่งเดือนมีให้ชมถึง 8
หน้าเต็มๆ ทีเดียว
หญิงสาวที่เลือกเฟ้นมาเป็นแบบจามิกรก็เป็นคนเลือกเอง ไม่

เน้นว่าต้องเป็นดาราหรือว่าคนมีชื่อเสียงเช่นกัน เพราะสิ่งที่
ต้องการถ่ายทอดคือความงามในเชิงศิลปะที่มีอุปกรณ์อย่างกล้อง
เป็นแรงเป็นดาลใจมากกว่า เฉกเช่นจิตรกรซึ่งมีพู่กันและสีที่อยาก
จะปาดป้าย
ผ่านมาเมือ
่ เร็วๆ ภาพผู้หญิงเปลือยเอามือเกาะโขนซึ่งเป็นงาน
จิตรกรรมของ สมศักดิ์ รักษ์สุวรรณ ทีเ่ จ้าตัวต้องการถ่ายทอดเรื่อง
ของผู้หญิงท่ามกลางความชั่วร้าย ก็เพิ่งถูกแบนไป ไม่รู้ว่างานชุดนี้
ของ จามิกร จะถูกเพ่งเล็งด้วยหรือไม่ หลายคนอาจตั้งคำาถาม แต่
สำาหรับจามิกรแล้วเขาเห็นว่า


งานนู้ดผู้ชายที่จามิกรทำาขึ้น ชุดนี้ เขาไม้ได้คาดหวังมากนักว่า
คนดูจะได้รับอะไร แต่สิ่งเขาเขาหวังนอกจากความงามของสรีระที่
ถูกบันทึกก็คือ “

..

-

?
“ไม่จำาเป็นเลย แต่ว่าคอนเซ็ปต์นี้มันกลายเป็นว่า พอคนหนึ่ง
ถอด คนหนึ่งก็ไม่ยอม ต้องถอดด้วย แต่อิริยาบถของศิลปินแต่ละคน
ที่เรามองที่เราเห็นคนทั่วไป อาจจะมองว่าศิลปินคนนี้บุคลิกเป็น
อย่างนี้ไม่น่าจะมาถ่ายอย่างนี้ได้ แต่เขาก็สามารถที่จะถ่ายได้ ถ้าเรา
มองเห็นความงาม มันก็น่าทีจ
่ ะเป็นเรื่องธรรมดา มันจะแปลกกว่า
งานที่ใส่เสื้อผ้าและยืนถ่ายพอร์ตเทรตให้ดู ผมว่ามันจะเหนือกว่า
นั้นนิดนึงนะ เพราะว่าศิลปินแต่ละคนปกติก็ไม่ได้เดินแก้ผ้าออกไป
ท้องถนน หรือขึ้นรถเมล์ แค่เฉพาะท่อนบนของบางคนเราก็ยังไม่
เคยได้เห็นใช่ไหม”
แน่นอนว่าความคิดของคนที่ได้ดูงานชุดนี้ของเขาอาจจะเห็น
เป็นสองขั้ว นั่นก็คือมองว่าน่าเกลียด กับ เห็นถึงคุณค่ากับสิ่งทีช
่ ่าง
ภาพต้องการนำาเสนอ ในฐานะคนถ่ายจามิกรมีคำาตอบกับความคิด
เห็นเช่นนี้ว่า

ในงานภาพถ่ายนู้ด จามิกรมองว่า ผู้หญิงผูช
้ ายแต่ละคนก็มีเสน่ห์
แตกต่างกันไป การที่คนบอกว่าภาพนู้ดผู้หญิงดูแล้วสวยกว่า เขาว่า
เป็นเรื่องการเป็นกำาหนดนึกเอาเอง
“ถ้ามองเรือ
่ งของสรีระ ผู้หญิงจะมี Vollume มีความเซ็กซี่ ดูแล้ว

รู้สึกนุ่มนวล ส่วนผู้ชายก็จะมีในเรื่องความแข็งแรงบึกบึน ความ
งามของสรีระ ความงามในเรือ
่ งของสรีระ ผู้ชายผู้หญิงไม่ต่างกัน
เลยนะ แต่ความงามในเรื่องของความรู้สึกมันจะต่างกัน ผู้หญิงดูผู้
หญิงสวย แต่ผู้หญิงดูผู้ชายอาจจะดูน่าเกลียด เพราะว่าเราได้รับ
การกำาหนดมาอย่างนั้น ว่าดูผู้หญิงแล้วสวยกว่าผูช
้ าย ผมว่าคนคิด
และกำาหนดเอาเองว่าผู้หญิงสวย เราอย่ามองข้ามเรือ
่ งนี้ด้วยนะ ที่
เขาประกวดกัน ผู้หญิงประกวดความงาม ผู้ชายก็มช
ี ายงาม ซึ่งเน้น
ในเรื่องของสรีระ เรื่องของกล้าม เรื่องนั้นมากกว่า แต่ว่างานของ
ผมไม่ได้เน้นเรื่องกล้ามบึก กล้ามใหญ่ แต่จะเน้นเรื่องภายในด้วย
จิตใจของศิลปินที่จะถ่ายทอดออกมา สรีระที่แท้จริงในความเป็น
มนุษย์ของเขา”
จามิกรเป็นชาวจังหวัดน่าน จบการศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยี
พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สาขาศิลปะอุตสาหกรรม จับ
กล่องถ่ายภาพ นับตั้งแต่ที่ยังไม่รู้ว่า ภาพถ่ายสามารถขายและเป็น
อาชีพได้ บ่อยครั้งทีม
่ ีเพื่อนฝูงนำางานของเขาไปตีพิมพ์ จนเจ้าตัว
เกิดแรงบันดาลใจและความรักในอาชีพนี้ขึ้นมา เดินทางตระเวน
ถ่ายภาพไปทั่วทุกแถบถิ่น เคยเปิดบริษัทรับถ่ายภาพโฆษณาร่วม
กับเพื่อนชื่อ ZERO ONE เวลานี้ประกอบอาชีพเป็นช่างภาพอิสระอย่าง
เดียว มีผลงานภาพถ่ายและภาพเขียนร่วมแสดงมาแล้วหลายชุด

เมื่อปี 2002 เขานำางานชุด
ออก
แสดงร่วมกับ
ณ หอศิลป์ตาดู เป็นงานชุด
เดียวกันกับที่ใช้ตีพิมพ์ในหนังสือสารคดีท่องเที่ยว
(
&
)
ของ
เขาหลงใหลในภาพถ่ายขาวดำามากเป็น
พิเศษ เพราะเหตุทม
ี่ ันดึงคนดูดให้ใช้หัวใจจินตนาการไปมากกว่า
ตาเห็น และงานนู้ดผู้ชายของเขาในครั้งนี้ ก็ใช้เทคนิกภาพถ่ายขาว
ดำาทั้งหมด
ทุกครั้งของการบันทึกภาพสำาหรับจามิกร เป็นเรือ
่ งของสิ่งที่เป็น
จริง ไม่ใช่เรื่องของความฝัน เมือ
่ กลับมาย้อนดูอีกครั้งคือการได้
ระลึกถึงสิ่งที่ผ่านมาแล้ว และหยุดเวลาไว้ตรงนั้น
“เมือ
่ กลับไปดูอีกครั้งหนึ่ง มันเป็นความจริงมากกว่าบทกวี หรือ
ภาพเขียน และงานของผมเนี่ย จะไม่ใช้เทคนิกของคอมพิวเตอร์มา
เกี่ยวข้องเลย นอกจากเทคนิกในห้องมืดเท่านั้นเองเพราะว่าการใช้
เทคนิกของคอมพิวเตอร์ มันจะเป็นเรือ
่ งของการตกแต่งภาพ เพื่อ
ผลบางอย่าง เรือ
่ งของงานบางเรื่อง เช่นเรือ
่ งของงานโฆษณา แต่

ว่าการบันทึกภาพเพื่องานศิลปะ ในสายตาของผม มันก็จะเป็นการ
บันทึกโดยผ่านกล้อง ผ่านความคิด ที่ไปปะทะกับสิ่งที่เราถ่าย
สังเกตว่างานจะเห็นกรอบของหนามเตย เห็นขอบฟิล์ม เพราะเรา
จะไม่ Crop ถ้าผ่านเฟรมของเราก็ถือว่าจบตรงนั้นแล้ว เพราะเรา
ตัดสินใจแล้วว่าในกรอบสี่เหลี่ยมที่ผา่ นตา มันมีอะไรบ้าง”

เสร็จจากงาน
แสดงชุดนี้ เขายังอยากจะนำางานนู้ดผู้หญิงออกแสดงเพื่อให้คนดูได้
ชมและวิจารณ์งานของเขา จากนั้นเขายังคิดอยากจะถ่ายภาพ
ใบหน้าของสัตว์ด้วย อาจจะเป็นใบหน้าของสัตว์พิการ หรือว่าสิ่งมี
ชีวิตอื่น เขามองว่างานภาพถ่ายมันไม่มีที่สิ้นสุด และไม่มอ
ี ะไรที่จะดี
ที่สุด
“เพราะว่ามันเป็นงานที่แสดงให้เห็นเรื่องของความจริง เรื่อง
ของความงาม ทุกอย่างที่นำาเสนอออกมาแล้วเนี่ยมันก็เป็นเรื่องๆไป
เป็นภาพไป ไม่มีอะไรดีที่สุด มันจะมีเรือ
่ งให้เราถ่ายไปเรือ
่ ยๆ ไม่มีดี
แบบสุดขั้ว มันสำาคัญอยู่ที่ว่างานแต่ละคอนเซ็ปต์แต่ละชิ้นทีเ่ รานำา
เสนอออกมา มันคืออะไร และ มันก็มีเรื่องราวอีกเยอะแยะทีจ
่ ะให้
เราทำา ให้เราถ่าย”

.....

โดย ...ฮักก้า

รูปแบบ เส้น และสี ของศิลปินทำาให้เรามองพ้นไปจากพุงหลามๆ ทีต
่ าเนื้อเรา
มองว่าช่างไม่น่าดู เช่นผู้หญิงทีพ
่ ุงแบนราบ
หนำาซำ้าลายเส้นที่ได้เห็นจากพุงหลามๆนั้นอาจกลายเป็นจุดเด่นที่สำาคัญใน
ภาพนั้นๆก็ได้
พลังของภาพมอบอารมณ์บางอย่างให้แก่เรา ..
เส้นเพียงไม่กี่เส้น สีที่ไหลไปตามจินตนาการและฝีแปรงของศิลปิน เรารู้สึก
นึกคิดอะไรได้มากมายไปกว่า ผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึง่ ที่ยืนแก้ผ้าตัวขาวโพลน
อยู่ตรงหน้า
ฉันเชื่อว่าในความเป็นภาพเขียน ต่อให้ผู้หญิงในภาพไม่มีอะไรปกปิดเรือน
กายของเธอเลยสักชิ้น ยามที่คนดูภาพ อย่างมากก็แค่รู้สึกเย้ายวนใจ คงไม่ถึงขั้น
รู้สึกกระสันอยากจะร่วมเพศขึ้นมาทันทีทันใด
แต่ถ้ามีท่านใดคัดค้าน ก็กรุณาส่งข่าวมาแลกเปลี่ยนความคิดกัน และที่สำาคัญ
ต้องอย่าลืมแนบ "ภาพต้องหา" นั้นมาให้ดูด้วย
ถ้าให้ผู้หญิงซักคนต้องเลือกระหว่างการเป็นผู้หญิงนู้ดในภาพถ่าย กับผู้หญิง
นู๊ดในภาพเขียน คุณๆว่าเธอจะเลือกอย่างไหนมากกว่ากัน สำาหรับฉันว่าอย่าง
หลัง
เพราะภาพเขียน ไม่ได้นำาเอาทุกรายละเอียดในตัวเราที่ศิลปินมองเห็นลงไป
ในภาพ อาจจะเพียงแววตาและอิริยาบทท่าทาง
ปานที่ก้น ไฝทุกเม็ด หรือหัวนมไม่เป็นสีชมพู อาจไม่ใช่สิ่งที่ศิลปินคำานึงถึง
ก็ได้
แต่พวกเขาน่าจะคำานึงถึงองค์ประกอบในภาพที่ลงตัวมากกว่า
มิหนำาซำ้า ผู้หญิงที่เป็นแบบอาจจะรู้สึกภูมิใจและรักตัวเองมากขึ้น แม้ว่าจะอยู่
ในวัยที่ก้นคล้อยนมหย่อนยานแล้วก็ตาม
ก็เพราะตัวเธอในภาพเขียน มันสวยด้วยเส้น ด้วยสี ด้วยเทคนิค อยากดูภาพ
ให้นานๆ มากกว่าที่ก้มมองดูตัวเอง เพราะเห็นทุกวันอยู่แล้วต่อหน้ากระจก(เห

วอ)
คิดเหมือนกันไหมว่า ถ้าภาพที่ตั๊ก - บงกช คงมาลัย ยืนแก้ผ้าถือขัน ในฉาก
หนังเรื่องไอ้ฟัก ผู้กำากับลองจินตนาการให้มันเป็นภาพเขียนของเธอแทน
เธอคงไม่ออกมาเรียกร้องหาตัวการที่นำาภาพของเธอไปโพสต์ในเวบบอร์ดก็
เป็นได้ เพราะอย่างไรมันก็ไม่มีวัน “อล่างฉ่าง” ได้เท่า
แต่หลายคนอาจไม่อยากดู เพราะหนังมันอาร์ตแบบสิ้นคิดเกินไป เพราะใครๆ
เขาก็อยากเห็นแต่ของจริงที่มาช่วยเสริมความสมจริงกันทั้งนั้น
เคยมีบทวิจารณ์ภาพนู้ด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิชา "อาชญากรรม
ทางเพศและความรุนแรงต่อผู้หญิง" ศูนย์สตรีศึกษา มช.นำาเสนอว่า
สตรีนิยมสายเสรีนิยม (Liberal Feminism) มองภาพนู้ด(ในแง่ภาพนู้ดสำาหรับผู้
หญิง)ว่าเป็นการปลดปล่อยประเวณี (Sexuality) ที่ถูกบีบบังคับของผู้หญิงให้เป็น
อิสระ เป็นการแสดงถึงความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ
สตรีนิยมสายมาร์กซิสต์ (Marxist Feminism) มองภาพนู้ดว่าเป็นการกดขี่ผู้หญิงอีก
รูปแบบหนึง่ อันมีผลพวงมาจากโครงสร้างของระบบทุนนิยม
สตรีนิยมแนวสุดขั้ว (Radical Feminism) ให้ความหมายของภาพนู้ดไปในทิศทางที่
ว่า ความเป็นผู้หญิง(รูปร่างของผู้หญิง)ถูกให้ความหมายว่าเป็นสิ่งทีท
่ ำาให้ผู้ชาย
ตื่นเต้น ในระบบชายเป็นใหญ่ที่ให้ความสำาคัญต่อผู้ชาย จึงมองสิ่งที่ทำาให้ผู้ชาย
เกิดอารมณ์เป็นเรื่องสำาคัญ ระบบคิดแบบนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของ
ผู้ชาย ให้เป็นเรื่องของการครอบงำาผูห
้ ญิง และอาจนำาผู้ชายไปสู่การประกอบ
อาชญากรรมทางเพศได้
ฉันไม่รู้ว่าตัวเองจัดอยู่ในผู้หญิงขั้วไหนทั้งสามขั้วนั้น เพราะเป็นคนชอบดูภา
พนู๊ดทั้งที่เป็นภาพเขียนและภาพถ่าย
เมื่อตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดตัวเองถึงมีใจชอบดูภาพนู้ดนัก ก็ได้รับคำาตอบแบบ
ไม่คิดอะไรมากว่า คงเพราะเราที่มียีนส์ของผู้ชายอยู่ในตัวด้วยส่วนหนึ่ง
แต่สำาหรับภาพถ่ายต้องไม่ใช่ภาพที่ผู้หญิงนัง่ ถ่างขาอ้าซ่า ทีค
่ นถ่ายพยายามที่
จะโคสอัพไปที่อวัยวะใดอวัยวะหนึง่ ราวกับว่าชีวิตนี้กดชัตเตอร์เป็นอย่างเดียว
และส่อนัยไปนัยทางให้เกิดอารมณ์ มากกว่าที่จะเป็นงานศิลปะตามข้ออ้างฉัน
ว่าคนดูน่าจะพิจารณาเองได้ว่า อย่างไหนที่มันมากไป อย่างไหนที่มันงานศิลปะ
ขณะเดียวกันฉันก็เห็นด้วยกับความคิดของ

ที่

เขียนให้กับหนังสือรวมผลงานของนิวัติ กองเพียร ที่ว่า
"รูปโป๊ที่เกลื่อนแผงในเมืองไทยมาหลายสิบปีจึงหยาบคาย ไม่ใช่หยาบเพราะ
ขาอ่อนผู้หญิง แต่หยาบเพราะเสนอผู้หญิงได้เพียงขาอ่อนของเธอ แม้แต่จะขาย
กามารมณ์ ก็รู้จักกามารมณ์มนุษย์เพียงผิวเผิน โง่เขลาต่อด้านที่เป็นความงาม
ความละเมียดละไม และความรักซึ่งเป็นอารมณ์มนุษย์ทม
ี่ ีความลึกกว่าอวัยวะ
มากนัก"

พิง้กี้ VS ทาทา เรียกว่า "ศิลปะ" หรือเปล่า?

การตลาดแบบเซ็กซ์นำา มันมีมานานโข ไม่ใช่เร่ ืองผิดบาปแต่ประการใด หากอยู่ในกรอบท่ีสังคมๆ

นัน
้ รับได้ไม่ประเจิดประเจ้อจนเกินงาม ซ่ ึงคำาว่าเกินงาม มาตรฐานแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันอีก... ถือว่าเป็ นของ
กำานัลแฟนๆ นอกจากจะฟั งเพลินแล้วก็ดูเพลินไปด้วย ต้นตำารับบ้าบ่ินเซ็กส์กระจุย ก็ต้องยกให้ป้ามาดอนน่า
พิสูจน์แล้วในระดับหน่ ึงว่ามันขายได้มันฮือฮา! ส่วนจะขายดีหรือขายได้ในระยะยาวหรือเปล่านัน
้ เป็ นอีกเร่ ือง

หน่งึ ท่ีต้องดูท่ีเน้ืองานเป็ นหลัก

แหกคอกนางเอก

7

สี

พิง้กีท
้ ำาเสียวเกินอัม
้ ถือว่าเป็ นการเปล่ียนลุ๊คส์ตัวเองครัง้ย่ิงใหญ่ตัง้แต่อยู่ในวงการบันเทิง สลัดคราบจากนางเอก
หน้าใสเป็ นสาวเซ็กซ่ี ถือได้วา่ เป็ นการแหกคอกนางเอก 7 สี จนหลายคนต้องตะลึงไม่คิดว่านางเอกหน้าเด็ก

กล้าดันนมให้ทะล้นทะลักแถมนุ่งกระโปรงสัน
้ จุ๊ดจู๋
สะบัดทีจนเกือบเห็นน้องจุ๋มออกมายิม
้ แฉ่งเกินหน้าเกินตา ทำาให้เกิดกระแส
ตลอดกาลอย่างพิง้กีจ้ะ

เม้าท์ว่าขณะนีพ
้ ิง้กีพ
้ ยายามเปล่ียนลุ๊คส์ตัวเองให้ดูเซ็กซ่ีเพ่ ือเป็ นจุดขายแข่งกับนางเอกคนอ่ ืนๆ เพราะหากจะมัว
แต่ขายฝี มือการแสดงอย่างเดียวคงเสียวไม่ทันนางเอกเบอร์หน่ ึงอย่างอัม
้ ท่ีครองแชมป์ สาวเซ็กซ่ีตลอดกาลมา
ปลายปี ซ้อนซ่ ึงงานนีท
้ ำาเอาหลายฝ่ ายทัง้ทางต้นสังกัดช่อง 7 และค่ายกันตนาต้องถึงกับช็อกกับการเปล่ียนลุ๊คส์
ของพิง้กีค
้ รัง้นี เ้พราะเธอดูแหกคอกนางเอก7 สีมากเกินขอบเขตกว่านางเอกคนอ่ ืนๆ จนผู้ใหญ่ทางช่อง 7 แอบ
กระซิบเตือนว่าอย่าทำาโป๊ อย่างนีบ
้ ่อยๆ เพราะกลัวว่าจะเสียภาพลักษณ์นางเอก ซ่ ึงด้านพิง้กีเ้องปกติก็ไม่ค่อยจะ
ออกมาทำาเซอร์ไพรส์เช่นนีบ
้ ่อยนัก
กับการเปล่ียนลุ๊คส์ครัง้นีพ
้ ิง้กีเ้องก็เซฟตัวเองเหมือนกัน ช่วงล่างไม่ได้ล่อนจ้อนจนเห็นเน้ือหนัมังสาทำาให้เกิด
อารมณ์สยิวแต่อย่างใด เพราะหากมองดีๆ พิง้กีก
้ ็ใส่ถุงน่องทับไม่ต่ำากว่า 3 ชัน
้ ให้สบัดกระโปงจนบานแฉ่งก็ไม่มี
ทางท่ีน้องจุ๋มจะออกมายิม
้ แข่งกับนางเอกสาวพิง้กีอ
้ ย่างแน่นอน

ทาทาทำาเปรีย
้ วเข็ดฟั น แจกจีสตริง
เปิ ดตัวงานเพลงอัลบัม
้ ล่าสุด ร้อนฉ่าสุดฉาว! ทัง้ที! น้องสาวเดีย๊น! คุณน้อง ทาทา ยัง ระเบิดความแก่นเปรีย
้ ว
เฮีย
้ วซ่า! อย่างไม่บันยะบันยัง ทำาเอาคนดูตาเหลือกถลนไปตามๆ กัน สะบัดๆ โยกซ้ายเด้งหลังโขกไม่ยัง้! โอ้ววว
แม่เจ้า ช่างเด้งได้เมามันส์จริงๆ ช่างน่าหวาดเสียวย่ิงนัก กลัวววว...เหลือเกิน
๊ ว่านมซิลิโคนของคุณน้องจะหลุด
ฟั วะ! มาฟาดหน้าคุณพ่ีก็ขออวยชัยให้พรเจริญๆ นะยะ

อย่างโจ่งแจ้ง! โจ๊ะพร่ึมๆ แบบนี เ

เอาเซ็กซ์เอาเรือนร่างมานำาเสนอ


อ็มวีการแต่งเน้ือแต่งตัวมันล่อแห
ช่างอเนจอนาถใจจริงๆ แต่ถึงยังไงซะ! จะบากหน้าไปแข่งกับพวกนักร้องท่ีแรดกว่า เราก็ต้องเร่งดีกรีให้มันแรง
กว่า ใช่มัย
้ จ๊ะ?
เฮ้อ! เหน่ ือยแทนคุณน้องทาทาจริงๆ พับผ่า! ยังไงคุณพ่ีจะพยายามเข้าใจจะพยายามเห็นใจคุณน้องทาทาให้
มากๆ ก็แล้วกันพอจบงาน ก็ทำาเปรีย
้ วจีด๊ๆ ด้วยการ...ว๊ายๆ กรีด๊ๆ แจก กกน. ลิงดำา จีสตริงสุดสยิว แหม! วัด
ไซส์ใครมาหรือจ๊ะคุณน้องทาทา ทำาไม๊...ทำาไม มันกระจิริด จะปกปิ ดได้มด
ิ หรือเปล่าจ๊ะเน่ีย!
ดังข่าวตัวอย่าง เม่ ือเกิดวิกฤตการณ์ ดารา นางแบบ นักร้อง แต่งตัวยัว่ยวนมากขึน
้ ผลกระทบโดยตรง แน่นอน
ท่ีสุด ย่อมตกอยู่กับผู้หญิงเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นา นา แล้วแต่จะว่ากันไปของส่ ือ ต่อมาประเด็นท่ีว่าใคร
เป็ นผู้ได้รับผลกำาไรนัน
้ ในเม่ ือกระแสทุนนิยมเข้ามาเก่ียวข้องและเข้ามามีอิทธิพลในการดำารงชีวิต เร่ ืองเพศเป็ น
ส่ิงท่ีสังคมต้องการบริโภค จนกระทัง่กลายเป็ นธุรกิจการค้า ผู้ได้รับผลกำาไรสูงสุดย่อมได้แก่นายทุน หากปล่อย
ปละละเลยให้ภาพพจน์ดารา ศิลปิ นไทยอิสระในการแสดงเผยแพร่ไปเร่ ือย เกรงว่า ถึงท่ีสุดจะทำาให้เกิดความ
เคยชินและมองเห็นว่าการแต่งตัวเน้นขายความ sexy อวดโฉมต่อสาธารณะชนเป็ นเร่ ืองปกติธรรมดา เงินก้อน

ศิลปะ
สำาหรับผู้ตกเป็ นข่าวรวมทัง้ผู้เก่ียวข้อง ทางด้านนักวิจารณ์ย่อมพูดเป็ นเสียงเดียวกันว่า อนาจาร ชัดๆ และ
กระแสผู้บริโภคก็จะบอกว่า มันเป็ น เพศ
พาณิชย์ หรือท่ีพดู กันเป็ นวลีคุ้นเคยว่า เดี๋ยวนีเ้ค้าเน้น "ขายเซ็กส์"

ใหญ่ทำาให้กระดุม ซิบหรือตะขอปลดลงได้อย่างง่ายดาย และหลายครัง้ก็เกิดการถกเถียงกันว่า เป็ น

คำาว่า นู้ด กับ อีโรติก แตกต่างกันอย่างไร..?

นู้ด และ อีโรติก แม้ว่าจะใกล้เคียงกัน แต่ก็มข
ี ้อแตกต่างขีดคัน
่ แบ่งเส้นความหมายกันอยู่

นู้ด หมายถึง งานศิลปะซ่ึงแสดงออกถึงสัญลักษณ์ของความสวยงามของแต่ละบุคคล เป็ นภาพลีลาธรรมชาติ

มีลักษณะสมจริง ไม่ก่อให้เกิดอารมรณ์ หรือเชิญชวนให้เกิดความรู้สึกทางเพศแต่อย่างใดโดยมีวัตถุประสงค์เพ่ ือ
ให้การศึกษาแก่สาธารณชน สังเกตได้จากนักศึกษาวิชาศิลปะต้องผ่านการเรียนคอร์สวาดภาพเปลือยเสียก่อน

อีโรติก

และนางแบบท่ีมาเป็ นแบบนัน
้ เปรียบได้เสมือนกับอาจารย์ผู้ให้ความรู้ ขณะท่ี
หมายถึงภาพท่ีทำาให้
เกิดความรู้สึก เกิดอารมณ์ทางเพศ เป็ นความรู้สึกท่ีแสดงออกโดยไม่ได้เกิดจากกระบวนการตอบสนองจากสมอง
เกิดจากความตัง้ใจยัว่ยุ เร้าอารมณ์ของผู้สร้างงาน โดยมีจุดมุง่ หมายในเชิงขายเอากำาไรเป็ นหลัก

ส่วนส่ิงท่ีหวัน
่ วิตกและอันตรายท่ีสุด เพ่ิงจะอุบัติขึ้นท่ามกลางกระแสทุนนิยม และสังคมไทยก็ค่อนข้างเอนเอียง
ไปในทางวัตถุนิยมมากเสียด้วย ทำาให้คนเราไม่พอใจในตนเองมีอยู่และปั จจุบันกลไกพาณิชย์ได้ซาบซึมเข้าไปใน

เพศพาณิชย์

ทุกส่วนของสังคมอะไรก็ตามแต่ทต
่ี กอยู่ในระบบพาณิชย์ล้วนอันตราย ไม่เว้นแม้แต่เร่ ืองของ
ซ่ึงกำาลังแพร่ระบาดมาก เร่ ืองเพศ และเซ็กส์ ได้กลายมาเป็ น
หน่งึ ในเทคนิควิธีการค้าขายหรือโฆษณาชวนเช่ ือ เป็ นส่วนหน่ ึงท่ีคนในสังคมมีความต้องการบริโภค ดึงจุดเด่น
เร่ ืองสรีระ หรือ
ความเซ็กซ่ีของผู้หญิงมาเป็ นจุดขาย
แล้วตัวอย่างข้างบนนีส
้ ำาหรับเมืองไทย

พาณิชย์

คุณจะเรียกว่าอะไร ศิลปะ อนาจาร หรือเพศ