You are on page 1of 24

คลังโจทย์ 1

1. ให้ 𝑈 เป็ นเอกภพสัมพัทธ์ และ 𝐴, 𝐵, 𝐶 เป็ นสับเซตของ 𝑈


ถ้า 𝐴 ∩ 𝐵 = 𝐵 ∩ 𝐶 = 𝐴 ∩ 𝐶 = 𝐴 ∩ 𝐵 ∩ 𝐶
𝑛(𝐴) = 𝑛(𝐵) = 𝑛(𝐶) = 10 , 𝑛(𝑈) = 30
และ 𝑛((𝐴 ∪ 𝐵 ∪ 𝐶)′ ) = 6
แล้ว 𝑛((𝐴 ∪ 𝐵) ∩ 𝐶 ′ ) เท่ากับเท่าใด [กสพท คณิต1 (เม.ย. 2564/8)]
1. 14 2. 16 3. 17 4. 20 5. 23

1
2. ให้ 𝐴 = { 𝑥 ∈ ℝ | 5 |𝑥 − 3| < 1} และบ 𝐵 = { 𝑥 ∈ ℝ | −3 < 𝑥 ≤ −2 }
พิจารณาข้อความต่อไปนี ้
ก) 𝐴 ∪ 𝐵 = { 𝑥 ∈ ℝ | −3 < 𝑥 < 8 }
ข) 𝐴 ∩ 𝐵 ⊂ (−1 , 0)
ค) เพาเวอร์เซตของ 𝐴 ∩ 𝐵 มีสมาชิกอย่างน้อย 2 ตัว
จากข้อความ ก) ข) และ ค) ข้างต้น ข้อใดถูกต้อง [PAT 1 (มี.ค. 2565/1)]
1. ข้อความ ก) ถูกต้องเพียงข้อเดียวเท่านัน้ 2. ข้อความ ก) และ ข) ถูกต้องเท่านัน้
3. ข้อความ ก) และ ค) ถูกต้องเท่านัน้ 4. ข้อความ ข) และ ค) ถูกต้องเท่านัน้
5. ข้อความ ก) ข) และ ค) ถูกต้อง

.0123456789
2 คลังโจทย์

3. ให้ 𝐴, 𝐵 และ 𝐶 เป็ นเซตใดๆ พิจารณาข้อความต่อไปนี ้


(ก) ถ้า 𝐴 − 𝐵 = ∅ แล้ว 𝐴 = 𝐵
(ข) ถ้า 𝐶 − (𝐴 ∩ 𝐵) = 𝐶 − 𝐵 แล้ว 𝐴 ⊂ 𝐵
(ค) 𝐴 ∩ 𝐵 ∩ 𝐶 = [(𝐴 ∪ 𝐵) ∩ 𝐶] ∩ [(𝐴 ∩ 𝐵) ∪ 𝐶]
ข้อใดต่อไปนีถ้ กู ต้อง [PAT 1 (มี.ค. 2560/1)]
1. ข้อ (ก) และ ข้อ (ข) ถูก แต่ ข้อ (ค) ผิด 2. ข้อ (ก) และ ข้อ (ค) ถูก แต่ ข้อ (ข) ผิด
3. ข้อ (ข) และ ข้อ (ค) ถูก แต่ ข้อ (ก) ผิด 4. ข้อ (ก) ข้อ (ข) และ ข้อ (ค) ถูกทัง้ สามข้อ
5. ข้อ (ก) ข้อ (ข) และ ข้อ (ค) ผิดทัง้ สามข้อ

4. ให้ 𝐴, 𝐵 และ 𝐶 เป็ นเซตใดๆ พิจำรณำข้อควำมต่อไปนี ้


(ก) ถ้ำ 𝐵 ∩ 𝐶 = ∅ และ 𝐴 ⊂ (𝐵 ∪ 𝐶) แล้ว (𝐴 ∪ 𝐵) ∩ 𝐶 = 𝐴 ∩ 𝐵
(ข) 𝐴 ∪ (𝐵 ∩ 𝐶) ⊂ (𝐴 ∪ 𝐶) ∩ 𝐵
(ค) ถ้ำเซต 𝐴 มีสมำชิก 9 ตัว เซต 𝐵 มีสมำชิก 7 ตัว และ เพำเวอร์เซตของเซต 𝐴 − 𝐵 มีสมำชิก 32 ตัว แล้ว
เพำเวอร์เซตของเซต 𝐵 − 𝐴 มีสมำชิก 16 ตัว
ข้อใดต่อไปนีถ้ ูกต้อง [PAT 1 (ก.พ. 2563/3)]
1. ข้อ (ก) และ ข้อ (ข) ถูก แต่ ข้อ (ค) ผิด 2. ข้อ (ก) และ ข้อ (ค) ถูก แต่ ข้อ (ข) ผิด
3. ข้อ (ข) และ ข้อ (ค) ถูก แต่ ข้อ (ก) ผิด 4. ข้อ (ก) ข้อ (ข) และ ข้อ (ค) ถูกทัง้ สำมข้อ
5. ข้อ (ก) ข้อ (ข) และ ข้อ (ค) ผิดทัง้ สำมข้อ

.0123456789
คลังโจทย์ 3

5. กำหนดให้ 𝑈 = { 1, 2, 3, ... , 50 } และ 𝐴 = { 𝑛 ∈ 𝑈 | 𝑛 เป็ นจำนวนคู่ }


𝐵 = { 𝑛 ∈ 𝑈 | 𝑛 หำรด้วย 3 ลงตัว }
จำนวนสมำชิกของ 𝐴 − (𝐴 ∩ 𝐵) เท่ำกับเท่ำใด [O-NET (ก.พ. 2565/4)]
1. 8 2. 9 3. 15 4. 17 5. 19

6. การสารวจการลงทะเบียนเรียนวิชาภาษาต่างประเทศของนักศึกษาจานวน 180 คน ได้ผลสารวจดังนี ้


จานวนนักศึกษา (คน)

64
62
60
58
56
54
0 วิชา
ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาญี่ปนุ่
และได้ขอ้ มูลเพิ่มเติม ดังต่อไปนี ้
 นักศึกษาทัง้ 180 คน ลงทะเบียนเรียนวิชาภาษาต่างประเทศอย่างน้อย 1 วิชา
 ไม่มีนกั ศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนวิชาภาษาจีน พร้อมกับวิชาภาษาอื่น
 มีนกั ศึกษา 17 คน ที่ละทะเบียนเรียนวิชาภาษาอังกฤษและวิชาภาษาฝรั่งเศส
 มีนกั ศึกษา 23 คน ที่ละทะเบียนเรียนวิชาภาษาอังกฤษและวิชาภาษาญี่ปน ุ่
 มีนกั ศึกษา 21 คน ที่ละทะเบียนเรียนวิชาภาษาฝรั่งเศสและวิชาภาษาญี่ปน ุ่
มีนกั ศึกษากี่คน ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาภาษาต่างประเทศอย่างน้อย 2 วิชา [PAT 1 (มี.ค. 2565/36)]

.0123456789
4 คลังโจทย์

7. ให้ เอกภพสัมพัทธ์ 𝑈 แทนเซตของจำนวนเต็มบวกทัง้ หมดที่ไม่เกิน 10


และ 𝐴, 𝐵 เป็ นสับเซตของ 𝑈 โดยที่ 𝐴 แทนเซตของจำนวนคู่ท่ีนอ้ ยกว่ำ 10
ถ้ำ 𝑛(𝐴′ ∪ 𝐵) = 7 และ 3 ∉ 𝐴′ − 𝐵 แล้วข้อใดถูกต้อง [กสพท คณิต1 (มี.ค. 2565/1)]
1. 𝐵 ⊂ 𝐴′ 2. 5 ∈ 𝐴 ∩ 𝐵 3. 𝑛(𝐴 ∩ 𝐵) = 1
4. 𝑛(𝐵) = 1 5. 𝑛(𝐴 ∪ 𝐵) = 4

8. จากการสารวจนักเรียนกลุม่ หนึง่ จานวน 80 คน เกี่ยวกับการเป็ นสมาชิกของชมรม 3 ชมรม คือ ชมรมคณิตศาสตร์


ชมรมการแสดง และชมรมกีฬา ปรากฏว่ามี 30 คน เป็ นสมาชิกของชมรมคณิตศาสตร์ โดยในจานวนนีม้ ีนกั เรียน 20
คน เท่านัน้ ที่เป็ นสมาชิกของชมรมคณิตศาสตร์เพียงชมรมเดียว มี 5 คน ที่เป็ นสมาชิกของชมรมการแสดงและชมรม
กีฬา แต่ไม่เป็ นสมาชิกของชมรมคณิตศาสตร์ และมี 10 คน ที่ไม่เป็ นสมาชิกของชมรมใดเลย พิจารณาข้อความ
ต่อไปนี ้
(ก) มี 15 คน ที่เป็ นสมาชิกของชมรมอย่างน้อย 2 ชมรม
(ข) มี 55 คน ที่เป็ นสมาชิกของชมรมใดชมรมหนึง่ เพียง 1 ชมรมเท่านัน้
(ค) มี 50 คน ที่เป็ นสมาชิกของชมรมการแสดงหรือขมรมกีฬา
ข้อใดต่อไปนีถ้ กู ต้อง [PAT 1 (มี.ค. 2560/2)]
1. ข้อ (ก) และ ข้อ (ข) ถูก แต่ ข้อ (ค) ผิด 2. ข้อ (ก) และ ข้อ (ค) ถูก แต่ ข้อ (ข) ผิด
3. ข้อ (ข) และ ข้อ (ค) ถูก แต่ ข้อ (ก) ผิด 4. ข้อ (ก) ข้อ (ข) และ ข้อ (ค) ถูกทัง้ สามข้อ
5. ข้อ (ก) ข้อ (ข) และ ข้อ (ค) ผิดทัง้ สามข้อ

.0123456789
คลังโจทย์ 5

9. กำหนดให้ 𝑃(𝑆) แทนเพำเวอร์เซตของเซต 𝑆 และ 𝑛(𝑆) แทนจำนวนสมำชิกของเซต 𝑆


ให้ 𝐴, 𝐵 และ 𝐶 เป็ นเซตจำกัด โดยที่ 𝐵 ⊂ 𝐴 และ 𝐴 ∩ 𝐶 ≠ ∅
ถ้ำ 𝑛(𝑃(𝑃(𝐵))) = 𝑛(𝑃(𝐵 ∪ 𝐶)) = 16 , 𝑛(𝐵 ∩ 𝐶) = 1 , 𝑛(𝐴 ∩ 𝐶) = 2
และ 𝑛(𝑃(𝐴 − 𝐶)) = 4𝑛(𝑃(𝐶 − 𝐴)) แล้ว 𝑛(𝑃(𝐴)) เท่ำกับเท่ำใด [PAT 1 (ก.พ. 2561/31)]

10. ให้ 𝑛(𝑆) แทนจำนวนสมำชิกของเซต 𝑆 ถ้ำ 𝐴, 𝐵 และ 𝐶 เป็ นเซต โดยที่ 𝑛(𝐴) = 10 , 𝑛(𝐴 ∩ 𝐵) = 4 ,
𝑛(𝐴 ∩ 𝐶) = 3 และ 𝑛(𝐴 ∪ 𝐵 ∪ 𝐶) = 18 แล้ว ค่ำมำกที่สดุ ที่เป็ นไปได้ของ 𝑛(𝐵 ∪ 𝐶) เท่ำกับข้อใดต่อไปนี ้
[PAT 1 (ก.พ. 2562/18)]
1. 10 2. 12 3. 13 4. 14 5. 15

.0123456789
6 คลังโจทย์

11. ในกำรสำรวจควำมชอบเรียนวิชำคณิตศำสตร์ วิชำภำษำไทย และวิชำภำษำอังกฤษ ของนักเรียนกลุม่ หนึง่


พบว่ำ มีนกั เรียนชอบเรียนวิชำคณิตศำสตร์ 150 คน
มีนกั เรียนชอบเรียนวิชำภำษำไทย 80 คน
มีนกั เรียนชอบเรียนวิชำภำษำอังกฤษ 60 คน
และ มีนกั เรียน 30 คน ชอบเรียนทัง้ สำมวิชำ
นักเรียนกลุม่ นีม้ ีจำนวนอย่ำงมำกกี่คน [PAT 1 (ต.ค. 2558/31)]

12. กำหนดให้ 𝑃(𝑆) แทนเพำเวอร์เซตของเซต 𝑆 ให้ 𝐴, 𝐵 และ 𝐶 เป็ นเซตใดๆ พิจำรณำข้อควำมต่อไปนี ้


(ก) (𝐴 ∩ 𝐵) ∪ 𝐶 = 𝐴 ∩ (𝐵 ∪ 𝐶) (ข) 𝑃(𝐴) − 𝑃(𝐵) ⊂ 𝑃(𝐴 − 𝐵)
(ค) 𝑃(𝑃(∅)) ⊂ 𝑃(𝑃(𝑃(∅))) เมื่อ ∅ แทนเซตว่ำง
ข้อใดต่อไปนีถ้ กู ต้อง [PAT 1 (ต.ค. 2559/3)]
1. ข้อ (ก) ถูกเพียงข้อเดียว 2. ข้อ (ข) ถูกเพียงข้อเดียว
3. ข้อ (ค) ถูกเพียงข้อเดียว 4. ข้อ (ก) ข้อ (ข) และ ข้อ (ค) ถูกทัง้ สำมข้อ
5. ข้อ (ก) ข้อ (ข) และ ข้อ (ค) ผิดทัง้ สำมข้อ

.0123456789
คลังโจทย์ 7

13. ให้ 𝑆 ′ แทนคอมพลีเมนต์ของเซต 𝑆 และ 𝑛(𝑆) แทนจำนวนสมำชิกของเซต 𝑆


กำหนดให้ 𝒰 แทนเอกภพสัมพัทธ์ โดยที่ 𝑛(𝒰) = 70 ถ้ำ 𝐴, 𝐵 และ 𝐶 เป็ นสับเซตของ 𝒰 โดยที่ 𝐴 ∩ 𝐵 ∩ 𝐶 ≠ ∅
และ 𝑛(𝐴 ∩ 𝐵′ ) = 25 , 𝑛(𝐵 − 𝐶) = 18 , 𝑛(𝐶 ∩ 𝐴′ ) = 16 และ 𝑛((𝐴 ∪ 𝐵)′ − 𝐶) = 7
แล้ว 𝑛(𝐴 ∩ 𝐵 ∩ 𝐶) เท่ำกับเท่ำใด [PAT 1 (ต.ค. 2559/31)]

14. สำหรับเซตย่อย 𝐴1 , 𝐴2 , … , 𝐴𝑛 , … ใน ℝ ใดๆ นิยำม


 
 𝐴𝑛 := { 𝑥 ∈ ℝ | มีจำนวนนับ 𝑛 ซึง่ 𝑥 ∈ 𝐴𝑛 } และ  𝐴𝑛 := { 𝑥 ∈ ℝ | 𝑥 ∈ 𝐴𝑛 ทุกจำนวนนับ 𝑛 }
n 1 n 1

ข้ อใดต่อไปนี ้ไม่ถกู ต้ อง [สมำคม (พ.ย. 2560/1)]


 
ก.  [−𝑛 + 𝑛1 1
, 𝑛− ) = ℝ
𝑛
ข.  (− 𝑛1 , 1
𝑛
) = {0}
n 1 n 1
  
ค.  (𝑛1 1
, 1 − ] = (0, 1]
𝑛
ง. 1
 (0, 1 + 𝑛] =  (0, 1 + 𝑛)
1
n 1 n 1 n 1

.0123456789
8 คลังโจทย์

15. ให้ 𝑛 (𝑆) แทนจำนวนสมำชิกของเซต 𝑆 ถ้ำ 𝐴, 𝐵 และ 𝐶 เป็ นเซต โดยที่ 𝑛(𝐴) + 𝑛(𝐵) + 𝑛(𝐶 ) = 199
𝑛(𝐴 ∪ 𝐵 ∪ 𝐶 ) = 100 𝑛((𝐴 ∪ 𝐵) − 𝐶) = 35 และ 𝑛(𝐶 − (𝐴 ∪ 𝐵)) = 9
แล้ว 𝑛(𝐴 ∩ 𝐵) เท่ำกับข้อใดต่อไปนี ้ [PAT 1 (ก.พ. 2563/5)]
1. 42 2. 43 3. 44 4. 45 5. 46

16. กำหนดให้ 𝑃(𝑆) แทนเพำเวอร์ เซตของเซต 𝑆 ให้ 𝐴, 𝐵 และ 𝐶 เป็ นเซตใดๆ พิจำรณำข้ อควำมต่อไปนี ้
(ก) ถ้ ำ 𝐴 ∩ 𝐶 ∈ 𝐵 แล้ ว 𝐴 ∈ 𝐵 ∪ 𝐶
(ข) ถ้ ำ 𝐴 ∩ 𝐶 ⊂ 𝐵 แล้ ว 𝐵 = (𝐴 ∪ 𝐵) ∪ (𝐵 ∩ 𝐶)
(ค) 𝑃(𝐴 ∪ 𝐵) ⊂ 𝑃(𝐴) ∪ 𝑃(𝐵)
ข้ อใดต่อไปนี ้ถูกต้ อง [PAT 1 (มี.ค. 2559/6)]
1. ข้ อ (ก) ถูกเพียงข้ อเดียว 2. ข้ อ (ข) ถูกเพียงข้ อเดียว
3. ข้ อ (ค) ถูกเพียงข้ อเดียว 4. ข้ อ (ก) ข้ อ (ข) และ ข้ อ (ค) ถูกทังสำมข้
้ อ
5. ข้ อ (ก) ข้ อ (ข) และ ข้ อ (ค) ผิดทังสำมข้
้ อ

.0123456789
คลังโจทย์ 9

17. จงพิจารณาข้ อความต่อไปนี ้


(1) มีเซต 𝐴, 𝐵, 𝐶 ที่ 𝐴 ⊂ 𝐵 ∈ 𝐶 และ 𝐴 ∈ 𝐵 ⊂ 𝐶
(2) กาหนดให้ 𝒫(ℝ) แทนเซตของสับเซตทังหมดของ ้ ℝ
ให้ ℱ ≠ ∅ เป็ นสับเซตแท้ ใดๆ ของ 𝒫(ℝ) ที่มีสมบัติวา่ 𝑋 − 𝑌 ∈ ℱ สาหรับทุก 𝑋, 𝑌 ∈ ℱ
จะได้ วา่ ถ้ า 𝐴, 𝐵 ∈ ℱ แล้ ว 𝐴 ∩ 𝐵 ∈ ℱ
ข้ อใดต่อไปนี ้กล่าวถูกต้ อง [สมาคม (พ.ย. 2561/1)]
ก. ข้ อความ (1) และ (2) ต่างเป็ นจริง ข. ข้ อความ (1) เป็ นจริ ง แต่ข้อความ (2) เป็ นเท็จ
ค. ข้ อความ (1) เป็ นเท็จ แต่ข้อความ (2) เป็ นจริง ง. ข้ อความ (1) และ (2) ต่างเป็ นเท็จ

18. ในกำรสำรวจนักเรี ยนห้ องหนึง่ เกี่ยวกับควำมชอบเรี ยนวิชำคณิตศำสตร์ วิชำภำษำอังกฤษ และวิชำภำษำไทย พบว่ำ


นักเรี ยนในห้ องนี ้ชอบเรี ยนวิชำดังกล่ำวอย่ำงน้ อย 1 วิชำ และ
มี 24 คน ชอบเรียนวิชำคณิตศำสตร์
มี 22 คน ชอบเรียนวิชำภำษำอังกฤษ
มี 21 คน ชอบเรียนวิชำภำษำไทย
มี 21 คน ชอบเรียนเพียงวิชำเดียว และ มี 4 คน ชอบเรี ยนทังสำมวิ
้ ชำ
จำนวนนักเรี ยนทีช่ อบเรี ยนวิชำภำษำอังกฤษ หรื อวิชำภำษำไทย แต่ไม่ชอบเรียนวิชำคณิตศำสตร์ เท่ำกับข้ อใดต่อไปนี ้
[PAT 1 (มี.ค. 2559/2)]
1. 16 คน 2. 17 คน 3. 18 คน
4. 19 คน 5. 20 คน

.0123456789
10 คลังโจทย์

19. ให้ 𝑆 ′ แทนคอมพลีเมนต์ของ 𝑆 และ 𝑛(𝑆) แทนจำนวนสมำชิกของเซต 𝑆 ให้ 𝐴, 𝐵 และ 𝐶 เป็ นเซตใดๆ
โดยที่ 𝐴 ∩ (𝐵 ∪ 𝐶)′ = ∅ , 𝑛(𝐴) = 12 , 𝑛(𝐵) = 15 , 𝑛(𝐶) = 16 , 𝑛(𝐴 ∪ 𝐵 ∪ 𝐶) = 20
และ 𝑛(𝐴 ∩ 𝐵) = 𝑛(𝐵 ∩ 𝐶) = 𝑛(𝐴 ∩ 𝐶) ข้อใดต่อไปนีไ้ ม่ถกู ต้อง [PAT 1 (ต.ค. 2558/2)]
1. 𝑛(𝐴 ∩ 𝐵 ∩ 𝐶) = 10 2. 𝑛(𝐴 ∩ 𝐵) = 11 3. 𝑛(𝐴′ ∩ 𝐵) = 4
4. 𝑛((𝐴 ∪ 𝐵) ∩ 𝐶) = 12 5. 𝑛((𝐴 ∪ 𝐵)′ ∩ 𝐶) = 5

20. จากการสารวจผู้เล่นเกม Pokemon Go ในประเทศไทยทังหมดพบว่ ้ า 80% มีสตั ว์เลี ้ยงอย่างน้ อยหนึง่ ตัวในบรรดา
สัตว์เลี ้ยงต่อไปนี ้ Bulbasaur, Charmander และ Squirtle โดยที่
 45% มีสตั ว์เลี ้ยง Bulbasaur
 28% มีสตั ว์เลี ้ยง Charmander
 46% มีสตั ว์เลี ้ยง Squirtle
ถ้ า 27% มีแค่ Squirtle เท่านัน้ และ 6% มีสตั ว์เลี ้ยงทังสามชนิ
้ ด ข้ อใดต่อไปนี ้ตรงกับจานวนผู้เล่นที่มี
Bulbasaur, Charmander แต่ไม่มี Squirtle [สมาคม (พ.ย. 2559/1)]
ก. 14% ข. 15% ค. 16% ง. 17%

.0123456789
คลังโจทย์ 1

1. ให้ 𝑈 เป็ นเอกภพสัมพัทธ์ และ 𝐴, 𝐵, 𝐶 เป็ นสับเซตของ 𝑈


ถ้า 𝐴 ∩ 𝐵 = 𝐵 ∩ 𝐶 = 𝐴 ∩ 𝐶 = 𝐴 ∩ 𝐵 ∩ 𝐶
𝑛(𝐴) = 𝑛(𝐵) = 𝑛(𝐶) = 10 , 𝑛(𝑈) = 30
และ 𝑛((𝐴 ∪ 𝐵 ∪ 𝐶)′ ) = 6
แล้ว 𝑛((𝐴 ∪ 𝐵) ∩ 𝐶 ′ ) เท่ากับเท่าใด [กสพท คณิต1 (เม.ย. 2564/8)]
1. 14 2. 16 3. 17 4. 20 5. 23
ตอบ 1
จาก 𝑛(𝑈) = 30 และ 𝑛((𝐴 ∪ 𝐵 ∪ 𝐶)′ ) = 6 จะได้ 𝑛(𝐴 ∪ 𝐵 ∪ 𝐶) = 30 − 6 = 24

𝑛(𝐴 ∪ 𝐵 ∪ 𝐶) = 24 …(1) 𝑛(𝐴) = 10 …(2) 𝑛(𝐵) = 10 …(3) 𝑛(𝐶) = 10 …(4)

โจทย์ถาม 𝑛((𝐴 ∪ 𝐵) ∩ 𝐶 ′ )
= 𝑛((𝐴 ∪ 𝐵) − 𝐶) ซึง่ หมายส่วนพืน้ ที่ดงั รูป
จะเห็นว่าส่วนส่วนที่โจทย์ถาม หาได้จากการหักแผนภาพ (1) ด้วยแผนภาพ (4)
= 24 − 10 = 14

1
2. ให้ 𝐴 = { 𝑥 ∈ ℝ | 5 |𝑥 − 3| < 1} และบ 𝐵 = { 𝑥 ∈ ℝ | −3 < 𝑥 ≤ −2 }
พิจารณาข้อความต่อไปนี ้
ก) 𝐴 ∪ 𝐵 = { 𝑥 ∈ ℝ | −3 < 𝑥 < 8 }
ข) 𝐴 ∩ 𝐵 ⊂ (−1 , 0)
ค) เพาเวอร์เซตของ 𝐴 ∩ 𝐵 มีสมาชิกอย่างน้อย 2 ตัว
จากข้อความ ก) ข) และ ค) ข้างต้น ข้อใดถูกต้อง [PAT 1 (มี.ค. 2565/1)]
1. ข้อความ ก) ถูกต้องเพียงข้อเดียวเท่านัน้ 2. ข้อความ ก) และ ข) ถูกต้องเท่านัน้
3. ข้อความ ก) และ ค) ถูกต้องเท่านัน้ 4. ข้อความ ข) และ ค) ถูกต้องเท่านัน้
5. ข้อความ ก) ข) และ ค) ถูกต้อง
ตอบ 2
1
|𝑥 − 3| < 1
5
|𝑥 − 3| < 5
−5 < 𝑥 − 3 < 5 +3 ตลอด
−2 < 𝑥 < 8
จะได้ 𝐴 = (−2 , 8)
ก) เมื่อนา 𝐴 มายูเนียนกับ 𝐵 จะ ต่อกันที่ −2 ดี ดังนัน้ 𝐴 ∪ 𝐵 = (−3, 8) → ก) ถูก
ข) เนื่องจาก 𝐴 กับ 𝐵 ไม่มีสว่ นซ้อนทับกันเลย จะได้ 𝐴 ∩ 𝐵 = ∅ และเนื่องจาก ∅ เป็ นสับเซตของทุกเซต → ข) ถูก
ค) 𝑃(𝐴 ∩ 𝐵) = 𝑃(∅) = { ∅ } มีสมาชิก 1 ตัว → ค) ผิด

.0123456789
2 คลังโจทย์

3. ให้ 𝐴, 𝐵 และ 𝐶 เป็ นเซตใดๆ พิจารณาข้อความต่อไปนี ้


(ก) ถ้า 𝐴 − 𝐵 = ∅ แล้ว 𝐴 = 𝐵
(ข) ถ้า 𝐶 − (𝐴 ∩ 𝐵) = 𝐶 − 𝐵 แล้ว 𝐴 ⊂ 𝐵
(ค) 𝐴 ∩ 𝐵 ∩ 𝐶 = [(𝐴 ∪ 𝐵) ∩ 𝐶] ∩ [(𝐴 ∩ 𝐵) ∪ 𝐶]
ข้อใดต่อไปนีถ้ กู ต้อง [PAT 1 (มี.ค. 2560/1)]
1. ข้อ (ก) และ ข้อ (ข) ถูก แต่ ข้อ (ค) ผิด 2. ข้อ (ก) และ ข้อ (ค) ถูก แต่ ข้อ (ข) ผิด
3. ข้อ (ข) และ ข้อ (ค) ถูก แต่ ข้อ (ก) ผิด 4. ข้อ (ก) ข้อ (ข) และ ข้อ (ค) ถูกทัง้ สามข้อ
5. ข้อ (ก) ข้อ (ข) และ ข้อ (ค) ผิดทัง้ สามข้อ
ตอบ 5
(ก) ลบ คือการกรองออก → ถ้า 𝐵 มีทกุ ตัวใน 𝐴 ก็จะทาให้ 𝐴 − 𝐵 = ∅ ได้
เช่น {1} − {1, 2} = ∅ แต่ {1} ≠ {1, 2} → (ก) ผิด
(ข) ลองหาตัวอย่างค้านดู จะเห็นว่าถ้า 𝐶 = ∅ เอาไปลบกับอะไรก็ได้ ∅ โดยที่ 𝐴 กับ 𝐵 จะเป็ นอะไรก็ได้
เช่นให้ 𝐶 = ∅ , 𝐴 = {1} , 𝐵 = {2} จะได้ 𝐶 − ( 𝐴 ∩ 𝐵 ) = 𝐶 − 𝐵 แต่ {1} ≠ {2} → (ข) ผิด
∅ − ({1} ∩ {2}) = ∅ − {2}
∅− ∅ = ∅ − {2}
∅ = ∅
(ค) 𝐴 𝐵 กาหนดสมาชิกตัวแทนให้แต่ละส่วน ดังรูป
1 2 3
จะได้ 𝐴 ∩ 𝐵 ∩ 𝐶 = [ (𝐴 ∪ 𝐵) ∩ 𝐶 ] ∩ [(𝐴 ∩ 𝐵) ∪ 𝐶 ]
4 5 6
{5} = [{1,2,3,4,5,6}∩ {4,5,6,7}] ∩ [ {2, 5} ∪ {4,5,6,7}]
7
{5} = {4,5,6} ∩ {2,4,5,6,7}
𝐶
{5} = {4,5,6} → (ค) ผิด

4. ให้ 𝐴, 𝐵 และ 𝐶 เป็ นเซตใดๆ พิจำรณำข้อควำมต่อไปนี ้


(ก) ถ้ำ 𝐵 ∩ 𝐶 = ∅ และ 𝐴 ⊂ (𝐵 ∪ 𝐶) แล้ว (𝐴 ∪ 𝐵) ∩ 𝐶 = 𝐴 ∩ 𝐵
(ข) 𝐴 ∪ (𝐵 ∩ 𝐶) ⊂ (𝐴 ∪ 𝐶) ∩ 𝐵
(ค) ถ้ำเซต 𝐴 มีสมำชิก 9 ตัว เซต 𝐵 มีสมำชิก 7 ตัว และ เพำเวอร์เซตของเซต 𝐴 − 𝐵 มีสมำชิก 32 ตัว แล้ว
เพำเวอร์เซตของเซต 𝐵 − 𝐴 มีสมำชิก 16 ตัว
ข้อใดต่อไปนีถ้ ูกต้อง [PAT 1 (ก.พ. 2563/3)]
1. ข้อ (ก) และ ข้อ (ข) ถูก แต่ ข้อ (ค) ผิด 2. ข้อ (ก) และ ข้อ (ค) ถูก แต่ ข้อ (ข) ผิด
3. ข้อ (ข) และ ข้อ (ค) ถูก แต่ ข้อ (ก) ผิด 4. ข้อ (ก) ข้อ (ข) และ ข้อ (ค) ถูกทัง้ สำมข้อ
5. ข้อ (ก) ข้อ (ข) และ ข้อ (ค) ผิดทัง้ สำมข้อ
ตอบ 5
(ก) ลองสุ่ม 𝐴, 𝐵, 𝐶 ง่ำยๆ ที่ทำให้ 𝐵 ∩ 𝐶 = ∅ และ 𝐴 ⊂ (𝐵 ∪ 𝐶) ลองแทนดู
ลองให้ 𝐵 = {1} , 𝐶 = {2} , 𝐴 = {1} : (𝐴 ∪ 𝐵) ∩ 𝐶 = 𝐴 ∩ 𝐵
({1} ∪ {1}) ∩ {2} = {1} ∩ {1}
∅ = {1} ×
(ข) จะพยำยำมหำ 𝐴, 𝐵, 𝐶 มำทำให้ (ข) ผิด ดู → ต้องทำให้ฝ่ ั งซ้ำยเยอะๆ ฝั่ งขวำน้อยๆ จะได้ไม่เป็ นสับเซตกัน
สังเกตว่ำฝั่ งขวำมีกำรอินเตอร์เซกกับ 𝐵 → ถ้ำ 𝐵 เป็ น ∅ ฝั่ งขวำจะไม่เหลืออะไรเลย
ลองให้ 𝐵 = ∅ , 𝐴 = {1} , 𝐶 = {2} : 𝐴 ∪ (𝐵 ∩ 𝐶) ⊂ (𝐴 ∪ 𝐶) ∩ 𝐵
{1} ∪ (∅ ∩ {2}) ⊂ ({1} ∪ {2}) ∩ ∅
{1} ⊂ ∅ ×
(ค) 𝑃(𝐴 − 𝐵) มีสมำชิก 32 = 25 ตัว ดังนัน้ 𝐴 − 𝐵 จะมีสมำชิก 5 ตัว
𝐴 𝐵 𝑃(𝐴) มีสมำชิก 2𝑛(𝐴) ตัว
.0123456789 วำดแผนนภำพได้ดงั รูป
(ข) จะพยำยำมหำ 𝐴, 𝐵, 𝐶 มำทำให้ (ข) ผิด ดู → ต้องทำให้ฝ่ ั งซ้ำยเยอะๆ ฝั่ งขวำน้อยๆ จะได้ไม่เป็ นสับเซตกัน
สังเกตว่ำฝั่ งขวำมีกำรอินเตอร์เซกกับ 𝐵 → ถ้ำ 𝐵 เป็ น ∅ ฝั่ งขวำจะไม่เหลืออะไรเลย
ลองให้ 𝐵 = ∅ , 𝐴 = {1} , 𝐶 = {2} : 𝐴 ∪ (𝐵 ∩ 𝐶) ⊂ (𝐴 ∪ 𝐶) ∩ 𝐵 คลังโจทย์ 3
{1} ∪ (∅ ∩ {2}) ⊂ ({1} ∪ {2}) ∩ ∅
{1} ⊂ ∅ ×
(ค) 𝑃(𝐴 − 𝐵) มีสมำชิก 32 = 25 ตัว ดังนัน้ 𝐴 − 𝐵 จะมีสมำชิก 5 ตัว
𝐴 𝐵 𝑃(𝐴) มีสมำชิก 2𝑛(𝐴) ตัว
วำดแผนนภำพได้ดงั รูป
5

𝐴 มีสมำชิก 9 ตัว → เหลือตรงกลำง 9 − 5 = 4 ตัว 𝐴 𝐵


5 4 3
𝐵 มีสมำชิก 7 ตัว → เหลือฝั่ งขวำ 7 − 4 = 3 ตัว
จะได้ 𝑃(𝐵 − 𝐴) มีสมำชิก 2𝑛(𝐵−𝐴) = 23 = 8 ตัว → (ค) ผิด

5. กำหนดให้ 𝑈 = { 1, 2, 3, ... , 50 } และ 𝐴 = { 𝑛 ∈ 𝑈 | 𝑛 เป็ นจำนวนคู่ }


𝐵 = { 𝑛 ∈ 𝑈 | 𝑛 หำรด้วย 3 ลงตัว }
จำนวนสมำชิกของ 𝐴 − (𝐴 ∩ 𝐵) เท่ำกับเท่ำใด [O-NET (ก.พ. 2565/4)]
1. 8 2. 9 3. 15 4. 17 5. 19
ตอบ 4
50−2
𝐴 คือ จำนวนคู่ใน 𝑈 ซึ่งได้แก่ 2, 4, 6, … , 50 จะมี + 1 = 25 จำนวน
2
𝐴 ∩ 𝐵 คือจำนวนคู่ท่ีหำรด้วย 3 ลงตัว คือจำนวนที่หำรด้วย 6 ลงตัวนั่นเอง
ได้แก่ 6, 12, 18, … , 48 จะมี 48−66
+ 1 = 8 จำนวน

เนื่องจำก 𝐴 ∩ 𝐵 ต้องเป็ นจำนวนคู่ ดังนัน้ ทัง้ 8 จำนวนของ 𝐴 ∩ 𝐵 จะถูกนับรวมอยู่ใน 25 จำนวนของ 𝐴


ดังนัน้ จำนวนสมำชิกของ 𝐴 − (𝐴 ∩ 𝐵) จะหำได้จำก 25 − 8 = 17

6. การสารวจการลงทะเบียนเรียนวิชาภาษาต่างประเทศของนักศึกษาจานวน 180 คน ได้ผลสารวจดังนี ้


จานวนนักศึกษา (คน)

64
62
60
58
56
54
0 วิชา
ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาญี่ปนุ่
และได้ขอ้ มูลเพิ่มเติม ดังต่อไปนี ้
 นักศึกษาทัง้ 180 คน ลงทะเบียนเรียนวิชาภาษาต่างประเทศอย่างน้อย 1 วิชา
 ไม่มีนกั ศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนวิชาภาษาจีน พร้อมกับวิชาภาษาอื่น
 มีนกั ศึกษา 17 คน ที่ละทะเบียนเรียนวิชาภาษาอังกฤษและวิชาภาษาฝรั่งเศส
 มีนกั ศึกษา 23 คน ที่ละทะเบียนเรียนวิชาภาษาอังกฤษและวิชาภาษาญี่ปน ุ่
 มีนกั ศึกษา 21 คน ที่ละทะเบียนเรียนวิชาภาษาฝรั่งเศสและวิชาภาษาญี่ปน ุ่
มีนกั ศึกษากี่คน ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาภาษาต่างประเทศอย่างน้อย 2 วิชา [PAT 1 (มี.ค. 2565/36)]
ตอบ 51
จีน 56 คน จะไม่เรียนภาษาอื่น ดังนัน้ คนที่เรียนภาษาอื่น จะไม่เรียนจีน
คนที่ไม่เรียนจีนมี 180 − 56 = 124 คน ดังนัน้ 3 วิชาที่เหลือมี 124 คน
ใช้สตู ร Inclusive – Exclusive กับ 3 วิชาที่เหลือ จะได้
𝑛(อ ∪ ฝ ∪ ญ) = 𝑛(อ) + 𝑛(ฝ) + 𝑛(ญ) − 𝑛(อ ∩ ฝ) − 𝑛(อ ∩ ญ) − 𝑛(ฝ ∩ ญ) + 𝑛(อ ∩ ฝ ∩ ญ)
124 = 58 + 62 + 60 − 17 − 23 − 21 + 𝑛(อ ∩ ฝ ∩ ญ)
5 = 𝑛(อ ∩ ฝ ∩ ญ)
.0123456789 อ ฝ วาดแผนภาพ จะได้ตรงกลาง = 5
ตอบ 51
4 คลั
จีนงโจทย์
56 คน จะไม่เรียนภาษาอื่น ดังนัน้ คนที่เรียนภาษาอื่น จะไม่เรียนจีน
คนที่ไม่เรียนจีนมี 180 − 56 = 124 คน ดังนัน้ 3 วิชาที่เหลือมี 124 คน
ใช้สตู ร Inclusive – Exclusive กับ 3 วิชาที่เหลือ จะได้
𝑛(อ ∪ ฝ ∪ ญ) = 𝑛(อ) + 𝑛(ฝ) + 𝑛(ญ) − 𝑛(อ ∩ ฝ) − 𝑛(อ ∩ ญ) − 𝑛(ฝ ∩ ญ) + 𝑛(อ ∩ ฝ ∩ ญ)
124 = 58 + 62 + 60 − 17 − 23 − 21 + 𝑛(อ ∩ ฝ ∩ ญ)
5 = 𝑛(อ ∩ ฝ ∩ ญ)
อ ฝ วาดแผนภาพ จะได้ตรงกลาง = 5
12
5
หัก 5 ออกจาก อ ∩ ฝ , อ ∩ ญ , ฝ ∩ ญ จะได้ดงั รูป
18 16
ดังนัน้ มีคนเรียนอย่างน้อย 3 วิชา = 12 + 18 + 16 + 5
ญ = 51 คน

7. ให้ เอกภพสัมพัทธ์ 𝑈 แทนเซตของจำนวนเต็มบวกทัง้ หมดที่ไม่เกิน 10


และ 𝐴, 𝐵 เป็ นสับเซตของ 𝑈 โดยที่ 𝐴 แทนเซตของจำนวนคู่ท่ีนอ้ ยกว่ำ 10
ถ้ำ 𝑛(𝐴′ ∪ 𝐵) = 7 และ 3 ∉ 𝐴′ − 𝐵 แล้วข้อใดถูกต้อง [กสพท คณิต1 (มี.ค. 2565/1)]
1. 𝐵 ⊂ 𝐴′ 2. 5 ∈ 𝐴 ∩ 𝐵 3. 𝑛(𝐴 ∩ 𝐵) = 1
4. 𝑛(𝐵) = 1 5. 𝑛(𝐴 ∪ 𝐵) = 4

ตอบ 3
จำกโจทย์ จะได้ 𝑈 = {1, 2, 3, … , 10} และ 𝐴 = {2, 4, 6, 8} (น้อยกว่ำ 10 คือไม่รวม 10)
𝐴′ = {1, 3, 5, 7, 9, 10}
โจทย์ให้ 𝑛(𝐴′ ∪ 𝐵) = 7 แต่จะเห็นว่ำ 𝐴′ มีสมำชิก 6 ตัวไปแล้ว ดังนัน้ 𝐵 ต้องมีเพิ่มอีก 1 ตัว ที่ไม่อยู่ใน 𝐴′ …(∗)
(และ 𝐵 อำจมีเลขที่ซำ้ กับ 𝐴′ เพิ่มอีกกี่ตัวก็ได้)
โจทย์ให้ 3 ∉ 𝐴′ − 𝐵 และเนื่องจำก 3 ∈ 𝐴′ แสดงว่ำ 𝐴′ − 𝐵 ต้องถูกหัก 3 ออกไป จึงสรุปได้ว่ำ 3 ∈ 𝐵
1. จำก (∗) → 1. ผิด 2. เนื่องจำก 5 ∉ 𝐴 → 2. ผิด
3. จำก (∗) แสดงว่ำ 𝐵 มี 1 ตัวที่อยู่ใน 𝐴 → 3. ถูก
4. จำก (∗) และ 3 ∈ 𝐵 ด้วย ดังนัน้ 𝐵 มีสมำชิกมำกกว่ำ 1 ตัว → 4. ผิด
5. เนื่องจำก 3 ∈ 𝐵 ดังนัน้ 𝐴 ∪ 𝐵 จะมีสมำชิกมำกกว่ำ 4 ตัว → 5. ผิด

.0123456789
คลังโจทย์ 5

8. จากการสารวจนักเรียนกลุม่ หนึง่ จานวน 80 คน เกี่ยวกับการเป็ นสมาชิกของชมรม 3 ชมรม คือ ชมรมคณิตศาสตร์


ชมรมการแสดง และชมรมกีฬา ปรากฏว่ามี 30 คน เป็ นสมาชิกของชมรมคณิตศาสตร์ โดยในจานวนนีม้ ีนกั เรียน 20
คน เท่านัน้ ที่เป็ นสมาชิกของชมรมคณิตศาสตร์เพียงชมรมเดียว มี 5 คน ที่เป็ นสมาชิกของชมรมการแสดงและชมรม
กีฬา แต่ไม่เป็ นสมาชิกของชมรมคณิตศาสตร์ และมี 10 คน ที่ไม่เป็ นสมาชิกของชมรมใดเลย พิจารณาข้อความ
ต่อไปนี ้
(ก) มี 15 คน ที่เป็ นสมาชิกของชมรมอย่างน้อย 2 ชมรม
(ข) มี 55 คน ที่เป็ นสมาชิกของชมรมใดชมรมหนึง่ เพียง 1 ชมรมเท่านัน้
(ค) มี 50 คน ที่เป็ นสมาชิกของชมรมการแสดงหรือขมรมกีฬา
ข้อใดต่อไปนีถ้ กู ต้อง [PAT 1 (มี.ค. 2560/2)]
1. ข้อ (ก) และ ข้อ (ข) ถูก แต่ ข้อ (ค) ผิด 2. ข้อ (ก) และ ข้อ (ค) ถูก แต่ ข้อ (ข) ผิด
3. ข้อ (ข) และ ข้อ (ค) ถูก แต่ ข้อ (ก) ผิด 4. ข้อ (ก) ข้อ (ข) และ ข้อ (ค) ถูกทัง้ สามข้อ
5. ข้อ (ก) ข้อ (ข) และ ข้อ (ค) ผิดทัง้ สามข้อ
ตอบ 4
จากข้อมูลที่ได้ สามารถวาดแผนภาพได้ดงั นี ้ (M = คณิต , D = การแสดง , S = กีฬา)
ทัง้ หมด = 80 M = 30 M อย่างเดียว = 20 D และ S แต่ไม่ M = 5 ไม่เลย = 10

…(1) …(2) …(3) …(4) …(5)

(ก) (2) – (3) (6) + (4)

→ จากรูปที่ (7) จะได้ (ก) ถูก


30 – 20 = 10 …(6) 10 + 5 = 15 …(7)

(ข) (1) – (5) (8) – (7)

→ จากรูปที่ (9) จะได้ (ข) ถูก


80 – 10 = 70 …(8) 70 – 15 = 55 …(9)

(ค) (8) – (3)

→ จากรูปที่ (10) จะได้ (ค) ถูก


70 – 20 = 50 …(10)

.0123456789
6 คลังโจทย์

9. กำหนดให้ 𝑃(𝑆) แทนเพำเวอร์เซตของเซต 𝑆 และ 𝑛(𝑆) แทนจำนวนสมำชิกของเซต 𝑆


ให้ 𝐴, 𝐵 และ 𝐶 เป็ นเซตจำกัด โดยที่ 𝐵 ⊂ 𝐴 และ 𝐴 ∩ 𝐶 ≠ ∅
ถ้ำ 𝑛(𝑃(𝑃(𝐵))) = 𝑛(𝑃(𝐵 ∪ 𝐶)) = 16 , 𝑛(𝐵 ∩ 𝐶) = 1 , 𝑛(𝐴 ∩ 𝐶) = 2
และ 𝑛(𝑃(𝐴 − 𝐶)) = 4𝑛(𝑃(𝐶 − 𝐴)) แล้ว 𝑛(𝑃(𝐴)) เท่ำกับเท่ำใด [PAT 1 (ก.พ. 2561/31)]
ตอบ 32
ย้อนสูตร จำนวนสมำชิกของเพำเวอร์เซต 𝑛(𝑃(𝐴)) = 2𝑛(𝐴) จะได้
𝑛(𝑃(𝑃(𝐵))) = 16 = 24 𝑛(𝑃(𝐵 ∪ 𝐶)) = 16 = 24
𝑛(𝑃(𝐵)) = 4 = 22 𝑛(𝐵 ∪ 𝐶) = 4
𝑛(𝐵) = 2
จำกสูตร Inclusive – Exclusive : 𝑛(𝐵 ∪ 𝐶) = 𝑛(𝐵) + 𝑛(𝐶) − 𝑛(𝐵 ∩ 𝐶)
4 = 2 + 𝑛(𝐶) − 1
3 = 𝑛(𝐶)
จำก 𝑛(𝑃(𝐴 − 𝐶)) = 4𝑛(𝑃(𝐶 − 𝐴))
2𝑛(𝐴−𝐶) = 4 ∙ 2𝑛(𝐶−𝐴)
2𝑛(𝐴−𝐶) = 22 ∙ 2𝑛(𝐶−𝐴)
𝑛(𝐴 − 𝐵) = 𝑛(𝐴) − 𝑛(𝐴 ∩ 𝐵)
2𝑛(𝐴−𝐶) = 22+𝑛(𝐶−𝐴)
𝑛(𝐴 − 𝐶) = 2 + 𝑛(𝐶 − 𝐴)
𝑛(𝐴) − 𝑛(𝐴 ∩ 𝐶) = 2 + 𝑛(𝐶) − 𝑛(𝐴 ∩ 𝐶)
𝑛(𝐴) = 2+ 3 = 5 → จะได้ 𝑛(𝑃(𝐴)) = 25 = 32

10. ให้ 𝑛(𝑆) แทนจำนวนสมำชิกของเซต 𝑆 ถ้ำ 𝐴, 𝐵 และ 𝐶 เป็ นเซต โดยที่ 𝑛(𝐴) = 10 , 𝑛(𝐴 ∩ 𝐵) = 4 ,
𝑛(𝐴 ∩ 𝐶) = 3 และ 𝑛(𝐴 ∪ 𝐵 ∪ 𝐶) = 18 แล้ว ค่ำมำกที่สดุ ที่เป็ นไปได้ของ 𝑛(𝐵 ∪ 𝐶) เท่ำกับข้อใดต่อไปนี ้
[PAT 1 (ก.พ. 2562/18)]
1. 10 2. 12 3. 13 4. 14 5. 15
ตอบ 5
จำกสูตร Inclusive – Exclusive จะได้
𝑛(𝐴 ∪ 𝐵 ∪ 𝐶) = 𝑛(𝐴) + 𝑛(𝐵) + 𝑛(𝐶) − 𝑛(𝐴 ∩ 𝐵) − 𝑛(𝐴 ∩ 𝐶) − 𝑛(𝐵 ∩ 𝐶) + 𝑛(𝐴 ∩ 𝐵 ∩ 𝐶)
18 = 10 + 𝑛(𝐵) + 𝑛(𝐶) − 4 − 3 − 𝑛(𝐵 ∩ 𝐶) + 𝑛(𝐴 ∩ 𝐵 ∩ 𝐶)
15 = 𝑛(𝐵) + 𝑛(𝐶) − 𝑛(𝐵 ∩ 𝐶) + 𝑛(𝐴 ∩ 𝐵 ∩ 𝐶)
15 = 𝑛(𝐵 ∪ 𝐶) + 𝑛(𝐴 ∩ 𝐵 ∩ 𝐶) ใช้สตู ร Inclusive –
15 − 𝑛(𝐴 ∩ 𝐵 ∩ 𝐶) = 𝑛(𝐵 ∪ 𝐶) Exclusive ที่ 𝐵 กับ 𝐶

ดังนัน้ 𝑛(𝐵 ∪ 𝐶) จะมีคำ่ ไม่เกิน 15 (เพรำะ 𝑛(𝐴 ∩ 𝐵 ∩ 𝐶) เป็ นลบไม่ได้) 𝐴 𝐵


3 4 8
โดยจะเป็ น 15 ได้ เมื่อ 𝑛(𝐴 ∩ 𝐵 ∩ 𝐶) = 0 300
0
ซึง่ จะแสดงให้เห็นว่ำเป็ นไปได้ ด้วยตัวอย่ำงดังรูป 𝐶

.0123456789
คลังโจทย์ 7

11. ในกำรสำรวจควำมชอบเรียนวิชำคณิตศำสตร์ วิชำภำษำไทย และวิชำภำษำอังกฤษ ของนักเรียนกลุม่ หนึง่


พบว่ำ มีนกั เรียนชอบเรียนวิชำคณิตศำสตร์ 150 คน
มีนกั เรียนชอบเรียนวิชำภำษำไทย 80 คน
มีนกั เรียนชอบเรียนวิชำภำษำอังกฤษ 60 คน
และ มีนกั เรียน 30 คน ชอบเรียนทัง้ สำมวิชำ
นักเรียนกลุม่ นีม้ ีจำนวนอย่ำงมำกกี่คน [PAT 1 (ต.ค. 2558/31)]
ตอบ 230 𝑀 𝑇
มีนกั เรียน 30 คน ชอบทัง้ สำมวิชำ → วำดได้ดงั รูป 30
ข้อนีต้ อ้ งสมมติให้นกั เรียนกลุม่ นี ้ ชอบอย่ำงน้อย 1 วิชำ
จะได้จำนวนนักเรียนทัง้ หมด = 𝑛(𝑀 ∪ 𝑇 ∪ 𝐸) 𝐸

จำกสูตร Inclusive – Exclusive จะได้


𝑛(𝑀 ∪ 𝑇 ∪ 𝐸) = 𝑛(𝑀) + 𝑛(𝑇) + 𝑛(𝐸) − 𝑛(𝑀 ∩ 𝑇) − 𝑛(𝑇 ∩ 𝐸) − 𝑛(𝑀 ∩ 𝐸) + 𝑛(𝑀 ∩ 𝑇 ∩ 𝐸)
= 150 + 80 + 60 − 𝑛(𝑀 ∩ 𝑇) − 𝑛(𝑇 ∩ 𝐸) − 𝑛(𝑀 ∩ 𝐸) + 30
𝑀 𝑇
𝑥
30 สมมติ 𝑥, 𝑦, 𝑧 สำหรับ 𝑛(𝑀 ∩ 𝑇), 𝑛(𝑇 ∩ 𝐸), 𝑛(𝑀 ∩ 𝐸)
𝑦 𝑧

= 150 + 80 + 60 − (𝑥 + 30) − (𝑧 + 30) − (𝑦 + 30) + 30


= 150 + 80 + 60 − 𝑥 − 30 −𝑧 − 30 −𝑦 − 30 + 30
= 230 − 𝑥 − 𝑦 − 𝑧
𝑥, 𝑦, 𝑧 แทนจำนวนคน → 𝑥, 𝑦, 𝑧 ≥ 0
≤ 230
𝑀 𝑇
120 0 50
จะได้จำนวนคนมำกสุด = 230 เมื่อ 𝑥, 𝑦, 𝑧 = 0 ดังรูป 0 30 0
30
𝐸

12. กำหนดให้ 𝑃(𝑆) แทนเพำเวอร์เซตของเซต 𝑆 ให้ 𝐴, 𝐵 และ 𝐶 เป็ นเซตใดๆ พิจำรณำข้อควำมต่อไปนี ้


(ก) (𝐴 ∩ 𝐵) ∪ 𝐶 = 𝐴 ∩ (𝐵 ∪ 𝐶) (ข) 𝑃(𝐴) − 𝑃(𝐵) ⊂ 𝑃(𝐴 − 𝐵)
(ค) 𝑃(𝑃(∅)) ⊂ 𝑃(𝑃(𝑃(∅))) เมื่อ ∅ แทนเซตว่ำง
ข้อใดต่อไปนีถ้ กู ต้อง [PAT 1 (ต.ค. 2559/3)]
1. ข้อ (ก) ถูกเพียงข้อเดียว 2. ข้อ (ข) ถูกเพียงข้อเดียว
3. ข้อ (ค) ถูกเพียงข้อเดียว 4. ข้อ (ก) ข้อ (ข) และ ข้อ (ค) ถูกทัง้ สำมข้อ
5. ข้อ (ก) ข้อ (ข) และ ข้อ (ค) ผิดทัง้ สำมข้อ
ตอบ 3
(ก) จะเห็นว่ำ ไม่เคยมีสตู รนีใ้ ห้ทอ่ ง ที่เคยท่องจะมีแต่สตู ร (𝐴 ∩ 𝐵) ∪ 𝐶 = (𝐴 ∪ 𝐶) ∩ (𝐵 ∪ 𝐶)
ถ้ำให้ 𝐴 = {1} , 𝐵 = {2} , 𝐶 = {3} จะได้ (ก) คือ ({1} ∩ {2} ) ∪ {3} = {1} ∩ ({2} ∪ {3})
∅ ∪ {3} = {1} ∩ {2, 3}
{3} = ∅ → (ก) ผิด
(ข) 𝑃(𝐴) − 𝑃(𝐵) จะมี สับเซตของ 𝐴 ที่ไม่ใช่สบั เซตของ 𝐵
𝑃(𝐴 − 𝐵) จะมี สับเซตของ 𝐴 − 𝐵 → จะไม่มท ี ำงมีสมำชิกของ 𝐵 ออกมำให้เห็นใน 𝑃(𝐴 − 𝐵)
ในขณะที่ 𝑃(𝐴) − 𝑃(𝐵) ยังอำจมีสมำชิกของ 𝐵 ออกมำได้ ถ้ำมันจับคูก่ บั สมำชิกของ 𝐴 ทำให้ไม่เป็ นสับเซตของ 𝐵
เช่น 𝐴 = {1, 2} → 𝑃(𝐴) = { ∅ , {1} , {2} , {1,2} }
.0123456789
(ก) จะเห็นว่ำ ไม่เคยมีสตู รนีใ้ ห้ทอ่ ง ที่เคยท่องจะมีแต่สตู ร (𝐴 ∩ 𝐵) ∪ 𝐶 = (𝐴 ∪ 𝐶) ∩ (𝐵 ∪ 𝐶)
ถ้ำให้ 𝐴 = {1} , 𝐵 = {2} , 𝐶 = {3} จะได้ (ก) คือ ({1} ∩ {2} ) ∪ {3} = {1} ∩ ({2} ∪ {3})
8 คลังโจทย์ ∅ ∪ {3} = {1} ∩ {2, 3}
{3} = ∅ → (ก) ผิด
(ข) 𝑃(𝐴) − 𝑃(𝐵) จะมี สับเซตของ 𝐴 ที่ไม่ใช่สบั เซตของ 𝐵
𝑃(𝐴 − 𝐵) จะมี สับเซตของ 𝐴 − 𝐵 → จะไม่มท ี ำงมีสมำชิกของ 𝐵 ออกมำให้เห็นใน 𝑃(𝐴 − 𝐵)
ในขณะที่ 𝑃(𝐴) − 𝑃(𝐵) ยังอำจมีสมำชิกของ 𝐵 ออกมำได้ ถ้ำมันจับคูก่ บั สมำชิกของ 𝐴 ทำให้ไม่เป็ นสับเซตของ 𝐵
เช่น 𝐴 = {1, 2} → 𝑃(𝐴) = { ∅ , {1} , {2} , {1,2} }
𝐵 = {1} → 𝑃(𝐵) = { ∅ , {1} }
จะเห็นว่ำ 𝑃(𝐴 − 𝐵) = 𝑃({2}) = { ∅ , {2} } → จะไม่มี 1 เพรำะ ถูกหักทิง้ ไปตัง้ แต่ก่อนหำเพำเวอร์เซต
แต่ 𝑃(𝐴) − 𝑃(𝐵) = { {2} , {1,2} } → มี 1 ได้ เพรำะ 1 ไปจับคูก่ บั 2 กลำยเป็ น {1, 2} ที่ไม่เป็ นสับเซตของ 𝐵
ดังนัน้ อำจมีบำงตัวใน 𝑃(𝐴) − 𝑃(𝐵) ที่ไม่อยูใ่ น 𝑃(𝐴) − 𝑃(𝐵) → (ข) ผิด
(ค) จำก ∅ ⊂ 𝑃(∅) (เซตว่ำง เป็ นสับเซตของทุกเซต)
𝑃(∅) ⊂ 𝑃(𝑃(∅)) (ใส่ 𝑃 ทัง้ สองข้ำง) ถ้ำ 𝐴 ⊂ 𝐵
𝑃(𝑃(∅)) ⊂ 𝑃(𝑃(𝑃(∅))) → (ค) ถูก แล้ว 𝑃(𝐴) ⊂ 𝑃(𝐵)

13. ให้ 𝑆 ′ แทนคอมพลีเมนต์ของเซต 𝑆 และ 𝑛(𝑆) แทนจำนวนสมำชิกของเซต 𝑆


กำหนดให้ 𝒰 แทนเอกภพสัมพัทธ์ โดยที่ 𝑛(𝒰) = 70 ถ้ำ 𝐴, 𝐵 และ 𝐶 เป็ นสับเซตของ 𝒰 โดยที่ 𝐴 ∩ 𝐵 ∩ 𝐶 ≠ ∅
และ 𝑛(𝐴 ∩ 𝐵′ ) = 25 , 𝑛(𝐵 − 𝐶) = 18 , 𝑛(𝐶 ∩ 𝐴′ ) = 16 และ 𝑛((𝐴 ∪ 𝐵)′ − 𝐶) = 7
แล้ว 𝑛(𝐴 ∩ 𝐵 ∩ 𝐶) เท่ำกับเท่ำใด [PAT 1 (ต.ค. 2559/31)]
ตอบ 4

𝐴 𝐵 𝐴 𝐵 𝐴 𝐵 𝐴 𝐵

𝐶 𝐶 𝐶 𝐶
𝑛(𝐴 ∩ 𝐵′ ) = 25 𝑛(𝐵 − 𝐶) = 18 𝑛(𝐶 ∩ 𝐴′ ) = 16 𝑛((𝐴 ∪ 𝐵)′ − 𝐶) = 7
=𝐴−𝐵 =𝐶−𝐴 = (𝐴 ∪ 𝐵)′ ∩ 𝐶 ′
= (𝐴 ∪ 𝐵 ∪ 𝐶)′

𝐴 𝐵
ถ้ำนำส่วนที่แรเงำทัง้ 4 รูปมำรวมกัน
= 25 + 18 + 16 + 7
จะได้เกือบครบทุกส่วน (ยกเว้นตรงกลำง) ดังรูป = 66
𝐶

แต่โจทย์ให้ทกุ ส่วนรวมกัน 𝑛(𝒰) = 70 → จะเหลือตรงกลำง 𝑛(𝐴 ∩ 𝐵 ∩ 𝐶) = 70 − 66 = 4

.0123456789
คลังโจทย์ 9

14. สำหรับเซตย่อย 𝐴1 , 𝐴2 , … , 𝐴𝑛 , … ใน ℝ ใดๆ นิยำม


 
 𝐴𝑛 := { 𝑥 ∈ ℝ | มีจำนวนนับ 𝑛 ซึง่ 𝑥 ∈ 𝐴𝑛 } และ  𝐴𝑛 := { 𝑥 ∈ ℝ | 𝑥 ∈ 𝐴𝑛 ทุกจำนวนนับ 𝑛 }
n 1 n 1

ข้ อใดต่อไปนี ้ไม่ถกู ต้ อง [สมำคม (พ.ย. 2560/1)]


 
ก.  [−𝑛 + 𝑛1 1
, 𝑛− ) = ℝ
𝑛
ข.  (− 𝑛1 , 1
𝑛
) = {0}
n 1 n 1
  
ค.  (𝑛1 1
, 1 − ] = (0, 1]
𝑛
ง. 1
 (0, 1 + 𝑛] =  (0, 1 + 𝑛)
1
n 1 n 1 n 1

ตอบ ค
ก. เมื่อ 𝑎 เป็ นจำนวนจริ งใดๆ จะเห็นว่ำ 𝑎 ∈ [−𝑛 + 𝑛1 , 𝑛 − 𝑛1 ) ได้ เสมอ เมื่อ 𝑛 เป็ นจำนวนนับที่มีคำ่ มำกพอ
เช่น เมื่อ 𝑛 = ⌈|𝑎|⌉ + 2 จะได้ 3 ∈ [−5 + 15 , 5 − 15) , 91.9 ∈ [−93 + 931 , 93 − 931 )
1 1
−5.1 ∈ [−7 + 7 , 7 − 7) เป็ นต้ น

ดังนัน้ จำนวนจริงทุกจำนวน จะอยูใ่ น  [−𝑛 + 𝑛1 , 𝑛− ) →
1
𝑛
ก. ถูก
n 1

ข. จะเห็นว่ำ 0 ∈ (− 𝑛1 , 𝑛1 ) สำหรับทุกจำนวนนับ 𝑛
และเมื่อ 𝑎 ≠ 0 จะสำมำรถหำ 𝑛 ที่ 𝑎 ∉ (− 𝑛1 , 𝑛1 ) ได้ เสมอ เมื่อ 𝑛 เป็ นจำนวนนับที่มีคำ่ มำกพอ
เช่น เมื่อ 𝑛 = ⌈|𝑎1|⌉ จะได้ 3 ∉ (− 11 , 11) , 0.05 ∉ (− 20 1 1
, ) เป็ นต้ น
20

ดังนัน้ 0 จะเป็ นจำนวนเดียวเท่ำนัน้ ที่อยูใ่ น  (− 𝑛1 , 1
𝑛
) → ข. ถูก
n 1

1 1 1 1
ค. ไม่วำ่ 𝑛 จะเป็ นจำนวนนับอะไรก็ตำม จะเห็นว่ำ 1 ∉ ( , 1− ]
𝑛 𝑛
ดังนัน้ 1 ∉  ( , 1− ]
𝑛 𝑛
n 1

แต่ 1 ∈ (0, 1] ดังนัน้  (𝑛1 1
, 1 − 𝑛] ≠ (0, 1] → ค. ผิด
n 1

ง. จะแสดงว่ำทังฝั
้ ่ งซ้ ำยและฝั่งขวำ ต่ำงก็เท่ำกับ (0, 1] ทังคู ้ ่
เมื่อ 𝑎 ∈ (0, 1] จะเห็นว่ำ (0, 1] ⊂ (0, 1 + 𝑛1 ] และ (0, 1] ⊂ (0, 1 + 𝑛1 ) สำหรับจำนวนนับ 𝑛 ทุกตัว
เมื่อ 𝑎 ≤ 0 จะเห็นว่ำ 𝑎 ∉ (0, 1 + 𝑛1 ] และ 𝑎 ∉ (0, 1 + 𝑛1 ) สำหรับ 𝑛 บำงตัว (เช่นเมื่อ 𝑛 = 1)
เมื่อ 𝑎 > 1 จะมี 𝑛 ที่ 𝑎 ∉ (0, 1 + 𝑛1 ] และ 𝑎 ∉ (0, 1 + 𝑛1 ) เสมอ เมื่อ 𝑛 เป็ นจำนวนนับทีม่ ีคำ่ มำกพอ
1 1
เช่น เมื่อ 𝑛 = ⌈𝑎−1 ⌉ + 1 จะได้ 3 ∉ (0, 1 + 1] และ 3 ∉ (0, 1 + 11)
1 1
1.1 ∉ (0, 1 + 11] และ 1.1 ∉ (0, 1 + 11) เป็ นต้ น
ดังนัน้ จะมีแค่ (0, 1] เท่ำนัน้ ที่อยูท่ งฝั
ั ้ ่งซ้ ำยและฝั่งขวำ → ง. ถูก

.0123456789
10 คลังโจทย์

15. ให้ 𝑛 (𝑆) แทนจำนวนสมำชิกของเซต 𝑆 ถ้ำ 𝐴, 𝐵 และ 𝐶 เป็ นเซต โดยที่ 𝑛(𝐴) + 𝑛(𝐵) + 𝑛(𝐶 ) = 199
𝑛(𝐴 ∪ 𝐵 ∪ 𝐶 ) = 100 𝑛((𝐴 ∪ 𝐵) − 𝐶) = 35 และ 𝑛(𝐶 − (𝐴 ∪ 𝐵)) = 9
แล้ว 𝑛(𝐴 ∩ 𝐵) เท่ำกับข้อใดต่อไปนี ้ [PAT 1 (ก.พ. 2563/5)]
1. 42 2. 43 3. 44 4. 45 5. 46
ตอบ 2
ลบแผนภำพ ได้ดงั รูป (1) − (2) (1) − (3)
𝐴 𝐵 𝐴 𝐵 𝐴 𝐵 𝐴 𝐵 𝐴 𝐵

𝐶 𝐶 𝐶 𝐶 𝐶
𝑛(𝐴 ∪ 𝐵 ∪ 𝐶) 𝑛((𝐴 ∪ 𝐵) − 𝐶) 𝑛(𝐶 − (𝐴 ∪ 𝐵)) 𝑛(𝐶) = 100 − 35 𝑛(𝐴 ∪ 𝐵) = 100 − 9
= 100 = 35 =9 = 65 = 91
…(1) …(2) …(3) …(4) …(5)
จำก 𝑛(𝐴) + 𝑛(𝐵) + 𝑛(𝐶 ) = 199
จำก (4)
𝑛(𝐴) + 𝑛(𝐵) + 65 = 199
𝑛(𝐴) + 𝑛(𝐵) = 134 …(6)
จำกสูตร Inclusive & Exclusive : 𝑛(𝐴 ∪ 𝐵) = 𝑛(𝐴) + 𝑛(𝐵) − 𝑛(𝐴 ∩ 𝐵)
จำก (5) และ (6)
91 = 134 − 𝑛(𝐴 ∩ 𝐵)
𝑛(𝐴 ∩ 𝐵) = 43

16. กำหนดให้ 𝑃(𝑆) แทนเพำเวอร์ เซตของเซต 𝑆 ให้ 𝐴, 𝐵 และ 𝐶 เป็ นเซตใดๆ พิจำรณำข้ อควำมต่อไปนี ้
(ก) ถ้ ำ 𝐴 ∩ 𝐶 ∈ 𝐵 แล้ ว 𝐴 ∈ 𝐵 ∪ 𝐶
(ข) ถ้ ำ 𝐴 ∩ 𝐶 ⊂ 𝐵 แล้ ว 𝐵 = (𝐴 ∪ 𝐵) ∪ (𝐵 ∩ 𝐶)
(ค) 𝑃(𝐴 ∪ 𝐵) ⊂ 𝑃(𝐴) ∪ 𝑃(𝐵)
ข้ อใดต่อไปนี ้ถูกต้ อง [PAT 1 (มี.ค. 2559/6)]
1. ข้ อ (ก) ถูกเพียงข้ อเดียว 2. ข้ อ (ข) ถูกเพียงข้ อเดียว
3. ข้ อ (ค) ถูกเพียงข้ อเดียว 4. ข้ อ (ก) ข้ อ (ข) และ ข้ อ (ค) ถูกทังสำมข้
้ อ
5. ข้ อ (ก) ข้ อ (ข) และ ข้ อ (ค) ผิดทังสำมข้
้ อ
ตอบ 5
(ก) 𝐴 ∩ 𝐶 ∈ 𝐵 คือ 𝐴 ∩ 𝐶 ต้ องเข้ ำไปอยูใ่ นปี กกำของ 𝐵
เช่น 𝐴 = {1, 2} , 𝐶 = {2, 3} จะได้ 𝐴 ∩ 𝐶 = {2} → ถ้ ำให้ 𝐵 = { {2} } จึงจะได้ วำ่ 𝐴∩𝐶∈𝐵
แต่จะได้ 𝐴 ∈ 𝐵 ∪ 𝐶
{1, 2} ∈ { {2} } ∪ {2, 3}
{1, 2} ∈ { 2 , 3 , {2} } ×
𝐴 𝐶 𝐴 𝐶
(ข) 𝐴∩𝐶⊂𝐵 จะวำดได้ ดงั รูป จะตรวจสอบข้ อนี ้ โดยใช้ วิธีกำหนด 1 3 5
4
“สมำชิกตัวแทน” ให้ ทกุ ส่วน ดังรูป 2
6 7
𝐵 𝐵
จะได้ 𝐴 = {1, 2, 3} , 𝐵 = {2, 3, 4, 6} , และ 𝐶 = {3, 4, 5}
ดังนัน้ 𝐵 = (𝐴 ∪ 𝐵) ∪ (𝐵 ∩ 𝐶)
{2, 3, 4, 6} = {1, 2, 3, 4, 6} ∪ {3, 4}
{2, 3, 4, 6} = {1, 2, 3, 4, 6} ×
(ค) ปกติแล้ ว 𝑃(𝐴 ∪ 𝐵) จะใหญ่กว่ำ 𝑃(𝐴) ∪ 𝑃(𝐵) เพรำะใน 𝑃(𝐴 ∪ 𝐵) จะมีสบั เซตที่ “บำงตัวมำจำก 𝐴 และ
บำงตัวมำจำก 𝐵” ในขณะที่ 𝑃(𝐴) ∪ 𝑃(𝐵) คือ กำรนำ “สับเซตทีม่ ำจำก 𝐴 รวมกับ “สับเซตที่มำจำก 𝐵” ซึง่ จะไม่
มีสบั เซตทีเ่ กิดร่วมกัน ระหว่ำง 𝐴 กับ 𝐵
.0123456789
𝐵 𝐵
จะได้ 𝐴 = {1, 2, 3} , 𝐵 = {2, 3, 4, 6} , และ 𝐶 = {3, 4, 5}
ดังนัน้ 𝐵 = (𝐴 ∪ 𝐵) ∪ (𝐵 ∩ 𝐶)
คลังโจทย์
{2, 3, 4, 6} = {1, 2, 3, 4, 6} ∪ {3, 4} 11
{2, 3, 4, 6} = {1, 2, 3, 4, 6} ×
(ค) ปกติแล้ ว 𝑃(𝐴 ∪ 𝐵) จะใหญ่กว่ำ 𝑃(𝐴) ∪ 𝑃(𝐵) เพรำะใน 𝑃(𝐴 ∪ 𝐵) จะมีสบั เซตที่ “บำงตัวมำจำก 𝐴 และ
บำงตัวมำจำก 𝐵” ในขณะที่ 𝑃(𝐴) ∪ 𝑃(𝐵) คือ กำรนำ “สับเซตทีม่ ำจำก 𝐴 รวมกับ “สับเซตที่มำจำก 𝐵” ซึง่ จะไม่
มีสบั เซตทีเ่ กิดร่วมกัน ระหว่ำง 𝐴 กับ 𝐵
เช่น ถ้ ำให้ 𝐴 = {1} , 𝐵 = {2} จะได้ 𝐴 ∪ 𝐵 = {1, 2}
ดังนัน้ 𝑃(𝐴 ∪ 𝐵) ⊂ 𝑃(𝐴) ∪ 𝑃(𝐵) หมำยเหตุ : ถ้ ำ ข้ อ ค. สลับข้ ำงสับเซต
𝑃({1, 2}) ⊂ 𝑃({1}) ∪ 𝑃({2}) เป็ น 𝑃(𝐴) ∪ 𝑃(𝐵) ⊂ 𝑃(𝐴 ∪ 𝐵) จะถูก
{ ∅, {1}, {2}, {1,2} } ⊂ { ∅, {1} } ∪ { ∅, {2} }
{ ∅, {1}, {2}, {1,2} } ⊂ { ∅, {1}, {2} } ×

สับเซตที่มีสมำชิกมำจำกทัง้ 𝐴 และ 𝐵

17. จงพิจารณาข้ อความต่อไปนี ้


(1) มีเซต 𝐴, 𝐵, 𝐶 ที่ 𝐴 ⊂ 𝐵 ∈ 𝐶 และ 𝐴 ∈ 𝐵 ⊂ 𝐶
(2) กาหนดให้ 𝒫(ℝ) แทนเซตของสับเซตทังหมดของ ้ ℝ
ให้ ℱ ≠ ∅ เป็ นสับเซตแท้ ใดๆ ของ 𝒫(ℝ) ที่มีสมบัติวา่ 𝑋 − 𝑌 ∈ ℱ สาหรับทุก 𝑋, 𝑌 ∈ ℱ
จะได้ วา่ ถ้ า 𝐴, 𝐵 ∈ ℱ แล้ ว 𝐴 ∩ 𝐵 ∈ ℱ
ข้ อใดต่อไปนี ้กล่าวถูกต้ อง [สมาคม (พ.ย. 2561/1)]
ก. ข้ อความ (1) และ (2) ต่างเป็ นจริง ข. ข้ อความ (1) เป็ นจริ ง แต่ข้อความ (2) เป็ นเท็จ
ค. ข้ อความ (1) เป็ นเท็จ แต่ข้อความ (2) เป็ นจริง ง. ข้ อความ (1) และ (2) ต่างเป็ นเท็จ
ตอบ ก
(1) 𝐴 ⊂ 𝐵 และ 𝐴 ∈ 𝐵 ถ้ า 𝐵 = 𝐴 ∪ {𝐴}
เช่นถ้ าให้ 𝐴 = ∅ จะได้ 𝐵 = 𝐴 ∪ {𝐴} = ∅ ∪ {∅} = {∅}
และ 𝐶 = 𝐵 ∪ {𝐵} = {∅} ∪ {{∅}} = {∅, {∅}}
ดังนัน้ จะมี 𝐴 = ∅ , 𝐵 = {∅} และ 𝐶 = {∅, {∅}} ที่สอดคล้ องกับเงื่อนไข → (1) ถูก
(2) จากสมบัติของ ℱ ถ้ า 𝐴, 𝐵 ∈ ℱ จะสรุปได้ วา่ 𝐴 − 𝐵 ∈ ℱ
และเนื่องจาก 𝐴 , 𝐴 − 𝐵 ∈ ℱ จะสรุปต่อด้ วยสมบัติเดิมได้ วา่ 𝐴 − (𝐴 − 𝐵) ∈ ℱ
ซึง่ 𝐴 − (𝐴 − 𝐵) ก็คือ 𝐴 ∩ 𝐵 นัน่ เอง
− =
จึงสรุปได้ วา่ 𝐴 ∩ 𝐵 ∈ ℱ → (2) ถูก
𝐴 𝐴−𝐵 𝐴 − (𝐴 − 𝐵)

.0123456789
12 คลังโจทย์

18. ในกำรสำรวจนักเรี ยนห้ องหนึง่ เกี่ยวกับควำมชอบเรี ยนวิชำคณิตศำสตร์ วิชำภำษำอังกฤษ และวิชำภำษำไทย พบว่ำ


นักเรี ยนในห้ องนี ้ชอบเรี ยนวิชำดังกล่ำวอย่ำงน้ อย 1 วิชำ และ
มี 24 คน ชอบเรียนวิชำคณิตศำสตร์
มี 22 คน ชอบเรียนวิชำภำษำอังกฤษ
มี 21 คน ชอบเรียนวิชำภำษำไทย
มี 21 คน ชอบเรียนเพียงวิชำเดียว และ มี 4 คน ชอบเรี ยนทังสำมวิ ้ ชำ
จำนวนนักเรี ยนทีช่ อบเรี ยนวิชำภำษำอังกฤษ หรื อวิชำภำษำไทย แต่ไม่ชอบเรียนวิชำคณิตศำสตร์ เท่ำกับข้ อใดต่อไปนี ้
[PAT 1 (มี.ค. 2559/2)]
1. 16 คน 2. 17 คน 3. 18 คน
4. 19 คน 5. 20 คน
ตอบ 3
นักเรี ยนชอบอย่ำงน้ อย 1 วิชำ → ข้ ำงนอกสำมวง = 0 ชอบวิชำเดียว = 21 คน → จะได้ สว่ นที่แรเงำ = 21
ชอบ 3 วิชำ = 4 คน → จะได้ ตรงกลำง = 4 𝑀 𝐸
𝑀 𝐸
กำหนด 𝑎, 𝑏, 𝑐 ตำมรูป 𝑎
𝑏 4 𝑐
𝑇
จะได้ นกั เรียนทังหมด
้ = 21 + 𝑎 + 𝑏 + 𝑐 + 4
𝑇
= 25 + 𝑎 + 𝑏 + 𝑐 …(1)
แต่จำกสูตร Inclusive – Exclusive จะได้ นกั เรี ยนทังหมด

= 𝑛(𝑀) + 𝑛(𝐸) + 𝑛(𝑇) − 𝑛(𝑀 ∩ 𝐸) − 𝑛(𝐸 ∩ 𝑇) − 𝑛(𝑀 ∩ 𝑇) + 𝑛(𝑀 ∩ 𝐸 ∩ 𝑇)
= 24 + 22 + 21 − (𝑎 + 4) − (𝑏 + 4) − (𝑐 + 4) + 4
= 59 − 𝑎 − 𝑏 − 𝑐 …(2)

(1) = (2) จะได้ 25 + 𝑎 + 𝑏 + 𝑐 = 59 − 𝑎 − 𝑏 − 𝑐


2𝑎 + 2𝑏 + 2𝑐 = 34
𝑎 + 𝑏 + 𝑐 = 17 → แทนใน (1) จะได้ นกั เรี ยนทังหมด
้ = 25 + 17 = 42 คน
𝑀 𝐸
โจทย์ถำมนักเรียนที่ชอบ 𝐸 หรื อ 𝑇 แต่ไม่ชอบ 𝑀 → คือส่วนที่แรเงำ ดังรูป
ซึง่ จะหำได้ จำก จำนวนนักเรี ยนทังหมด
้ ลบด้ วย จำนวนนักเรี ยนทีช่ อบ 𝑀
𝑇
𝑀 𝐸 𝑀 𝐸 𝑀 𝐸
− =
𝑇 𝑇 𝑇
ทังหมด
้ 42 คน − ชอบคณิต 24 คน = 18 คน → ตอบ 18

.0123456789
คลังโจทย์ 13

19. ให้ 𝑆 ′ แทนคอมพลีเมนต์ของ 𝑆 และ 𝑛(𝑆) แทนจำนวนสมำชิกของเซต 𝑆 ให้ 𝐴, 𝐵 และ 𝐶 เป็ นเซตใดๆ
โดยที่ 𝐴 ∩ (𝐵 ∪ 𝐶)′ = ∅ , 𝑛(𝐴) = 12 , 𝑛(𝐵) = 15 , 𝑛(𝐶) = 16 , 𝑛(𝐴 ∪ 𝐵 ∪ 𝐶) = 20
และ 𝑛(𝐴 ∩ 𝐵) = 𝑛(𝐵 ∩ 𝐶) = 𝑛(𝐴 ∩ 𝐶) ข้อใดต่อไปนีไ้ ม่ถกู ต้อง [PAT 1 (ต.ค. 2558/2)]
1. 𝑛(𝐴 ∩ 𝐵 ∩ 𝐶) = 10 2. 𝑛(𝐴 ∩ 𝐵) = 11 3. 𝑛(𝐴′ ∩ 𝐵) = 4
4. 𝑛((𝐴 ∪ 𝐵) ∩ 𝐶) = 12 5. 𝑛((𝐴 ∪ 𝐵)′ ∩ 𝐶) = 5
ตอบ 5
จำก 𝐴 ∩ (𝐵 ∪ 𝐶)′ = ∅
ใช้สตู ร 𝐴 − 𝐵 = 𝐴 ∩ 𝐵′
𝐴 − (𝐵 ∪ 𝐶) = ∅
𝐴 𝐵 𝐴 𝐵
ซึง่ 𝐴 − (𝐵 ∪ 𝐶) คือบริเวณ เป็ นเซตว่ำง ดังนัน้ ใส่ 0 ได้ดงั รูป 0

𝐶 𝐶
จำก 𝑛(𝐴 ∩ 𝐵) = 𝑛(𝐵 ∩ 𝐶) = 𝑛(𝐴 ∩ 𝐶) → กำหนด 𝑎, 𝑏, 𝑐, 𝑥 ดังรูป 𝐴 𝐵
0 𝑎
จะได้ 𝑛(𝐴 ∩ 𝐵) = 𝑛(𝐵 ∩ 𝐶) = 𝑛(𝐴 ∩ 𝐶) 𝑥 𝑐
𝑏
𝑎+𝑥 = 𝑐+𝑥 = 𝑏+𝑥
𝑎 = 𝑐 = 𝑏
𝐶
𝐴 𝐵
ให้ 𝑎=𝑏=𝑐=𝑦 จะได้ 0 𝑦
𝑦 𝑥 𝑦 จำก 𝑛(𝐴) = 12 จะได้ 0 + 𝑦 + 𝑥 + 𝑦 = 12
𝑥 + 2𝑦 = 12 …(1)
𝐶

และจำกสูตร Inclusive – Exclusive จะได้


𝑛(𝐴 ∪ 𝐵 ∪ 𝐶) = 𝑛(𝐴) + 𝑛(𝐵) + 𝑛(𝐶) − 𝑛(𝐴 ∩ 𝐵) − 𝑛(𝐵 ∩ 𝐶) − 𝑛(𝐴 ∩ 𝐶) + 𝑛(𝐴 ∩ 𝐵 ∩ 𝐶)
20 = 12 + 15 + 16 − (𝑥 + 𝑦) − (𝑥 + 𝑦) − (𝑥 + 𝑦) + 𝑥
20 = 43 −𝑥 − 𝑦 −𝑥 − 𝑦 −𝑥 − 𝑦 + 𝑥
2𝑥 + 3𝑦 = 23 …(2)

แก้ระบบสมกำร (1) กับ (2) : 𝑥 + 2𝑦 = 12 …(1)


2𝑥 + 3𝑦 = 23 …(2)
2 × (1) : 2𝑥 + 4𝑦 = 24 …(3)
(3) – (2) : 𝑦 = 1 → แทนใน (1) : 𝑥 + 2(1) = 12
𝑥 = 10

แทน 𝑥 = 10 , 𝑦 = 1 ในแผนภำพ และหำส่วนที่เหลือ จะได้ดงั รูป


𝐴 𝐵 𝐴 𝐵
0 1 0 1 3
10 𝑛(𝐵) = 15 10
1 1 𝑛(𝐶) = 16 1 1
4
𝐶 𝐶

1. 𝐴 ∩ 𝐵 ∩ 𝐶 → 10 2. 𝐴 ∩ 𝐵 → 11 3. 𝐴′ ∩ 𝐵 = 𝐵 ∩ 𝐴′
𝐴 𝐵 𝐴 𝐵 = 𝐵−𝐴 → 4
0 1 3 0 1 3 𝐴 𝐵
10 10 0 1 3
1 1 1 1
10
4 4 1 1
𝐶 𝐶 4
𝐶
4. (𝐴 ∪ 𝐵) ∩ 𝐶 → 12 5. (𝐴 ∪ 𝐵)′ ∩ 𝐶 = 𝐶 ∩ (𝐴 ∪ 𝐵)′
= 𝐶 − (𝐴 ∪ 𝐵) → 4
𝐴 𝐵
0 1 3 𝐴 𝐵
0 1 3
10
1 1
.0123456789 10
𝐴 𝐵 𝐴 𝐵
0 1 3 0 1 3 𝐴 𝐵
10 10 0 1 3
1 1 1 1
10
1 1
14 คลังโจทย์ 4 4
𝐶 𝐶 4
𝐶
4. (𝐴 ∪ 𝐵) ∩ 𝐶 → 12 5. (𝐴 ∪ 𝐵)′ ∩ 𝐶 = 𝐶 ∩ (𝐴 ∪ 𝐵)′
= 𝐶 − (𝐴 ∪ 𝐵) → 4
𝐴 𝐵
0 1 3 𝐴 𝐵
0 1 3
10
1 1 10
1 1
4
𝐶 4
𝐶
จะเห็นว่ำ ข้อ 5. เท่ำนัน้ ที่ไม่ตรงกับข้อควำมในตัวเลือก

20. จากการสารวจผู้เล่นเกม Pokemon Go ในประเทศไทยทังหมดพบว่ ้ า 80% มีสตั ว์เลี ้ยงอย่างน้ อยหนึง่ ตัวในบรรดา
สัตว์เลี ้ยงต่อไปนี ้ Bulbasaur, Charmander และ Squirtle โดยที่
 45% มีสตั ว์เลี ้ยง Bulbasaur
 28% มีสตั ว์เลี ้ยง Charmander
 46% มีสตั ว์เลี ้ยง Squirtle
ถ้ า 27% มีแค่ Squirtle เท่านัน้ และ 6% มีสตั ว์เลี ้ยงทังสามชนิ
้ ด ข้ อใดต่อไปนี ้ตรงกับจานวนผู้เล่นที่มี
Bulbasaur, Charmander แต่ไม่มี Squirtle [สมาคม (พ.ย. 2559/1)]
ก. 14% ข. 15% ค. 16% ง. 17%
ตอบ ก
จาก 6% มีสตั ว์เลี ้ยงทังสามชนิ
้ ด และ 27% มีแค่ Squirtle จะเติมได้ ดงั รูป 𝐵 𝑥
𝐶
จาก 46% มี Squirtle แสดงว่าวง 𝑆 ต้ องรวมกันได้ 46 𝑦 6 𝑧
นัน่ คือ จะได้ 𝑦 + 6 + 𝑧 + 27 = 46 27
𝑦 +𝑧 = 13 …(∗) 𝑆
และจากสูตร Inclusive – Exclusive จะได้
𝑛(𝐵 ∪ 𝐶 ∪ 𝑆) = 𝑛(𝐵) + 𝑛(𝐶) + 𝑛(𝑆) − 𝑛(𝐵 ∩ 𝐶) − 𝑛(𝐵 ∩ 𝑆) − 𝑛(𝐶 ∩ 𝑆) + 𝑛(𝐵 ∩ 𝐶 ∩ 𝑆)
80 = 45 + 28 + 46 − (𝑥 + 6) − (𝑦 + 6) − (𝑧 + 6) + 6
80 = 45 + 28 + 46 − 𝑥 − 6 −𝑦−6 −𝑧−6 + 6
𝑥+𝑦+𝑧 = 27
จาก (∗)
𝑥 + 13 = 27
𝑥 = 14

.0123456789

You might also like